370228 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 3/7 (4/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
เนื้อหาในไฟล์
370228 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 3/7 (4/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
หน้า /
370228 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 3/7 (4/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ
โลกาภิวัฒน์...สู่บุญนิยม
ตอนที่ 3/7 (4/10)
โดย พ่อท่านโพธิรักษ์
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537
เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 18
วันที่ 25 ก.พ. - 3 มี.ค. 2537
ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ
เศรษฐศาสตร์บุญนิยม :
พ่อท่านว่า…
ระดับฐานะทางการเงินของคนในสังคม :
คนชั้นกลางมีจำนวนมากนี่ดี คนจนก็จำนวนหนึ่ง ก็น้อยหน่อย ก็อยู่ในฐานะ ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าดีแล้ว คนจนก็ย่อมต้องมี คนจน คนขี้เกียจขี้คร้าน คนไม่เอาถ่าน อะไรอย่างนี้ มันก็ต้องจนตามฐานะ
โดยศาสนาพุทธ ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีนะ โดยศาสนาพุทธ เห็นจริงว่า คนพวกนี้เป็นคนชาวนรก เป็นตัวอย่างความไม่ดีไม่งาม ก็ต้องมีวิบาก มีฐานะอันไม่ดีรับรอง หรือรองรับเขาอยู่โดยฐานะความจริง
คนจนประเภทโง่และขี้เกียจ :
ถ้าคนจน หรือคนที่เดือดร้อน คนที่ลำบาก เพราะตัวเองไม่ขวนขวาย ไม่ขยันหมั่นเพียร ไม่อุตสาหะวิริยะ เป็นคนเลว อยู่เปล่า ๆ ว่าง ๆ ไม่เอาถ่าน หรือโง่เง่าเต่าตุ่นอะไรไปก็แล้วแต่ ถ้าโง่เง่าแล้วยังมีนิสัยขี้เกียจ แล้วก็โง่เง่า โง่แกมหยิ่งอะไรด้วยนะ อะไรพวกนี้ คนเขาก็ไม่ช่วยเหลือ
คนจน ประเภทโง่สุดวิสัยเพราะเป็นวิบาก แต่ขยัน :
คนที่เกิดมาโง่ ก็เป็นวิบากเหมือนกัน แต่โง่ที่อุตสาหะวิริยะ หรือว่าโง่อย่างน่ารัก โง่อย่างพยายามขวนขวายบ้าง แต่มันสุดวิสัย เขาฉลาดไม่ได้ ฝีมือความสามารถของเขาก็พยายามพากเพียรอยู่นะ แต่มันก็ทำไปได้แค่นั้นนะ มันเป็นจริงเหมือนกันนะ ตามฐานะบุคคล ตามวิบาก เออ อย่างนั้นนะ โง่น่าสงสาร เขาก็จะช่วยเหลือ
โง่ประเภทไ
อ่านต่อ
ม่น่าสงสาร :
แต่ถ้าโง่แกมหยิ่ง โง่ไม่เอาถ่าน โง่ขี้เกียจขี้คร้าน หรือโง่อย่างไรล่ะ ก็คงจะพอเข้าใจนะ ไอ้โง่ประเภทไม่น่าสงสารนี่ ไอ้อย่างนั้นเขาไม่ช่วย เขาปล่อยให้ตกนรกไปเลย ปล่อยให้ทุกข์ยาก ลำบากไปตามวิบากให้เข็ด ให้หลาบบ้าง สรุปแล้ว ก็คนโง่ ที่ไม่ต้องช่วยเหลือ ก็มีจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่มากนัก ก็เป็นตัวอย่างให้คนได้รับรู้
ส่วน โง่ที่สุดวิสัย เขาโง่แต่ก็เป็นคนที่น่ารักอะไรอย่างนี้ สังคมก็จะช่วยเหลือไว้ ก็เป็นการเกื้อกูลกัน หรือแม้ในฐานะที่อยู่คนระดับกลาง ระดับที่ขวนขวายขยันเท่านั้น สามารถเท่านั้น ฉลาดเท่านั้น ก็เลี้ยงตัวได้ตามฐานะบ้าง ไม่ได้บ้าง อะไรก็เกื้อกูลกัน สรุปแล้วเขาก็ยังเป็นคนที่ใส่ใจในการขวนขวาย พากเพียรพยายามอุตสาหะอยู่ แต่มันสุดวิสัย เขาก็ได้เท่านั้น ๆ อาจจะขาดแคลน ไม่พอเหมาะพอดี เป็นคนวาสนาแค่นั้นล่ะนะ
แล้วยังดันผ่ามีลูกเยอะอีกด้วย อะไรอย่างนี้ เป็นจริงเหมือนกัน ก็ไม่ค่อยฉลาด แต่ไอ้เรื่องนี้มันช่วยไม่ได้ ไอ้เรื่องมีลูกมากนี่ มันเหมือนเดรัจฉานที่มันไม่รู้เรื่องของมันหรอก มันก็ไปตามธรรมชาติของโลกีย์นั่นนะ มีลูกมาก ก็เอา ก็ต้องช่วยกันเลี้ยงดูไป อะไรอย่างนี้ แต่ก็เขาขวนขวายอยู่นะ พยายามอยู่นะ แต่สุดวิสัย อย่างนี้ก็อุ้มชูกันไป ในฐานะระดับกลางก็มี
ระดับฐานะ เปรียบเทียบในแง่ของเงินทุน :
สรุปแล้ว คนระดับกลางมีมากเป็นธรรมชาติที่ถูกต้อง คนระดับต่ำมีน้อย คนระดับสูงมีน้อย นี่เป็นธรรมชาติ นั่นเรียกว่าสังคมที่อยู่ดีแล้ว สำหรับแบบทุนนิยม
แต่แบบบุญนิยมนั้นน่ะ ระดับกลางไปหาต่ำ เอาเรื่องของเงินนะ เอาเรื่องของทุนรอน เอาเรื่องของเงินเป็นตัวเปรียบ เป็นตัววัด คนมีระดับเงินเข้าไปหากลาง ไปหาต่ำ นั่นเจริญ ถ้าคนมีเงินมากๆๆๆ ขึ้นมามาก มันเป็นไปไม่ได้ แต่ควรจะมีส่วนกลางมีมาก อันนี้มันมีนัยที่ละเอียด อาตมาจะค่อย ๆ อธิบาย
ในเรื่องของสภาพของทุนนี่ จะแตกต่างกัน ทุนนิยม กับ บุญนิยม สภาพของทุนนี่จะอยู่ในระบบที่แตกต่างกัน จะไม่เหมือนกันหรอก จะวัดค่า วัดค่าทางเศรษฐกิจนี่จะต่างกัน ความหมายจะต่างกันเลย มันจะมีสภาพของเงินส่วนกลางขึ้นมานี่
ระบบการจ่ายเข้าส่วนกลาง :
สังคมโลกบังคับประชาชนให้จ่ายภาษีเข้าส่วนกลาง :
ในระบบทุนนิยม เงินส่วนกลางก็มี เงินส่วนกลางคืออะไร เงินส่วนกลางก็คือกองคลังของประเทศ เงินส่วนกลางทุนนิยมนี่ ทุกประเทศจะมีเงินส่วนกลางของประเทศ ก็คือเงินในกระทรวงคลังที่เก็บมาจาก ไม่ใช่ภาษีอากรอย่างเดียว เก็บค่าโน่นค่านี่ ค่าปรับค่าไหม ค่าอะไรต่ออะไรเข้าหลวงมาอะไร ต่าง ๆ นานา มีเยอะแยะ
ค่าภาษีอากรก็ชัดอยู่แล้ว เอามาจากทุกหัวบุคคล ก็มารวมเป็นกองกลาง เก็บมาประเภทบังคับไปเลย เก็บมาประเภทบังคับ มีกฎหมาย มีตัวอะไรต่ออะไรกำหนดเลยนะ แต่มันก็เลี่ยงกันสุดที่ มันต่างกันกับบุญนิยมที่สุด คนเลี่ยงกันสุดที่ จนทาง อั๊วถึงจ่าย
ขนาดชาวบุญนิยมอโศก ยังไม่ค่อยจะเต็มใจจ่ายให้เลย(ภาษีสรรพกร) อ้าว! จริง เพราะอะไร เพราะเงินไปอยู่ในกองนั้น การบริหารเงินกองกลางนั้น ออกมาสู่ประชาชนก็ฉ้อฉล เราไม่เชื่อ เราก็ไม่อยากให้ เราบริหารเองดีกว่า เพราะฉะนั้น เงินชาวอโศก จึงไม่ค่อยอยากให้กองกลางของทุนนิยม
ระบบบุญนิยม สมาชิกเต็มใจจ่ายให้กองกลาง :
ส่วนกองกลางของบุญนิยมนั้น เต็มใจให้ เพราะการบริหารเงินนั้น เราเองยังไม่มีสิทธิ์ ไม่ใช่ไม่มีสิทธิ์หรอก เราเองยังไม่มีความสามารถจะไปบริหารเงินกองกลางนั้น ออกไปให้เป็นประโยชน์ เป็นคุณค่าอะไรดี ๆ เทียมเท่า เพราะเราสำนึกว่าเราเอง เรายังลำเอียง แหม แบ่งให้คนนี้ คนนี้มาเราชอบนะ หมู่นี้มาเสนอโครงการไอ้โน่นมา เราก็เห็นดีเห็นชอบ หมู่นี้เรายังไม่ค่อยชอบ เรายังไม่มั่นใจว่าเราจะลำเอียงหรือไม่ แต่ส่วนกลางเขาจะใช้คนจริง ๆ ที่พยายามไม่ให้มีอคติใด ๆ ที่จะบริหารเงินนี้ อย่างได้สัดส่วน สุจริตถูกต้องที่สุดโดยสัจจะเลย
กองกลางระบอบบุญนิยม :
คุณสมบัติของผู้บริหารกองกลางบุญนิยม :
เพราะฉะนั้น ยิ่งบริสุทธิ์ สะอาด คนยิ่งดีเท่าไหร่ คนยิ่งเป็นอาริยชน ยิ่งบริสุทธิ์ สะอาด ในระดับอนาคามีขึ้นไปมาบริหารเงินนี่ คุณสบายใจได้แล้ว ยิ่งเป็นอรหันต์บริหารเลย ยิ่งแจ๋วใหญ่ เอ้า จริง ๆ
คุณคิดดูสิ ไม่มีการเห็นแก่ตัวแล้ว ไม่โลภมาให้แก่ตัว ไม่ลำเอียงแก่พรรคแก่พวก อคติ 4 ก็ลดหย่อนแล้ว ก็บริหารเงินนี้ให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนที่สมเหมาะสมควรที่สุด ได้ดีที่สุด คนก็เต็มใจจะให้ ไม่เหมือนกันกับคนที่ให้ส่วนกลางภาษี รีดเอาภาษีนี่
ไม่ต้องตั้งกฏ หรือกำหนดอัตราให้จ่ายเข้าส่วนกลาง :
คนเขาเต็มใจให้อย่างเต็มใจ แล้วไม่ต้องมาตั้งกฎ คุณจะต้องให้เท่านั้น คุณจะต้องให้เท่านี้ คนนั้นจะต้องให้เท่านี้ ไม่ต้องมาตั้งกฎ คุณเห็นว่าเป็นคุณค่าประโยชน์ส่วนกลาง คุณให้
อย่างปฐมอโศกนี้ ใครจะทำบุญ ใครจะเอาส่วนกลางไว้ เอาให้ ไม่ได้รีดนาทาเร้นใคร คนที่ทำส่วนกลาง ก็เต็มใจ ก็ทำไปซิ เงินก็เข้าส่วนกลางอยู่แล้ว เข้าใจกันขึ้นมา
รายได้ของแต่ละหน่วยงาน เป็นเงินของกองกลาง :
ความยึดถือเป็นตัวเราของเราอะไรนี่ ในกลุ่มนั้นกองนี้อะไรก็แล้วแต่ ในหน่วยนั้นหน่วยนี้ แรก ๆ ยังไม่เข้าใจ ก็ยังยึดไว้อยู่ อย่าง ชมร. เป็นต้น เงินของฉันหา ฉันต้องเอาไว้ดูแล อย่างน้อย ๆ คลำก็ยังดี มันอุ่นใจดี เงินศาลาค้า ฉันหา คลำไว้ก่อน ของฉัน ยังไม่ให้ล่ะกองกลาง ไม่ให้ แต่เดี๋ยวนี้ก็เข้าใจแล้ว ชมร. หา ก็เอาเข้ากองกลางนั่นแหละ ศาลาค้าหา ก็เอาเข้ากองกลางไป ผู้บริหารก็คือกรรมการดูแลกัน มีสงฆ์เป็นที่ปรึกษาอยู่ ก็ควรจะจ่ายออกไป ยิ่งเป็นก้อนใหญ่ก้อนโตอะไรนี่ จะต้องใช้กิจนั้นกิจนี้อะไร ก็ดูแลกัน
เพราะฉะนั้น ทุกคนเข้าใจ แล้วความสุจริตจะมีขึ้น ต่างคนต่างละ ไอ้ที่ยึดเป็นหน่วย ๆ ก้อน ๆ ก็ชักปล่อยตัวเองแล้ว ลด ละ อัตตาว่าเป็นตัวกู ของกู ก็ละออกมาได้เรื่อย แล้วมันก็เป็นของรวม ทุกคนก็ดูกันอย่างสุจริต ท้วงได้ มีสิทธิ์ท้วงได้ทุกคน
กองกลางของระบอบประชาธิปไตยทุนนิยม :
การเงินหรือส่วนเงินกองกลาง(บุญนิยม)นี่ มันก็จะไม่เหมือนกันกับกองกลางของประชาธิปไตยทุนนิยม ที่รีดนาทาเร้นเอามาเป็นเงินกองกลาง เสร็จแล้วคุณก็มาอยู่ในหมู่กลุ่ม ก็แบ่งกัน แย่งกันจะตายนะ แบ่งกัน แย่งกันจะตาย อั๊วต้องเอามามาก ๆ ก็ไม่รู้ล่ะ งบประมาณนี้สิ้นปี เหลือ ข้าก็จะพยายามใช้ไปให้มันหมด ขนาดมันเหลือ ไม่รู้ละ ใช้เป็นไม่เป็นอะไรก็ตามใจเถอะ ส่วนมากก็…อย่าพูดเลย อธิบายไปซับซ้อน พวกคุณก็รู้ทั้งนั้นแหละ เดาก็ออกว่าเอาไปใช้กันอย่างไร แล้วก็จะแบ่งกันเอาไปอย่างไร คือลักษณะของกิเลสมาเป็นตัวการนี่นะ มันก็จะเป็นชนิดนั้นไปหมด จะไปดู ไปแล มันก็เหมือนกันแหละ
กองกลางของระบอบคอมมิวนิสต์ :
คอมมิวนิสต์กับประชาธิปไตย ไอ้รีดเงินกองกลางออกมาก็เหมือนกันหมด เป็นแต่เพียงว่า คอมมิวนิสต์นั้นรีดมากหน่อย ตั้งกฎระเบียบ คุณทำแล้วก็จะต้องแบ่งให้รัฐมาก รีดเอามามาก คอมมิวนิสต์ ก็เลยยิ่งถูกกดขี่ในทางจิตวิญญาณ ความหวงแหน เป็นตัวกู-ของกูก็ยิ่งมาก เพราะฉะนั้น จึงพังเร็ว มันก็เป็นภาวะซ้อนทางจิตวิทยา
คอมมิวนิสต์ พอทำไป ๆ แล้ว ถูกรัฐแบ่งเอาไปอย่างนั้น อั๊วทำไปทำไมวะ ทำ ไม่ทำ อั๊วก็กินกองกลาง เพราะว่ารัฐก็ต้องแบ่งอยู่ อย่างไรรัฐก็ต้องแบ่ง อั๊วไม่ทำดีกว่า กินกองกลาง จิตวิญญาณไม่ได้พัฒนาเลย ไม่ได้เห็นคุณค่าของการเสียสละ
การที่หามามาก ๆ ทำได้มาก ๆ แล้วก็เอาเข้ากองกลางมาก ๆ นี่แหละดี หรือว่าช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นได้มาก ๆ นั่นแหละดี แต่จิตวิญญาณตัวนี้ไม่รู้แจ้งเห็นจริง ไม่เชื่อมั่นว่าเป็นความดีงามที่แท้จริง ไม่เชื่อมั่นว่าเป็นคุณค่าประโยชน์เหมือนอย่างกับเรากำลังอธิบาย
เพราะฉะนั้น บุญของคอมมิวนิสต์ ไม่เกิดญาณปัญญา ศรัทธาก็ไม่เกิดศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ ไม่เชื่อมั่นว่าเราเสียสละ เราสร้างสรรนี่ คือคุณค่าประโยชน์ของมนุษย์ คือบุญ คือกุศล เป็นกรรม เป็นวิบาก เป็นอะไรต่าง ๆ นานา เขาไม่เชื่อ ไม่เชื่อ เขาก็ไม่ทำ ก็นั่งกินกองกลาง กูทำก็แค่นี้แหละ รีดนาทาเร้นกันไป เพราะฉะนั้น แรงงานพัฒนาก็ลดลง การสร้างสรรก็ลดลง ๆ คนจะอยู่เล่นเฉย ๆ เฝือ ๆ ก็ต้องแบ่งให้เขากิน เพราะระบบกองกลางก็กินกองกลางได้ทุกคน ต้องแบ่งให้เขากิน มันไม่ทำงาน มันก็กิน ไปไม่รอด มันก็ล่มสลายเท่านั้นเอง จนลง มันก็จนลง ๆ
กินใช้ของกองกลาง แต่ไม่ช่วยกันทำ มันก็ล่มสลายเท่านั้น :
ระวังเถอะ อโศกจะจนลงที่ตรงนี้นะ ต่างคนก็บอกว่า เออ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีให้เก็บ เอ้อ อีกหน่อยเห็ดก็ไม่มีให้เก็บ เจ็บป่วยก็ไม่มีอะไรจะมารักษากัน จริง ๆ นะ
เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเข้าใจไม่ถูกสภาพที่แท้จริงแล้วนี่ ไปไม่รอด แล้วมันมีหลักของความจริง อย่างที่เรากำลังแนะนำกันนี้ แล้วคุณทำ คุณขยันหมั่นเพียร แล้วคุณไม่ได้เหรอ เชื่อกรรมไหมล่ะ?
สัทธา 4 :
กัมมศรัทธา วิปากศรัทธา กัมมัสสกตาศรัทธา เชื่อไหมล่ะ ตถาคตโพธิศรัทธา ศรัทธา 4 นี่ เชื่อไหม?
กรรมเป็นของ ๆ ตน บุญเป็นของ ๆ ตน บาปเป็นของ ๆ ตน มีอริยทรัพย์จริง จาคะนี่เป็นอริยทรัพย์ การให้ผู้อื่นนี่เป็นทรัพย์ เป็นอริยทรัพย์ เชื่อไหมเล่าว่า ให้นะมันได้ เออ
ให้แล้วมันได้ เออ มันตลกนะ จะว่าหลอก ก็หลอกมาแต่ระบบพระพุทธเจ้านั่นแหละ จาคสัมปทา ท่านก็สอนกันมา ทานมัย ท่านก็สอนไว้ มันเรื่องจริงนะ เรื่องเป็นกุศล-บุญ เชื่อไหมล่ะ
เชื่อไหม พระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วนี่ มีขุมทรัพย์ 4 ทิศมาเสร็จเลย คาบช้อนเงินช้อนทองออกมานี่ ก็เพราะกรรม เพราะวิบาก เชื่อไหมล่ะ ?
อโศกไม่เรี่ยไรเงิน หรือปลุกระดมเรื่องทำบุญ :
ขนาดอาตมานี่ ดูสินี่ ขุมทรัพย์ของอาตมาก็มี แต่มันไม่ถึง 4 ทิศ ก็มาทำที ค่อย ๆ ทยอยมา ยังไม่แน่ใจ หลายปีก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ทุกวันนี้ยังมีคนมาทำบุญทีละเป็นแสน เป็นล้านก็มี แต่ก่อนนี้เฉย ไม่มีใครกล้ามาทำบุญกับอาตมา
เพราะว่าอาตมาไม่เรี่ยไร ไม่ปลุกระดมเรื่องบุญ ว่าทำนะ จะเป็นวิมานแก้ววิมานทองของคุณอย่างโน้นอย่างนี้ ไอ้โน่นไอ้นี่ คุณจะได้ไปกินชาติหน้าอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ ไม่ไปปลุกระดม ให้เกิดปัญญา ให้คุณเกิดปัญญา แล้วก็ต้องเชื่อมั่นว่าอาตมาเอาไปทำอะไรอย่างไร
ถ้าให้มาแล้ว เอามาช่วยกองกลาง ไม่ต้องช่วยตรงที่อาตมา ช่วยกองกลางก็ได้ แต่หากคุณยังติดยึดอยู่ ต้องเอามาผ่านมืออาตมาเสียก่อน ถ้าไม่ผ่านมือ ดูเหมือนมันไม่แน่ใจนะ ไม่ได้ชัด อย่างน้อยอาตมาเป็นพยานว่า ดิฉันได้ทำนะ ผมได้ทำนะ ก็ โอเค ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าเชื่อมั่นว่า อาตมาเอาไปซื้อ เครดิตการ์ดอะไรไว้ ถ้าเชื่อว่าอาตมาไม่ได้มีอย่างนั้นนะ ก็ได้ หรือไม่เป็นไร ไปผ่านกองกลางเลย
รัฐมนตรีการคลังเราก็มีแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ตั้งเท่านั้น ทำงานไป รัฐมนตรีการคลัง ผู้อำนวยการการเงินในหน่วยนั้นหน่วยนี้อะไร ก็ช่วยกันไปตามประสา มันก็พอเป็นไปนะ ก็พอมีเงินล้ง เงินล้านอะไรบ้าง
เดี๋ยวนี้มีสภาพการเงินที่มีเงินเต็มใจมาให้ ยังมีอยู่ สะสมที่พอใช้ในส่วนกลางของพวกเรา เรียกว่าเงินคงคลังเป็นจำนวน 10 ล้าน ก็มีอยู่ คนที่ไม่ให้ทีเดียว เอามาฝาก ฝากผ่าน ๆ ไว้ เหมือนกับธนาคารชาติ ฝากไว้ให้พอหมุนใช้ได้อยู่ ก็มีเกิน 10 ล้านอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่ถึง 20 ตัวเลขยังไม่ถึง 20
เงินฝากกองบุญสวัสดิการ :
เงินทั้ง 2 กองนี้นี่ ฐานะของอโศกถึงวันนี้ พูดให้ฟัง ไม่ใช่เล่าความเท็จนะ หลักฐานจริงมีอยู่จำนวน 10 กว่าล้าน พอ ๆ กัน ส่วนที่เอามาฝาก มาให้หมุน กองบุญสวัสดิการนะ พูดกันจริง ๆ นะ ในกองบุญสวัสดิการน่ะ จริง ๆ แล้วกองบุญสวัสดิการจริง ๆ แล้ว ยังไม่ถึงสิบล้านหรอก มันซ้อน 10 ล้านนั้นเพราะจริง ๆ แล้วกองทุน หรือกองบุญที่แท้ที่ให้เราสร้างวิหารนี่ เป็นเงินก้อนที่เอามาให้ไว้จริง ซึ่งสิทธิ์ขาดแล้วมาทำบุญไว้แล้ว บริจาคแล้ว จะทำกองบุญสร้างพระวิหารนี่ มัน 10 กว่าล้าน เอามาฝากซ้อนไว้ที่กองบุญสวัสดิการ เพราะฉะนั้น เงินมาฝากจริง ๆ ของพวกคุณนี่ ยังไม่ถึง 10 ล้านหรอก ตอนนี้
บริหารเงินทุนให้เกิดมูลค่าเพิ่ม :
นี่ก็พูดฐานะลึก ๆ ให้ฟังอีก แต่ดูเผิน ๆ แล้ว ตัวเลข 10 ล้าน กองบุญสวัสดิการ เหมือนกับพวกคุณมาฝากไว้ให้หมุน ให้บริหารใช้
คือเงินนี่ ถ้าเผื่อว่า ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ธนบัตร แบงก์ใบละพัน ถ้ามันวางไว้เฉย ๆ หรือคุณใส่ตลับไว้ แล้วก็ฝังดินไว้ มันก็คือเศษกระดาษ หรือก้อนขี้หมาธรรมดานั่นเอง มันไม่มีค่าอะไรหรอก ต้องให้มันมาเดินสะพัดออกไป ใครจะสะพัดก็เป็นคุณค่าของมัน ทันทีให้มายืมสะพัด มันก็เป็นคุณค่า เขาเอาวิธีนี้แหละ หลักเศรษฐศาสตร์มาตั้งธนาคาร
ฝากเงินกับธนาคาร ได้ดอกเบี้ย :
คุณมีเงินก็เป็นของคุณอยู่ คุณก็เอามาไว้ที่ธนาคาร แล้วเหมือนกัน แล้วเขาจะบริหารเอง เขาจะเอาเงินให้มันไปเดินทางเอง แล้วมันก็เป็นค่าของมันใช้จ่ายได้ตามกฎหมาย ทดแทนอันโน้นอันนี้ได้ มันก็ออกไปทำงาน ของคุณก็ยังมีตัวเลขของคุณอย่างเดิม เขาแถมดอกเบี้ยให้คุณด้วย มีตัวล่อ เอามาฝากสิ ให้ดอกคุณด้วยนะ คุณก็เอามาวางไว้ แทนที่จะไปรักษาไว้เอง เงินก็ออกมาเดินทาง ทำบทบาทค่าของมัน มันก็จึงมีค่าให้คนนี้กู้ไป ให้คนนี้ยืมไป เอาไปทำงานสะพัดไป
ไอ้ธนบัตรใบนั้น มันก็ทำงานของมันเรื่อยไป ค่าของมัน เขาตั้งไว้ให้มันพันหนึ่ง มันก็เป็นค่าของมัน มันก็สะพัด มันนิ่งอยู่เมื่อไหร่ มันสูญเมื่อนั้น มันสะพัดไปแลกจ่าย ทดแทนไอ้โน่นไอ้นี่อยู่เมื่อไหร่ มันก็มีค่าขึ้นมาทุกที มันทดแทนไปมากเท่าไหร่ ค่าของมันก็มากขึ้นในตัวกำหนดพันหนึ่งก็ตาม แบงก์ใบละพันนี่ มันจะเป็นค่าไปเรื่อย ๆ นี่เป็นวิธีการของคนที่ฉลาด ที่รู้ว่ามันเป็นค่าของมัน เขาก็ทำ
ฝากเงินกับกองบุญสวัสดิการ ได้ดอกบุญ :
นี่ก็นัยคล้ายกัน เราก็เข้าใจ อาตมาถึงทำกองบุญสวัสดิการ ก็เหมือนธนาคารนั่นแหละ พวกคุณก็ยังไม่จ่ายออก ก็พอมีกิน พอมีใช้อยู่ ก็เอามาฝากไว้ที่นี่สิ เป็นแต่เพียงว่า เราไม่ให้ดอกเบี้ยคุณ ไม่ล่อใจคุณเท่านั้นเอง มาฝากไว้เท่าไหร่ ก็ได้เท่านั้น อยู่ของเก่าของคุณนั่นแหละ เศรษฐกิจมันจะไปยังไง มายังไง คุณมาฝากไว้พันหนึ่ง หมื่นหนึ่ง แสนหนึ่ง เอาคืนก็ได้แสนหนึ่งเท่าเก่า มันไม่เหมือนแบงก์ทางโลก
ทีนี้คุณเอง ยังบอกว่า แบงก์ทางโลก ฝากแล้ว มันงกโว้ย ฝากแบงก์ทางโลกดีกว่า คุณก็ไปฝากแบงก์ทางโลกบ้าง เพราะฝากแบงก์ทางเรามันไม่ได้ มันก็ไม่เป็นไร เราก็ไม่ว่าอะไร แต่ว่ามาฝากแบงก์ทางนี้ เรามันก็ได้บุญเหมือนกัน มันได้ดอกเหมือนกัน แต่ได้ดอกบุญ มันไม่ใช่ดอกเบี้ย พูดไปประเดี๋ยวจะหาว่าอาตมาอ่อยอีกละ อาตมาใช้จิตวิทยาหลอกเอาเงินคุณมาฝากอีกล่ะ ก็ไม่พูดมากล่ะ
จริง ๆ พูดได้ มันเป็นสัจจะนะ อาตมาก็ไม่ได้ไปหลอกอะไรนะ มันเป็นสัจจะ ถ้าคุณเชื่อบุญ เชื่อบาป คุณเชื่อกุศล อกุศล อาตมาพูดอีกก็ได้ มันดอกบุญจริง ๆ คุณเชื่อ หรือคุณเห็นว่า เอาไปช่วยงานเถอะ เราก็เอามาไว้นี่ เราเองเราก็ไม่เดือดร้อน พอที่จะต้องไปนั่งกินดอกเบี้ยอะไร รายได้รายจ่ายอะไรของเราทุกวันนี้ ก็พอกินพอใช้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปเพิ่มทำไมมากมาย ตะกละตะกลาม
ดอกเบี้ยจากเงินฝากและเงินกู้ เป็นเงินบาป :
อาตมาบอกจริง ๆ นะ บอกหลายทีแล้ว คุณไปเอาดอกเบี้ยเขานะ คุณไม่ได้บุญหรอกนะ คุณคิดว่าคุณได้เงินเพิ่มอยู่ แล้วก็ค่อยเอามาทำบุญกับทางนี้ ก็เถอะ มันบาปซ้อนบาป มันไม่ใช่บุญหรอก มันได้ดอกเบี้ยเอามาจากโน่น แล้วเอามาทำบุญ ก็เหมือนเอาเชื้อโรคมาทำบุญกับเรา
ธนาคารไปให้ดอกเบี้ยคุณนั้น เงินดอกเบี้ยนี้ ไปรีดออกมาตั้งเท่าไร อาตมาก็ไม่อยากจะขยายความมาก ก็ไปอ่านเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธที่อาตมาเขียนเอาไว้นิดหน่อย ว่าเงินดอกเบี้ยนี่ ที่ออกมาจากธนาคารนี่ มันบาปขนาดไหน มันถูกรีดนาทาเร้นมาตั้งเท่าไหร่ อาตมาขยายไปตั้ง 10 จุด ว่ามันจะต้องแบ่งมาให้ใครบ้าง
ไอ้ดอกเบี้ยของธนาคารนี่ มันรีดมานี่ มันจะต้องเอาไปแจกใครอีก มันเอามาเผื่อใครอีก ตัวเองเอาไว้พอสมควรแล้ว เจ้าหน้าที่ หรือว่าเจ้าของกิจการธนาคารแบ่งเอาไว้ส่วนหนึ่งแล้ว จะต้องแบ่งเอาไว้ให้เจ้าของเงิน จะต้องแบ่งให้ใครต่อใคร อาตมาขยายไว้ตั้ง 10 ตัว กระจายออกไปเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่จะต้องรีดนาทาเร้นมนุษย์นะ ไอ้ดอกเบี้ย เพราะฉะนั้น มันบาปมากมาย
ทีนี้พูดไป ประเดี๋ยวก็จะเดือดร้อน คนที่ทำงานในธนาคารก็ยังมี พวกเราก็ยังมี อาตมาก็เลยไม่พูดมากนัก แต่ก็พูดมามากแล้วล่ะ แต่มันก็ยังมีอีก ถ้าจะพูดกันจริง ๆ แล้ว มันมีอีก ร้ายแรงมาก มันมีอีก
นี่เรื่องระบบของสังคม เพราะฉะนั้น สังคมทุกวันนี้ เรื่องของก้อนเงิน เรื่องของกองทุนนี่ ที่เอามาเป็นหลักในการพูด การขยายของ ดร.เทียนชัย ที่พูดอยู่นี่ มันเป็นตัวร้ายแรงของสังคม
เศรษฐศาสตร์บุญนิยม :
กลุ่มคนลดละกิเลส มาอาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชนบุญนิยม:
ทีนี้อาตมาขอขยายความก่อน ก่อนที่จะเข้าต่อเรื่องนี้ ถ้าของบุญนิยมของเรานี่ ของชาวอโศกเรานี่ ต่อไปในอนาคต เกิดเป็นกลุ่มหมู่ขึ้นมา ทุกคนเข้าใจว่า การสร้างสรร แล้วก็ไม่ต้องมาเป็นตัวกู ความละลดความเป็นตัวกู-ของกูนี่ลดลงไปจริง ๆ แล้วเราก็รู้แต่ว่า เออ เราสร้างสรรออกมา แล้วก็รวมกัน มีผู้บริหาร มีคนช่วยดูแลรับผิดชอบกันอย่างซื่อสัตย์สุจริต มีความสามารถ เราก็ทำเข้ามา เพราะฉะนั้น อยู่รวมกันโดยที่เรียกว่า ไม่แคร์ในเรื่องเงินทอง เพราะเราอยู่รวมกัน มีกินมีใช้เป็นส่วนกลาง
ระบบคล้ายคอมมิวนิสต์ แต่ไม่เหมือนคอมมิวนิสต์ :
เหมือนระบบที่เขากำลังจะเดินไปสู่สังคมนิยม ไปสู่คอมมิวนิสต์ อะไรที่เขาทำนี่ มันคล้ายกันนั่นแหละ มันคล้ายกัน แต่มันไม่เป็นอันเดียวกัน มันไม่เหมือนกันจริง ๆ ตรงที่ว่าเราเต็มใจเอาให้เป็นส่วนกลาง
เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ใจพอ :
แล้วเราก็มีนิสัยกระเหม็ดกระแหม่ มักน้อยสันโดษจริง เพราะว่าลดกิเลสในตัว อย่างคนพวกนั้น เขาไม่ได้ลดกิเลสนี่ เขาไม่ลด มักน้อยสันโดษ เขาต้องน้อยเพราะเขาถูกบีบบังคับ เขาต้องกระเหม็ดกระแหม่เพราะเขาถูกรีดนาทาเร้น ใจเขาไม่เคยหยุดยั้ง
แต่ของเราหยุด เรามักน้อยเอง พอ มีสันโดษจริง กินเท่านี้ก็พอจริง ๆ คุณเป็นความสุขจริง ๆ นะ คุณพอจริง ๆ ไม่มีกิเลสตัณหาที่จะทะยานอยากขึ้นไปอีก ไม่มีจริง ๆ
พอเพียงที่ปัจจัย 4 และเครื่องบริขาร :
เท่านี้เราพอ ปัจจัย 4 เราพอ เครื่องบริขาร อุปกรณ์ที่จะใช้จะสอยประกอบในการสร้างสรรการงาน พอ พอใจ เท่านี้พอ ได้เท่านี้ก็พอ
ขยันหมั่นเพียร มีเครื่องทุ่นแรงขนาดนั้นขนาดนี้ พอ คุณใช้เครื่องทุ่นแรงมาสร้างบุญ บุญคุณลด แต่ถ้าคุณใช้แรงงานของคุณจริง ๆ แทนเครื่องทุ่นแรง แทนเครื่องยนต์ บุญคุณขึ้น
ยกตัวอย่างง่าย ๆ คุณช่วยคน คุณแบกคนมาเองเลย ด้วยแรง คุณได้บุญมากกว่า เรามีรถยนต์ คุณเอาขึ้นรถมา ช่วยขนคนนี้มาขึ้นรถมา คุณได้บุญแค่นั้นแหละ ขึ้นรถมา บุญน้อย แต่คุณแบกมาด้วยแรงของคุณเองเลย แบกมา ในระยะทางเท่ากัน บุญของคุณมากกว่า ชัดไหม
กิจการงานของส่วนกลาง :
ทำด้วยแรงงานตน กับ ทำด้วยเครื่องทุนแรง :
เพราะฉะนั้น การซื้อเครื่องทุ่นแรงมาก ๆ แล้วก็เอามาทดแทนที่คุณทำนี่นะ ทำงานได้มากจริง แต่บุญมันลดลง บุญมันลดลง แต่ถ้าเลือดเนื้อแรงงานของเราสด ๆ เท่าไหร่ ๆ นี่ เรามีสมรรถภาพเป็นแซมซั่น แทนที่จะใช้รถยก เราเป็นแซมซั่นเลย พัฒนาตนเองให้แข็งแรง ยกเองได้เท่ากับรถยกเลย บุญมันมากกว่ากันตั้งเป็นกองสองกอง ไม่ใช่บุญมันมากสองเท่านะ มันมากกว่าสองเท่านะ สัจจะนี่มันเหนือชั้นกว่าแรงงานของเครื่องกล นี่มันซ้อนอย่างนี้อีก
ผู้ฟังถาม… ได้บุญที่ยกนี่ ได้บุญโลกียะ หรือบุญโลกุตระ
พ่อท่านว่า… แหม รู้มากยากนานจริง ๆ นะพวกนี้ ถามว่า ได้บุญที่ยกนี่ ได้บุญโลกียะ หรือบุญโลกุตระ
บุญโลกุตระ ชัด ๆ เลย คือของจริง ๆ ของเรา เราเสียสละแรงงานของเรา เราไม่กลัวเลยแรงงานของสิ่งแฝงนั่นน่ะ มันไม่ใช่เพียงเรื่องเลือดแท้ มันไม่ใช่วิญญาณแท้ ไม่ใช่สมรรถนะแท้ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์แท้ นี่เป็นปาฏิหาริย์ เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ซ้อน พลังงานของเราโดยตรง เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ของเราโดยตรง คุณพิสูจน์สิ แรงงานของเรามากจริง เป็นการเสียสละตัวเรา เป็น จาคบารมี เป็นทานบารมีที่แท้จริง เป็นการไม่เห็นแก่ตัว
ทำเต็มความสามารถและสมรรถภาพ :
มันซ้อนอีก ในคนที่มีความสามารถมาก แต่ก็ไม่ค่อยทำมาก นั่นแหละคือ ตัวอัตตามานะ ตัวกู-ของกู อัตตนียา ไปเสียมาก หรือว่าเสียดาย หรือว่าไม่อยากทำ
เพราะฉะนั้น คุณมีสมรรถภาพก็มาก คุณก็จ่ายให้มันมากเต็มที่ไปเลย คุณจะสงวนเอาไว้ทำไม คุณได้เท่าไหร่ คุณเอาออกมาเท่าไหร่ คุณก็ได้เท่านั้น โลกุตระอยู่ตรงที่ว่านี่
โลกียะ ฉลาดเฉโก กิเลสแฝง แก้ตัวไปเรื่อย :
สงวนท่าที แล้วแก้ตัวได้ไหม ได้ แบ่งให้เขาบ้าง เราอย่าไปแย่งเขาทำเลย แก้ตัวได้ไหม อ่อนน้อมถ่อมตน แบ่งให้เขาบ้างสิ เราก็เอาเยอะอยู่แล้ว เราเก่งอยู่แล้ว เราแข็งแรงอยู่แล้วนะ แบ่งให้เขาบ้าง แก้ตัวได้ทั้งนั้นแหละ คนจัญไรนี่ มักน้อยด้วย เราก็พอแล้วละ สันโดษด้วย แก้ตัวได้ทั้งนั้นแหละ นั่นก็คือ ตัวกิเลสที่มันแฝงฉลาดนะ เฉโกนี่ มันฉลาดแฝง แทนที่มันจะเต็มที่ แทนที่มันจะได้สร้างบุญ สร้างกุศล หรือละอัตตาตัวตนได้สมบูรณ์สุด มันไม่สุดหรอก มันจะอยู่อย่างนั้นแหละ แฝงอยู่นั้นแหละ
เสียสละตัวตนของตน ไม่เห็นแก่ตัว :
เพราะฉะนั้น จะว่าไปแล้ว โลกีย์กับโลกุตระนี่ มันอันเดียวกันนั่นแหละ สุดท้ายมันก็อันเดียวกัน แต่ก็พยายามแบ่งแยก เพราะว่าถ้าไม่เป็นวัตถุ ถ้าไม่เป็นโลกีย์ มันก็มองไม่ออก ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เป็นรูป ไม่เป็นร่าง มองไม่ออก จิตใจก็ยังมีส่วนของโลกีย์อยู่ ต้องเอาอย่างโลกีย์บ้ง จริง ๆ สรุปสุดยอดแล้วมันก็โลกุตระอันเดียว คือเสียสละตัวตนของตน ไม่เห็นแก่ตัวสุดยอด นั่นโลกุตระ เพราะฉะนั้น เป็นนามธรรมที่แฝงอยู่ไม่มีอัตตา ไม่มีมานะ
เพราะฉะนั้น อัตตาและมานะ นี่ลึกซึ้ง และมากที่สุด สุดท้ายจริง ๆ ก็อย่างที่ท่านพุทธทาสท่านว่า สรุปไว้ ละตัวกู-ของกูทั้งหมด จบ
นี่ ยังไม่หมดนะ ที่พูดนี่ยังมีอีก ในอนาคตยังจะบอก ขยายตัวชี้หน้าตัวอัตตาไปกว่านี้อีก อัตตา อัตตนียา ยังมีมากกว่านี้อีก
เอ้า อีกนิดหนึ่ง
ไม่ยี่หระเรื่องเงินทอง ไม่เห็นแก่ตัว :
เมื่อระบบของบุญนิยมมันครบอย่างที่ว่านี้ สมบูรณ์ขึ้นไป ๆ นี่ พวกเราจะไม่ยี่หระเรื่องเงินทอง ธนบัตรมันจะเป็นเศษกระดาษจริง ๆ แล้วพวกเราก็จะกินจะใช้ จะอะไรต่ออะไร เพราะเราไม่ได้เห็นแก่ตัว
มีสมรรถภาพ กระปรี้กระเปร่า ขวนขวาย เชี่ยวชาญ :
เรารู้ว่า ความเจริญของมนุษย์นั่นคือผู้ที่มีสมรรถภาพ ผู้ที่มีความขวนขวาย เป็นเวยยาวัจมัย วัน ๆ คืน ๆ กระปรี้กระเปร่า แข็งแรง สร้างสรร ยิ่งสร้างสรร ยิ่งชำนาญ ยิ่งสมรรถภาพก็ยิ่งสูง
มีภาวะตรงที่ว่า แก่ลง มันก็อาจโรยราลงไปตามสรีระบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม มันก็ซ้อนว่า ถ้าเรายิ่งซักซ้อม ยิ่งออกกำลัง หรือยิ่งทำอยู่ ทำความชำนาญ
แม้แต่รถที่มันเก่า ๆ แก่ ๆ นี่นะ ใช้งานอยู่เรื่อย ๆ มันก็ยัง โอ้โฮ ใช้อยู่ได้นาน ถ้ารถเก่า ๆ แก่ ๆ พอสมควรแล้วก็เลยขี้เกียจจะใช้มัน ไปพักมันมาก ไปใช้รถคันใหม่เรื่อย รถคันเก่านั้นก็จะพังไว แล้วก็จะทรุดโท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive