370302.3 ไขปัญหาสู่โลกาภิวัตน์ ตอนที่ 2/2 (9/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์1.14 MB
วันที่แก้ไข19 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

370302.3 ไขปัญหาสู่โลกาภิวัตน์ ตอนที่ 2/2 (9/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

หน้า /

370302.3 ไขปัญหาสู่โลกาภิวัตน์ ตอนที่ 2/2 (9/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ

ไขปัญหาสู่โลกาภิวัตน์

ตอนที่ 2/2 (9/10)

โดย พ่อท่านโพธิรักษ์

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2537 (ช่วงบ่าย)

เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 18

วันที่ 25 ก.พ. - 3 มี.ค. 2537

ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ

ไขปัญหา ตอบคำถามจากผู้ฟัง :

คำถาม : นโยบายการเมืองของกลุ่มชาวอโศก :

(พ่อท่านอ่าน)

_สร้างนโยบายการเมืองเกี่ยวกับโลกาวิวัตน์

ข้อ 1. ในเมื่อการเมืองไทยในปัจจุบันเข้าสู่ระบบอัตโนมัติ แยกแก่การแก้ไขแล้ว

“ยาก” นี่เขียนมา “แยก” นะนี่ คิดว่าเป็นคำว่า “ยาก” แน่ ยากแก่การแก้ไขแล้ว นะ ถ้าเขียนว่า แยก อ่าน แยก ไปตามนั้นก็เลอะเลย เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ แยกแก่การแก้ไขแล้ว นี่คงฟังไม่ออก

_ในยุคโลกาภิวัตน์ พ่อท่านมีนโยบายอโศกกับการเมืองไทยอย่างไรและขอบเขตแค่ไหนครับ

ตอบ นโยบายการเมืองของชาวอโศกคือ นี่เป็นการตอบปัจจุบันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะ

การจัดระบบการเมืองภายใน :

คือการสร้างการเมืองอยู่กับระบบชาวอโศกนี่ เป็นการเมืองในชนิดที่เรากำลังพูดกันอยู่ว่า เป็นการบริหาร เป็นการปกครอง เป็นการดูแล เป็นการอยู่กันรวมกัน มีอะไรก็แบ่งแจกกัน การเมืองนี้จะมีลักษณะเศรษฐกิจอย่างนี้แหละ จะมีลักษณะของสังคมอย่างนี้แหละ มีจารีตประเพณีวัฒนธรรม หรือแม้แต่มีกฎระเบียบ จะเรียกว่า นิติศาสตร์ของสังคม ก็มีนิติศาสตร์ของสังคมของเรา อย่างนี้แหละ

ทีนี้การบริหาร หรือว่าการดูแลกันอยู่ ก็มีลดหลั่นกันไปตามระบบ มีสมณะ มีผู้ที่อยู่รวมกัน ก็ต่างรับหน้าที่รับผิดชอบ แต่งตั้งกันบ้างเป็นลำลอง โดยการพยายามท

อ่านต่อ

ี่จะใช้พวกเรานี่แหละ เป็นผู้ที่คัดเลือกกัน หรือว่าโหวตกัน (Vote ลงคะแนนเสียง) เลือกกัน ตั้งกันขึ้นมา ช่วยรับผิดชอบกันไป หมุนเวียนกันไป โดยไม่มีอำนาจของโลภ-โกรธมาเป็นหลัก พยายามละความโลภ ความโกรธ ความต้องการที่จะมาล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ออกเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการทำงานการเมืองของพวกเรา หรือรัฐศาสตร์ จึงไม่มีจ้างกัน เป็นการบริหาร หรือการทำงานที่ไม่มีจ้างกันในกลุ่มชาวอโศก

เพราะฉะนั้นการเมืองของชาวอโศกก็คือ เป็นการบริหารดูแลปกครอง อาจจะมีหน้าที่ถึงขั้นเป็นผู้รับใช้กลุ่ม หรือว่าการบริหารเป็นผู้ที่เป็นหัวหน้า เป็นกรรมการ เป็นประธาน แบบมีองค์กร มีประธาน มีนายก มีอะไรตามชื่อของเขาที่ตั้งไว้ตาม ต่างก็รับหน้าที่รับผิดชอบ ไม่มีลาภ ไม่มียศ ประเภทที่ยศจะต้องเป็นเจ้าอำนาจ เบ่งอย่างนั้น เบ่งอย่างนี้ ไม่มี

มันเป็นวัฒนธรรมของชาวอโศกแล้วนะ ลักษณะเหล่านี้เรียกว่า ลักษณะการเมือง ลักษณะรัฐศาสตร์ ลักษณะการดูแลบริหารช่วยเหลือเกื้อกูล ก็ทำงานซ้อน ๆ ซ้อน ๆ ซ้อน ๆ กันอยู่ในชาวอโศกนี่นะ นี่คือลักษณะของการเมือง

จะเกี่ยวข้องกับการเมืองภายนอกแค่ไหน :

ทีนี้พูดอย่างนี้ก็ยังไม่กระจ่างนะ แล้วการเมืองข้างนอก ข้างนอกเราจะเกี่ยวข้องกับเขาแค่ไหน เกี่ยวข้องแต่แค่ที่เราจำนนต่อกฎหมายบ้านเมืองว่าเราจะต้องไปเกี่ยวข้องกับเขาพอสมควร กับความเห็นร่วมของกลุ่มว่า อันนี้ไปช่วยกัน

ยกตัวอย่างเช่น เราเป็นชาวอโศก แต่เราก็อยู่ในกฎหมายของบ้านเมือง ถึงเวลาไปออกเสียงเลือกตั้ง เราไป อย่านอนหลับทับสิทธิ์ เราเป็นนักประชาธิปไตยที่รู้จักทุกสิ่งทุกอย่างอันดี แล้วก็ใช้วิจารณญาณ ไม่ต้องให้ใครมาซื้อเสียง ไม่ต้องให้ใครมาเป็นเจ้าอำนาจบังคับ เป็นผู้ที่เข้าใจด้วยจิตวิญญาณของตัวเอง สมัครใจจริงไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

หรือครั้งคราวเกิดระบบที่มันเกิดพลังประชาชน พลังการเมือง พลังอะไรตามระบบของมันมีลักษณะของการเมืองในสังคม ซึ่งเราเห็นควรจะต้องไปร่วมมือด้วย เราก็จะปรึกษาหารือกัน ควรไปร่วมไหม ควรไปร่วม เราไป ไม่ควรไปร่วม เราปล่อยวาง หรือว่าควรไปร่วมบ้าง ไม่ร่วมบ้าง ตามแต่จะตกลงไป เราก็ทำ

การเมืองระดับประเทศ ไม่ไปเกี่ยวข้องด้วยเลย :

ยังมีอีก ทีนี้ เราควรจะไปเข้าไปอยู่ในวงการที่เขาเรียกว่า กิจการการเมืองของประเทศไหม คำตอบคือไม่เอา โดยเฉพาะการเมืองในระดับประเทศ เพราะได้พิสูจน์มาแล้วพอสมควร “บ่มีไก๊ Nothing” ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เอาไม้สั้นไปรันขี้เปล่า ๆ มีแต่ได้เหม็นกลับมา เอาไม้สั้นไปรันขี้เปล่า ๆ ได้มีแต่เหม็นกลับมา ไม่เกิดประโยชน์อะไร

เพราะมันแก้ไขให้ดีไม่ได้อีกแล้ว :

บอกแล้วว่ามันแน่น มันหนา มันแข็ง มันเป็นโครงสร้างที่ตีไม่แตกแล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้ความรู้ของคนปัญญาชนก็รู้ว่าปล่อยให้ตายไปเองเหมือนไดโนเสาร์เต่าล้านปี เพราะเราไปแก้ไม่ได้ พวกนี้ยึดมั่นถือมั่นเป็นอยู่อย่างนั้นแหละ เขาฟังอะไรอื่นไม่รู้เรื่องแล้ว เขาถืออันนั้นเป็นหลักและมันไม่เท่านั้น มันเลวร้ายซับซ้อนยิ่งขึ้นไปด้วย หน้าด้านขึ้นด้วย

ทุกวันนี้การเมืองทุกวันนี้หน้าด้านขึ้นกว่าสิบปีก่อน ยี่สิบปีก่อน อย่างหนาตราช้างทั้งจักรวาล (ชื่อยี่ห้อกาวตราช้าง) คืออย่างหนาตาช้างหนึ่งตัว อย่างหนาตราช้างทั้งโขลง อย่างหนาตราช้างทั้งป่า อย่างหนาตราช้างทั้งทวีป อย่างหนาตาช้างทั้งโลก การเมืองไทยนี่หนาอย่างหนาตราช้างทั้งจักรวาล

ทุนรอนแรงงานเวลาของเรามาสร้างสรรในหมู่กลุ่ม คุ้มกว่า :

ผู้ฟังว่า… ถ่วงดุลย์

พ่อท่านว่า… ถ่วง ได้ไม่คุ้มกับเราเอาแรงงานอันนั้นมาทำงานของเราดีกว่า สูญเปล่า มองในมุมเห็นว่า มันถ่วงได้ ได้ เห็นได้ แต่ไม่คุ้ม แรงงานเวลาทุนรอนของเราเอามาลงทุนสร้างสรรในการรังสรรค์ เราอยู่เป็นกลุ่มเป็นหมู่มีอัตราการก้าวหน้าดีกว่านี้ ยิ่งควรเอามาทำทางนี้ดีกว่า ทางโน้นปล่อยไปเลย ถ้าไม่เช่นนั้นเราก็เสียแรงงานทุนรอนที่จะเอามาสร้างสรรทางนี้ เราก็ต้องการ ขาดนี่ ตะโกนเหวก ๆ “ต้องการแรงงาน ต้องการผู้คน ต้องการอะไร ต้องการ ต้องการ ต้องการ” ใช่ไหม

มันเลวอยู่แล้ว มันเลว จนมันก็จะเลวเร็ว ๆ แล้วมันก็จะแตกดับเร็ว ๆ เราจะไปชะลอมันอยู่ช้าทำไมล่ะ ไม่ต้องไปชะลอเขาหรอก ไม่ต้องไปชะลอ ทุกอย่างให้เป็นไปตามวิบาก

ผู้ใดที่หน้ามืดตามัวที่จะเข้าไปอยู่ในกระแสนั้นก็รับไป ผู้ใดฉลาดก็ออกเอียงออกมาข้างนี้ ต้องปล่อยให้มันไปต่างคนต่าง ดีเดินดี ชั่วเดินชั่ว ดิ่งลงนรก ดิ่งขึ้นสวรรค์ ไปคนละทิศเลย

ไปยุ่งเกี่ยวนัวเนีย จะเกิดวิบาก :

ผู้ฟังว่า… เราไม่ไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาดเลย

พ่อท่านว่า… ไม่เกี่ยวแล้วยิ่งขาดเลย ไม่เช่นนั้นเราก็จะรับผล เราก็จะไปนัวเนีย จะเกิดวิบาก เกิดวิบาก

จะเกิดวิบาก ก็เพราะว่าถ้าเผื่อว่าเราไม่เดินเรื่องนี้ ไม่เกิดเรื่องนี้เลยนะ เราจะไม่มีวิบากมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ อโศกโดนวิบากของการเมืองมา ถ้าเผื่อว่าเราไม่แตะต้องเลยนะ โอ้โห เราจะไม่เป็นอย่างนี้ แต่อย่างว่าแหละ มันก็เป็นวิบากที่อาตมาก็ไม่รู้ตัวทันเหมือนกัน ตอนแรก เออ อาตมาก็ไม่รู้ตัวทันเหมือนกันตอนแรก ก็เลยเจอเข้าให้ซะ เสียรังวัดไปเยอะเหมือนกัน ก็เอาเถอะ ก็แล้วไป อาตมาก็รู้ว่ามันสุดวิสัย

ผู้ฟังว่า… เสียรังวัดไป ที่หมดหรือยัง

พ่อท่านว่า… (หัวเราะขำ ๆ) ไม่หมด ยังไม่หมดหรอก แต่ว่ามันก็ไม่น่าเสียนะ แต่ก็เอาเถอะ เป็นก็เป็นไปนะ อันนี้เป็นคำตอบนะ

คำถาม : ร.ร. ผู้นำที่เมืองกาญจนบุรี กับ ร.ร. ผู้นำทางจิตวิญญาณ

ข้อ 2 โรงเรียน ระหว่างโรงเรียนผู้นำที่เมืองกาญจนบุรี กับ โรงเรียนผู้นำทางจิตวิญญาณอย่างที่พ่อท่านพาทำ อย่างไหนครับที่จะสนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริงในยุคโลกาภิวัตน์ที่จะมาถึง

พ่อท่านว่า… หึ แน่นอนคำตอบนี้ไม่ต้องเดาก็ตอบ ใครก็รู้ว่าอาตมาจะตอบว่ายังไงนะ

ผู้ฟังว่า… (ไม่ได้ยินเสียงผู้ฟัง)

พ่อท่านว่า… ก็เขายังไม่รู้ เขายังไม่เข้าใจน่ะสิ เขายังไม่รู้ ยังไม่เข้าใจชัดเจน ก็ค่อย ๆ รับทราบ ๆ ก็ค่อย ๆ รับศึกษามาสิ นะ

นักการเมืองเหลี่ยมคูสารพัดพิษ ไม่ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ :

อาตมาเคยมอง เห็นนะว่าเรื่องการเมืองนี่ในระดับโลก เอ้ยไม่ใช่ อภัย ในระดับชาตินี่ มันมีกลไกที่ยากมาก แล้วก็คนนักการเมืองเองก็ โอ้โห เหลี่ยมคูสารพัดพิษจริง ๆ แต่มันไม่เกิดผลอะไรคุณค่าอะไรมันไม่เกิด ไม่เกิดจริง ๆ ไม่เลย นอกจากไม่เกิดแล้วยังซ้ำร้ายลงไปอีก

เพราะฉะนั้นมันคนที่ดี ๆ จริง ๆ แล้วไปสู้โครงสร้างที่มันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วไม่ได้ และผลนี่เราไปทำ เราจะเห็นได้ ไม่ใช่ว่าเรารังเกียจ ไม่ใช่ว่าเรามีอัตมานะ แต่ว่ามันสูญเสียเวลา

เพราะฉะนั้นอาตมาเห็นว่าระบบนั้น แม้แต่การเป็นลักษณะของประชาธิปไตยแบบที่ประเทศไทยก็มีอยู่ อาตมาก็เห็นว่ามันอิเหลกเก้งก้างยังไงอยู่ไม่รู้ แต่ถ้าเผื่อว่าเป็นประชาธิปไตยในลักษณะการเมืองระดับท้องถิ่นอย่างของกรุงเทพ ยังพอเล่น ไม่ใช่เล่นหรอก พอทำ

คำถาม : ทำบุญ แบบโชว์ออฟ กับ แบบหลบ ๆ ในรู

_และกรณีเพราะท่านทำบุญแบบเป็นแบบอย่างจึงต้องโชว์ออฟและมีเจตนาที่จงใจทำ มิใช่ทำแบบยึดติดสรรเสริญ ราคาบุญจะแพงกว่าหรือว่าถูกกว่าทำบุญแบบหลบ ๆ ในรู

พ่อท่านว่า… เออ ช่างถามมา คืออาตมาพูดไปก่อน ตอนก่อนนี้ว่า มันเป็นตัวอย่างนะ แล้วก็แสดงออก เมื่อแสดงออกอย่างนี้แล้วมันก็มีเจตนาตั้งใจทำนี่แหละ แต่ว่าจิตวิญญาณของเรานี่มันสะอาดอยู่ วันนั้นนะที่พูดมาว่า มิใช่ทำแบบยึดติดสรรเสริญ คือเราไม่ได้ทำอยากอวดอ้าง อยากดัง อยากได้สรรเสริญ จิตใจเราบริสุทธิ์อยู่

แต่เราก็ยืนยันว่าเราทำล่ะ เราทำ จะเรียกว่าแสดง จะเรียกว่าโชว์ออฟ ว่าเราทำล่ะ เจตนาด้วย เพื่อเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นแบบอย่าง อย่างนี้มันก็คงจะไม่บริสุทธิ์นักว่างั้น ที่ผู้ถามมา

_ราคาของบุญจะแพงกว่าหรือถูกกว่าทำแบบหลบ ๆ ในรู

พ่อท่านว่า… อีกคนหนึ่งก็ทำ ไม่อวด ไม่อ้าง ไม่โชว์ออฟ หลบ ทำดีแต่อยู่ในรู อันไหนราคาบุญจะแพงกว่ากัน ตอบ ราคาอยู่ในรู ถูก เพราะไม่เป็นประโยชน์อะไร โชว์ออฟนี่ หรือว่าแสดงให้คนอื่นดูนี่ แล้วก็มีเงื่อนไขมาบอกแล้วว่า มิใช่ทำแบบยึดติดสรรเสริญ ก็สะอาดแล้วนี่ ราคาบุญก็ต้องแพงกว่า แพงกว่า แม้ว่านะ แม้ว่าโชว์ออฟมีเจตนาทำต้องการสรรเสริญด้วยซ้ำ

เทียบกับผู้ที่ทำแบบหลบ ๆ ในรู ก็มีภาวะหลบ ถ้าแปลตามภวตัณหา ตามตัณหาก็เป็นว่า ไอ้ที่โชว์ออฟนี่อยากได้สรรเสริญ ส่วนอันนี้ก็คืออยากได้ความไม่สรรเสริญ มันก็คนละข้างเท่านั้นเอง เข้าใจไหม มันก็เป็นข้างบวกข้างลบเท่านั้นเอง อันนั้นก็เป็นลักษณะอัตตามานะชนิดหนึ่ง อันนี้ก็เป็นลักษณะอัตตามานะชนิดหนึ่ง อัตตามานะชนิดห่อเหี่ยว ห่อหุบหู่ กับ อัตตามานะชนิดฟู่ฟ่าอวดอ้าง มันก็สองด้านเท่านั้นเอง

ตอบจบแล้วนะ

คำถาม : อากาสานัญจายตนะ สร้างจิตสว่างโล่งโปร่งใส ไม่รู้สึกตัว :

ลูกงงว่า อากาสานัญจายตนะ (สร้างเอง) โดยจิตสว่างโล่งโปร่งใส แล้วทำไมจิตจึงไม่รับรู้ว่ากายทรงสภาพใดอยู่

พ่อท่านว่่า… ในลักษณะที่เราไปอยู่กับจิต จิตในจิตนี่ อย่างคนที่เคยแล้วทำฌานหรือทำสมาธิหลับตา นิ่งเข้าไปเป็นอากาสานัญจายตนะ ว่างโล่ง ในขณะที่ทำ ยังไม่ระลึกรู้ตัว ยังไม่รู้ว่าตัวตนอยู่ไหน ตัวเราเป็นใคร แต่เวทนามันรับรู้สึกได้ มันรับรู้สึกรส เมื่อรับรู้สึกรส มันก็จะว่างโล่งโปร่งเบาสุดลูกหูลูกตา เขาไม่ได้เรียกภาษานี้ เขาเรียกว่า ไม่มีที่สิ้นสุด

อากาสานัญจายตนะ สว่างโล่งไม่มีที่สิ้นสุด มันก็มีเวทนารับรู้รู้สึกอย่างนั้น เพราะฉะนั้น อย่าว่าแต่กายเลย ขนาดว่าตัวเราคือใคร ยังไม่ค่อยรู้ตัว

เพราะฉะนั้น ถามว่า ทำไมจิตจึงไม่รับรู้ว่ากายทรงสภาพใดอยู่ ไม่รู้อะไรเพราะมันเข้าไปอยู่ในภพชัด ๆ มันอยู่ข้างในภพ มันไม่รู้ว่าทิ้งกายหยาบพวกนี้หมด ไม่รู้หรอก ไม่รู้ตัว คนเคยทำมันจะรู้นะ ใครนั่งเข้าสมาธิหลับตาสะกดจิตเข้าไปอยู่ในภวังค์ ไปอยู่ในภพใน เหมือนนอนหลับนะ

เหมือนคนนอนหลับ นอนหลับแล้วคุณรู้อะไรข้างนอก ก็ไม่รู้ตัวข้างนอก ตาก็ปิด หูก็ไม่ได้ยินเสียง จมูกก็ไม่ได้กลิ่น ลิ้นก็ไม่ได้รส กายสัมผัสก็ไม่ได้รู้สัมผัสว่านอนเย็นร้อนอ่อนแข็ง หลับไปแล้วไม่รู้ว่าเย็นว่าร้อนอ่อนแข็งอะไร อยู่ข้างในภพนั้นเหมือนกัน ลักษณะคล้าย ๆ กัน คุณก็ไปอยู่ในภพนั้น

ขนาดภพที่คุณไม่ต้องว่างโปร่งใส เป็นการยึดเอาไว้ ไร้ความรับรู้รับเอาอะไร เป็นอากาสานัญจายตนะ มันเป็นเอกัคคตาที่ลึกเข้าไปอีก คุณนอนหลับนี่ยังเป็นไม่ได้เอกัคคตาอะไรเท่าไร เป็นเพียงทิ้งกายนอกภพนอกไปหน่อยเดียวเท่านั้นเอง คุณก็ยังไม่มีกายแล้วนะ

คำถาม : ไม่เคยเนสัชชิ รู้ตัวว่าโงกเก่ง

_แต่ลูกไม่เคยเนสัชชิ ทั้งที่เคยคิดอยากทำ

พ่อท่านว่า…เนสัชชิคือการนั่งทั้งคืน ไม่เอานอน

_แค่รู้ตัวว่าโงกแล้วก็เลิกนั่ง ขอนอนเลย ลูกรู้ตัวเวลาโงก เวลาฟังเทศน์ เกิดง่ายมาก เมื่อยนิดเดียว ขี้เกียจน้อยเดียว อิทธิบาทลืมเอามาใช้ โงกเลย

พ่อท่านว่า… เอา ก็หัดไป หัดดี ๆ อย่าให้มันโงกเก่งนัก

คำถาม : Direct Sell ระบบธุรกิจขายตรงที่ซ้อนเชิงความเลวร้าย

ช่วงนี้พ่อท่านพูดถึงโลกาภิวัตน์สู่โลกบุญนิยม เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ รัฐศาสตร์ ฯลฯ ฟังดูแล้วอย่างนี้ระบบ Direct Sell ซึ่งก็มีญาติธรรมพวกเราหลายคนก็ทำกันอยู่ ได้มาคุยแล้วบอกว่า ไม่เห็นเป็นไรเลย เขาทำงานอย่างนี้เขาก็ได้เงิน แล้วก็เอาเงินมาทำบุญให้กับวัด และคุยว่า นี่เขาเสียสละนะ เขาทำงานเกี่ยวกับ Direct Sell และเงินที่ได้มาทำบุญ แถมยังได้เผยแพร่ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย

อยากทราบว่าพ่อท่านมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง Direct Sell ว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ และคนที่คิดอย่างนี้เขาคิดถูกและผิดถูกใช่ไหม

พ่อท่านว่า… ที่ถาม Direct Sell นี่มีอยู่หลายแผ่นมาก นี่ก็ทั้งนั้น อยู่ในนี้ ยังมีอีกหลายแผ่น เอาเถอะ มาหยิบมาเลือก ประเดี๋ยวอ่านเจอปั๊บก็ทิ้งไปเลย เพราะว่าถือว่าอันเดียวกัน หลายแผ่นเลย ถามมาเรื่อง Direct Sell งานนี้ นี่เจออีกแผ่นแล้วนี่ Direct Sell กรุณาอธิบาย Direct Sell ทั้งบวกและลบ มีหลายแผ่นอยู่ในนี้ พวกนั้นก็มีอีก ถามเรื่อง Direct Sell นี่มาเยอะ

อาตมาเคยพูดคล้าย ๆ กันกับผู้ที่ยังทำงานธนาคารอยู่ อาตมาไม่อยากพูดให้ช้ำน้ำใจ แต่ถ้าใครฟังกระแสเสียงรู้ก็จะรู้ว่าอาตมาแอนตี้ Direct Sell นี่ แม้แต่เขียนสาธยายมานี่แผ่นยาวนี้ก็เป็น Direct Sell แต่ว่า Direct Sell ไปก็เห็นว่าสินค้าที่เขา ไม่ตีตรงระบบ Direct Sell นี่ไม่ชัดกันสักที นี่เขียนจดหมายมายาวเพลิดหลายหน้านี่ เพื่อที่จะให้อาตมาอนุโลมเพราะว่าเขาดีนะ นี่เป็นสินค้าดีนะ อาตมาไม่ได้พูดถึงเรื่องสินค้าดีหรือไม่ดีนะ ต่อให้สินค้าดีเยี่ยมยอดสุดยอดมหายอดยังไงก็ไม่เกี่ยว อาตมาไม่เกี่ยวตัวนี้ อาตมาเกี่ยวระบบวิธี Direct Sell ที่มันเลวร้ายเหมือนธนาคาร

อาตมาไม่ได้ตีเรื่องการเงิน เพราะเราก็ยังมีกองบุญนิยม แล้วก็กองบุญสวัสดิการ ก็คือธนาคารของเราเหมือนกัน แต่มันไม่ได้วิธีนั้น เพราะวิธี Direct Sell นี่อาตมาไม่เอา อาตมาว่ามันเป็นเลือด มันเป็นบาป อาตมาไม่ได้ตีเรื่องสินค้า หรือว่าตีเรื่องเงินนะ เราไม่ได้ตีเรื่องเงิน เหมือนธนาคารกองบุญสวัสดิการของเรากับธนาคาร อาตมาไม่ได้ตีเรื่องเงิน แต่วิธีการอย่างไหนมันบาปมันบุญ อาตมาพูดตรงนี้ต่างหาก

เพราะฉะนั้นอย่าไปแก้ตัวเลยว่าเอาเงินมาทำบุญอะไรต่ออะไรต่าง ๆ นานา อย่าไปแก้ตัวเลยนะ มันไปทำเอาส่วนได้ให้น้อย ๆ นั่นแหละจะได้บุญ

เพราะฉะนั้นไปหลงยินดีที่ได้รายได้แลกเปลี่ยนกลับคืนมา ด้วยวิธีซับซ้อน มีเชิงเอาเปรียบซับซ้อนตั้งเยอะตั้งแยะ ในวิธี Direct Sell นี่นะ เป็นหัวหน้าเป็นนั่นเป็นนี่ขึ้นไปก็นั่งรับไปอะไรไป ซ้อน ๆ อีกเยอะแยะ

อาตมาไม่วิเคราะห์ตรงที่ว่า สินค้านั้นดีจริงไม่จริง จนกระทั่งเที่ยวได้ไปหาวิธีอธิบายอะไรต่ออะไร กล่อมเกลา วิธีโฆษณา วิธีที่จะหาเหตุผลมาปลุกเร้ามาอะไรต่ออะไรต่าง ๆ นานาอีกทั้งมากมากมาย

แม้แต่กลวิธีของความซับซ้อนได้เปรียบในเชิงของปฏิกิริยาลูกโซ่ เหมือนกับ “บลิสเชอร์” (Blischer อดีตคดีแชร์ลูกโซ่มิจฉาชีพชื่อดังในไทย) เหมือนกับอะไรหลาย ๆ อย่างที่เขาทำปฏิกิริยาลูกโซ่พวกนี้ ก็เป็นเชิงเอาเปรียบที่ตัวผู้ที่มาก่อนแล้วก็วางลูกโซ่อันนี้เอาไว้นอนกิน นอนกินหรือว่าดัก นี่ก็เป็นเรื่องเอาเปรียบชนิดบาปชนิดหนึ่ง คือมันซับซ้อนหลายชั้นหลายเรื่องหลายอย่าง

ผู้ฟังว่า… คนที่เขาทำ เขาก็ทำไปเลย ผมว่าไม่สมควรจะมาดึงญาติธรรมมาให้ทำไปเป็นหมู่กลุ่ม

พ่อท่านว่า… อันนี้ก็มันไม่ดีก็ไม่ควร ตัวเองทำ ตัวเองอดไม่ได้ ทนไม่ได้ ตัวเองจำนนที่จะต้องทำก็ทำไป ก็ไม่ควรจะมาดึงพวกญาติธรรมไป จะไปเป็นสมาชิก เป็นลูกต่อลูกโซ่ทอดอะไรก็ตามใจเถอะ เพราะมันหาง่าย ก็ไม่ควรทำนะ

คุณทำ คุณไปทำข้างนอก คุณทำ คุณอดไม่ได้ คุณทนไม่ได้ คุณรู้อยู่ แต่คุณอยากจะทำ คุณก็ไปทำข้างนอกก็แล้วกัน ไปทำอยู่ข้างนอกแล้วกัน ก็บอกแล้วว่ามันไม่ได้เป็นบุญอะไรนักหนาหรอกนะ อ้างเอามาทำบุญทำทานอะไรอาตมาก็เคยอธิบายให้ฟังแล้ว

ยกตัวอย่างให้ง่ายให้ชัดเลยนะ คุณไปปล้นคุณได้เงิน แล้วคุณก็เอาเงินปล้นมาทำบุญ อย่างนี้ อ้าว ไอ้นี่มันชัดไป รองลงมาก็ได้ คุณไปทำงานโรงฆ่าสัตว์แล้วคุณก็ฆ่าสัตว์ แล้วคุณก็ได้เงิน จะร่ำรวยบริการฆ่าสัตว์อย่างไรก็ตามใจคุณ แล้วคุณก็เอาเงินนั้นมาทำบุญนะ อย่างงี้ก็ได้ แต่อันนี้มันไม่ได้เป็นลักษณะเหมือนฆ่าสัตว์ แต่มันไปวิหิงสา มันไปเบียดเบียน มันไปเอาเปรียบเอารัด มันเลือดเย็น ไอ้เลือดเย็นนี่ค่าของบาปก็สูง

ธุรกิจแบบทุนนิยม ซับซ้อนเลือดเย็น ค่าของบาปสูง :

นี่เหมือนกับเรากำลังพูดถึงเรื่องนี้เลือดเย็นซับซ้อน ดูเหมือนดี๊..ดีนะ ข้างนอกดูเหมือนดี เจตนาดีอะไรดีนะ แล้วความบาปมันซับซ้อนในเรื่องดีนี่แหละ ซับซ้อนในเลือดเย็นนี่ ค่าของบาปก็สูง เลือดเย็นนี่

คำว่าเลือดเย็นนี่ นี่เหมือนกับทุนนิยม ธุรกิจแบบทุนนิยมนี่ เหมือนเป็นคนใจดี โอ้โห ช่วยเหลือครอบครัวนั้น ช่วยเหลือ มีบริษัทใหญ่ก็ได้ช่วยเหลือคนมากมาย ได้ช่วยเหลือคนที่มาเป็น(ลูกจ้าง)ได้งานทำอะไรต่าง ๆ นานา นี่มันก็จริงนะเขาว่า มันก็ได้ช่วยเหลือนะ มามีหน้าที่การงานสัมมาอาชีพได้อะไร ได้ช่วยเหลือนะ เขาก็อ้างอย่างนี้ มันซับซ้อนเลือดเย็นนี่แหละ

แต่แท้จริงก็คือ มีคน 10 คนเป็นลูกมือ คุณก็จะได้จาก 10 คนนี้คือแรงงาน หรือความสามารถของเขาเก็บเกี่ยว หรือว่าไปล่าเอาจากคนอื่นมาให้เราเท่านี้ คุณทำบริษัทมาก โตขึ้นไปอีก แค่ 10 คนก็เพิ่มเป็น 100 คนคุณก็อ้างว่าคุณได้ช่วยคน 100 คน 100 คนก็แบ่งมาให้คุณมากขึ้นกว่าเก่าอีก ซับซ้อนเลือดเย็นอย่างนี้ คุณก็ได้เปรียบมากขึ้นกว่านั้นอีก

ไม่ได้หมายความว่าคุณช่วย 10 คนนี้ แล้วถ้าคุณขยายออกเป็น 100 คน อีก 90 คนนี่คุณก็ได้เท่าเก่า หรือคุณก็จำเป็นจะต้องแบ่งไปให้ช่วย 10 คนนี้ ต้องแบ่งไปให้ 99 คนนี้อีก คุณไม่ได้แบ่งให้เขานะ คุณมีแต่ดูดมาให้เป็นของคุณมากขึ้นนะ เป็นทับทวีนะ แล้วคุณมาอ้างว่าคุณช่วย อุจจาระสุนัขนะครับ !

ผู้ฟังว่า… เข้าใจแล้วค่ะ

พ่อท่านว่า… ใช่ไหม นี่มันเลือดเย็นนี่ มันซ้อนหลอก ถ้าเราไม่เห็นสัจจะที่ชัดเจนนะมันไม่ได้ เห็นไหมนี่ลักษณะมันซับซ้อนอย่างนี้ในสังคม

นี่ลักษณะที่เลือดเย็นนี่แหละ หลอกเขา แล้วเขาหลงผิดว่ามันเป็นของดี นี่ค่าบาปก็ซับซ้อนลงไป เพราะมันไม่ใช่สัจจะ มันไม่ใช่สุจริต มันไม่ใช่กุศล ให้คนเข้าใจผิดว่ากุศล หลงเข้าใจผิดว่ากุศล คนคนเหล่านั้นก็เลยกลายเป็นอวิชชาได้โง่ติดตัวไปด้วย แล้วก็ยินดีในสิ่งที่ผิด ๆ นึกว่าถูก มันทำลายคน ทำลายวิญญาณ ทำลาย (ฯลฯ) อันนี้ไม่มีใครช่วยเขา ไม่มีใครบอกกล่าว เขาก็เชื่ออย่างนี้ไปอีกกี่ชาติ กี่ชาติไม่รู้ ก็ติดไปสิอีกกี่ชาติไม่รู้ แล้วเขาก็จะต้องดำเนินการทำตามนี้ เพราะเขาเชื่อว่าอันนี้ดี เขาเคยสัญญาจำได้ ฉลาด แต่ไม่ใช่ปัญญานะ เขานึกว่าความฉลาดถูกต้องแล้ว เขาก็ยึดมั่นถือมั่นเขาก็ไปอีกกี่ชาติไม่รู้ ทรมานคนเหล่านั้นให้อวิชชาไปอีกกี่ชาติ นี่ถ้าอธิบายวิเคราะห์ให้คุณฟังแล้วคุณจะเห็นว่าลักษณะพวกนี้มันซับซ้อนอย่างนี้

เพราะฉะนั้นนัยยะในความฉลาดโกงเอาเปรียบเอารัดนี่ มันก็นัยยะอย่างนี้เหมือนกัน ไม่ว่าวิธีการจะฉลาดเยี่ยมยอดแค่ไหน แล้วยังเชื่อมั่นว่ามัน โอ้โห ดีจริงนะ คุณก็เชื่ออย่างนั้นจริง ๆ คุณไปอธิบายไปแนะนำให้คนอื่นทำตามอีก แพร่เป็นลูกโซ่ไปอีกเท่าไหร่ ๆ คุณก็แพร่เชื้อโรคนี้ออกไปอีกเท่านั้น ๆ แทนที่จะทำบาปไว้กับตัว ติดเองคนเดียว ก็อย่าไปแพร่เขา แล้วดันผ่าไปแพร่เชื้อให้แก่คนอื่นอีกเท่าไหร่ มันบาปเพิ่มไหม?

ผู้ฟังตอบกันว่า… บาปเพิ่ม

พ่อท่านว่า… ปฏิกิริยาลูกโซ่นี่แหละ ลักษณะ ถ้ากุศลก็เป็นกุศลบุญมากขึ้น ถ้าเป็นอกุศลก็เป็นอกุศลทวีคูณ ปฏิกิริยาลูกโซ่กระจายออกไปมากขึ้น ฟังเข้าใจบ้างไหม

ผู้ฟังตอบกันว่า… เข้าใจแล้ว

พ่อท่านว่า… แพร่ระบาดออกไปอีกมากขึ้นนะ หึ หึ นี่มันดุเดือดอย่างนี้ อาตมาถึงบอกไม่ส่งเสริม Direct Sale นะ ไม่ส่งเสริมอย่างนี้ เพราะอาตมาเห็นว่า มันเป็นวิธีการเอาเปรียบ

เราจะทำ Direct Sale ล้อ โดยทำวิธีการนั้นนะ แต่ไม่เอาเปรียบ ที่เราจะทำ “เสียงทิพย์” นั้นนะ แล้วเราก็จะไม่เอาเปรียบ พยายามให้มีพอนิด ๆ หน่อย ๆ พออาศัย ไม่เอาเปรียบนะ (แต่)เดินไม่ออก

เพราะ Direct Sale นี่มันคือตัวล่อที่ได้มากมาล่อ มันจึงกระจายได้เก่ง เพราะฉะนั้นก็ต้องตั้งราคาไว้สูง เมื่อตั้งราคาสูงก็คือขูดรีดหรือเอาเปรียบเอารัดมาก ๆ นั่นเอง

เราทำนั่น ยังไม่เดิน Direct Sale แท้ ไอ้นี้ Direct Sale เทียม Direct Sale ที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้ เอากิเลสมาบวกมันจึงเป็น Direct Sale เทียม มันไม่แพร่ตรง มันแฝง ของเรานะพยายามใช้ Direct Sale ตรงเลย ทำเสียงทิพย์ต้องล้มไปนั้น เพราะว่ามันไม่ค่อยจะ มันไม่มากพอ

ไม่ทำงานไปหาสมาชิกโน่นนี่มัน ก็เพราะมันไม่มีตัวล่อที่แรง ใช่ไหม มันก็ยาก แต่นี่ตัวล่อที่แรงมันก็ง่าย ง่ายๆ ก็เลยยิ่งหลงใหลได้ปลื้มไปกันใหญ่เลย อย่างบอกแล้ว อกุศลปฏิกิริยาลูกโซ่ก็บาน ยิ่งบาน นรกก็ปากกว้างไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าบุญก็บุญปากกว้างไปเรื่อย ๆ เหมือนกัน นี่พอเข้าใจไหม

ผู้ฟังตอบกันว่า… เข้าใจ

พ่อท่านว่า… เราจะมาในทิศทางที่จะไม่ต้องเอาเปรียบเอารัดแล้ว อย่าไปหลงใหลได้ปลื้มอยู่เลยนะ

เอาล่ะคิดว่าอธิบายแค่นี้ก็พอเข้าใจ เจอแผ่น Direct Sale อีกก็ปิด เก็บหมดแล้ว มีมาหลายแผ่นจริง ๆ เลย นี่เป็นความหวังดีของเพื่อนพวกเราที่มาถาม

อาตมาก็ได้ข่าวว่าพวกเราไปทำแบบนี้อยู่ มุบ ๆ มิบ ๆ “อย่าไปบอกพ่อท่านนะ” อาตมาเป็นคนหูหนวก (ผู้ฟังหัวเราะกัน) แต่อาตมา ความจริงนี่คุณเข้าใจผิดว่าเป็นหูหนวก อาตมาหูทิพย์นะ คุณอยู่ในแวดวงในนี้ทั้งหมดนี่ ใครจะเป็นคนได้รับข้อมูลอะไรต่าง ๆ นี่ได้มากกว่ากันในจำนวนพวกคุณกับอาตมา คุณแต่ละคน

อาตมานี่จะเป็นกองหน่วยกลางที่จะได้รับข้อมูลอะไรต่าง ๆ ในวงสังคมของพวกเรานี่มากที่สุด คุณฟังดี ๆ ไม่ใช่อาตมาแกล้ง คนใช้ข้อมูลอาตมานี้มากที่สุด เพราะฉะนั้น ไอ้อย่างนี้พวกคุณรู้กัน อาตมาก็เลยหูหนวก ถ้าคุณ แม้ปิดกันจนแซ่บนี่นะ แล้วอาตมาก็หูหนวกอะเหรอ อาตมาหูทิพย์นะ

นี่เป็นลักษณะฟังสัจธรรมไม่ออกว่า หูทิพย์คืออะไร มันเป็นไปตามฐานะ มันเป็นไปตามสัจธรรม อาตมาย่อมได้รับการรายงาน การให้ข้อมูล ใช่ไหม แล้วคนที่ปรารถนาดีเขาก็บอก เขาไม่ได้โกรธคุณ ไม่เกลียดคุณ เขาปรารถนาดีต่อคุณด้วยซ้ำไป แต่มันควรบอกข้อมูลกัน ไม่ใช่ฟ้อง อาตมาก็อธิบายแล้วฟ้องกับให้ข้อมูลคืออะไรนะ

เอาล่ะ ก็คงจะพูด อาตมาก็บอกอาตมาไม่อยากจะพูดมาก เหมือนกับธนาคาร เรื่องธนาคาร เรื่องดอกเบี้ยอะไรนี่ เหมือนกันนะ

วันนี้ก็ถือสะว่า ขึ้นทศวรรษที่ 3 แล้วนะ ก็มันจะเข้าโลกาภิวัตน์แล้ว เลยโลกาวิวัฒน์ด้วยซ้ำไปนะ ไม่ใช่แค่โลกานุวัตร

คำถาม : คนที่ชอบแก้ไขผู้อื่น แต่ไม่ชอบแก้ไขตนเอง

คนที่ชอบแก้ไขผู้อื่น แต่ไม่ชอบแก้ไขตนเอง คนประเภทนี้จะเรียกว่าเป็นคนประเภทไหนคะ สมควรเคารพนับถือหรือไม่ (เฉพาะฆราวาส)

พ่อท่านว่า… เฉพาะฆราวาส เขายกนักบวชไว้

_ชอบไปแก้ไขผู้อื่น แต่ไม่ชอบแก้ไขตนเอง เรียกคนประเภทนี้ว่าประเภทไหน

พ่อท่านว่า… ประเภทไหน? ไม่ใช่ประเภท 6 เหรอ? อยู่ในส่วนประเภท 6 นะ ประเภทฤาษี 6 ชอบแก้ไขแต่ผู้อื่นแต่ไม่ชอบแก้ไขตนเองนะ มันก็อยู่มีส่วนในประเภทประเภทฤาษี 6 เหมือนกันนะ ประเภทที่มันไม่ฉลาด ประเภทที่ไม่ดูตนนะ

แทนที่เราจะเห็นผู้อื่นเป็นเช่นใด นั่นแหละคือ กระจกเงา คนไหนที่มองคนอื่นออกว่าของเขาไม่ดี ถ้าคุณเองไม่มีสำเหนียก หรือไม่มีความรู้สึกที่ว่าเป็นกระจกเงาแล้วล่ะก็ คนนั้นยังช้า คนนั้นยังปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้ายังไม่เก่ง ทั้งนั้นน่ะ เพราะถ้าปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเก่ง ก็จะต้องพอเห็นคนเขาบกพร่องปั๊บ ปั๊บเลย มันจะสะท้อนเป็นกระจกเงาเลย อ่านตัวเองปั๊บ

เมื่อผู้ที่มีปัญญาดี พอเห็นเขาไม่ดี พออ่านตัวเองปั๊บ เออ เราก็ไม่ดีเหมือนกันนะ มันสะท้อนมานะ ถ้ายิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ดีเท่าเขาด้วยนะ คุณคนนั้น คุณจะกล้าแก้ไขคนอื่นไหม ไม่ค่อยกล้าหรอก

แต่นี่มันไม่มองตัวเองเลย เห็นคนนั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน