370328 ตอบปัญหาโลกาภิวัฒน์ โดย ยุค ศรีอาริยะ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์390 KB
วันที่แก้ไข20 เมษายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

370328 ตอบปัญหาโลกาภิวัฒน์ โดย ยุค ศรีอาริยะ ณ ปฐมอโศก

ตอบปัญหาโลกาภิวัฒน์

โดย ดร.เทียนชัย องค์ชัยสุวรรณ

(ยุค ศรีอาริยะ)

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2537

เนื่องในงานกินข้าวหาด ณ ที่ ปฐมอโศก

วันนี้อ่างลงหินเราน้ำเขียวเลยนะ แสดงว่าในท้องน้ำเต็มไปด้วย สาหร่าย หรือตะไคร่น้ำนะ ซึ่งเป็นความอุดมสมบูรณ์ เป็นความเขียวของพืช ของ พืชที่เราเองเรากำลังจะเน้นเข้าไปหาชีวิตของพืช เพราะว่าเป็นอาหารอันสำคัญ อาหารหลักของชาวอโศก ปลุกเสกคราวที่แล้ว ที่ผ่านงานปลุกเสกคราวที่แล้ว ก็คงจะได้ฟัง เรื่องที่อาตมาบรรยายทั้ง 7 วันนั้น วันนี้เรามีโชคดี ก็ขอแนะนำ ดร.เทียนชัย ที่เป็นคนเขียนบทความโลกาวิวัฒน์ 2000 ที่อาตมาเอามาใช้เป็นการตัวนำบรรยาย ให้ขยายความในงานปลุกเสกฯปีนี้ งั้นวันนี้ก็มาแล้ว ใครมีอะไรอยากมาคุยด้วยกัน ก็คุยกันอย่างประสาพี่ๆน้องๆ ตามประสา ที่นี่เราก็มีการคุยกันอย่างพี่ๆน้อยๆกันอยู่ แล้ว ในงานกินข้าวหาดนี่ เราก็มีอะไรกันอยู่ นี่ก็มีผสมผสานมาพิเศษ มีอะไร จะเพิ่มเติมก็ว่าไป ไม่มีอะไรก็ดำเนินอย่างเก่าก็ได้ มีอะไรแทรกแทรงเสริมๆ อะไรก็ได้ เรียกว่า คุณเทียนชัย จะซักจะภามอาตมาก็เชิญ ดร.เทียนชัยนี้สอนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ คณะอะไร

ดร.เทียนชัย :คือผมสอนพิเศษเท่านั้นครับ ที่ธรรมศาสตร์ และสอนพิเศษที่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ยังไม่ได้ประจำที่ไหน

พ่อท่าน :กลับมาเมืองไทยเพิ่ง 8-9 เดือนนี้เอง แล้วอยู่อเมริกากี่ปี

ดร.เทียนชัย :ประมาณ 8 ปีครับ(หัวเราะ) เรียนหนังสือช้า ผมเป็นคน เรียนช้า จบตรีที่ธรรมศาสตร์

พ่อท่าน :นี้พวกโดมด้วยกัน อาตมาก็ลูกโดม(หัวเราะ) แต่มาอยู่ตีนโดม

ดร.เทียนชัย :จบจากคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

ผู้ถาม :คืออยากให้ทาง ดร.ช่วยเล่าให้ฟังว

อ่านต่อ

่าจบ เรียนอะไรมาที่ไหน

ดร.เทียนชัย :รายการเขาชื่อหนุงหนิงใช่ไหมครับ

ผู้ถาม :มีสิทธิถามได้ทุกเรื่อง

ดร.เทียนชัย :มีสิทธิถามได้ทุกเรื่องด้วย(หัวเราะ) โอย ตายแล้ว จบปริญญา ตรี ไม่ได้บอก ผมงงอยู่เหมือนกัน

พ่อท่าน :ไปโดนหลอกมายังไง(หัวเราะ)

ดร.เทียนชัย :นั่นนะซี (หัวเราะ) ไม่รู้ตกมาได้ยังไง(หัวเราะ) ก็จบตรีที่ ธรรมศาสตร์ ก็ไปต่อโทและต่อเอกที่อเมริกา เรียนตรีก็เรียนทางรัฐศาสตร์ ปกครอง และก็เป็นรุ่นเดียวกับคุณเสกสรร ประเสริฐกุล อ๋อ! คิดว่าคุณคงรู้จักกัน ดีนะครับ แต่ว่าผมอาจจะหลังเขาปีหนึ่ง เป็นสมัยเคลื่อนไหว 14 ตุลานะฮะ คือ และผมหยุดเคลื่อนไหวจนกระทั่ง 6 ตุลา และก็หลังจากนั้น มีช่วงหนึ่งผมเข้าป่า และก็ออกจากป่า และก็มาเขียนบทความที่บางคนเคยได้อ่านกันบ้าง เรื่อง บันทึกขบถนะฮะ สมัยนั้นก็บางส่วนคนก็เริ่มรู้จักว่า รู้จักนามปากกาว่า ยุคศรีอาริยะ ตอนที่เขียนบันทึกขบถ หลังจากที่เขียนบันทึกขบถแล้ว ผมก็ไปเรียนต่อที่อเมริกา ก็ไปทำปริญญาโท ปริญญาเอกที่อเมริกาต่อ

ผู้ถาม :พูดไม่ค่อยชัดเลยค่ะ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง(หัวเราะ) สงสัยไมค์ไม่ดี เปลี่ยนให้ดีไหม

ดร.เทียนชัย :คือเสียงจริงๆอยู่ในลำคอ เลยอาจจะฟังไม่ชัดนะฮะ โทษทีด้วย ชัดหรือยังฮะ

พ่อท่าน :ชัดแล้วๆ ตอนนี้ดังสนั่นเลย

ผู้ถาม :คืออยากทราบว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้เขียนบทความฉบับนี้ขึ้น มา ในขณะที่ นักวิชาการในประเทศไทย หรือในโลกส่วนใหญ่นี่ เขาไม่เคย มองปัญหาสังคมอย่างที่ ดร.มอง มี แต่ว่าไม่เยอะ คืออยากถามว่า เฉพาะใน เมืองไทย มีมุมมองอย่างที่ ดร.เทียนชัยพูดถึงหรือเปล่าค่ะ

พ่อท่าน :มีคนมอง แต่ว่าไม่เยอะ คือเอาตรงนี้เสียก่อนว่า อาตมาอ่าน บทความนี้แล้วนะ ก็สะดุดใจถึงได้หยิบมาใช้ ที่จริงบทควมเขาเขียนกันเยอะ หลาย ดร.เขาเขียนกันมากมาย บทความแนวนี้เขาเขียนกันไม่ใช่น้อย โดย เฉพาะหนังสือผู้จัดการมีมาก คนที่เขียนอยู่ในหนังสือผู้จัดการนี่ หนังสือผู้จัดการมี ลงในแนวนี้ก็มีเยอะ ดร.ชัยอนันต์ สนธิชัย ดร.อะไรอีกคนเขียนเยอะนะ ทีนี้ อาตมามาเจออันนี้ อาตมาก็ว่า เอ๊! อันนี้น่าจะมีอะไรขึ้นมา พอที่จะมาต่อโยง ได้ อาตมาก็เลยหยิบมาพูดโดยเฉพาะของ ดร.ชัยอนันต์นี่ อาตมาว่า แหม! มัน กว้าง มันจับไม่ติด มันเยอะอะไรเกินไป มันฟ่ามๆยังไงไม่รู้ แต่นี่รู้สึกว่ารวบ รวมมามีจุด มีตอนอะไรมา ดังที่อาตมาเอามาใช้ พวกเราก็คงจะรับซับซาบแล้ว ว่า มันรู้เรื่องกันเพราะอาตมาถือว่า ที่อาตมาสอน หรือว่าแนะนำพวกเราอยู่นี่ สอนในระดับโลกุตระ สอนในระดับโลกาภิวัฒน์นั่นแหละ เสร็จแล้วทีนี้ก็ต้องต่อไป กับด้านล่างของโลกของสังคม ตั้งแต่หยาบๆมา และก็ต่อเนื่องมา ทีนี้ ดร.เทียนชัยนี่ มาเขียนอันนี้เข้า อยู่ระหว่างกลางที่มันจะเชื่อมต่อได้ทีเดียว อาตมาก็เลยหยิบมา แล้วก็นำมาอธิบาย ดังที่ได้อธิบาย ขนาดนั้นนะ ขนาดที่ อาตมาคิดว่า มันเชื่อมโยงได้ อ่านบทแรกตอนแรกกันไป พวกเราก็แกว่งหัวกันไปเป็นแถวๆอยู่แล้ว ตั้งแต่ตอนแรกมันก็ยังเชื่อมไม่ได้ ยังต่อไม่ติด ตอนแรกนี่ จนกระทั่งหลายวันต่อมา วันที่สองวันที่สาม อาตมาก็ต้องขยายความเชื่อมต่อเพิ่ม ขึ้นๆ วันหลังๆจึงค่อยเข้าใจได้ ถึงค่อยรับได้ ถึงค่อยเชื่อมกันติด เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าโลกนี้มันกว้าง ที่จริงอาตมาเอง อาตมายังก็รอๆจังหวะอยู่ว่าเรา เองก็ไม่ได้รอหรอก เพราะทุกอย่างก็เกิดมาตามเหตุตามปัจจัย มันก็จะมีมาเอง นะ ได้วาระมันก็เกิดขึ้นมาอย่างที่เป็นนั่นแหละ เอา ทีนี้หนึ่งฟ้าสัมภาษณ์อะไร เมื่อกี้ก็ต่อได้ ลากมาให้ข้อมูลอันนี้เสียก่อน เอาว่าไง เมื่อกี้ถามว่าไง

ผู้ถาม :คืออยากจะทราบว่า ยังงี้ว่า นักวิชาการในเมืองไทย ในขณะ นี้ที่มีความเห็นอย่าง ดร.ค่อนข้างที่จะไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ใช่แค่หล้ายเฉยๆ นะคะ เพราะว่าเรื่องโลกาภิวัฒน์หรือ Globalization พูดถึงเยอะ แต่ไม่ได้ พูดชัดเจนอย่างในเรื่องของยุคพระศรีอาริยเมตไตรย์ อย่างที่ ดร.เขียนมา เพราะเท่าที่เห็น เท่าที่สัมผัสก็รู้สึกจะ ยังไม่เคยเห็น อ่านเจอมาหลายบทความ เหมือนกัน ไต่ไม่ชัดจนเก่า เก่าเรื่องนี้ คืออยากจะถามว่า อะไรเป็นแรงบันดาลใจ ที่เขียนบทความชิ้นนี้ ขึ้นมา ในขณะที่นักวิชาการส่วนใหญ่ เขาเพิกเฉยกับปัญหา ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาพูดถึงแต่ปัญหาเฉพาะหน้า

ดร.เทียนชัย :อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของผมก็ได้ สมัยที่เริ่มต้นเป็นนัก กิจกรรม ผมก็ไปช่วยสอนหนังสือสลัม ช่วงที่เป็นนักศึกษาในธรรมศาสตร์ และก็มี เราก็ไปช่วยเขาเปิดโรงเรียนสอนหนังสือนะฮะ และก็สลัมที่คลองเตย เป็นวัน เสาร์-อาทิตย์ และก็ผมก็เริ่มรู้จักประชาชนชาวบ้าน ได้พูดคุยกัน แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นบ้าง อะไรบ้าง หลังจากนั้นก็มีชีวิตอยู่ด้วยการไปช่วยคนงานแถวพระ ประแดง ในช่วงสมัยแรกของคนงาน สมัยปีประมาณ 2514 เป็นช่วงที่คนงาน เริ่มก่อตัวกัน รวมกลุ่มกันก็ไปดูชีวิตของกรรมกร คือช่วงนั้นชีวิตกรรมกรลำบาก ลำบากกว่าในสังคมนี้เยอะ ก็มีประสบการณ์ชีวิตอยู่กับการเคลื่อนไหว อยู่พอสมควร หลังจากนั้นก็เป็นส่วนเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตอีกอัน หนึ่ง ซี่งได้รวมต่อสู้กับประชาชน ในการได้พบปะพูดคุย และก็ได้ร่วมต่อสู้กับเขา ความผูกพัน ผมคิดว่ามันเป็น ความรู้สึกที่สืบทอดไปเรื่อยๆ ในแง่ของจิตใจตั้งแต่ 14 ตุลาคม จนกระทั่งถึง 6 ตุลาคม จนกระทั่งถึง 6 ตุลาคม จนกระทั่งถึง ช่วงเข้าป่า ช่วงเข้าป่าก็ได้พบกับชีวิตของชาวไร่ชาวนา นักต่อสู้ในป่า นักคิด จำนวนหนึ่งในป่า ซึ่งเป็นความผูกพันกับขบวนของประชาชน ที่เขาเคยต่อสู้และก็เคย เคลื่อนไหวมา มันเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกว่า คืองานส่วนหนึ่ง ก็ เป็นการสะท้อนถึง ถ้าพูดถึงจริงๆแล้วนี่ สมัยผมไปเรียนอยู่ที่อเมริกา ความจริง ทั้งที่เห็นด้วย ก็มี ทั้งที่ไม่เห็นด้วยก็มี นะฮะ ที่ไม่เห็นด้วยคือ ส่วนหนึ่งที่ อเมริกาเอง ที่ผมไปเรียนจริงๆผมก็ไปเรียนด้วยระบบโลก คือเรียนเรื่องระบบ เป็นระบบ ระบบใหญ่นะฮะ ส่วนหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยคือ ว่าเขาสอนทุกอย่าง มันเป็นระบบนะฮะ พอเรียนจบแล้ว ผมรู้สึกว่า ผมสรุปได้ว่าถึงที่สุดแล้วนี่ เรา ต้องมองผ่านระบบ หมายถึงของผ่านลงมาจากระบบที่มันครอบมาถึงคน และคนคือ ชีวิตในระบบใช่ไหมฮะ และถ้าชีวิตคนเป็นอย่างไรนี่ เราต้องมองให้ทะลุ ให้เห็น ชีวิตของคน เป็นอย่างไร ไม่ใช่ชีวิตของระบบมันเป็นอย่างไร เพราะบางครั้ง ระบบมันอาจจะไปซ่อนความใหญ่โตของมัน ความสวยงามของมันซ่อนภาพไว้ใช่ไหม ฮะ สังคมมันเป็นอย่างไร ไม่ได้มองทะลุมาถึงคนที่อยู่ในระบบว่าคนในระบบจริงๆ เขามีชีวิตอย่างไร เหมือนกับถ้าเรากลับมาอยู่ในสังคมไทยก็เหมือนกัน ถ้าถามว่า คนส่วนใหญ่ในแผ่นดินมีชีวิตเป็นอย่างไร ใช่ไหมฮะ ถ้าเราเป็นนักวิชาการจริงๆ เราก็ต้องสามารถมองให้ทะลุ ถึงชีวิตของคนจริงๆได้ ไม่ใช่แค่พูดถึงเรื่องอะไรที่ ดูมันใหญ่โตนะ เรื่องที่มันดูมันใหญ่ เรื่องที่มันดูหรูหรานะฮะ หรือน่าสนใจเท่านั้น แต่ถ้าเราพูดถึงเรื่องเหล่านั้น และเราไม่สามารถที่จะมองให้เข้าใจว่า คนแต่ละ คน ชีวิตสังคมเป็นอย่างไร มันก็ไม่สามารถที่จะทำให้เราเห็นภาพหรือเข้าใจ ชีวิตของคนจริงๆได้ แม้แต่งานวิชาการถึงที่สุดแล้ว ผมว่าวิชาการจริงๆแล้ว มัน ต้องสามารถสะท้อนชีวิตออกมา สะท้อนความรู้สึกของคนออกมา ถ้าเขาทุกข์ยาก เราก็บอกว่าเขาทุกข์ยาก ถ้าเขามีปัญหาเราก็ต้องบอกว่าเขามีปัญหา งั้นประสบ การณ์ของชีวตที่ผ่านมา มันอาจจะทำให้ส่วนหนึ่ง คือผมอาจจะไม่ใช่นักวิชาการ ซึ่งสนใจแต่เรื่องข้างบน ตรงนี้อาจจะเป็นความตายของนักวิชาการ คือผมส่วนใหญ่ เป็นนักวิชาการ ที่สนใจ เรื่องข้างล่าง ผมสนใจเรื่องคน เวลาที่ผมศึกษา เรื่องระบบโลก ผมจะศึกษา คือระบบที่มีมนุษย์อยู่ในโลก ก็เป็นเรื่องของพวก เราทุกคน ทีนี้แรงจูงใจ ถ้าถามว่าแรงจูงใจ ที่เขียนอยู่ตรงไหน แรงจูงใจก็ไม่มีอะไรมาก ผมรู้สึกว่า คนในสังคมปัจจุบันที่มีปัญหา มี ความทุกข์อยู่ และอาจต้องเผชิญความทุกข์มากกว่าปัจจุบันด้วยซ้ำ นี่คือแรงจูงใจ ให้เขียนงาน ผมคงไม่มีอะไรมาก

พ่อท่าน :อาตมาก็ไม่รู้นะ บทความนี้ออกไปแล้ว มีคนขานรับหรือว่า มี ผลกระทบ ที่เขารู้สึกกันในสังคมกันมากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับอาตมาสัมผัสแล้ว เออ! ดี นี่เอามาลงแสงสูญ เอามาลงแต่ตอนนี้ แสงสูญก็พิมพ์ไปแล้ว กำลัง เก็บเล่มอยู่ ตอนนี้แสงสูญก็เอามาลง แล้วก็เล่มหน้าลงเอาบทที่สรุปลงไปอีก ตอนนี้จะออกมาเป็นเล่ม เดี๋ยวงานเร่งกันอยู่ตอนนี้ เร่งโลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม แต่ ว่าไม่โตนัก ถ้าใครไปพุทธาภิเษกฯ ได้รับแจก ถ้าใครไม่ไปพุทธาภิเษกฯ ซื้อ ต้องซื้อเล่มละ 10 บาท(หัวเราะ) ปกหน้าหลัง 4 สี

ผู้ถาม :อยากเรียนถามว่า หลังจากที่เขียนไปแล้วอยู่นี่(หัวเราะ) ดร.ตกใจว่าเสียงมาจากไหน อยากเรียนถามว่าหลังจากที่เขียนไป ไม่ทราบว่า ประสบความสำเร็จในบทความไหมคะ(หัวเราะ) มีการขานรับขนาดไหน หรือว่า เงียบกริบ

พ่อท่าน :ไม่เงียบ ผลกระทบที่ไหนไม่กระทบ กระทบชาวอโศกตูมเลย

ผู้ถาม :ไม่ทราบมีกลุ่มไหนให้ความสนใจบ้างไหมคะ มีจดหมงจดหมายมา อะไรอย่างนี้(หัวเราะ)

ดร.เทียนชัย :ก็คงมีสนใจบ้างนะฮะ ผมเข้าใจว่าทางรัฐบาลเขาสนใจ (หัวเราะ) ส่วนที่สนใจอาจจะเป็นรัฐบาลส่วนหนึ่ง กับส่วนเพื่อนที่สมัยเคลื่อน ไหวกัน คือกลุ่มซึ่งเขาอาจจะติดตามงาน ก็คงจะเป็นกลุ่ม กลุ่มนักศึกษาสมัย เคลื่อนไหว ก็แปลกใจเหมือนกันว่า พ่อท่านเอามาอ่านนี่ ผมแปลกใจ ปกติใน งานผม...

พ่อท่าน :แปลกยังเอ๋ย ทำไม นึกยังไง นั่นซิ ไปคาดว่ายังไง ไว้แล้วถึงเกิดแปลก คือหมายความว่าผิดคาด แปลกนี่ หมายความว่า ผิดคาดแน่ ใช่มั้ย มันเป็นยังไง คาดไว้ยังไงมันถึงเกิด ยังไง มาทำไมถึงเป็นยังงี้ อะไรตรงนี้ ต้องล้วงลึกหน่อย(หัวเราะ)

ดร.เทียนชัย :คิดไม่ถึง คือปกติผม ผมอะไร(หัวเราะ) ผมกับวัดนี่จริงๆ ก็ คือ ตัวผมเองรู้สึกผมห่างวัด คือสนใจศาสนาพุทธก็เป็นในเชิงของความรู้ ใน เชิงปรัชญานะฮะ แต่ว่าจริงๆไม่ได้ติดตามงานทางศาสนาจริงๆนะฮะ แล้วก็วิธี คิดจริงนี่ ก็เป็นการผสมผสานความคิด นี่คือแบบวิธีคิดของผม คือใช้สายความคิด หลายสาย มาผสมกันนะฮะ ถ้าถามรายละเอียดในแง่การผสมความคิดนี่ มันก็จะ เป็นปรัชญา ส่วนหนึ่งเป็นพุทธ ปรัชญาทางฟิสิกค์ส่วนหนึ่งนะฮะ ปรัชญาในหลายๆ ส่วนผสมกันเข้ามา และก็ทฤษฎี ใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับทฤษฎีระบบโลกนะฮะ เป็น ส่วนหนึ่ง ทฤษฎีของกลุ่มใหม่ ซึ่งเรียกว่า FUTURISM พวกกลุ่มที่สนใจอนาคต นะฮะ คือกลุ่มพวก ENVIRONMENTALIST ผสมผสานกับพวกทฤษฎี K-OS ทฤษฎี ของกลุ่มที่ใช้ทฤษฎีพวก ENTROPHY ด้วยการแตกสลาย เป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นวิธีของผมคือวิธีประสานทฤษฎีหลายทฤษฎีเข้ามา และก็จับมาร่วมกันมา มาใช้ในการเข้ามาวิเคราะห์วัฒนาการของระบบนะฮะ ซึ่งจริงๆก็ต่างจากศาสนา เหมือนกัน เพราะศาสนามีหลักแน่นอนในทฤษฎีหลายทฤษฎีที่ค่อนข้างแน่นอน ที่รู้สึกแปลกเพราะว่า ที่แปลกอาจจะตรงที่ว่า เอ๊ะ! ทำไมผสม ผสานทฤษฎี เข้ามาหลายๆอันแล้วนี่ ในทางพุทธหมายถึง มาใกล้กับความคิดทาง พุทธได้ซึ่ง(หัวเราะ) ก็ไม่ค่อยแน่

ผู้ถาม :แสดงว่าที่เขียนมานี่ มีความคิดว่า ในทางการแก้ไขปัญหาที่เกิด ขึ้นในสังคมมนุษย์นี่ คิดว่าองค์กรของรัฐ และก็พวกสายบริหารต่างๆ จะเป็น ส่วนที่ผลักดันให้เกิดสถานะตามที่ดีขึ้น ใช่ไหมคะ โดยที่ไม่คิดว่าองค์กรทางพุทธ ศาสนา จะมีส่วนในการพัฒนาบุคคลากรในด้านจิตวิญญาณ

พ่อท่าน :ในด้านสังคม

ดร.เทียนชัย :คงไม่คิดยังงั้น คือผมคิดว่าศาสนายังมีส่วนอยู่ ศาสนากับคนไทย มีส่วนสัมพันธ์กันลึกซึ้งมาก แม้แต่ตัวผมเอง คือผมอาจจะไม่ได้เดิน เข้าวัดก็จริง อยู่ แต่ว่าเล็กๆเราศึกษาศาสนา ทีนี้ความลึกซึ้งระหว่างศาสนากับคนไทย ผม ว่ามันมีอิทธิพลกันอย่างค่อนข้างมากอยู่ฮะ งานเขียนนี่ ถ้าพูดถึงจุดวิเคราะห์ จุด หนึ่งนี่ ผมกลับไปรู้สึกว่า คือผมไปนะฮะ คืองานเขียนนี่ ส่วนหนึ่งผมก็ไปเวลา วิเคราะห์จริงๆแล้วนี่ ผมกลับไปรู้สึกแล้วว่าพุทธศาสนาถูก ถูกอยู่ประเด็นหนึ่ง แต่ ว่าไม่ใช่ พุทธศาสนาตีความเองนะฮะ ประเด็นเรื่องการเกิดของกลียุค คือ idea เรื่องกลียุคนะฮะ อาจจะมีการพูดกันในหลายศาสนาด้วยกัน แต่พุทธ ศาสนาก็เสนอไว้อันหนึ่ง คือกรณีเรื่องกลียุคแล้วก็บังเอิญมาช่วงหลังนี่ ผมรู้สึกว่า มันมีความสอดคล้องกันอยู่ คือพัฒนาการไปถึงที่สุดแล้วในจุดหนึ่ง ผมคิดว่ามันหลีก หนีสภาวะกลียุคไปไม่พ้นนะฮะ อันนี้ก็ไป ไป ค่อนข้างจะสอดคล้องกับความคิด ทางพุทธศาสนาอยู่

ผู้ถาม :แนวทางแก้ไข จาก idea ทั้งหมดที่ประสานความคิดนะฮะ เลย กลายเป็นคล้ายๆกับลักษณะการ predic หรือการคาดการณ์ ไม่ทราบว่ามีข้อ เสนอแนะ ที่เป็นรายละเอียดในการแก้ไขปัญหา ที่คิดไว้บ้าง มีไหมคะ นอกจากการคาดคะเน หรือสถานการณ์ที่บังเกิดขึ้นในอนาคตเฉยๆนะคะ จะมีบท ความเขียนต่อไปหรือไม่คะ แนวทางแก้ไข ลงรายละเอียดนะคะ

ดร.เทียนชัย :ผมกำลังเขียนอยู่ ชิ้นหนึ่ง คงจะเสร็จสักอาทิตย์สองอาทิตย์ อาทิตย์หน้าคงจะเสร็จ จะลงที่ผู้จัดการเหมือนกันนะฮะ คงไม่ใช่ทั้งหมดของวิธี การในการแก้ไข คือวิธีการแก้ไข คงทำได้หลายวิธีด้วยกัน อย่างเช่นที่อโศกทำ อยู่นี่ ผมคิดว่าคงเป็นวิธีการหนึ่งนะฮะ แต่ว่าคงจะมีวิธีการอื่นอีก ซึ่งผมคิดว่า เราคงจะน่าสนใจอยู่เหมือนกัน แต่ว่าคงไม่อยาก ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายที่นี่หรือ เปล่า(หัวเราะ)

ผู้ถาม :อธิบายว่ากลัวว่าจะฟังไม่รู้เรื่องหรือคะ

ดร.เทียนชัย :ไม่ใช่(หัวเราะ) กลัวจะยาว(หัวเราะ)

ผู้ถาม :วันนี้ทุกคนบอกว่าพร้อมที่จะฟัง ประชาสัมพันธ์บอกมีเวลาฟัง 2 ชม.

ดร.เทียนชัย :ไม่รู้ผมจะสามารถรวบรวมความคิดได้หรือเปล่าว่า เวลาพูดกับ เวลาเขียนไม่เหมือนกัน คือเวลาเขียนนี่เขายังมีโอกาสที่จะคิด และแก้ไขใช่มั้ย เวลาพูดนี่ไม่ค่อยจะมี โอกาสพูดคิดและแก้ งั้นคุณก็ช่วยจับผิดผมก็แล้วกัน(หัวเราะ) ผิดตรงไหนคุณ คือจริงๆแล้วนี่ ผมคิดว่าวิธีคิดอันหนึ่งคือให้คุณสนใจการเชื่อมต่อ นี่ผมอาจจะไม่ค่อยดีสักเท่าไร ระหว่างอดีต ปัจจุบัน อนาคต เวลา 3 ช่วงของพัฒนาการ อย่าไปมองเป็นเรื่องของการแยกกัน มองมันเป็นพัฒนาการ อันเดียวกัน การเชื่อมต่อของเวลา 3 อัน เรารู้อดีต ผมคิดว่าเรารู้อดีต เพื่อ ที่จะเข้าใจว่าเราทำอะไรผิดพลาดมาในอดีตใช่มั้ย แต่หมายถึงบุคคลนะ ทำ อะไรผิดพลาดบ้าง จากบทเรียนจากอดีต รู้ปัจจุบัน เพื่อจะให้ตัวเรารู้อยู่ตรงไหนของพัฒนาการในปัจจุบัน แต่ว่าอันหนึ่งที่เราต้องรู้คือ เดา ทาย คือไม่ใช่รู้จริงๆว่าอนาคตมันต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ แต่ว่าเราต้องเดาทายอนาคตให้เป็นใช่มั้ยฮะ มนุษย์แต่ละคนก็เหมือน กัน มนุษย์แต่ละคนต้องรู้อดีต รู้ปัจจุบัน รู้อนาคตเพื่อที่จะมาช่วยให้เราแก้ปัญหา ได้ นี่คือการเชื่อมต่อระหว่าง 3 ส่วนเวลา 3 ส่วนด้วยกัน อดีตที่เรา พัฒนาการมาเป็นอย่างไร ผิดพลาดหรือไม่ ผิดพลาดนะฮะ ปัจจุบันเราควรจะปรับเปลี่ยนยังไง จะแก้ไขยังไงตลอดเวลา เมื่อเรารู้ว่ามันผิดพลาดในอดีตมา เราก็ต้องแก้ไข ในช่วงที่เป็นปัจจุบัน การเดาทายอนาคตได้ จะช่วยให้เรากำหนดเส้นทางเดินที่เราควรจะเดินในแต่ละ ช่วงต่อไปว่าเราควรจะทำยังไง ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ การรู้อดีต รู้ปัจจุบัน รู้อนาคต คือการมี VISION ถ้าภาษาอังกฤษคือ VISION ชอบพูดกัน

พ่อท่าน :อาตมาแปลว่า ฝั่งฝัน (หัวเราะ) VISION แปลว่าฝั่งฝัน

ดร.เทียนชัย :อันนี้มันขึ้นอยู่กับเรา เราดู เราวิเคราะห์ได้ลึกแค่ไหน เรา ดูได้ไกลแค่ไหนนะฮะ ยิ่งเราดูได้ไกลแค่ไหนหรือเราวิเคราะห์ได้ลึกซึ้งแค่ไหน มันก็จะช่วยกลับมาให้เรากำหนดสถานการณ์ของเรา หรือการวางแผนของเราใน ปัจจุบันได้ดีที่สุด ทีนี้การรู้ไม่ใช่รู้เฉพาะอดีต ปัจจุบัน อนาคต ของตัวเอง เราต้องรู้ทั้งระบบโลกด้วย ว่าระบบโลกหรือระบบประเทศไทย มันจะเคลื่อนตัว ไปยังไงในอนาคต ตรงนี้มันซับซ้อนหน่อย คือเราไม่ใช่ต้องรู้เฉพาะตัวเรา รู้ ประเทศของเรา รู้โลกด้วย แบบว่าโลกมันเคลื่อนตัวไปอย่างนี้นะ ก็พัฒนาไป โลกมันมีอดีตอย่างนี้ปัจจุบันอย่างนี้ กำลังพัฒนาตัวมันเองอย่างนี้ ใช่มั้ยฮะ ประเทศเรามีพัฒนาการยังไง ในอดีตปัจจุบันอนาคตอย่างไร และก็เราอยู่ใน ภาวการณ์อย่างไร ตัวเราด้วยที่เราต้องรู้ด้วย เพื่อที่เรากำหนดบทบาทของตัว เราเองได้ รู้จักการวางแผนระยะยาว คือส่วน ส่วนหนึ่งของคนไทยที่เรามัก จะขาดกันกคือว่า เรามักจะมี VISION สั้นๆ ปีสองปีนะฮะ เรารู้ว่าปีหน้าเรา 8.5% ครึ่งปีถัดไป 8.5% เรารู้ VISION ปีสองปีแบบนี้มันไม่สร้าง VISION มันสร้างแค่ยุทธวิธีใกล้ๆ หรือยุทธวิธีการเอาตัวรอดแบบง่ายๆเฉพาะหน้า ทีนี้ ถ้าเรารู้ให้รอบนี่ หมายถึงรู้ทุกระดับของมันเราก็จะสามารถที่จะมองได้ไกลด้วยและ ก็มี VISION ที่ยาวไกลด้วยนะฮะ คือผมสอนอันหนึ่ง สอนให้คนรู้จักใช้ อะไรนะ เขาเรียกจินตนาการ ถ้าเป็นนักคิดใหญ่ๆที่เขาจะเข้าใจ การใช้จินตนาการ ใช้ สมองใช้ความฉลาดของเราใช้ปัญญาใช่มั้ยฮะ เหมือนกับทางพุทธศาสนา เวลาที่เรา จะคิดแก้ปัญหาอะไร ผมว่าพุทธศาสนาพูดถูกอันหนึ่ง ผมว่าถูกต้องคือเราต้องรู้ แจ้ง รู้แจ้งหมายถึงรู้ให้หมด แต่อาจจะไม่ต้องทุกเรื่อง(หัวเราะ) รู้หลักๆ เพราะเรื่องมันเยอะมาก คือรู้หลักๆให้อย่างน้อยหลักทั้งหมด ในกระแสทิศทาง ในพัฒนาการนี่ คุณต้องรู้ ที่จะช่วยทำให้คุณ สำหรับพุทธศาสนา คำว่ารู้แจ้ง และอีกคำหนึ่ง คือคำว่าตรัสรู้นะ เดี๋ยวผมตีความสักหน่อย(หัวเราะ) รู้จน กระทั่งรู้ถึงสาเหตุของปัญหา คุณรู้สาเหตุของปัญหาคุณก็รู้ วิธีการที่จะแก้ปัญหา มรรควิธีนั่นเอง ถ้าใช้หลักพุทธศาสนาก็คือมรรควิธี ทีนี้ถ้าคุณจะเข้าใจโลกคุณ ต้องรู้ทั้ง 3 ระดับ เสร็จ ใช่มั้ย รู้ตัวเราเองด้วย นี้คือจะทำให้เรารู้แจ้งมากขึ้น นะฮะ ในการพัฒนาและก็คุณจะเริ่มเข้าใจว่าปัญหามันจะแก้ตรงไหน โดยจับให้ได้ สาเหตุนี่ มันเริ่มต้นที่ตรงไหน แล้วคุณก็มาสร้างมรรควิธีต่างๆขึ้นมา เพื่อจะมา ช่วยว่า จะช่วยปัญหาอย่างนี้อย่างไร ปัญหานี่จะแก้ยังไง เพราะปัญหามัน ซับซ้อนขึ้นทุกทีนะฮะ ซับซ้อนขึ้นทุกที ปัจจุบันนี่ ผม ขนาดผมคิดว่าแก้ที่สาเหตุ อย่างเดียว ความจริงมันก็ไม่พอ(หัวเราะ) ต้องแก้ที่ที่ปัญหามันอยู่ด้วย ปลายสาเหตุนี้จะต้องแก้ด้วย ยุ่งเข้าไปใหญ่เพราะความซับซ้อนของปัญหา เพราะฉะนั้น อย่าลืมว่า เวลาที่เรามองสาเหตุ บางทีมันยาวนะ มันสืบทอดมาเป็นพันๆปี ถึงพัฒนาการแต่ละช่วงๆ เพราะไม่ใช่จู่ๆมันอยู่ตรงนี้ต้องค่อยๆ บางอันก็ต้องค่อยๆ แก้นะฮะ บางเรื่องก็เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบแก้ ก็ต้องรีบแก้กันนะฮะ หมายถึง เป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต กำลังเป็นปัญหาที่เป็นจุดระเบิดออกมาใช่มั้ยฮะ นั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องรีบแก้อย่างรีบด่วน และถ้าปล่อยไว้ก็เป็นการจุดระเบิดของ ปัญหา นี่คือวิธีการ หมายถึงวิธีการที่เราเสนอที่ผมคิดว่าน่าจะสนใจ ความจริงก็เป็นวิธีการพุทธศาสนานั่นเอง การเข้าถึงส่วนทั้งหมด การเข้าถึง ส่วนทั้งหมดก็หมายถึงโลกทั้งหมดเข้าถึงวิวัฒนาการ เข้าถึงการพัฒนาการ และ ส่วนทั้งหมดของเราเองด้วย ถ้าเราเข้าใจมัน เราก็แก้ได้ ถึงแม้จะพัฒนาการ ไปจะเกิดกลียุคนะฮะ ถ้าเราเข้าใจมัน ก็ไม่ได้หมายความว่า เราอาจจะขาด ทอนหรือลดทอน ในภาวะนั้นได้โดย ไม่ใช่ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นะฮะ เราจะทด ทอนยังไง หรือเราลดทอนยังไง กับปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คิดว่าเป็นไปได้ แต่ ว่าเราต้องตระหนักถึงภาวะ ที่ผมบอกว่าเรากำลังคืบไปสู่กลียุค หมายความว่า เราต้องตระหนักถึงความหนักหน่วงของปัญหาปัจจุบัน ตรงนี้สำคัญ ต้องตระหนัก หนักหน่วง ในภาวะบางภาวะ เราอาจจะไม่ต้องตระหนักว่ามันหนักหน่วง แต่ถ้า บอกว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่กลียุค คุณต้องตระหนักของความหนักหน่วงของปัญหา ความเร่งด่วนของปัญหา หลายๆปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยด้วย และใน ส่วนต่างๆด้วย(หัวเราะ)

พ่อท่าน :นี่ยังไม่ตอบปัญหาที่เขาถามมา

ดร.เทียนชัย :มีคนถามว่าทำไมใช้นามปากกาว่า ยุคศรีอาริยะ จริงๆ ต้นๆ ไม่ใช่เรื่องจากพุทธศาสนาจริงๆ ผมชอบกลอนบท หนึ่ง ผมใช้นามปากกาหลายอันเหมือนกันนะฮะ แต่ว่านามปากกานี้มาจากกลอน บทหนึ่ง ผมจำไม่ได้ เป็นกลอนซึ่งนักเขียนคนหนึ่ง เขียนให้กับลูกของเพื่อน เพื่อนกำลังจะมีลูก และลูกกำลังจะเกิดขึ้นมา และก็เป็นกลอนบทหนึ่ง ซึ่งเขียน ให้กับลูกของเพื่อน แต่งให้กับลูกของเพื่อน ถ้าผมจำไม่ผิด แกบอกว่า จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย พลังใหญ่เข้มแข็งแกร่งกล้า พากเพียรเรียนรู้โลกา เปลี่ยนแปลงสู่อาริยยุค ฉะนั้นคำว่า"ยุคศรีอาริยะ" มาจากกลอนบทนี้ แต่งให้กับลูกของ เพื่อนคนหนึ่ง ให้เป็นอาทิตย์เพื่อขึ้นสู่ท้องฟ้า กลอนบทนี้ซึ่งเพื่อนคนหนึ่งเขาเขียน ให้ นามปากกาอันนี้ ผมเอาไปใช้ตอนที่ ผมอยู่ในป่าพรรคคอมมิวนิสต์ พอ ออกมาจากป่าแล้วนี่ ตอนเรียนวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ก็มาใช้นามปากกานี้ ที่ ใช้นามปากกานี้ก็เพื่อให้เขารู้ว่าผมวิจารณ์(หัวเราะ) แต่เขาไม่รู้ว่าวิจารณ์ ผม เขียนใช้นามปากกานี้หรือเปล่า พอออกจากป่า ก็ต้องใช้นามปากกานี้

ผู้ถาม :ไม่ทราบว่าอยู่ป่ากี่ปีคะ

ดร.เทียนชัย :ประมาณ 2 ปี

ผู้ถาม :โอ้โห! อยู่ได้ด้วยหรือคะ 2 ปีนี่ไม่ทราบไปทำอะไรบ้างในป่า

ดร.เทียนชัย :(หัวเราะ) ผมเข้าครั้งแรกผมเข้าไปทางภาคใต้ เข้าครั้งแรก เข้าภาคใต้

พ่อท่าน :ป่าก็คนละมุม ใต้ไปใต้ เหนือไปเหนือ กลางไปกลาง อีสาน มีทุกที่สีชมพูมีทั้งนั้น

ผู้ถาม :สงสัยว่าที่ไปนี่มีคนชวนไปเป็นขบวนการ หรือว่าเรารู้ว่าเราต้อง ไปป่าไหน ทำไมถึงรู้ว่าตัวเองต้องไปตรงไหน

ดร.เทียนชัย :จริงๆไม่รู้หรอกฮะ มันเกิด 6 ตุลาคมขึ้นและก็พอเกิด 6 ตุลาคมขึ้น ช่วงนั้นผมเป็นคนรับผิดชอบนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์อยู่ คือผมเป็นผู้นำ นักศึกษาสตั้งแต่ 14 ตุลานะฮะ จนกระทั่งถึง 6 ตุลา 6 ตุลา พอเกิด 6 ตุลาคมขึ้น เป็นช่วงที่ต้องหลบ จริงๆผมไม่เคยเป็นสมาชิกพรรค เขาเองคงไม่ ค่อยอยากให้ผมเป็นเหมือนกัน ผมเป็นคนคิดอะไรแปลกๆ คือเป็นคนแปลกเป็นคน ชอบคิดบางทีเราคือคิดอะไรนี้ ไม่ค่อยเข้ารูปเข้ารอยให้ได้อย่างนั้น เรื่องนั้นเขา คิดอย่างนี้ ผมคิดอย่างนี้อะไรต่างๆ และมีช่วงหนึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ เขาวิภาษผม ด้วย(หัวเราะ) ผมโดนพรรคคอมมิวนิสต์วิภาษ สมัยอยู่ในเมือง สมัยเคลื่อนไหว ก่อน 6 ตุลาคม ทุกพรรคคอมมิวนิสต์เขาวิภาษผม ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ หลง การปฏิวัติยุคนิกส์ ปฏิวัติชาวนา ผมไปสนใจเรื่องกรรมกร เพราะผมทำงาน เรื่องกรรมกรอยู่ ทำงานนักศึกษากรรมกร พรรคคอมมิวนิส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน