370301.2 ไขปัญหาสู่โลกาภิวัตน์ ตอนที่ 1/2 (6/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์1.42 MB
วันที่แก้ไข15 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

370301.2 ไขปัญหาสู่โลกาภิวัตน์ ตอนที่ 1/2 (6/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

หน้า /

370301.2 ไขปัญหาสู่โลกาภิวัตน์ ตอนที่ 1/2 (6/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ

ไขปัญหาสู่โลกาภิวัตน์

ตอนที่ 1/2 (6/10)

โดย พ่อท่านโพธิรักษ์

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2537 (ภาคบ่าย)

เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 18

วันที่ 25 ก.พ. - 3 มี.ค. 2537

ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ

ชื่อหัวข้อบรรยายธรรมะ “โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม” :

พ่อท่านว่า…

ช่วงนี้อาตมาก็จะขอเคลีย์ความเข้าใจ เคลีย์สิ่งที่ควรแก้ไข หรือสิ่งที่ควรคลายความข้องใจกันลงไปสักเล็กสักน้อย บางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจทะลุทะลวงนักว่า

ที่เอา “โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม” มาบรรยายนี่ หัวข้อ หรือว่าเรื่องราวเริ่มต้น จับเอาหลักเกณฑ์ เอาหัวข้อเนื้อหาอันนี้มาขยายความออกไปนี่ มันเกี่ยวข้องเป็นธรรมะกันตรงไหน โดยเฉพาะมาปลุกเสกฯ เพื่อที่จะให้ตัวเราเป็นพระ ให้ตัวเราเป็นผู้มีคุณธรรม มันเข้าไปขัดเกลาหรือมันเข้าไปพัฒนาตัวเราตรงไหน

ก็พูดถึงเรื่องของทุน พูดถึงเรื่องของสังคมมีบทบาท เรื่องราวอะไรของสังคมเขา จนกระทั่งเกิดพฤติกรรมสังคม วิธีการต่าง ๆ เขาเกิดขึ้น เกิดวิธีการหาทุน เกิดวิธีการสะสม เกิดวิธีการที่จะสร้างกลุ่ม วิธีการหากำไร จนเกิดผลข้างเคียง เกิดเป็นผลนิสัยเสพ บำเรอ ใช้สอย Consumption หรือว่าบริโภคอุปโภค บริโภคขึ้นมาชนิดจนกระทั่งนิสัยเสีย แล้วก็เสพติดกันขึ้นมามากมาย ก็ไอ้ที่เสพที่ติดนั่นแหละคือกิเลส

ฉีกหน้ากากทุนนิยมยุคโลกาวิวัฒน์ :

และเราอยู่กับสังคม สังคมเขาสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาให้แก่เรา อาตมาก็จับพวกนี้มาฉีกหน้า มันเป็นหน้ากากกิเลสทั้งนั้นเลย เอาหน้ากากกิเลสตัวปลอมพวกนี้แหละ และพวกเราก

อ่านต่อ

็ไปหลงมันว่าเป็นความจริงของโลก เรียกว่าโลกียสัจจะ นึกว่าความจริงของโลก ก็เอาสิ่งเหล่านี้มาฉีกหน้าให้พวกคุณรู้

มันอาจจะกว้าง และมันก็เป็นมานานนักหนาแล้ว จนกระทั่งมันวิวัฒนาการ มันก่อตัวขึ้นมา จะเรียกว่า โลกานุวัตร หรือ โลกาวิวัฒน์ ก็ตาม มันเป็นธรรมชาติของโลกียะ ธรรมชาติของสังคมมนุษย์ชาติ มันเกิดขึ้นมาอยู่เรื่อย ตามเรื่องของมัน ตามจริง จนกระทั่งมีจริง เป็นจริงอยู่ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์มันมาอย่างไร อาตมาก็เอาที่เขาร่างเป็นบทความนี้ไว้ เอามาขยายความอธิบายมาเรื่อย ๆ

โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม เรียนรู้กิเลสและกระแสทุนนิยม :

เพราะฉะนั้น ผู้ใดฟังเข้าใจก็จะรู้ว่า อ๋อ ไอ้หน้ากากกิเลส ไอ้ตัวการที่มันเป็นองค์ประกอบของกิเลส มันมาอย่างนี้เอง เป็นอย่างนี้เอง แล้วเราเองนะ เราก็ต้องนึกถึงตัวเราว่า เออ แล้วเราก็เคยหลงมาอย่างนี้ไหม อย่างนี้ไหม อย่างนี้ไหม อ๋อ เราไม่รู้หน้า เราไม่รู้ทันมัน หรือเราได้รู้ทันแล้ว ใครได้รู้ทันแล้ว ก็ โอ้โฮ นี่เราก็หนีมันมาแล้ว เราก็ลดมันมาแล้ว เราก็เลิกมันมาแล้ว เราก็อยู่เหนือมันแล้ว อะไรอย่างนี้เป็นต้น เราก็จะได้รู้ความจริงตามความจริง

ทีนี้ส่วนที่อาตมาเอามาเสริมอันเดียวกัน ใช้ชื่อ Globalization (โกลว-เบอะ-ไล-เซ-ชั่น) ภาษาอังกฤษตัวเดียวกันนี่ แต่ในเนื้อหาความหมายอธิบายต่างกัน โลกานุวัตร เขาอธิบายอย่างนั้น โลกาวิวัฒน์ของคุณยุค ศรีอริยะ นี่ เขาก็อธิบายมาอย่างนี้ ซึ่งอาตมาก็เข้าใจทั้งสองระดับนั้น และอาตมาก็คิดว่า อาตมาจะให้พวกเราเป็นระดับที่กว่าสองระดับนี้ ที่เป็นโลกีย์ของเขาแท้ ๆ คือ “โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม” แล้วมันเป็นไหม

ไม่ไปหลงใหล Mass Production & Mass Consumption :

ให้พวกเราฟังแล้วรู้ อ๋อ เกิดระดับ Mass Production (อุตสาหกรรมการผลิต) เรากำลังมาทำลาย Mass Production เรามารวมหมู่ รวมมาทำเป็นกลุ่มเป็นหมู่ ไม่ตัวใครตัวมัน ไม่กลุ่มใคร ไม่กลุ่มมัน ไม่โลกใคร ไม่โลกมัน และเราก็พยายามที่มาทำส่วนย่อยลงไป เล็กลงไป (พ่อท่านเรียก Mass Nature)

เพราะฉะนั้น เมื่อเช้า อาตมาได้ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนว่า โดยธรรมชาติแล้วสิ่งที่จะเกิดใหญ่ มันไม่ใช่ว่าเกิดใหญ่แล้วก็ใหญ่ ๆ ๆ ๆ อยู่อย่างนั้นทั้งหมด จริง ๆ ทุกอย่างมันจะใหญ่เพราะว่ามันมาจากน้อย เหมือนกับอย่างสมมุติให้ฟังแล้วว่า ธรรมชาติน้ำ แม่น้ำใหญ่ นี่ มันไม่ได้เกิดมาจากแม่น้ำใหญ่บนภูเขา หรือว่าบึงใหญ่ อ่างใหญ่ บนภูเขากักเก็บน้ำไว้แล้วก็ไหลรินมาให้แก่แม่น้ำข้างล่างนี้ จนกระทั่งหมดปี แล้วก็ฝนตกลงมาใหญ่เต็มสระนั่นใหม่ แล้วก็หมุนมาให้ใหม่ ซึ่งความคาดคะเนของมนุษย์ มันคาดคะเนได้อย่างนี้ ซึ่งความจริงไม่ใช่ มันเกิดจากจุดเล็กนิดเดียว พลังงานของโลกดูดดึงเอาไว้

ต้นไม้นี่เป็นตัวสำคัญที่สุด ที่มันมีพลังงานดึงดูด ที่รากไม้ พลังใต้ดิน ดูดน้ำ ซับน้ำเอาไว้ ป่าไม้ที่แน่นหนา ความชุ่มชื้นมาก น้ำระเหยน้อย แรงงานที่ดึงดูดเอาน้ำไว้มาก มันก็ค่อย ๆ ไหลริน ก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัว จากที่มันเคยตกเอามาแล้วทางโน้นดูดเอาไว้ แล้วก็ค่อย ๆ ปล่อยให้สลายได้ แล้วมันก็ระเหยไปเป็นไอ ไปเป็นเมฆไว มันก็จะมีแม่น้ำไหลลงมา ถ้าภูเขาโล้นเมื่อไหร่ ระเหยทันที ดูดน้ำไว้ไม่ได้ ไม่มีน้ำไหลมาหาที่ไหนเลย แม่น้ำแห้งหมด

นี่ สรุปให้ฟังง่าย ๆ ลักษณะเดียวกันที่เรากำลังอภิวัฒน์พวกเราไปนี่ ก็ไปสู่สภาพที่ว่า เราไม่จำเป็นจะต้องไปหลงใหล Mass Production ไปทำอะไรเป็นตัวใครตัวมัน แล้วต่างคนก็ต่างจะทำกิจกรรมใหญ่ อุตสาหกรรมใหญ่

ระดับจุลภาค ในแต่ละครัวเรือน :

เราทำจุลภาค หลาย ๆ จุลภาคนี่แหละ มันจะเป็นมหภาคโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องทำเป็นตัวมหภาคของเรา ข้าก็เป็นมหภาค เอ็งก็มหภาค ข้าก็พวกใหญ่ ข้าก็จะต้องสร้างกิจการใหญ่ อะไรใหญ่ ไม่

แต่ถ้าเป็นกิจการใหญ่ที่รวมกัน เป็นส่วนกลางอันนี้เป็นได้ อันนี้เป็นที่พักที่พาสำหรับคนที่ไม่มีส่วนตัวจริง ๆ

แต่ถ้าเราเป็นจุลภาค ส่วนตัวของเราก็มีนิด คนนั้นก็นิด คนนี้ก็หน่อย แล้วก็มีสันโดษของแต่ละคน แต่สันโดษเหล่านี้ไม่ใช่หวงแหนจนเกินการ เหลือส่วนเกินก็เอามาเสียสละ มาเจือจาน มาเกื้อกูล มารวมแบ่งกันได้ แบ่งผู้อื่นได้ ตัวเองก็พึ่งตนเองได้ ตัวเองมีส่วนเกินก็มาช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่นได้ อยู่อย่างนี้นะ มันจะมีลักษณะนี้อยู่ได้

ระดับมหาภาค เป็นของส่วนกลาง ที่รวมกลุ่มกันทำ :

เราจะทำเป็นจุลภาคทั้งหมด ก็ไม่สมบูรณ์ มันจะมีส่วนรวม ส่วนกลาง จะเรียกมหภาค ก็จะเรียกอย่างไรมันเป็นของส่วนรวม มันเป็นทุนรวม ทุนส่วนกลาง อย่างนี้เป็นต้น หรือมีอาณาเขตที่จะเป็น เกษตรส่วนกลาง พื้นที่เป็นกสิกรรม พื้นที่เกษตรส่วนกลาง ใคร ๆ ก็ไม่เป็นเจ้าของ แต่ใคร ๆ ก็มาช่วยทำ แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ก็ได้อย่างนี้ เป็นต้น หรือโรงงานส่วนกลาง

เมื่อส่วนกลางแล้ว เราอยู่เป็นหมู่เป็นกลุ่ม โดยระบบวินัย โดยวัฒนธรรม อาจจะจัดระบบว่า ที่นี่มีส่วนกลาง แล้วที่นี่มีส่วนบริการ หรือสวัสดิการ โรงเรียนก็เรียนฟรี โรงพยาบาลก็ฟรี อะไรอีกล่ะ ดีไม่ดีก็เหมือนว่าถ้ามันใหญ่ การสาธารณูปโภคต่าง ๆ หลายด้าน ฟรี การคมนาคม ฟรี ขึ้นรถเมล์ ฟรี อะไรอย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราทำได้ถึงขนาดนั้นมันก็ยิ่งนั่นแหละคือของส่วนกลาง ทุนส่วนกลางจ่ายค่าน้ำมัน จ่ายค่ารถ จ่ายค่าส่วนกลางอะไร ใครจะทำบุญ ใครจะทำอะไรก็หมุนเวียนกันเข้ามาโดยธรรม

ทุนเข้าส่วนกลาง ได้มาจากการบริจาค ไม่ใช่บังคับเก็บภาษี :

การเอาเงินจากคนแต่ละรายมารวมเป็นของส่วนกลาง วิธีของโลกก็คือภาษี วิธีการของโลกก็คือภาษี แต่ของเราวิธีการของเราคือบริจาค วิธีการของโลกุตระของเรา คือบริจาค เอาเข้ามาส่วนกลาง

คนที่มีมาก แต่อยากจะเอาไปทำบุญน้อย ก็เรื่องของเขา เรื่องของความขี้เหนียวของเขา จาคสัมปทาของเขาไม่สูง ส่วนคนที่มีมากบริจาคมาก ก็เรื่องของจาคสัมปทาของเขามาก คนมีน้อยก็บริจาคตามสมควร เราก็ไม่มานั่งสอนกันวา คุณมีน้อย คุณทำหน้าใหญ่ใจโต ไปบริจาคมาก ดีไม่ดีไปกู้หนี้ยืมสินเขาไปบริจาค เดี๋ยวก็เอากระบองนวดให้เท่านั้นแหละ ในลักษณะอย่างนี้นะ เราก็ไม่เอา ก็ให้สมตัวสมสัดสมส่วน

เพราะฉะนั้น วิธีการเหล่านี้แหละ จนกลายเป็นวัฒนธรรม กลายเป็นจารีตประเพณีของสังคมกลุ่มใดล่ะ กลุ่มนี้แหละ ที่เรากำลังคิดหมายนี่แหละ ที่เราคิดหมายนี่แหละ

ระบบทุนนิยม ทำเพื่อกิเลสขี้โลภ เห็นแก่ตัว :

มันก็เหมือนลักษณะที่เขาสร้างกันด้วยระบบทุนนิยม แต่วิธีการของมัน เป็นเรื่องของจิตวิญญาณนะ น้ำใจ ของเขาเป็นเรื่องของกิเลสขี้โลภเห็นแก่ตัว

ระบบบุญนิยม เพื่อประโยชน์คุณค่าต่อสังคม :

แต่ของเรานี่ เรารู้ว่า เรากินเราใช้ เรามีสัมมาอาชีพ มีสัมมากัมมันตะ มีการทำงานทำการ มีการสร้างสรร มีจริง ๆ แล้วเราก็รู้แล้วว่า เราสร้างสรรมาก เราบริจาคมาก เราก็เป็นคนมีคุณค่าประโยชน์มาก

เราเป็นคนมีคุณค่าประโยชน์มาก นี่เรียกโดยภาษาสมัยใหม่ และเราก็มีบุญมาก ก็เรียกภาษาสมัยเก่า หรือภาษาธรรมะ ภาษาศาสนา ภาษาศีลธรรม ก็เรียกว่าเราเป็นคนมีบุญมาก มีบุญคุณ พูดอีกตัวหนึ่ง มีบุญคุณ

เรียกภาษาสมัยใหม่ก็คือเราเป็นคนมีประโยชน์ต่อสังคม มีประโยชน์ต่อผู้อื่น เพราะเราสร้างมาก แต่เราไม่แลกเปลี่ยนค่าคืนมา สร้างแล้วให้ไปก็ไม่ตีราคาเป็นตัวเงินคืนมา หรือขาย ไม่ขาย หรือขายถูกต่ำกว่าราคาทุน ก็เราก็มีบุญคุณเท่าที่เราไม่ครบทุนนั่นแหละ เช่น ทุน 1,000 เราเอาคืนมา 300 เราก็ได้บริจาคตั้ง 700 นั่นคือประโยชน์คุณค่าของเราให้แก่สังคม ถึง 700 อย่างนี้เป็นต้น

นี่ ทฤษฎีหลักของศาสนา ที่มนุษย์ทำได้ อันนี้เรามาพิสูจน์กัน เรากำลังพิสูจน์กันอยู่

ระบบทุนของโลกทำให้เกิดปัญหาวิกฤติในสังคม :

เพราะฉะนั้น ระบบทุนทั้งหลายแหล่นี่มันระบบของโลก เราก็เอามาเรียนรู้ แต่ก่อนเราก็อยู่ในระบบนี้ เพื่อที่จะรู้เท่าทัน แล้วเราก็จะได้ชัดเจน เราจะได้มั่นใจว่า อ๋อ ถูกแล้ว แหม เราหลงบ้าอยู่ อันนี้นี่

เขาก็มาบอกความล่มสลาย ความไปไม่รอดของระบบพวกนี้ นักวิชาการ นักรู้ ผู้ที่มีปัญญาดีเขาเห็นหมดแล้ว แต่เขายังไม่มีทางออกว่าจะทำอย่างไร

ชาวอโศกมีทางออกจากปัญหาแล้วและกำลังทำอยู่ :

เรามีทางออกแล้ว เรากำลังทำอยู่ แม้จะยังไม่ถึงที่สุด ที่สมบูรณ์ ที่สวยหรูเท่าไหร่ก็ตาม เรากำลังทำอยู่ มันจะสมบูรณ์ได้ ก็ด้วยแรงของพวกเรา ด้วยความเป็นจริงของพวกเรา

ยิ่งเกิดศรัทธา สัทธินทรีย์ เชื่อถือ เชื่อฟัง ศรัทธาพละ เชื่อมั่นจริงจัง มีปัญญา มีความอุตสาหะวิริยะ มีวิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ เราก็ทำเข้าไปสิ

มันมั่นใจขึ้นบ้างไหม? มันชัดขึ้นบ้างไหม? โอ้โฮ อาตมาฉายหนัง ซีเนราม่า (Cinerama) รอบทิศนะนี่ ยิ่งกว่า ซีเนม่าสโคป (CinemaScope) ซีเนราม่าเป็นหนังรอบทิศเลย ฉาย คุณจะดูด้านไหนก็ได้ มันมีให้ดูโดยรอบตัวเลย หลายคนไม่เคยเห็นหรอกซีเนราม่า หนังระบบซีเนราม่า นี่ก็ไม่แพร่หลาย เพราะว่ามันยาก จอภาพนี่คือจอวงกลมเลย เหมือนถังรถไต่ถัง(การแสดงในงานวัดสมัยโบราณ) นี่มันใหญ่กว้างรอบ คนดูเขาไปนั่งกลางๆ จอมันรอบทิศเลย จอมันรอบตัวเราเป็นวงกลมเลย เราไปนั่งอยู่ในถังกลมนี่ นั่นคือจอหนังหมดเลย เครื่องฉาย มันฉายรอบทิศเลย ฉายหมดเลย คุณจะหันหน้าไปทางไหน คุณดูได้หมดเลย เหมือนคุณอยู่ในบรรากาศหมดเลย เสือวิ่งมาทางโน้นทางนี้ คนวิ่งหนีเสือ คุณอยู่ตรงกลางนี้เลย ถ้าหนังฉายมีเรื่องเสือในป่า คุณเหมือนคุณอยู่ร่วมในบรรยากาศเลย ซีเนราม่า อาตมาก็เคยได้ดู เขาเอามาฉายในงานรัฐธรรมนูญ เมื่อปีอะไรจำไม่ได้แล้ว ที่สวนลุมพินี ซีเนราม่า จอรอบเป็นวงกลมเลย เรานั่งอยู่กลาง ไม่ใช่จอครึ่งวงกลม เต็มกลม … หลายคนยังไม่เกิด ซีเนราม่า มันมากกว่า ซีนีม่าสโคป มันแค่ เขาทำที่เลนส์ (Lens) แต่ซีเนราม่าใช้เครื่องถ่ายและเครื่องฉายหลายเครื่อง จะต้องเดินเครื่องพร้อมกันและมันฉายไปทุกมุมเลย

อาตมาบรรยายให้พวกคุณฟัง เหมือนหนังซีเนร่ามา ฉายหนังรอบทิศ ให้รู้กว้างรู้รอบ แล้วพวกคุณรู้บ้างไหม? ก็เลยไปขยายความซีเนราม่าสะหมด (ผู้ฟังหัวเราะกัน) หลงประเด็น

เรื่อง โลกาภิวัฒน์ ก็คือธรรมะ :

เพราะฉะนั้น จะบอกว่าไม่ใช่ธรรมะนั้น มันใช่แน่ ๆ ว่าไม่ใช่ธรรมะหรอก ใช่แน่ ๆ ธรรมะ แต่ว่ามันประกอบกันทั้งรูป และนาม เรื่องที่อันนี้มันเกิด เราทิ้งมันไม่ได้ ของพุทธนี่มันไม่ใช่เรื่องฤาษี เรื่องฤาษีคุณไม่ต้องมาพูดหรอกเรื่องเหล่านี้ คุณก็นั่ง(หลับตาทำสมาธิ) เพราะฉะนั้น ใครที่เป็นหัวฤาษีมาก ๆ นี่บอก “ไม่สอนธรรมะเลย ไปสอนอะไรเรื่องโลก”

โลกุตระก็คือโลก แต่เราอยู่เหนือโลก :

ธรรมะนี่ก็คือโลก โลกุตระก็คือโลก แต่เราอยู่เหนือโลก โลกุตระนี่เราไม่ได้หนีโลก แต่เราไปเข้าใจธรรมะแบบฤาษีมิจฉาทิฐิ เราก็คิดว่าธรรมะก็คือต้องหนีโลก ไอ้เรื่องนี้ไม่ต้องเกี่ยว ไม่ต้องข้อง ไม่ต้องไปยุ่งมัน ไม่ต้องไปรับรู้ ไปหลับหูหลับตา ไม่เอา ไม่ต้องศึกษา ทิ้งไปเลย ไม่ใช่ โลกุตระนี่ ต้องรู้รอบ รู้รอบ ๆ

โลกุตระนี่ รู้รอบ รู้รอบถ้วน รู้แจ้งแทงทะลุ คือรู้โลกแล้ว เราไม่เป็นทาสโลก เราอยู่เหนือโลก กิเลสของโลกทำอะไรเราไม่ได้ ไม่ต้องวิ่งหนี โลกุตระนี่ ทุกเรื่องที่มันทำให้เราเกิดกิเลส

คุณไม่เป็นกิเลสเรื่องไหน คุณได้ฟรีหมด เรื่องไหนคุณไม่เป็นกิเลสล่ะ คุณก็ได้ฟรีแล้ว คุณต้องไปทำมันทำไมล่ะ เช่นว่า คุณไม่ติดฝิ่น คุณก็ไม่ต้องไปปฏิบัติอะไร คุณก็ไม่ต้องไปรู้มันแล้ว

แต่คุณเอง บอกแล้วเมื่อเช้านี้ แม้แต่คุณเอง คุณนึก คุณคิด คุณสั่งสมไว้ที่ก้นบึ้งของจิตอนุสัย แล้วคุณก็ทำเป็นไม่รู้ ไม่ได้ คุณต้องรู้ของคุณ ต้องควัก ต้องถูกกระแทกออกมา แล้วคุณต้องรู้ อ๋อ อย่างนี้เอง เรายังมีภพอยู่ เรายังมีชาติ เรายังมีตัวนี้ตัวเยื่อใย ยังมีเกี่ยวอยู่ ละให้ขาด เห็นให้จริงด้วยปัญญา ถอน ๆ ๆ ๆ เพราะฉะนั้น รู้รอบที่เป็นกิเลสที่ตัวคุณมีให้หมด เป็นอรหันต์ แล้วคุณอยู่เหนือมันจริง ๆ แล้วคุณกิเลสไม่เกิดจริง ๆ

พวกฤาษี ไปนั่งหลับหูหลับตาให้มันลืม ๆ ไป บอกว่าชาติเดียว เดี๋ยวไปสามร้อยชาติ ห้าร้อยชาติ แปดร้อยชาติก็ได้ ลืมทิ้งมันไปแปดร้อยชาติ ร้อยชาติ พันชาติก็ได้ ฤาษีเป็นแต่แบบนั้น ปะ ๆ พะ ๆ ไว้เนิ่นช้า ไม่รู้อีกกี่ล้านชาติ พวกฤาษีนั้น เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธถึง มรรคองค์ 8 อยู่กับโลกนี่ มีผัสสะเป็นปัจจัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสรู้ทั่วรอบ รู้เท่าทัน วิจัยออกไป ไปจนกระทั่งถึงก้นของจิตวิญญาณ เวทนา จิต ธรรม อ่านอาการมันออก มันชัดเจนอย่างนี้

เพราะฉะนั้น เรื่องที่ขยายกาโย หรือขยายภพออกมาเป็นวัตถุรูป ที่เราว่าเราไม่เกี่ยวมัน ไม่ได้ ก็บอกแล้วว่า เด็ดดอกหญ้าสะเทือนถึงดวงดาว โลกสมัยนี้ เราก็อยู่กับโลกสมัยนี้ เราไม่หลับหูหลับตา เราลืมตาเป็นผู้ตื่น ชาคริยา

ชาคริโย เป็นคนตื่น เป็นคนรู้กับโลกเขา ไอ้นี่ อ๋อ อันนี้เราไม่ติด อันนี้เราไม่ได้ทำปฏิกิริยา มันไม่ทำอะไรเราได้ เช่นลิปสติก เราไม่เกี่ยวนะ ผู้หญิงเขาเกี่ยวก็เรื่องของเขา ดี ไม่เกี่ยวก็ดีแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เราไม่เกี่ยวล่ะ

ยิ่งคุณไปสูงแล้ว บอกเรื่องผู้หญิงผู้ชายเขายังเป็น นั้นก็เรื่องของเขา เขายังมีภพมีชาติเกิด ก็เรื่องของเขา ส่วนเราเรื่องผู้หญิงผู้ชายนี้ไม่มี ภพชาติมันไม่เกิดแล้ว เรื่องผู้หญิงผู้ชาย เราไม่เกิดแล้ว

เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข นี่แหละ อันนี้แหละ ทั้งหมด ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ทั้งหมดนี่แหละ โลกียะ

จะเหนือโลกียะ หรือเหนือโลก ก็นี่แหละที่เอามาเล่า เพราะฉะนั้น ขอยืนยันว่ามันเป็นธรรมะ ตอนนี้มันก็ต้องกว้าง ต้องลึกขึ้น บอกแล้วว่า มันกว้าง มันลึกขึ้น มันไม่ได้อยู่ที่เดิม ต้องขยายขึ้นไป เพื่อที่จะได้เข้าใจชัด สิ่งนี้รู้เท่าทันมัน แล้วก็พยายามรู้ตัวเราว่า เราหมดกิเลสหรือไม่ เราเข้าใจมันปั๊บ เราก็รู้เลย

ผู้ที่มีอินทรีย์พละแข็ง ๆ แล้ว ต่อไปก็ เพียงรู้เจโตเราสูงขึ้น ค่อย ๆ เก่งขึ้น ล้างได้ ลดได้ อยู่เหนือได้ ได้เรื่อย ๆ เรื่อย ๆ ไป

ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เป็นก็ต้องสู้กันหนักหน่อย พอเป็นแล้ว เราเป็นแล้ว ค่อยชำนาญขึ้น ๆ พลังของวิปัสสนาญาณจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เจโตก็ดับกิเลส ฆ่ากิเลสในจิต ในเจโตได้เรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น เจโตที่มันเป็นสมถะของพุทธ จึงไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิตแบบเจโตสมถะ

ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเราไว้ว่า บุคคลที่ได้แต่เจโตสมถะ มีอยู่ บุคคลที่ 2 บุคคลที่ได้แต่โลกุตระ ไม่ได้เจโตสมถะ มีอยู่ (ดู บัญญัติบุคคล 4 จำพวก; พตปฎ. เล่ม 36 ข้อ 10)

บุคคลที่ 1 บุคคลที่ได้เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระก็มีอยู่ บุคคลที่ 3 ได้ทั้งโลกุตระ ได้ทั้งเจโตสมถะ ก็มีอยู่ บุคคลที่ 4 นัทธิง Nothing ไม่ได้อะไรเลยกับเขาเลย เจโตสมถะก็ไม่ได้ โลกุตระก็ไม่ได้ บุคคลที่ 4 ก็มีอยู่

เพราะฉะนั้น พวกเราเองนี่เรียนตรงมาโลกุตระ เจโตสมถะอาจจะมีบางคนไม่ได้เลย ก็ขอให้มันได้โลกุตระเป็นพระอรหันต์ก็แล้วกัน

เจโตสมถะก็คือนั่นแหละวิธีระบบฤาษีกดข่ม หรือว่าลืมมันไปชั่วคราวอะไรอย่างนี้ จิตมันสงบกับอันนั้น ด้วยวิธีการ เป็นวิธีการสะกดจิต วิธีการอะไรก็ตามใจ ทำเป็นลืม หัดลืม ไอ้นี่มา ไม่เอา ไอ้นี่มา ไม่เอา ทำลืม ทำทิ้ง เขวี้ยงทิ้ง ๆ ๆ คุณก็ชำนาญ เป็นเจโตสมถะชนิดลืมตาได้เหมือนกัน หรือหาคาถามากลบเกลื่อน เช่น เอ้ย มันไม่ใช่ตัวกูของกู ไม่ใช่ตัวกูของกู ไม่ใช่ตัวกูของกู กูไม่เกี่ยว ไม่ใช่ตัวกูของกู มาก็ไม่รับรู้อะไร อ่านกิเลสก็ไม่เป็น โยนทิ้งมันดื้อ ๆ ๆ ชำนาญ ทำได้ เป็นเจโตสมถะอีกวิธีหนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น แต่ไม่ได้โลกุตระที่แท้จริง ไม่ได้อยู่เหนือมันจริง ๆ

เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจสัตว์ :

อยู่เหนือมัน รู้มันเลย แล้วเมื่อเรารู้จักกิเลส คนอื่นเกิดกิเลส เราก็จะมีเจโตปริยญาณจะพอรู้เขา แม้แต่จะไม่ใช่รู้ด้วยวิธีชำนิชำนาญอะไรก็พอเดาได้ ถ้าเราเคยเป็นมา เราก็รู้ว่า เฮ้ย อย่างนี้เราก็เคยเป็น นี่แสดงออกอย่างนี้ ลีลาอย่างนี้ ปัดโธ่ อย่างนี้เราก็เคยเป็นมา ก็พอเดาได้ บางอย่างอาจจะแม่นบ้าง ไม่แม่นบ้าง ก็ได้ แต่มันก็จะมีส่วนถูกอยู่บ้าง หรือถูกเอาทีเดียว ถูกเป๊ะเลย แม้แต่เจ้าตัวของคนบางคนยังไม่รู้ เรารู้แทนเขายังได้ เขาไม่รู้ว่าเป็นกิเลส เรารู้ เราก็บอกเขา มันก็ได้ช่วยเขา เพราะเรารู้แล้วว่า นั่นแหละกิเลสของคุณน่ะ เราบอกเขา เขาก็ไปศึกษา อ๋อ อย่างนี้เหรอ กิเลส แล้วเขาก็เรียนรู้ละกิเลสด้วย จึงเป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านช่วยกัน อย่างนี้

เอ้า ทีนี้ อาตมาว่านี่เป็นปัญหา (พ่อท่านหมายถึง คำถามที่มีผู้ฟังเขียนส่งมา) ทีนี้ปัญหาใครเอามา ส่งไปข้างล่าง ให้เลือกมาให้อาตมา อาตมาจะบรรยายไปให้มันเข้ากับเรื่อง หรือมันอะไรควรตอบ เขาก็จะส่งมา บางอันมันไม่เข้ากับเรื่องนัก ก็คิดว่ามันจะสะเปะสะปะไป เราก็คัดเอาไว้ก่อนนะ

(ต่อ) บทความ โลกาวิวัฒน์ :

Pax Americana ระเบียบโลกใหม่ กำหนดโดยอเมริกา (ต่อ) :

อาตมาคิดว่า อยากจะอ่านไอ้นี่ให้มันครบ 6 ข้อ เมื่อเช้านี้ มันค้างอยู่ แล้วอาตมาจะตอบปัญหานี้ แล้วมันจะเข้ากัน อ่านถึงอะไรเมื่อเช้า ข้อ 4

(ดูตอนก่อน Pax Americana ระเบียบโลก 6 ประการ กำหนดโดยอเมริกา )

4. การสร้างศูนย์กลางอำนาจเงินทุนขึ้นมา

_4. การสร้างศูนย์อารยธรรมทุนนิยมขึ้นมาในประเทศศูนย์กลางทุนนิยม การเกิดขึ้นของระบบรัฐสวัสดิการและระบอบการเลือกตั้งและประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนขึ้นในประเทศทุนศูนย์กลาง ถือว่าเป็นยุคทองของนโยบาย Keynesian Policy (อ่าน "เคน-เซียน-พอ-ลิ-ซี")

การสร้างศูนย์อารยธรรมแบบทุนนิยมขึ้นมาในประเทศศูนย์กลางทุนนิยม การเกิดขึ้นของระบบสวัสดิการและระบอบการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนขึ้น

นี่ เกิดระบบวิธีใหม่ขึ้นมา แน่ะ ทำเป็นฉลาดนะ เอาให้สิทธิ ให้เสียง ให้คนอื่นสิได้ร่วมด้วย เราอย่าเผด็จการนัก นี่ประชาธิปไตยมันล้างเผด็จการอย่างนี้นะ ก็มีวิธีการ

_และประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนขึ้นในประเทศทุนศูนย์กลาง

จริง ๆ มันก็ยังเป็นนายทุน เป็นเผด็จการทุนอยู่นั่นแหละ

_ถือว่าเป็นยุคทองของนโยบาย Keynesian Policy เป็นยุคของ Mass Production และ Mass Consumption

ชื่อเต็มแกชื่อ Mr. John Maynard Keynes (มิสเตอร์ จอห์น เมย์นาด เคนเนส)

ระบบทุนนิยมกระตุ้นคนให้หลงบริโภคอย่างเมามัน :

_เป็นยุคของ Mass Production และ Mass Consumption

ก็คงจะเข้าใจดีนะว่า ในระบบสร้างให้มันเป็นวัตถุมาก ๆ Mass Production เสร็จแล้วก็จะเกิดนิสัย Mass Consumption เกิดโดยไม่ค่อยรู้ตัว ไม่เข้าใจ ยิ่งมอมเมากัน ยิ่งไม่มีใครแจ้งความจริง มันก็จะเป็นคนบริโภคมาก อุปโภคบริโภคใช้สอยจนกลายเป็นการทำลาย เพราะฉะนั้น Mass Consumption จึงแปลว่าการทำลายก็ได้

แล้วก็เกิดการเห่อกัน วิธีการก็เกิด ลัค' ซะรี (Luxury) แปลว่า หรูหราฟู่ฟ่า โอ่อวด เบ่งข่มกัน แย่ง แข่งกัน แข่งกันหรู แข่งกันฟุ่มเฟือย แข่งกันฟู่ฟ่า แข่งกันสะสม อวดอ้างใหญ่โต ไม่มีที่สุด เหมือนปากกรวย บานออกไปออกนอกโลกยังได้เลย ไม่มีจบ

แต่ถ้าจะมาหานิพพานนี่จะเหมือนเข้ามาหาก้นกรวย ลดลง ๆ ลดลง ๆ จนที่สุด สุด จบ ไม่มีที่ไป

แต่ทางโลกโลกีย์นี่ เหมือนกับปากกรวย บานไป เพิ่มไปมาก ๆ ๆ แล้วซับซ้อนไปเรื่อย จนกระทั่งตัวเองไม่รู้เรื่อง บานไปไม่มีที่จบหรอก

เพราะฉะนั้น Luxury มันจะหรูหรา ฟู่ฟ่า ใหญ่โตมโหฬาร พิลึกพิลือ พิลึกพิลั่น อภิมหาอะไรของเขา ก็ไปของเขาเรื่อย ๆ บรมอภิมหาอะไรเขาไปเรื่อย ไม่มีจบ หนัก เหนื่อย ผลาญ ทำลาย เพราะฉะนั้น อะไร ๆ ก็ไม่เหลือ แรงงานก็มาถูกทำลาย

3 อย่างหลักที่ผลาญพร่าสูญเสียกัน :

อาตมาเคยบอกแล้วว่า เราเอาความสูญเสียของเรา เอาความสูญเสียของข้าคืนมา 3 ชนิดใหญ่ ๆ

1. เวลา เราไปสูญเสียเวลากับไอ้พวกบ้า ๆ ไปเยอะ

2. แรงงาน แรงงานนี่ประกอบไปด้วยแรงงานทางกาย และแรงงานทางสมองความรู้ และกาย เอาคืนมา เพราะเราไปสูญเสียกับไอ้บ้า ๆ พวกนี้เยอะ

3. ทุนรอน นี่เราเอาความสูญเสียของข้าคืนมาให้ได้

บุญนิยม ไม่ผลาญพร่า :

นี่ เราเกิดเก็บสิ่งเหล่านั้นมาได้ เราจึงดูเหมือนรวย ทั้ง ๆ ที่เราไม่ค่อยได้ไปโลภมาจากไหนเขา แค่นี้ก็พิสูจน์แล้วว่า พวกเราเจริญแล้ว อุดมสมบูรณ์ขึ้นแล้ว

ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ไปรีดนาทาเร้นใคร ไม่ต้องไปโลภโมโทสันเขา และพวกเราก็มาขยันหมั่นเพียรขึ้น สร้างสรรขึ้น มันก็จะรวยที่เรา จะอุดมสมบูรณ์ที่เรา

แม้วัฒนธรรมของพวกเรา สร้างสรรได้มาก ก็ไม่สอนให้กักตุนหรือเอาไปแลกเปลี่ยนเอาเปรียบใคร แต่สอนให้สะพัด ให้แจกจ่าย ให้ทาน ให้เจือจานเกื้อกูลผู้อื่น

เราก็ไม่ต้องรวยอีกหรอก แต่ความที่เราเป็นคนที่มีคุณภาพ ขยันหมั่นเพียร สร้างสรร มีความสามารถ มีสมรรถนะ แล้วต้องมีสมรรถภาพด้วย สำคัญ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ

พวกเราไม่ด้อยสมรรถภาพ พวกเราไม่งอมืองอเท้า ความรู้มี สร้างสรรเป็น เขาสร้างอะไรได้ที่ควรจะสร้าง เราสร้าง

เราสร้างเหล้าไม่เป็น เราไม่ต้องสร้างก็ได้ เราถือว่าไม่น่าสร้าง สิ่งใดควรสร้างเป็นกุศล เราสร้าง สร้างจริง ๆ

เพราะฉะนั้น เราร่ำรวย อุดมสมบูรณ์ไม่ใช่ร่ำรวย แต่เราไม่สะสม ไม่กอบโกย ไม่เอาเปรียบ ไม่เอารัด สะพัด แจกจ่าย เจื่อจาน เกื้อกูล

บุญนิยม สอนให้เป็นคนมีประโยชน์คุณค่าต่อสังคมอย่างแท้จริง :

เราเป็นคนมีประโยชน์คุณค่า ซึ่งอาตมาเคยเอาประเด็นที่บอกพิสูจน์ให้เห็นว่า คนในสังคมทุกวันนี้ ในระบบทุนนิยมนั่นเป็นคนไม่มีประโยชน์คุณค่า เพราะเขาเอาค่าแรงงาน ค่าความสามารถเขาเอาคืนมาหมดแล้ว เป็นตัวเงิน นี่เงินเดือนเท่าไหร่ ค่าตัวเท่าไหร่ คุณก็เอามาหมด แล้วคุณจะไปมีค่าอะไรเหลือให้แก่คนอื่นเขา แล้ว ยังไปคุยโม้ ฉันนี่แหละ ทำงานให้แก่สังคม แล้วฉันก็เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่แท้จริง เอาค่ามันคืนมาหมดแล้ว

แต่พวกเรานี่ มีวิธี กลวิธีอภิวัฒน์มา อยู่ในสังคมปรับประยุกต์ตัวพวกเรา มีวัฒนธรรมอย่างของเรา เราสร้าง เราทำงาน ค่าแรงงาน ค่าผลผลิต เราก็พยายามแลกคืนมาให้น้อย หรือให้ฟรีไปเลย นั่นต่างหากที่เรามีค่า

แล้วเขามาบอกว่า พวกเรานี่เรียนมาเสียเวลา จบครู จบหมอ จบพยาบาล จบอะไรมา มันโง่ตาย รายได้ก็เดือนหนึ่งตั้งหลายสตางค์ แล้วไม่ทำงานกับสังคม ไม่เป็นประโยชน์ มาอยู่ดักดานกับที่นี่อะไรอโศกนี่หลอกอะไร มันน่าเสียดาย ความรู้มี ฝีมือมี ความสามารถมี แล้วก็ไม่ทำงานให้แก่สังคม

เขาให้ หรือเราให้ ใครแน่ ใครได้ให้กันแน่ ๆ ห๋า?

นี่ อาตมากำลังหลอกพวกคุณ กำลังใช้คารมโวหารหลอกพวกคุณ ใช่ไหม?

ผู้ฟังว่า… เต็มใจให้หลอก

พ่อท่านว่า… สัจจะมันลึกซึ้งนะ ซ้อนอยู่อย่างนี้ อาตมาว่าหยิบสิ่งที่เป็นสัจจะนี้มาอธิบายให้ฟังนี่ คุณเอาไหมล่ะอย่างนี้

เขาจะบอกว่า บุญมันไม่ได้ขี่ช้างสูบยามาหรอก บุญนั่น จริง ทำอย่างนี้ได้บุญ แต่ไม่เห็นมีตัวมีตนตรงไหนเลย ไม่เอา บุญต้องได้เดี๋ยวนี้ นี่ไงเป็นเงินเป็นทอง ได้ปุ๊บ เสพสุข ความสุขได้ปุ๊บเสพเลย

ก็เอาสิ คุณจะเอาอย่างไร ไม่ได้บังคับ จะเอาอย่างโน้นก็เอา อาตมาก็รู้อย่างโน้นนะ อย่างนี้บอกสมัครใจเอาก็มาเอา

นี่ประเด็นพวกนี้ อาตมาก็หยิบเอามาพูดให้พวกเราฟัง เป็นพื้นฐานมาแล้ว แ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน