370626 ศีล 5 พิสดาร ตอน 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์43 KB
วันที่แก้ไข17 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

370626 ศีล 5 พิสดาร ตอน 2 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2537 เจริญธรรม ผู้ที่ยังใฝ่ธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ วันนี้อาตมาจะให้ศีล ตอนนี้ มาเริ่มต้นถือศีลกันนะ มาให้ศีลกันแล้วนะ อาตมาไม่ได้ทำพิธีให้ศีล ก็เคย แต่ตอนหลังมา อาตมาก็ไม่ทำเป็นพิธีการว่า เราจะพยายามมามะยังภันเต แล้วก็จะวิสุง หรือ ไม่วิสุงก็แล้วแต่ เสร็จแล้วก็ปาณาติปาตา ซึ่งอาตมาก็ไม่เคยหรอก มานั่งให้ศีลแบบยืดเยื้อ หรือว่าใส่สำเนียงอะไร (ร้องใส่สำเนียงทำนอง) ปาณาติปาตา เวระมณี สิกขา. อะไรนี้ก็ไม่เคย จะพูดก็ปาณาติปาตา อะไรก็พูดภาษาไทย ใส่สำเนียงไทยๆ อย่างนั้น ไม่พยายามที่จะให้มันเป็นสำเนียงบาลงบาลี แขก เขิกอะไรกับเขาสักที แต่นั่นแหละ มันก็เป็นวิธีหนึ่ง เป็นประโยชน์กับคนในฐานะหนึ่ง เสร็จแล้วก็ติดก็ยึด ก็ทำกันไปอยู่อย่างนั้น ทีนี้อาตมาเองก็แน่ใจว่า ได้พาพวกเราเองเนี่ยะ ปฏิบัติศีลอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่เคยปฏิบัติศีล จนกระทั่งทุกวันนี้ เขาบอกว่าสำนัก สันติอโศกนี่ถ้าใครอยากจะศึกษาเรื่องศีล หรืออยากจะถือศีลให้มาที่สำนักสันติอโศก ถ้าสมาธิ แล้วก็ไปธรรมกาย ถ้าปัญญา แล้วก็โน้น สวนโมกข์ เขาก็ว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จะบอกว่าพวกเราไม่มีศีลไม่ได้ แม้เราจะไม่มะยังภันเต วิสุงๆ รักขณาถาย อะไรกันอยู่ก็ตาม เราไม่ได้ทำพิธีพวกนี้ก็ตาม เขาก็แน่ชัดอยู่แล้วว่าพวกเราเด่นในเรื่องศีล หรือว่า เพ่งกันในเรื่องศีล เน้นกันเรื่องศีลนะ ทีนี้อาตมาบอกว่า อาตมาจะให้ศีลพวกเรานี้ ก็คือ "ทบทวน" แล้วก็ "ขยาย" ด้วย แม้ปัญญาทางภาษา ทางตรรกะ เหตุผล ความหมาย ทำความเข้าใจ ให้ชัดลึก ให้ละเอียดลออเพิ่มขึ้น แล้วก็ตรวจสอบ ตรวจสอบที่พวกเราได้ถือศีลกันมา ปฏิบัติกันมา ว่าเป็นศีลพัตตุปาทานอยู่เท่าไหร่ สีลัพพตปรามาสอยู่เท่าไหร่ ศีลพัตตุปาทานก

อ่านต่อ

ับสีลัพพตปรามาสต่างกันคือ สีลัพพัตตุปาทาน ก็คือ ยึดศีล ยึดศีล ยึดพรต หรือยึดหลักที่เราจะปฏิบัติ หลักเกณฑ์ หรือจะเรียกหลักการให้ทันสมัยก็ตามใจ "ยึดหลัก" หลักอะไร ที่เรามีความหมายเท่าไหร่ ตามที่คุณเข้าใจ เรียกว่า "ทิฏฐิ" ที่ คุณเห็น คุณเห็นว่าอย่างนี้ๆ แหละ หมายความว่า การถือศีลของฉัน เช่น ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ฉันก็ถือว่าไม่ฆ่าสัตว์ ทีนี้อาตมาก็ให้ถือว่ามีรูปแบบสูงขึ้นมากว่านั้นว่า ไม่ใช่มีแต่แค่ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อที่ 1 นี่ อธิศีลกว่านั้น นี้ไม่ฆ่าสัตว์แล้วก็ไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย ถือว่ามันเกี่ยวเนื่องกันโยงใยกัน นาไม่ใช่ว่าการไม่กินเนื้อสัตว์ มังสวิรัตินี้ ไม่เกี่ยวเนื่องกับการถือศีลข้อ 1 ขอยืนยันว่าเกี่ยวเนื่องกันอย่างยิ่ง อาตมาขยายความศีลข้อ 1 แล้วที่เทศน์ที่ปฐมอโศก ใครอยากฟังก็ไปเอาเท๊ปที่ปฐมอโศกมาฟังกัน เทศน์ทั้งกัณฑ์ก็เทศน์ศีลข้อเดียว คือศีลข้อ 1 เมื่อวานนี้ ศีลข้อเดียว ก็ยังไม่หมดหรอก ขยายความได้อีก เพราะว่าอาตมาเขียนศีลปาณาติบาตนี่ ข้อเดียวก็เขียนหนังสือมาแล้ว เล่มหนาเท่านี้ หนากว่าอทินนาทานด้วย ปาณา หนากว่า อทินนาด้วย ข้อเดียวนี่แหละใครเคยอ่าน ซึ่งแต่ก่อนนี้อาตมาก็เห็นว่าเขียนอย่างลูกทุ่ง เขียนอย่างประเภทว่า เราไม่เอาหลักวิชา ภาษาอะไร ที่เขายึด เขาถือกันว่ากันตามใจ นึกอย่างไรคิดอย่างไร เห็นอย่างไร มีอย่างไรก็เรียกว่า ขยายออกมาเต็มที่ตามนั้นของเราเอง ไม่เกี่ยวกับใคร มันก็เลยไม่ค่อยจะเข้าเรื่อง เข้าราวอะไรกับเขานัก มันได้เท่านั้น เอ้า! ก็แล้วไป ถ้ายังจะเอามาพิมพ์อีก อาตมาก็ยังไม่ให้พิมพ์ เพราะว่าคงจะต้องแก้ไข เพราะเราจะไปดันทุรังอะไรมันไม่ได้ เราก็รับสื่ออันนี้เป็นสมมุติสัจจะ ต้องคนเข้าใจนะ เอ้า! ศีลพัตตุปาทาน กับสีลัพพตปรามาส ให้เข้าใจกันซะก่อนนะ สีลัพพตุปาทาน นั้นหมายความว่า เราเห็นศีลหรือยึดศีลอย่างไร มีความหมายอย่างไร เราจะถืออย่างไร เราก็เอาอย่างนั้นน่ะ ถือว่าจะปฏิบัติเช่นว่า ไม่ฆ่าสัตว์ ก็พยายามไม่ฆ่าสัตว์มันดุ่ย ไปอย่างนั้นน่ะ ไม่มี "กายกรรมฆ่าสัตว์" "วาจา"ยังไม่ค่อยจะคิดเลย พวกสีลัพพตุปาทานนี่ เอาล่ะ วาจาบอก ไม่พูดวาจาฆ่าสัตว์ เอาเถอะๆ แค่นั้น แต่มันจะไปเกี่ยวไปเนื่อง ไปโยงไปใยอะไรกันแค่ ไหน ไม่เคยคิด ไม่มีแนวต่อ ไม่มีรายละเอียดที่จะเชื่อมจะโยง แต่ว่ากรรมกิริยาหนักๆ ก็คือ กายกรรมของฉันไม่ฆ่าสัตว์ ก็ถือมันดื้อไปงั้นน่ะ เมื่อไหร่ฉันก็ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่พยายามไม่ฆ่าสัตว์ เคร่งเอาหนักเอาหนาซะดวยนะ ขนาดว่า เอ๊ะ! ไม่ฆ่าสัตว์แล้วจะฆ่าเชื้อโรคนี่มันได้มั้ย? เพราะเชื้อโรคมันก็สัตว์ เออ! ถ้าไม่ฆ่าเชื้อโรคก็ เอ้า! ตายไปเลยก็แล้วกัน นั่นแหละ ศีลัพพตุปาทานนะ ยึดศีลจนกระทั่งไม่รู้จักว่ามันมีระดับ หยาบ กลาง ละเอียด มีขั้นอนุโลม ปฏิโลมขนาดนั้น ขนาดนี้ อันนี้อาตมาเทศน์แล้ว เมื่อวานนี้ เรื่องของการฆ่าเชื้อโรคนี่ เป็นบาปหรือไม่ อาตมาพูดถึงองค์ธรรม 5 ของการฆ่าสัตว์ ไอ้ปาณาติบาต อธิบายไปแล้วนะ ที่ปฐมอโศก เมื่อวานนี้ อยากฟังก็ไปหามาฟังกัน สรุปแล้ว สีลัพพตุปาทาน ก็คือ ยึดมั่น ถือมั่นในศีล พรต มีจริง แต่ไม่เกิดปัญญา ไม่เกิดการเจริญ ถือเป็นจารีตเป็นประเพณี หลักการทำตามๆกันมา ทำไปดุ่ยๆ งั้นน่ะ เกิดผลอะไรก็ไม่รู้ กดข่มสังวร ระวัง ควบคุม บังคับตัวเองอย่างเด็ดขาดเลยว่าไม่ฆ่าสัตว์ๆ จิตใจจะมีความอำมหิตโหดร้าย จิตใจจะมีความโกรธ ความเคืองอะไรหรือไม่ ไม่รู้ ไม่อ่านอาการจิต ไม่รู้จักจิต ไม่รู้จักรูปนามของจิต แล้วก็ได้ลดละ เห็นด้วยปัญญาเข้าใจว่า เอ้อ! ถ้าไม่ฆ่าสัตว์นี่ล่ะมันดียังไง มันมีจิตเมตตาขึ้นมาอย่างไร อะไรๆไม่รู้เรื่อง ไม่ฆ่าสัตว์ลูกเดียว ดีไม่ดีอำมหิตกว่าเก่า ไม่ฆ่าสัตว์นะ แต่อำมหิตกว่าเก่า แต่คือทำการไม่ฆ่าสัตว์เท่านั้น แต่ใจโหดร้าย ใจรุนแรง ใจมีพยาบาท มีอาฆาต มีแค้นเคือง แต่พยาบาท อาฆาต แค้นเคืองนี่ มันไม่ใช่ฆ่านะ ไม่ใช่ฆ่าสัตว์นะ แต่ผูกไว้นะ อาฆาต แค้นเคือง โกรธแรงก็หมักหมมอะไรไว้ไม่รู้ตัว ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ขั้นตอน น่ะ ทำได้แต่ว่า ฉันไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ฆ่าแกก็บุญแล้ว จะโกรธแก ไม่ได้ผิดนี่ จะอาฆาตมาดร้าย จะพยาบาทแกไม่ผิดนี่ ไม่ได้ฆ่านี่ อะไรอย่างนี้ คือมันพาซื่อ ไม่รู้จักความเชื่อมต่อว่าโทสมูลมันมี หยาบ กลาง ละเอียด ความหมายของอาการของจิต ไปจนกระทั่งถึงขั้นไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่มุ่งร้าย ไม่หวังร้ายจนกระทั่งจิตใจไม่ชอบผู้อื่นก็ไม่มี ซึ่งมันจะลึกซึ้งไปจนกระทั่ง ในสายโทสมูลนี่ ถึงอรติ จิตไม่ชอบก็ลดละ ล้างด้วยคนปฏิบัติศีลพัตตุปาทานแบบนี้ถือศีลข้อ 1 นี่ ไม่มีทางเจริญ เพราะไม่เข้าใจในความหมาย จะหยาบ กลาง ละเอียด ที่เป็นลำดับ อะไรไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะอ่านอาการของจิตไม่เป็น วิธีจะลดละก็ไม่รู้ ถือมันไปดุ่ยๆ เพราะฉะนั้น ถือจนตาย ต่อให้ถือ 100 ปี ถือศีล ให้ถือไปจน 100 ปี ก็ไม่ฆ่าสัตว์ ดุ่ยๆ ไปจนตาย ไม่เกิดการเจริญอะไร ศีลข้ออื่นก็เหมือนกัน ไม่ลักทรัพย์ ศีลข้อ 2 ซึ่งท่านให้ตัดความโลภหรือว่าพยายามให้เป็นคนมีการงาน มีสัมมาอาชีพ ขยันหมั่นเพียร สร้างสรรค์ประเภทเวลาเราสร้างสรรค์ทำการงาน เวลาเราได้ผลผลิตแล้ว เสร็จแล้วเราก็เอาไปขาย อย่างที่อาตมาอธิบายสุ่ฟังมาละเอียดลออ ไปขาย หรือว่า ไปเอาเปรียบเอารัดเขามา จริงๆแล้ว แม้แต่ขั้นโกง ยังไม่รู้เลย มันเป็นการเอาเปรียบเอารัดขั้นโกง มันอาจจะชัดหน่อย ไม่ลักขโมยของคนอื่นก็ไม่โกง ลักษณะโกงนี่ คือเล่ห์เหลี่ยม เพราะฉะนั้นใช้เล่ห์เหลี่ยม เพื่อเอาเปรียบเอารัดเขานั่นแหละ คือโกง ฟังให้ชัดๆใช้เล่ห์เหลี่ยมที่เอาเปรียบเขาได้ นั่นแหละคือ โกง เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดฉลาด ก็สามารถใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือวิธีการอะไรก็แล้วแต่ จนคนที่เขาเสียเปรียบเรา เราได้เปรียบเขาจนเขาจำนน เอ้อ! เขาแพ้ คุณถูกฉันผิด คนที่จะได้เปรียบนี่ถูก คนเสียเปรียบผิด เขาก็ยอม นั่นคือ การเอาชนะด้วยความฉาด โกงเขา ได้เปรียบเขา อย่างที่เขาสู้ไม่ได้ เขาคิดไม่ถึง ฉลาดน้อยกว่า นั่นแหละคือลักษณะโกง จะหยาบ จะกลาง จะละเอียดขนาดไหน คนไหนมีความเฉลียวฉลาดมาก มันก็ได้เปรียบไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ใครยิ่งโง่มาก บางครั้งเห็นอยู่หลัดๆ ว่าเอ๊ะ! ไอ้นี่โกงหยาบๆ คนฉลาดหน่อยก็รู้ทัน ทีนี้ไอ้คนฉลาดมากกว่านั้น มากไปเรื่อยๆ คนที่จะแพ้ ก็ต้องคนที่ฉลาดโกงก็ต้องคนที่มีเหลี่ยม มากคู มากเรื่อง มากราว มาเหตุ มากผล จนกระทั่งคนนั้นสู้ไม่ได้ ก็ต้องสรุปแล้ว มันก็คือ จะเอาเปรียบ เพื่อจะได้มา สรุปอีกทีก็คือ มันจะโลภ มันจะโลภอยู่อย่างเก่านั่นแหละ (หัวเราะ) ไม่ได้ให้เขา เพราะฉะนั้น อาตมาถึงอธิบายศีลข้อ 2 นี้ว่า อย่าว่าแต่ลดความโลภ อย่าว่าแต่ลักขโมยเลย มีความขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์แล้ว จะขายก็ขายในระบบุญนิยม ระบบบุญนิยม ตามลำดับ ขายไปในราคาต่ำกว่าตลาด หรือว่าขายเท่าทุน หรือตำกว่าทุนๆ สุดท้ายก็ให้ฟรีๆ ได้นั่นแหละ เพราะฉะนั้น ศีลข้อนี้ มันต้องทำทาน ต้องเกื้อกูลให้ได้นั่นแหละ ทานให้ได้มากขึ้นมาตามลำดับ จนที่สุด ทานหมด แม้แต่ให้ของเขาไปแล้วนี่นะ ทานนี่นะ มันก็ยังไม่ทานหมดนะ ใจมันยังต้องการคืนอยู่นั่น วัตถุ ของ มันให้แล้วนะ แต่ใจมันยังยึดบุญยึดคุณอยู่ นี่อย่างนี้ก็ยังไม่ทานบริสุทธิ์ หมดเนื้อ หมดตัวนะ ยังมีตัวตนของอัตตา ก็คือ กิเลส ยังมีตัวกู ของกูยังอยากได้คืน อย่างน้อย ก็ เอ้า ให้ไปวันนี้ ชาติหน้าขอคืนนะ (หัวเราะ) มันยังจองไว้จนถึงชาติหน้าแน่ะ หรือไม่ อยากได้อย่างนั้นก็ให้ได้อะไรอื่นๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ให้เป็นวัตถุรูปแลกคืนหรอก ได้ยศชั้น สรรเสริญอะไรก็ตามแต่ มันก็มีอีก หรือแม้ที่สุด ลาภ จะแลกเปลี่ยนมาเป็นตัวลาภแลกลาภไม่มีแล้ว ยศไม่ได้ สรรเสริญก็ไม่เอาน่ะ วางใจได้ แต่ก็ยังเห็นว่า การให้นี่ สุขจริงๆ สุขเด้! ๆๆ ที่ฉันได้ให้ ฉันภาคภูมิที่ฉันได้ให้ ไอ้อย่างนั้น ก็ยังเป็นอุปกิเลส ฟูใจ อุปกิเลสหลงระเริง เอร็ดอร่อยเป็นอัสาทะอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องลึกแล้ว "จิตในจิต" มันไม่เป็นพิษเป็นภัยกับ ใครนะ เราจะหลงภาคภูมิว่าทำดีแล้ว แล้วมันก็ดีจริงๆด้วย เพราะเราได้ให้น่ะ แล้วเราก็อร่อย ก็ของฉันอยู่เท่านี้ อร่อย ก็ที่ฉันได้ให้ ไม่ได้ยุ่งกับใครหรอก ไม่ได้ไปบังเบียดกับใครเลยนะ แต่มันยังเป็นอัตตา (หัวเราะ) ยังเป็นตัวหลงใหลได้ปลื้ม ยังมีอัสสาทะ ยังมีรสอร่อยในความดีงาม ศาสนาหลายศาสนามากมาย เขาไม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้ และเขาไม่ล้าง เขามีกำลัง เพราะอันนี้คือ "อามิส" อย่างหนึ่ง คือ "สิ่งแลกเปลี่ยนอย่างหนึ่ง" มันก็เป็นสุขได้ ทำจริงๆ และก็เป็นความจริงนะ เราได้สร้างสรรค์เสียสละ อย่างแม่ชีเทเรซ่าอย่างนี้ โอ้โห! แต่ก็ยังทำขยันหมั่นเพียร สร้างสรรค์ ชื่นใจ เอร็ดอร่อย ได้ทำนี่ ถวายพระเจ้า ที่จริงเราเนี่ยะก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า อยู่กับพระเจ้า เขาไม่ได้ล้างอันนี้ เขาก็ยังชื่นชมยินดีฟูใจ เนียะมันลึกซึ้งของพุทธ "พุทธ"นี่ จะต้องแม้ความหลงใหลได้ปลื้ม ติดยึดในรสอร่อยพวกนี้ ซึ่งเรียกมันว่า สุข "สุข" มันเบิกบานใจ อร่อยใจ ที่ฉันได้ทำได้ให้ เพราะเนียนสนิทกว่านั้น ของพุทธนี่ไม่ต้องไปมีอาการฟูใจ มีแต่ความรู้ เรารู้ว่าเราทำได้ดี เอ้อ! ดีแล้ว ดีจริงๆนะ ตรวจสอบ ดีจริงแล้ว จบแล้วจิตก็ไม่ต้องไปมีรสอร่อย วางกลาง เฉย ว่าง นี่มันจะจบยากหน่อยนะ เสร็จแล้วจริงๆด้วย บางคนถ้าไม่มี รสชาติของกำลังใจที่มันมีความภาคภูมิ ที่มันมีความอร่อยพวกนี้ มันไม่มีกำลังทำงานต่อ มันก็มีเหมือนกัน สำหรับคนในฐานอย่างนั้น เพราะฉะนั้น คนที่จะฐานสูงกว่านี้ บารมีสูงกว่านี้ มีภูมิธรรมสูงกว่านี้ ไม่ต้องมีแม้นอามิสในระดับนี้ เรียกว่า"ชั้นสูง" เอาละ อาตมาก็เคยพูดว่า ถ้าผู้ใด มันยังเป็นไปไม่ได้ ไปเอามา มันจะกลายเป็นขี้เกียจ ไม่มีกำลังใจ เซ็ง เบื่อ ไม่ขยัน ไม่หมั่นเพียร ไม่เอาภาระดูดายกลายเป็นคนงอมืองอเท้า ใช้เวลาผ่านไปแต่ละวันๆ ว่างไปสู่วันสู่คืน ก็แก่ไปแก่ๆ เดี๋ยวก็ถึงหลุมฝังศพ แล้วก็ไม่มีสาระอะไร เป็นคนน่าเสียดาย ฝีมือก็มี ความคิดก็มี แทนที่จะสร้างสรรค์ไปเสีย ทำไปเสียวันต่อวันๆ ไม่พักไม่เพียร เราไม่พัก เราไม่เพียร ก็คือผู้ข้ามโอฆสงสารได้ เราไม่พักก็คือเราเพียร ก็เพียรไปซิ เพียรให้หนัก พักให้พอ ที่อาตมาเอามาใช้เป็นภาษาไทยอันหนึ่ง ก็เราไม่เพียรละ ปล่อยมันไปตามยถากรรมไปวันๆคืนๆ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญข้าก็ไม่ทำ อะไรปล่อยไปตามเวรตามกรรม เรียกว่ายถากรรม ขึ้นกับหมู่ เราไม่ได้ต่ำ เลวถึง ขนาดที่ต้องถูกไล่อกจากหมู่ร่องๆแร่งๆ อยู่กับหมู่ไป อยู่ด้วย แต่มันก็กินแรงหมู่ กินบุญหมู่ เหมือนกัน อยู่ได้ หรือบางทีก็ไม่ถึงขนาดนั้น ทำบ้าง นิดๆหน่อยๆ พอคุ้ม ก็เรากินน้อยแล้วนี่ใช้น้อยแล้วนี่ เราไม่แต่งตัวอะไรมากมาย ไม่เปลืองอะไรนี่ คิดแล้ววันๆหนึ่งๆ ก็จะจ่ายอะไรกี่ตังค์กันเชียว ข้าวก็กินมื้อเดียว กี่บาทกันเชียว เสื้อผ้าหน้าแพรก็มีอยู่ 2-3 ชุด ไม่เห็นเบียดเบียนอะไร อย่างอื่นก็เป็นของส่วนกลาง ส่วนตัวก็ไม่ได้ใช้ได้สอยอะไรมากมาย สรุปแล้ว งบดุล เราก็ไม่ได้ล้างผลาญอะไรก็พอแล้ว คุ้มแล้ว ทำเป็นผู้มักน้อยน (หัวเราะ) แต่มักน้อยอันธพาลแบบนี้ไม่ใช่มักน้อยผู้ดีอะไร ละเอียดถึงขนาดนี้ ศาสนาของพระพุทธเจ้า ถึงต้องตรวตตรา อย่ากลายเป็นคนไม่มีประโยชน์ มีคุณค่า ต้องเป็นคนมีประโยชน์ มีคุณค่าที่แท้จริง แม้ว่าเราจะบรรลุอรหันต์ชาติ นี้จริงๆแล้ว ผู้มีภูมิธรรม เข้าใจธรรมะอย่างนี้แล้วนี่ จึงจะใกล้บรรลุอรหันต์แล้ว ไม่มีความคิดผิดหรอก มีความคิดผิด นั่นคือยังไม่ใกล้บรรลุอรหันต์ เพราะฉะนั้น คนไหนที่ยังไม่ใกล้บรรลุอรหันต์ยิ่งมีอัตตาตัวนี้ โตๆๆ ก็เห็นแก่ตัวใช่ไหม อยู่ว่างๆง่ายๆเบาๆอะไรไปงั้น ทั้งๆที่มีเรี่ยวมีแรง มี สมรรถภาพ มีความสามารถอีกด้วย แต่ไม่ทำ อันนี้มันไม่ถูก พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสว่า ธรรมใดวินัยใด เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ธรรมนั้น วินัยนั้น ไม่ใช่ของเราตถาคต เพราะฉะนั้น คนเหล่านี้จะขมีขมัน มีเวยยาวัจจมัย มีบุญ มีความขวนขวาย อุตสาหะวิริยะนะ ลัทธิพุทธ หรือศาสนาพุทธนี่ต่างจากฤาษี สุดโต่งไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกับศาสนาหลายศาสนา ที่เขามีความขยัน อย่างคริสต์เป็นต้น เขามีความขยันหมั่นเพียร ทำเพื่อสร้างสรรค์เสียสละ เพราะฉะนั้น มันเข้าใจง่าย เขาไม่มีตัววาง สูญ ลงอย่างของพุทธเข้าใจ แล้วมันก็โอ้โฮ! มันคงอ้างว้างว้าเหว่ จืดๆ ไม่มีความภาคภูมิ มีความอร่อย มีความขมีขมัน มีความชื่นชมยินดีที่เราได้ทำความดี สร้างความดี เหมือนอย่างศาสนาพระเจ้าทำความดีถวายพระเจ้า ดีอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าสรรเสริญ พระเจ้าเห็นดี อะไรต่างๆนานา เป็นวิธีการพูดนำเพื่อที่จะให้คนขยันหมั่นเพียร มันก็เป็นของดีในโลก ไม่ใช่ศาสนาคริสต์ ไม่ดีนะ ดี แต่เราก็ควรดีอย่างศาสนาคริสต์ อย่างลึกซึ้งสูงขึ้นไปกว่านั้น วางอัตตาให้เป็น ล้างอัตตาให้เป็นตัวนี้แหละ ยากมาก เพราะฉะนั้น คนภูมิไม่ถึง ไม่ถึงยากมากนะตัวนี้ ลึกซึ้ง ถ้าถึงถึงจะถึงนิพพาน ถึงปรินิพพาน ศาสนาที่มีอัตตาอยู่อย่างนั้น มีปรมาตมันก็ มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อโลกจริง แต่ไม่มีปรินิพพาน ไม่มีนิพพาน เป็นปรมัตถ์ ศาสนาที่มีพระเจ้า ไม่มีนิพพาน อย่างนี้ แต่มีคุณค่า ประโยชน์ต่อโลก ศาสนาพุทธผนวชเอาอย่างนี้มาหมดมีคุณค่าต่อ โลกก็ด้วย ปรินิพพานก็ด้วย มันสุดยอดจริงๆ เอาละ ทีนี้ มาหาความต่างจริงๆ ของสีลัพพัตุปาทาน และ สีลัพพตปรามาส อาตมาเคยขยายไว้ หนังสือ คนคืออะไร ก็ขยาย ในหนังสืออื่นๆอีก ในหนังสือ "ทรัพย์แท้" นี่ ขยายไว้ชัดเจนกว่าคนคืออะไร ขยายสีลัพพตุปาทาน และสีลัพพตปรามาส มันต้องอ่านเสริมนะ ทรัพย์แท้อยู่ในแสงสูญ ยังไม่ได้รวมเล่ม สีลัพพตปรามาส นั้นหมายความว่า พ้นสีลัพพตุปาทานไปแล้ว เป็นผู้ที่ไม่ยึดติด ตื้อๆ โง่ๆ อยู่แค่รักษาศีล แค่เป็นศีล เป็นพรตเฉยๆ จะเคร่งครัดเท่าไหร่ก็ช่าง ต่อให้เคร่ง แต่ไม่มีปัญญา รู้รูป รู้นามละเอียดลออขึ้น สีลัพพตุปาทาน ไม่รู้รู้นามของจิต จิตไม่ถึงปรมัตถสัจจะ นี่เป็นความหมาย เงื่อนไขหลักๆ ที่ฟังดูดีๆ สีลัพพตุปาทาน ปฏิบัติตามศีล ตามข้อ ตามกำหนดให้หมด แต่จิตวิญญาณหรือปัญญายังอ่านอาการของจิต เจตสิก ยังไม่เป็น สะกดจิตได้ บังคับจิตได้ บางทีบังคับได้เก่งด้วยนะ อดทนได้ไม่เกิด การอยากฆ่า จริงๆไม่ฆ่าทำได้ มีสติสัมปชัญญะ ระมัดระวังได้ ไม่ฆ่าสัตว์จริงๆ แต่อ่านจิตไม่เป็น ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ไม่มี วิจัยกิเลส วิจัยอาการของจิตที่มันอำมหิตโหดร้าย ที่มันมีโทสมูล อย่างใด อาการของโทสมูลหยาบ กลาง ละเอียด อย่างใด ไล่ให้เป็นอธิจิตไปไม่เป็น เรียนรู้อาการของจิตที่มันมีกิเลส และก็ลดละลงมาจนมันเป็นจิตเจริญขึ้นๆ ระมัดระวังได้ ไม่ฆ่าสัตว์จริงๆ แต่อ่านจิตไม่เป็น ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ไม่มี วิจัยกิเลส วิจัยอาการของจิตที่มันอำมหิตโหดร้าย ที่มันมีโทสมูลอย่างใด อาการของโทสมูล หยาบ กลาง ละเอียดอย่างใด ไล่ให้เป็นอธิจิตไปไม่เป็น เรียนรู้อาการของจิอตที่มันมีกิเลส และก็ลดละลงมาจนมันเป็นจิตเจริญขึ้นๆ พัฒนาขึ้นรมา ไม่มีญาณปัญญา อ่านปรมัตถสัจจะได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเริ่มต้นมีปัญญา มีญาณปัญญาอ่านปรมัตถสัจจะ อ่านออก อ่านได้ มีธรรมวิจัยสมโพชฌงค์ สามารถวิเคราะห์วิจัยศีลข้อ 1 ปาณาติบาต คือจิตโทสมูล ลดโทสะลง หยาบ กลาง ละเอียด ไปจนกระทั่งบริบูรณ์ เพราะฉะนั้น เราจะรู้จักโทสมูล ว่ามีอาการอย่างไร และมีวิธีลดละ จางคลายกิเลสนั้นได้ เพราะฉะนั้น เมื่อปฏิบัติแล้วเราปฏิบัติพ้นมิจฉาทิฏฐิหมายความว่า วิเคราะห์วิจัยจิตวิญญาณออกแล้ว เห็นความไม่เที่ยงของจิต รู้อาการของจิต มีญาณปัญญาอ่านจิต เจตสิก ออกว่าคือปรมัตถ์ แม้ว่าเราจะละกิเลสไม่ได้ สมมุติกิเลสมันมีโทสมูล ขนาดก้อนเท่านั้น เรียกว่า 100 หน่วย เสร็จแล้วเราก็พยายาามใช้หลักวิชา อ่านอาการรูปนามของจิตออกแล้วนะ มีธรรมวิจัยรู้เลยว่า โอ้โห เราโกรธขนาดนี้ เราโทสะขนาดนี้ แหม! สัตว์ตัวนี้ หรือสัตว์อันนี้ มีประสบการณ์จริงด้วย เรายังมี โทสมูล เรายังมีความโกรธ ความไม่ชอบใจ ความเคือง ความแค้น ความอะไร แต่กรรมกิริยาไม่ฆ่าหรอกนะ ไม่ฆ่า แต่ใจมันมีอาการอย่างนั้นน่ะ อาการโกรธ อาการเคือง อาการแค้น อาการอาฆาต อาการไม่ชอบใจ ขนาดไหนก็แล้วแต่ ในสายโทสมูลนี่ อ่านอาการออก แล้วเราก็เรียนมาแล้วว่า จะใช้วิธีลดละกิเลสนี้ได้ด้วยวิปัสสนาภาวนา หรือสมถภาวนา เราก็ใช้ตามที่เราสามารถเลย ปรากฏว่ารู้อ่านรู้ ว่าเราลดมันไม่ได้ อาการนี้มันยังอย่างเก่าเลย ดีไม่ดีมันแรงกว่าเก่าด้วย สู้มันไม่ได้ ลดกิเลสนี้ไม่ได้ แพ้ แต่อ่านอาการใจออกนะ ปัญญาก็รู้ด้วยว่า เราแพ้ กเลสหนาขึ้น ก็คือ เราป็นปุถุชนยิ่งขึ้น แต่ปุถุชนยิ่งขี้นในระดับนี้ นี่ถือว่าพ้นมิจฉาทิฏฐิแล้ว เพราะฉะนั้น มิจฉาทิฏฐิไม่ใช่หมายความแค่ว่า เข้าใจแล้ว ว่าความหมายอะไรๆ เรียนตรรกศาสตร์ เข้าใจเหตุผลเท่านั้นเอง นิรุตติภาษา บัญญัติ ทฤษฎี หลักการ ความหมายเข้าใจแล้วไม่ใช่เท่านั้น มิจฉาทิฎฐิของพระพุทธเจ้านั้นน่ะถ้าพ้นมิจฉาทิฏฐิจริงๆแล้วจะต้องในระดับสามารถที่จะอ่านจิตออก รู้กิเลส และเห็นกิเลสนี่ ไม่เที่ยง อนิจจังไม่เที่ยง คือกิเลส 100 หน่วย อาตมาบอกแล้วว่า โทสะนี่เท่านี้ สมมุติว่าเท่านี้ คุณจะแบ่งอย่างไรก็แล้วแต่อัตราคำว่า 100 หน่วย แต่เราสู้ไม่ได้มัน 101, 102,103,104,105 แหม ! ไอ้งวดนี้เจอเหตุการณ์นี้ เจอเหตุการณ์นี้มันไม่ใช่ 100 หน่วย อย่างเก่า มันเพิ่มเป็น 105 มันไม่เที่ยงใช่มั้ย แต่มันหนาขึ้นใช่มั้ย กิเลส คุณรู้คุณเห็นของคุณจริงๆ คนนี้แหละเป็นคนที่เข้าถึงโลกุตระ แต่ยังแค่พ้นมิจฉาทิฏฐิ แค่พ้นความเห็นผิด แต่ไม่ได้สามารถชนะกิเลส จึงถือว่าไม่พ้นสักกายะเห็นสักกายะนี่ แปลว่าใหญ่ เห็นความไม่เที่ยง แต่ไม่เที่ยงยิ่งใหญ่ขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้น ไม่เป็นความจางคลาย เมื่อใหญ่ขึ้นๆ สักกายะก็ยิ่งโตๆ ถ้านี้จะลดทุกข์ได้ยังไง (หัวเราะ) มันโตขึ้นอย่างนี้ ไม่สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย มันต้องไปในทางจางคลาย วิราคานุปัสสี ตามเห็นความจางคลายของกิเลส เพราะฉะนั้น ถ้าเมื่อใดคุณลดมาได้ ลดกิเลส กิเลส100 หน่วยลดลงมาได้ แม้คุณมีจิตละเอียดพอมั้ย ละลดลงมาเหลือ 99 ได้มั้ยละเอียดขนาดนี้ ลดสักกายะมาได 1 หน่วยใน 100 อย่างนี้เรียกว่า พ้นสักกายทิฐิ สามารถทำสักกายะคือใหญ่ตัวตน สักกายะแปลว่า ตัวตน อัตตาแปลว่าตัวตน อาสวะ แปลว่าตัวตน แต่ตัวตนสักกายะคือตัวที่ชัดแจ้งของเราแล้ว ตัวที่รู้ที่เห็นด้วยญาณ ด้วยปัญญาของเรา มีศีล มีสมาธิ ตอนนี้ถึงจิต อ่านจิตออก มีปัญญารู้จักจิต มีปัญญาที่วิจัยออก อ่านชัดเจนด้วย แล้วให้มันลดได้ด้วยสามารถ คุณจะ สมถภาวนา คุณจะวิปัสสนาภาวนา ก็แล้วแต่ ถ้ามันลดลงได้จริง ถ้าสมถภาวนา ก็เรียกว่า วิขัมภนปหาน ถ้าเป็นวิปัสสนาภาวนาก็เรียกว่าตทังคปหาน ประหารออกมาได้ ฝึกเข้าไปๆๆ ลดลงได้มากเท่าใดๆ ก็พ้นสักกายะเรื่อยๆ ทุกข์ก็ลดลง เหตุแห่งทุกข์ก็ลดลงไปเรื่อยๆ อย่างรู้ๆเห็นๆ การทำลดได้ นี่แหละเรียกว่าพ้นสีลัพพตปรามาส ต่างกับสีลัพพตุปาทาน ไม่ได้รู้รายละเอียดของปรมัตถ์อย่างนี้ มีแต่จารีตประเพณีตามๆกันมา อธิบายกันมา ต่อให้เคร่งครัด เคร่งตายเลย อย่างไรก็ได้ แต่ไม่ได้รู้เรื่องที่อาตมาพูดนี่หรอก ไม่มีญาณปัญญา โดยเฉพาะรู้ของจริง ตามความเป็นจริง รู้จิต เจตสิกจริงๆ รู้กิเลส มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์วิเคราะห์กิเลสออกจริงๆ อ่านโทสมูลออกว่าไอ้นี่โทสะ ไม่ใช่โลภะ นี่โลภะไม่ใช่ราคะ โทสะหยาบขนาดนี้ รู้ขนาดนี้ ประมาณได้แรงขนาดนี้ ของคุณๆก็รู้ของคุณสิ 1 ครั้ง 2 ครั้ง 3 ครั้ง 4 ครั้ง 5 ครั้ง แล้วมันก็แรงอยู่ขนาดนี้ 10 นี่ครั้ง 3 ครั้ง 4 ครั้ง มันลดลงแฮะๆๆ เอ ทำอย่างนี้ เข้าท่าแฮะ ทำงี้ลดได้แฮะ ก็เข้าใจของคุณเอง ลดได้ โอ้ย ลดได้มากๆ คุณก็จะรู้ของคุณเอง ไม่มีใครมาหลอกกันนะ ศาสนาพุทธ อาตมามีหน้าที่บอกทุกอย่างในความหมายทุกอย่าง แล้วคุณก็ไปทำเอาเองได้ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ รู้ได้ด้วยตน เข้าใจด้วยตน ตนทำเอง ทำได้แล้ว ใครจะไปหลอกคุณ อย่าหลอกตัวเองแล้วกัน รู้อยู่ว่าตัวฉันทำไม่ได้แล้วไปหลอกคนอื่นด้วย หลอกตัวเองน้อย เบลอๆ อย่ารู้เลย รู้ตัวเองเรารู้ว่ากิเลสนี้เรายังเหลือ ไม่ได้ ต้องรู้ให้ชัดว่ากิเลสเรายังเหลือ เหลือมาก เหลือน้อย ให้มันชัดด้วย ไม่ใช่มาพรางตัวเองว่า "ไม่ได้ละ เดี๋ยวเสียใจ ตัวเองมีกิเลส เดี๋ยวเห็นตัวเองมีกิเลสเยอะ" บ้าเรอะ! มันต้องรู้ให้ ชัดสิ ของจริง ว่าเรามีกิเลสยังไง แค่ไหน เท่าไหร่ เรามีวิธีที่คิดถูกมั้ย เข้าท่ามั้ย เป็นวิธีที่ลดกิเลสได้จริงมั้ย เห็นความจางคลาย วิราคะ คือความจางคลาย เห็นอยู่ รู้อยู่ ความจางคลายลด อนิจจานุปัสสี เห็นความไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น ความไม่เที่ยงที่อธิบายว่า 100 หน่วย ผ่าเข้าไปเป็น 105,106,107,110 มันไม่เที่ยงเหมือนกัน แต่มันเป็นกิเลสโต นั่นมันหนาขึ้นเป็นปุถุชน เพราะฉะนั้น คุณทำลดลงมา เห็นความจางคลายลงมา ไม่เที่ยงเหมือนกัน ลดลงได้แล้วนี่ เหลือ 99 เหลือ 95-90 เห็นความจางคลาย ไม่เที่ยง ไม่ใช่ 100 เท่าเก่า ไม่ใช่ทรงสภาพ 100 เท่าเก่า แต่จางคลาย เห็นทิศทางไหม? เห็นรู้นามธรรมของคุณน่ะ ที่พูดนี่เป็นนามธรรม ที่อธิบายนี่ อธิบายพระอภิธรรมนะ ที่เอามาพูดนี่ อภิธรรม ถ้าอาตมาสอนในโรงเรียนก็จะเขียนกระดาน นี่เห็นเลย เป็นรูปเป็นร่าง ทรงสมมุติเป็นรูปสี่เหลี่ยม เป็นวงกลม อะไรก็ขีดแบ่งทำเป็นเว้าเป็นแหว่ง นี่ไม่ต้องเขียนกระดาน ก็ดูดเอาทำไม้ทำมือให้มั่ง นี่อุปกรณ์การสอน ไม่ต้องถึงกับมีกระดาน มีชอล์ก อุปกรณ์การสอนนี่ใช้ทำไม้ทำมือ พอเข้าใจได้มั้ยละ สื่อแทน ตอนนี้เอาเท่านี้ๆ ฟังดูดีๆ เข้าใจ แต่ที่จริงๆ มันนามธรรม คุณต้องไปรู้ว่าไอ้ตัวที่ว่างี้ๆ มันคืออะไร นี่ล่ะโทสมูล อย่างนี้เหรอ หน้าอย่างนี้หรือ โทสมูล เข้าใจเอาเอง มันอยู่ที่จิตที่ใจของคุณน่ะ ทำให้ได้ สีลัพพตุปาทาน และสีลัพพตปรามาส ต่างกันตรงที่สีลัพพตปรามาสนั้นเข้าเขตโลกุตระ สีลัพพตุปาทานนั้นยังงมงายอยู่ มีปัญญาเป็นตัวชัดแจ้ง และความหมายต่างๆ คุณก็เข้าใจด้วยปัญญา ฟังไปเป็นสุตมยปัญญา ไปขบ ไปคิด ไปคำนึง ทบทวนจินตามยปัญญาให้ดี แล้วเอาไปปฏิบัติภาวนามยปัญญาให้มันเกิดผลจริง ตามที่ว่านี้ แล้วก็เห็น เองในผลที่คุณเป็นจริง มีจริงนั้น แล้วคุณจะได้เห็นเองว่า คุณไม่ได้เชื่อแม้แต่กระทั่งอาตมา คุณเชื่อที่คุณนี่ คุณเป็น มันเป็นกุศลแล้วยัง เป็นของคุณมี คุณเป็น คุณก็เอาของคุณเองนั่นแหละ ถ้าคุณชัดคุณแน่ชัดแล้ว ใครจะมาว่าเราไม่เป็น นี่เราได้โสดา แล้วนะ เราได้สกิทาแล้วนะ ใครจะว่าคุณไม่เป็น คุณตกใจอะไร อาตมาไม่ตกใจเลย นี่เขาว่าอาตมาเป็นเทวทัต อาตมาเป็นเดรัจฉาน อาตมาไม่ตกใจน่ะ ก็ตัวอาตมา เดรัจฉานคืออะไร แค่ไหน อาตมาเป็นจริงหรือเปล่า ? อาตมาก็ตรวจ ก็เราไม่เป็น เอาซิ ก็เราจะไป Propaganda โฆษณา ประกาศนียกรรม ให้อาตมาเป็นเทวทัต เป็นคน เป็นเดรัจฉานที่จะมาทำลายศาสนา มาท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน