370227 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 2/7 (3/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
เนื้อหาในไฟล์
370227 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 2/7 (3/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
หน้า /
370227 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 2/7 (3/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ
โลกาภิวัฒน์...สู่บุญนิยม
ตอนที่ 2/7 (3/10)
โดย พ่อท่านโพธิรักษ์
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2537
เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 18
วันที่ 25 ก.พ. - 3 มี.ค. 2537
ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ
เขาเอาบุญเอากุศลไปซ้อนหลอกหากินเป็นธุรกิจ :
พ่อท่านว่า… บุญ เห็นไหมว่า ความหลอกที่ซ้อนของสังคม เห็นไหม มาอยู่ในแขนงบุญนะ แล้วคนก็งมงาย แล้วคนก็สนิทใจอ่ะ หลงเชื่อ นี่แหละความหลงเชื่อของคนในโลก ที่มันโง่ มันไม่มีปัญญารู้ว่า บุญคืออะไร กุศลคืออะไร
แล้วก็เอาบุญเอากุศลนี้ไปซ้อนหลอก หลอกกันจนกระทั่งกิจการเป็นพันล้าน หมื่นล้าน เดี๋ยวนี้นะ เขาโฆษณา ลงหน้าโฆษณาสีเต็มหน้าไทยรัฐ ฉบับเล่ม ๆ หนึ่งนี่ ลงหน้าหนึ่งครั้งเดียวนี่ หลายแสนบาทนะนั่น เต็มหน้านี่ พิมพ์สีลงเลย ครั้งหนึ่งครั้งเดียวนี่หลายแสนบาท ค่าโฆษณา เขาไม่กลัวหรอก ก็มันกิจการพันล้านนะ ลงได้หลายวันเขายิ่งชอบมาก แย่งคิวกัน จองหน้าที่จะลงกัน ได้หลายวันติดต่อเขาก็ยิ่งชอบนะ
มันก็ไม่ได้กลัวเลยเดี๋ยวนี้ เรียกว่าหมูทุกวันนี้ไม่กลัวปังตอ ไม่กลัวบาปนะ หมูไม่กลัวปังตอนี่ ไม่กลัวบาปเดี๋ยวนี้ ทำกันโดยไม่รู้งมงายโง่กันไป คนหลอกก็หลอกจนนึกว่าตัวเองฉลาดแสนฉลาด แต่ฉลาดโง่ ฉลาดบาปนี่ มันซ้วย…ซวย!
คนฉลาดอย่างโลก ๆ กับคนฉลาดด้วยมีปัญญาแท้ :
คนเรานี่ฉลาดแล้วหลงระเริงนะ แล้วคนเรารู้นะว่า ความฉลาดคืออะไร คือมันเหนือชั้นคนอื่นนะ ไอ้ความเหนือชั้นคนอื่นแล้วก็เอาเปรียบเอารัดนี่ นั่นนะมันบาปมหาศาล
เราฉลาด เรารู้ ได้เปรียบคืออะไร เสียเปรียบ
อ่านต่อ
คืออะไร เรารู้ แล้วเราก็ตั้งใจเสียเปรียบ หรือตั้งใจเสียสละนี่ นี้ฉลาด ฉลาดเป็นบุญ ฉลาดเป็นของจริง ฉลาดอย่างเจริญ เราเสียสละ คนอื่นก็สบาย คนอื่นก็ไม่ได้รับการเบียดเบียน พ้นวิหิงสาวิตกนะ พ้นการคิดที่คิดไปในการที่จะเบียดเบียนผู้อื่น มันพ้นอย่างจริงจังเลย
แล้วด้วยปัญญา เรารู้ว่า เราเสียสละ เราเต็มใจเสีย เสียเปรียบนะ เสียเปรียบจริง ๆ เสียสละจริง ๆ แล้วก็รู้ว่า เสียสละนี้ แล้วเราก็อยู่รอด คนอื่นก็ได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูล น้ำใจอย่างนี้ จิตวิญญาณอย่างนี้ เป็นจิตวิญญาณของมนุษย์แท้ ๆ นอกนั้นเป็นอมนุษย์ คือไม่ใช่มนุษย์
มนุสโส หรือ มนุสสะ นี่แปลว่า จิตสูง แล้วคนจิตเอาเปรียบเบียดเบียนผู้อื่นมันจะเป็นจิตสูงได้อย่างไร ใช่ไหม มันจิตต่ำ จิตเลวนะ
“เทศน์” คือการแสดงทัศนะ ความรู้ ความเห็น เป็นสาระ :
นี่เราศึกษาธรรมะไปมาก ๆ แล้วเราจะได้รู้จักสัจธรรมดี ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ นะ นี่ยังไม่ได้เทศน์นะ หึ หึ (พ่อท่านหัวเราะเบา ๆ)
อาตมาขำไอ้เรื่องเทศน์กับไม่เทศน์นี่ แต่ก่อนนี้อาตมาตั้งแต่เผยแพร่ธรรมะ ออกมาเทศน์ เทศน์อย่างอาตมาเทศน์นี่แหละ ก็พูดไปนี่แหละคือเทศน์ พูดเมื่อไหร่ก็เทศน์เมื่อนั้นนะ อาตมาไปเผยแพร่ธรรมะ ตั้งแต่ใหม่ ๆ ไปต่างจังหวัด ไปอะไร ยังไม่ได้ขึ้นต้น นโมตัสสะ ไม่ขึ้นอะไรนะ ขึ้นนั่งธรรมาสน์แล้วก็พูดไปเรื่อย ๆ เป็นชั่วโมง ๆ นะ เสร็จแล้วก็บอก จบแล้วโยม โยมว่า อ้าว! ท่าน เมื่อไหร่จะเทศน์ละครับ โอ้ ไม่รู้จะว่าอย่างไร บอกว่า จบแล้วโยม อ้าว ท่านไม่เทศน์เหรอ เขาไม่เข้าใจ
เขาเข้าใจว่าเทศน์มันจะต้องมีท่าที มีลวดลาย มีสำเนียงสุ้มเสียง ถ้าพูดเป็นภาษาคนไม่ใช่เทศน์ ต้องพูดไม่ใช่เหมือนคนพูด มันถึงจะเป็นเทศน์ ต้องใส่สำเนียงเข้าไป งึมงัม ๆ อะไร อย่าให้อาตมาดัดท่าเลย ดัดไปก็เท่านั้น ก็คงรู้ ๆ กันอยู่นะ แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่า เทศน์ คือพูดมีเนื้อหาอรรถสาระ ที่เป็นคุณค่าประโยชน์ แล้วก็แสดงความเห็น
“เทศน์” นี่มาจากรากศัพท์ “ทัศนะ” เห็น รู้ นะ เมื่อแสดงทัศนะ หรือแสดงความเห็นความรู้อันนั้นออกมาแก่กันและกัน มันก็เทศน์ทั้งนั้นแหละนะ หรือทำแสดงออกมาให้รู้ ให้เห็น ให้เข้าใจ มันก็เป็นทัศนะ
โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม :
เริ่มต้นนะ อันนั้นก็เป็นเกริ่น ๆ ไปนะ เข้าเรื่องนะ วันนี้ก็ครั้งที่ 2 เมื่อวานนี้เริ่มต้นแล้ว “โลกาวิวัตน์” มาเป็น “โลกาภิวัฒน์” เพราะฉะนั้นในหัวข้อเรื่องของเราก็ โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม นะ
อาตมาได้เปิดฉากกว้างเมื่อวานนี้ แล้ววันนี้ก็จะกว้างไปอีก แล้วก็จะรวมเอาของเก่าอดีตอะไร ๆ ต่าง ๆ มาจากบทความของ “ยุค ศรีอาริยะ” นี่มาอ่านสู่ฟังนะ ได้เกริ่นบอกแล้วว่าเป็นใครเมื่อวานนี้แล้ว วันนี้ก็ไม่ต้องกล่าวซ้ำนะ
เริ่มต้นเนื้อหาเนื้อความที่เขียนไว้ในนี้ก่อน อาตมาจะขยายความหรือว่าอธิบายประกอบในบางคำเล็กน้อยก่อน นิด ๆ หน่อย ๆ จะพยายามที่จะอ่านเนื้อความของเขาให้มากที่สุดให้จบ มันตั้ง 20 หน้าแน่ะ ไม่ใช่น้อย ๆ นะ ลองฟังดู
ก็ขออภัยอีกทีหนึ่ง สำหรับผู้ที่จะฟังภาษาสำนวนของนักวิชาการนี่ ยากนะ ผู้ใดฟังแล้วรู้สึกว่ายากก็ตั้งใจฟังหน่อยก็แล้วกันนะ เพราะว่ามัน สำนวนไม่ได้เหมือนที่อาตมาพูดนะ ไม่เหมือนสำนวนสามัญคนทั่วไป โดยเฉพาะยิ่งชาวบ้านชนบท ฟังแล้วมันก็คนละสำนวน คนละลักษณะ ภาษาหลายคำจะมีภาษาอังกฤษ แล้วก็จะมีภาษาวิชาการ ภาษาอะไรที่ฟังแล้ว ขนาดอธิบายแล้วก็ยังไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไรอยู่นั่นแหละนะ ก็จะมีอยู่ในนี้นะ อย่างไร ๆ ก็อย่าเพิ่งหลับ พยายามตื่น ฟังมันให้ได้นะ ซับซ้ำเอาไว้ ซึมซับเอาไว้ มันติดได้แค่ไหนก็ติด
จิตเจตสิกในขันธ์ 5 เรียนรู้และปรับปรุงให้เจริญ เพื่อโลกาภิวัฒน์ :
สัญญาของคนนี่นะ คือความจำนี่ หรือการกำหนดรู้ของคนนี่ มันทำงานอัตโนมัติของมัน มันมีความสามารถในตัว จำได้โดยไม่รู้เรื่องก็จำได้นะ จำได้โดยรู้เรื่องก็จำได้ กำหนดรู้ได้มาก-ได้น้อยก็เป็นความสามารถ หรือสมรรถนะของสัญญา
สัญญานี่ตัวเจตสิกอันหนึ่งของมนุษย์นะ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นะ นอกจากรูปนั้น (ขันธ์ 5 ได้แก่) รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ พอกำหนดลงไปแล้วมันก็จำ มันเป็นหน้าที่ของมันนะ คุณลักษณะของเจตสิกตัวนี้ มันทำงานของมันโดยอัตโนมัติ สัตว์ คน ทุกประเภทที่มีจิตวิญญาณ ที่มีคุณลักษณะ 5 มีจิตวิญญาณ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ มันทำหน้าที่ของมันไปตลอดนะ ใครไม่เรียนรู้ มันก็ทำหน้าที่ของมันนะ มันมีหน้าที่ มีคุณลักษณะของอย่างนั้น
ผู้รู้ อย่างปราชญ์ อย่างพระพุทธเจ้านี่ ได้รู้จักหน้าที่ของจิตวิญญาณเจตสิกพวกนี้ จนกระทั่งแยกวิเคราะห์ออกมา แบ่งหน่วยให้มันเป็นเวทนาคืออย่างนี้ สัญญาคืออย่างนี้ สังขารคืออย่างนี้ วิญญาณคืออย่างนี้นะ วิจัยออกแล้วก็มาจับแยกออกได้ว่า เออเท่านี้นะวิญญาณทำงานอย่างนี้ เกินขอบเขตนี้ออกไปเป็นอันอื่นแล้ว ลักษณะอื่นที่ต่าง
ท่านเอามาอธิบาย จนกระทั่งเรามาเรียนรู้ตาม เมื่อเรียนรู้ตามแล้วเราก็จัดแจงวิจัยไอ้พวกนี้ออก วิจัยลักษณะถึงเป็นนามธรรม วิจัยออกแล้ว อะไรที่มันไม่ดี ก็เปลี่ยนแปลง แก้ไขปรับปรุง ควรจะเลิกก็เลิกไปเลย ฆ่าไปเลย ให้ตายไปเลย ให้มันไม่เกิดในจิตวิญญาณของเรานะ อันไหนที่ดีให้มันเกิด ให้มันอยู่ อาศัยใช้
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม จิตเจตสิกทั้งปวง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราจะปรับปรุงให้มันเก่ง ให้มันดี ให้มันวิเศษนะ ให้มันเป็นจิตวิเศษ เป็นเจตสิกวิเศษ เวทนาก็วิเศษ สัญญาก็เก่งเยี่ยมวิเศษ สังขารก็เก่งเยี่ยมวิเศษ วิญญาณก็เก่งเยี่ยมวิเศษ
อย่าไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา :
สุดยอดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ก็คือ อย่าไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเราเลย แต่เราต้องปรับปรุงให้มันวิเศษ สร้างให้มันวิเศษ สร้างให้มันยิ่งใหญ่ ให้มันสูงส่ง มีประสิทธิภาพตามที่เราหมาย มันสามารถทำจิตวิญญาณให้ยอดเยี่ยม เป็นลักษณะ คุณลักษณะสุดยอดอย่างไร เท่าที่เราเรียนกันอยู่ ฝึกฝนกันอยู่นี่ ได้อย่างไรเราก็ทำ จนเป็นจิตวิญญาณที่อยู่ในขั้นพระอรหันต์ เวทนาก็รู้ยอด สามารถควบคุม ทำให้มันเป็นไปดังต้องการได้นะ
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า มันไม่เป็นของเรา เพราะเราทำให้ไม่ได้ดั่งต้องการ แต่เราก็ทำให้มันได้ดั่งต้องการ ให้มันมีอำนาจมีฤทธิ์ดังเราต้องการ ไม่ให้กิเลสเข้ามาแทรกแซงในจิตเจตสิกของเราได้เลย เราก็ทำได้ อยู่กับเหตุปัจจัยที่มันเป็นอำนาจ ที่จะเป็นตัวเหตุของกิเลสนี่แหละนะ
กิเลสภายนอก รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สามารถที่จะสัมผัสแล้วมันไปมีฤทธิ์มีเดชให้จิตใจเรานี่แปรปรวน จิตแปรไปเปลี่ยนไปอย่างที่มันเรียกว่า กิเลสนั่นน่ะ กิเลสตัณหาต่าง ๆ ถ้าเราไม่สามารถฝึกฝนจิตของเราแข็งแรงจนสามารถสู้ได้ มันแพ้ แพ้จริง ๆ แล้วก็กิเลสเข้ามาทำการได้เลย
เราก็ทำจิตของเราให้แข็งแรง จนกระทั่งกิเลสทำการไม่ได้ พิสูจน์เลยว่า จิตนี่กิเลสเข้ามาทำการไม่ได้จริง ๆ รู้นี่หน้าตากิเลสหยาบ-กลาง-ละเอียด อย่างไร อยู่ในโลกโลกีย์นี้ รู้เท่าทันมัน แล้วมันก็มาทำการไม่ได้เลยตลอดจนตาย เมื่อชนะ ชนะแล้วชนะเลย ชนะอย่างพระอรหันต์นี่นะ กิเลส มันมาทำการไม่ได้นะ
แต่นั่นแหละ แม้จะทำได้ ฝึกได้ เราก็ต้องฝึกเพียร สั่งสม เพราะมันไม่เที่ยง นี่เป็นสัจจะตายตัวอีก เพราะฉะนั้นเราจึงยังกุศลให้ถึงพร้อมอยู่ตลอดเวลา สั่งสมกุศลอยู่นั่นแหละ ตราบที่เรายังไม่ปรินิพพาน ยังมีรูปนามขันธ์ 5 อยู่ตราบใด เรายังไม่ปรินิพพาน(เป็นปริโยสาน) ตายจนกระทั่งสลายทุกอย่าง วางปล่อยหมด รูปนามขันธ์ 5 สลาย ไม่เกาะกลุ่มตัวอีกเลย สูญไม่เหลือเชื้อให้พระวังคีสะมาเคาะกะโหลก ตายแล้วเอากะโหลกมาให้เคาะ งง ไม่รู้ไปเกิดไหน
วังคีสะ ผู้มีความรู้วิเศษในการเคาะกะโหลกทำนาย :
เป็นคนที่มีภูมิ มีความรู้วิเศษที่สุดนะ สามารถเคาะกะโหลกใครก็รู้เลยว่า นี่ไปตกอยู่ตรงไหน จะไปเป็นอะไรอยู่ เคาะกะโหลกของใคร ลงนรก ขึ้นสวรรค์ เป็นนั่นเป็นนี่ เคาะ รู้ได้ วิชาความรู้ของคนนี้ วังคีสะ เก่ง เคาะกะโหลกใครก็รู้เลยคนนี้ โอ้ อยู่นรก อยู่ในสวรรค์ อยู่ตกต่ำ หรือได้ หรือเป็นอยู่ในภูมิสุข ภูมิทุกข์ อะไรนี่รู้
พระพุทธเจ้าลองของ เอากะโหลกพระอรหันต์ให้ วังคีสะเคาะปั๊บ งงเลย เฮ้ย! ไปไหนเว้ย ไม่รู้ทิศทางเลย เพราะมันไม่มีอะไร ไปแล้ว มันไม่เหลือเชื้ออะไรต่ออีก ไม่มีอะไรตอบรับ หมดแรงกระเทือน หมดกระแส หมดทุกอย่าง เคาะ…เงียบ เคาะ…มึนเลย ไม่มีอะไรตอบรับ มิเตอร์เก๊เลย เอ้ย มิเตอร์เสียหรือเปล่า หึ หึ เครื่องวัดของวังคีสะงงเลย ไม่รู้ว่ามิเตอร์ของเรามันเสียหรือเปล่านะ
พระพุทธเจ้าก็ตรัสให้ฟังว่า นี่แหละคือสิ่งจริงอันหนึ่งที่ของพระพุทธเจ้าค้นพบว่า ถ้าคนปฏิบัติธรรมถึงขั้นสุด จิตวิญญาณรู้เท่าทันแล้ว ก็ระงับสลายจิตวิญญาณได้ เป็นที่สุดเป็นปรินิพพาน ไม่มีอะไรเหลือนะ นี่สุดยอดถึงขนาดนั้นนะ
หมายเหตุ : ดูภาคผนวกเพิ่มเติม พตปฎ. เล่ม 33 วังคีสเถราปทาน ข้อ 134
เพราะฉะนั้นเราก็ค่อย ๆ ศึกษาไป อาตมาก็คิดว่ าพวกเราตามฟังได้ขนาดนี้นี่ ก็เก่งแล้วนะ ยังฟังไปเรื่อย ๆ อาตมายังมีอะไรเล่าให้ฟังเรื่อย ๆ นะ เอา เริ่มต้นอ่านอันนี้ให้ฟังก่อน ตั้งหลักดี ๆ นะ อย่าหลับ
บทความ “โลกาวิวัฒน์” เขียนโดย “ยุค พระศรีอาริยะ”
(พ่อท่านอ่านบทความ)
โลกได้ก้าวสู่การสิ้นสุดของยุคอุตสาหกรรมแล้ว :
นักคิด นักวิชาการ นักวิเคราะห์สังคมทั่วโลกต่างประกาศเตือนให้ผู้คนได้ตระหนักรู้ว่า ปัจจุบันโลกได้ก้าวสู่การสิ้นสุดของยุคอุตสาหกรรมแล้ว
ฟังนี้นะ เขาล้ำไปแล้วนะ แต่เดี๋ยวนี้เมืองไทยกำลังจะบอกเป็นนิค (NIC: Newly Industrialized Country) พวกนักคิดนี่เขารู้อะไรมาล้ำหน้าตัวเองไปทางใหญ่ ตัวเองยังไม่ได้เกิดเลย อยากเป็นแล้ว จะเอาของพังเขามาเป็นนะ นี่ว่าจะไม่พูดแซมมากแล้วนะนี่ มันน่าจะแซมทุกตอนเลย แหม! มันพูดอะไรออกมานี่ มันดีนะ
ขณะนี้เรากำลังก้าวสู่การปฏิวัติครั้งใหม่ :
_ ปัจจุบันโลกได้ก้าวสู่การสิ้นสุดของยุคอุตสาหกรรมแล้ว ขณะนี้เรากำลังก้าวสู่การปฏิวัติครั้งใหม่
มันมีรอบของมันนะ ไอ้รอบของมันนี่ อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร มันจะมีอะไร มีรอบของมันอยู่ตลอดเลย แต่ละเรื่อง แต่ละอัน มันจะมีรอบของมัน พอถึงรอบปั๊บ มันก็จะเกิดการเปลี่ยนตัว
นึกถึงอย่างอาตมาเคยยกตัวอย่าง เหมือนอย่างกับจุดชวาล อย่างนี้เป็นต้น ภาษาวิทยาศาสตร์ ความร้อนถึงขนาดนี้แล้วมันจะแปรตัวเป็นแสงสว่าง เรียกว่า จุดชวาล อะไรอย่างนี้เป็นต้น หรือลุกไหม้ จุดสันดาบ จุดชวาลนี่ลุกไหม้เป็นเปลวขึ้นมา อะไรอย่างนี้เป็นต้น ความร้อนถึงขีดนี้มันจะจุดชวาลอะไรอย่างนี้ มันมีรอบของมัน มันแปรตัว แล้วมันจะมีอะไรขึ้นมาใหม่นะ มันถึงรอบ เราก็อาศัยสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นยุคสมัยก็ถึงรอบของมันเป็นการปฏิวัติครั้งใหม่แล้วตอนนี้
_ การปฏิวัติที่เกิดขึ้นควบคู่กับวิกฤตการณ์
การปฏิวัตินี่ อันหนึ่งเกิดใหม่ อีกอันหนึ่งฉิบหาย อันหนึ่งเกิด อันหนึ่งต้องตาย มันจะคู่กัน นี่เป็นสำนวน คือพูดนี่เป็นภาษานักวิชาการ เป็นภาษานักวิชาการนั่นแหละ อาตมาเข้าใจภาษาคน ภาษาไทยนี่ เอามาอธิบายให้คุณฟัง
การปฏิวัติเกิดขึ้นควบคู่กับวิกฤตการณ์ เพราะฉะนั้นการปฏิวัติปลอม ๆ นี่นะ ปฏิวัติไม่สำเร็จ นี่มันไม่ถึงรอบของมัน จะปฏิวัติโดยคนปฏิวัติสังคมนี้ก็ตาม มันไม่ถึงรอบของมัน ปฏิวัติไม่สำเร็จ องค์ประกอบไม่สมบูรณ์ หากการปฏิวัติสำเร็จ องค์ประกอบสมบูรณ์ เกิดการเปลี่ยนแปลง อีกอันหนึ่งตาย อันหนึ่งเกิดนะ
_ การปฏิวัติที่เกิดขึ้นควบคู่กับวิกฤตการณ์ หรือการล้มสลายของสิ่งเก่า
อันนี้เขาแปลวิกฤตการณ์
_ ปรากฏการณ์เช่นนี้ มิใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น หากแต่มันเคยเกิดขึ้นมานานนับเป็นศตวรรษ ๆ แล้ว เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นหนักหน่วงและรุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
โลกยุคใหม่ใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนคน :
_โลกยุคใหม่กำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคหุ่นยนต์ อันเป็นผลให้ระบบโรงงานอุตสาหกรรมแบบเก่าสูญสลาย พื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกรกับนายทุนจะสิ้นสุด
ก็เมื่อหุ่นยนต์(และ AI คอมพิวเตอร์) ขึ้นมาแทนที่ แล้วกรรมกรจะเป็นอย่างไรล่ะ คิดนิดหน่อยก็ได้ อย่าเพิ่งคิดมากนะ กรรมกรกับนายทุนจะสิ้นสุดลง
_ ความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกรกับนายทุนจะสิ้นสุดลง ความตายของทุนกำลังคืบคลานเข้ามา
ฟังความนี้ไว้ เป็นประโยคนี้ประโยคเดียวนี่
ทั้งโลกทุกวันนี้นี่อยู่ในสังคมยุคทุนนิยม ยกเว้นชาวอโศก :
_ เราจงทราบไว้ก่อนว่า สังคมของโลกทั้งโลกทุกวันนี้นี่อยู่ในสังคมยุคทุนนิยม
ฟังความนี้ไว้นะ โลกทุกวันนี้ทั้งโลก นอกจากชาวอโศกเท่านั้นที่กำลังมีกลุ่มของบุญนิยม
อาตมาพูดอย่างหยิ่ง ๆ นะ พูดอย่างเหยียดกลุ่มอื่นว่าไม่มี ว่า กลุ่มชาวอโศกเท่านั้นเรียกว่ากลุ่มบุญนิยม ได้แค่นี้ นิยมจ้อย ๆ ยังไม่เจริญเท่าไหร่หรอก ยังไม่สวย ไม่งามเท่าไหร่หรอก แต่ก็กำลังก่อรูปร่างนะ
แต่ทั้งโลกนี้ถูกครอบงำไว้ด้วยทุนนิยมทั้งนั้นนะ เป็นยุคที่เขาเรียกยุคทุนนิยมนะ เพราะฉะนั้นขณะนี้นี่นะ คุณ”ยุค” นี่ ดร.เทียนชัย กำลังมาพูดสู่เราฟังว่า
_ ขณะนี้ความตายของทุนกำลังคืบคลานเข้ามา
ระวังนะ ชาวอโศกระวัง ความตายของบุญนะ ถ้าความตายของบุญเกิดขึ้นเมื่อไหร่แล้วล่ะก็ เฮอะ! เรียบร้อย โลกนี้ทั้งโลกนะ ร้ายแรงกว่าความตายของทุนด้วย ถ้าความตายของบุญเกิดเมื่อไหร่ ฟังเอาไว้
นี่เขาก็บอกสัญญาณให้ฟังว่า ความตายของ”ทุน” กำลังคืบคลานเข้ามา แปลอีกทีหนึ่ง หมายความว่า “ทุน” อำนาจมันมีมาก ฤทธิ์เดชมันมีมาก แต่มันกำลังจะหมดฤทธิ์เดชอำนาจ คำว่า “ทุน” นี่ เพราะฉะนั้นคำว่า “นายทุน” นี่ กำลังจะเป็นนายทุน ให้ตายก็ไม่มีฤทธิ์อะไรเลย ต่อให้รวยพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน ก็ เหอะ ๆ หมดท่า ไม่มีแรงนะ เมื่อนั้นก็อาจจะเจอ อย่าเพิ่งรีบตาย อาจจะไม่ถึงสามร้อยปี ยุคทุนนิยมอาจจะสิ้นซากก็ได้นะ เอาฟังคำต่อไป
เศรษฐกิจกาสิโน หรือทุนปลอม :
_ เศรษฐกิจกาสิโน
ฟังใหม่หูไหม? “เศรษฐกิจกาสิโน” เขาเรียกมาเลย ตั้งศัพท์โป๊ะลงมาให้เลย
_ เศรษฐกิจกาสิโน หรือทุนปลอม
เดี๋ยวนี้เกิดแล้ว มีทุนปลอมอยู่แล้ว นี่ฟังดี ๆ
ถ้าอาตมาอธิบายอันนี้ ไปหลายเดือนนะ เอาบทความบทนี้ทั้งหมดนี้อธิบาย จริง ๆ ไปหลายเดือน แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มีเวลา 6 วันนี่(งานปลุกเสกฯ นี้) หรือ 12-13 วัน ในพุทธาภิเษกฯ ต่อ ก็คงจะต้องพูดกันอยู่นี้นะ
_ เศรษฐกิจกาสิโน หรือทุนปลอม อันเกิดจากการเก็งกำไร
นั่นแหละมีแนวคิดที่เก็งกำไรนี่เป็นตัวแฝงอยู่ในการสร้างทุน เสร็จแล้วก็หาวิธีการเพื่อที่จะโลภทุนมา หรือเอาเงินมาให้มากๆ สรุปง่าย ๆ ว่าทุนนี่ก็คือรวบรวมเงินมาให้แก่ตัวเองมาก ๆ
แก๊งค์เก็งกำไรและปั่นมูลค่าลวง เกิดเศรษฐกิจฟองสบู่:
_เศรษฐกิจกาสิโน หรือทุนปลอม อันเกิดจากการเก็งกำไรปั่นเงินกำลังกลายเป็นหัวใจของการสะสมทุนแบบใหม่
พวกที่อยู่ในวงการธุรกิจคงฟังแล้วก็คงจะเข้าใจดีนะ
_ซึ่งจะกลืนกินทุน
ระบบวิธียังนั้นล่ะ มันจะกำลังกลืนกินทุนที่แท้
_ ซึ่งจะกลืนกินทุน ที่ทำการผลิตอย่างแท้จริง ให้เหือดแห้งนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและเกิดการแตกระเบิดของเศรษฐกิจฟองสบู่
ทุกวันนี้นี่เขาเพิ่งพูดกันแค่ “เศรษฐกิจฟองสบู่” แต่คุณยุคนี่เขาตั้งชื่อมาให้อีกอันหนึ่งว่า “เศรษฐกิจกาสิโน” นะ
ทุกวันนี้ คำว่า “เศรษฐกิจฟองสบู่” พูดกันแล้วและก็เข้าใจกันแล้วว่ามันหมายถึงอย่างไร แต่ตอนนี้เสนอ “เศรษฐกิจกาสิโน” เป็นภาษาที่ให้รู้ว่าไอ้เศรษฐกิจที่คุณกำลังพัฒนา ที่จริงกำลังทำความหายนะนี่แหละ และกำลังเดินทางไปเป็นรูปของเศรษฐกิจกาสิโนนะ
เกิดการสะสมทุนจากการทำลายระบบสังคม :
_ ขณะเดียวกันโลกใหม่ยังก่อให้เกิดการสะสมทุนจากการทำลายระบบสังคม
ฟังความนี้อีกที ขณะเดียวกันโลกใหม่ยังก่อให้เกิดการสะสมทุนจากการทำลายระบบสังคม คือการสะสมทุนของคนกลุ่มใดก็แล้วแต่ วิธีการสะสมทุนนั้นทำให้เกิดการทำลายระบบสังคม
ถ้าใครมีปัญญารู้ฟังแล้วจะรู้เลย เข้าใจดีนะปัญญาชนทั้งหลายฟัง ไม่มีปัญญาก็พยายามมีปัญญาขึ้นมา ใครมีความโง่ พยายามกดข่มความโง่ทิ้งเอาไว้ อย่าให้มันขึ้นมาตอนนี้ ฟังให้ดี ๆ ยกปัญญาขึ้นมาฟังให้ดี ๆ นะ มันไม่ใช่เรื่องตื้นนะ มันข้น
ท่านติกขวีโร อาตมาเอาให้อ่าน ท่านติกขวีโรอ่านจบแล้วบอกว่า โอ้โห มันข้นอยู่ในนี้ ตื้อเลย ท่านติกขวีโรอ่าน อาตมาก็ว่าใช่นะ
_ โลกใหม่ยังก่อให้เกิดการสะสมทุนจากการทำลายระบบสังคม อาทิ การค้าอาวุธ ค้าโสเภณี ค้าเด็ก ค้ายาเสพติดแพร่ระบาดกระจายขยายใหญ่ทั่วโลก
นี่ก็ยกตัวอย่างตื้น ๆ หยาบ ๆ ง่าย ๆ ให้ฟัง แต่มีการทำลายระบบสังคมด้วยวิธีการที่ดูเหมือนผู้ดีอยู่ในนี้อีกเยอะ ที่ดูเหมือนผู้ดีนะ ส่วนไอ้ที่ยกตัวอย่างมานี่ ใครฟังก็บอกใช่ มันหยาบ ๆ เลว ๆ อย่างนี้นะ ใช่แล้ว ไม่มีปัญหา
อาชีพค้าอาวุธและสะสมอาวุธ :
แต่การค้าอาวุธ เขายังไม่ถือว่าเป็นการร้ายแรง เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น พวกนักค้าอาวุธอยู่นี่ เขายังถือว่าของเขา โอ้ รวย กำไร เล่นเงินของรัฐ ของประชาชนไปมากมาย อ้างว่า เพื่อเอามาป้องกัน ซื้อมาแล้วมันเก่าทิ้งไปเยอะ ไม่ค่อยได้ทำอะไรหรอก อ้างว่า เอาไว้ป้องกันตัว เพราะมันกลัวนะ อาณาจักรแห่งความกลัว มนุษย์เกิดมาด้วยความกลัว ต้องซื้ออาวุธ
อโศกเราจะไม่หวั่นไหวต่อการซื้ออาวุธ และเราก็จะไม่มีกัน เพราะเรามั่นใจว่า เราเองเราจะไม่ใช้วิธีการอย่างนี้ในชีวิต เพราะฉะนั้นคนที่นี่จะไม่ซื้ออาวุธ
อาตมายังแปลกใจว่า คนทำไมไปซื้อปืนไว้ทำไม แล้วส่วนมากคนที่ซื้อปืนเอาไว้นี่นะ จะเอามาไว้สำหรับยิงตัวเอง กับให้เด็ก ๆ ลูก ๆ หลาน ๆ เอาไปเล่น แล้วก็ฆ่าลูกหลานตัวเอง เยอะกว่าที่จะเอาไว้ป้องกันตัว หรือว่าทำร้าย หรือว่าใช้ยิงศัตรูอะไร ยิงขโมยอะไรนี่
จริง ๆ เชาซื้อปืนมาแล้ว ขโมยมันวิ่ง ไม่กล้ายิงมันนะ เยอะ จริง ๆ คนซื้อปืนเอาไว้นั่น ไม่กล้ายิงมัน หรือยิงอย่างเก่งก็ยิงสั่น ๆ ไม่ถูก ไม่ค่อยได้ยิงโจรขโมยเท่าไหร่หรอกนะ ส่วนมากแล้วปืนพวกนั้นนะฆ่าตัวเอง หรือฆ่าครอบครัว หรือฆ่าอะไร หรือเป็นภัยเมื่อโมโหโกรธกัน แย่งเมีย แย่งผัว อะไรก็มายิงกันไป อย่างนี้ ๆ ล่ะก็ใช่
ไอ้ที่ว่า ป้องกันตัว ตามเดิมที่ซื้อมา ตามมุ่งหมายนั้น ไม่หรอก ส่วนมากก็เอามาฆ่าตัวเอง ฆ่าเมีย ฆ่าผัว ตัวเอง ฆ่าอะไรครอบครัวตัวเอง ฆ่าลูก ฆ่าหลานตัวเอง ไม่ได้ไปฆ่าไอ้คนที่จะมาทำร้ายกับตนเองจริง ๆ เท่าไหร่นะ เอาต่อ
ทุนนิยมก่อให้เกิดภาวะไร้ระเบียบ หรือกลียุคในสังคม :
_ สังคมชุมชนย่อมถึงกาละแตกสลายในเวลาอันใกล้ ฯลฯ
เขาขี้เกียจพูดต่อแล้ว เลยใส่ไปยาลใหญ่ “ฯลฯ”
_ เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดภาวะไร้ระเบียบ หรือกลียุคในสังคม หนทางออกย่อมมี เพียงแต่การก้าวข้ามวิกฤตเช่นนี้ รัฐต้องกล้าเปิดเผยความเป็นจริงกับประชาชน
เหม็นขี้ฟัน รัฐต้องกล้าเปิดเผยความเป็นจริงกับประชาชน แค่เอดส์ จำนวนคนติดเป็นเท่าไหร่แล้วเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่กล้าเปิดเผยเลย พูดกันไปทำไมนี่ ใช่ไหมหมอ? พูดถึงเอดส์ก็ต้องถามหมอ ใช่ไหม? เอดส์ มีเท่าไหร่ในปริมาณจริง ๆ สถิติเขาก็พอรู้ แล้วก็ไม่ค่อยอยากจะรู้ พยายามไม่ค่อยติดตาม เพราะกลัวมันจะหนักหน้า กลัวตัวเองจะลำบาก แต่ประชาชนก็ตาย รักลูกเดียว แบบนี้ตาย เพราะฉะนั้นรัฐต้องกล้าเปิดเผยความเป็นจริง มีมากเรื่อง ไม่ใช่เพียงเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเรื่องเดียวเล็ก ๆ นะ
_ รัฐต้องกล้าเปิดเผยความเป็นจริงกับประชาชน อย่าหลอกลวงด้วยสำนวนโวหาร
ไม่รู้ว่าใคร
_ อย่าหลอกลวงด้วยสำนวนโวหารและตัวเลขเศรษฐกิจที่เลื่อนลอยอีกเหมือนก่อน
หมายความว่าปรามไว้ อย่าหลอกลวงด้วยสำนวนโวหารและตัวเลขเศรษฐกิจที่เลื่อนลอยอีกเหมือนก่อน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่ารัฐบาลไม่เข้าใจอย่างนี้ ไม่ตั้ง.จทำอย่างนี้นะ ไม่มีทางแก้ไขเปลี่ยนแปลงสังคมหรอก เพราะฉะนั้นอาตมาถึงบอกว่าอาตมาไม่หวังอะไรเลยในเรื่องของรัฐนะ นั่นแหละ รัฐบาลนั่นแหละ
ไม่หวังอะไรจากรัฐ รัฐบาล และพรรคที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลก็คือพรรคข้าราชการนะ พรรคข้าราชการนี่เป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด ที่ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือกนะ
แล้วประชาธิปไตยมันจะไปอะไรได้ เพราะฉะนั้น หากแก้กลไกรัฐ- ข้าราชการ ให้อยู่ในอำนาจประชาชน ให้ประชาชนเป็นใหญ่กว่าข้าราชการ ไม่ได้นะ เฮอะ! ประชาธิปไตย มันประชาธิปไตย อะไรก็ไม่รู้ มันไม่มีทางหรอกนะ
Power Shift การเคลื่อนย้ายของอำนาจ :
Alvin Toffler ในงานของเขาเรื่อง Power Shift (หนังสือ ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2533) เสนอไว้ว่า "ยุคนี้คืออรุณรุ่งแห่งการเคลื่อนย้ายของอำนาจ …
Alvin Toffler (แอลวิน ท็อฟเฟลเออ) เป็นชื่อของคน ฟังดี ๆ นะ ภาษานี่เป็นภาษาของนักวิชาการนะ โยม ป้า น้า อา ฟังแล้วมันพอพอรู้เรื่องไหม ไม่รู้ก็พยายามตี่ตาไว้ ไม่ใช่ตี่ลืม ๆ มื่นตาขึ้นหลาย ๆ เอ่อ มื่นตาขึ้นนะ
_ "ยุคนี้คืออรุณรุ่งแห่งการเคลื่อนย้ายของอำนาจ _
ก็ยังดีนะ บอกว่าเป็นเริ่มแรกนะ เริ่มแรกเป็นระยะกาลยุคที่กำลังอำนาจมันกำลังเปลี่ยนที่แล้ว ตอนนี้กำลังเคลื่อนย้ายแล้วนะ อำนาจประชาชนจะเปลี่ยนมาได้แทนที่อำนาจเผด็จการหรือเปล่ายังไม่รู้นะ แต่เขาก็เห็นว่ามันเปลี่ยนมา
นี่เขามอง มองกระแสของสังคม มองกระแสของมนุษย์ชาติว่ายุคนี้ นี่ไม่ใช่ คุณ “ยุค ศรีอาริยะ” เป็นคนมองนะ นี่เอาของเขามา แอลวิน ท็อฟเฟลเลอร์นี่เป็นคนมอง
_ "ยุคนี้คืออรุณรุ่งแห่งการเคลื่อนย้ายของอำนาจ เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่โครงสร้างทั้งหมดแห่งอำนาจ ซึ่งเคยยึดโลกทั้งโลกไว้ด้วยกัน อยู่ในสภาพที่แตกกระจาย โครงสร้างใหม่ของอำนาจที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง กำลังก่อตัวขึ้นทุก ๆ ระดับชั้นของสังคม _
มันกำลังมีอะไรเกิดขึ้นและกำลังจับตัวกันได้นะ เป็นโครงสร้างใหม่ของสังคม
_ พลังที่กำลังเขย่าโครงสร้างอำนาจในทุกระดับชั้นของสังคมมนุษย์อยู่ตอนนี้ จะยิ่งทวีความเข้มข้น _
พลังกำลัง พลังที่กำลังเขย่าโครงสร้างเก่า โครงสร้างอำนาจเก่าทุกระดับกำลังถูกสั่นคลอนแล้วนะ
_ จะยิ่งทวีความเข้มข้นและแผ่ไพศาลออกไปมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ _
ไอ้ไกลหรือใกล้นี้ อาตมาไม่อยากประมาณ อาจจะร้อยปี เหอะ ๆ (พ่อท่านหัวเราะเบา ๆ) ไกลนี้ยังไม่รู้ได้ว่าไกลเท่าไหร่นะ แต่เราก็ การปฏิวัติครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นนะ
_ การปรับปรุงโครงสร้างแห่งอำนาจที่ยิ่งใหญ่นี้จะนำสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งมนุษยชาติ _
ถึงกระนั้นก็ตาม แม้จะมีรุ่งอรุณแห่งการเคลื่อนย้ายของอำนาจก็ตาม ก็ยังรู้อยู่ว่ามันยากนะการปรับโครงสร้างแห่งอำนาจที่ยิ่งใหญ่ไปสู่เหตุการณ์ที่มันจะเกิดขึ้นใหม่ ๆ นี่มันยากนะ ในประวัติศาสตร์ที่มีมา การเปลี่ยนครั้งนี้มันยากที่สุด แต่มันกำลังมีอำนาจมีแรงและรุ่งอรุณของพลังที่จะเปลี่ยนย้ายนะ
_ เหตุการณ์นี้ก็คือการปฏิวัติในเนื้อแท้ของอำนาจ”
นี่คือคำพูดของออร์วินนะ คำพูดของออร์วิน ท็อปเฟอร์ เขาเขียนไว้
ทีนี้ต่อมา ในบทความนี้ ก็ยกคำอ้างของคนอื่นมาอีกเยอะ ล้วนแล้วแต่เป็นของคนต่างประเทศ
สังคมหลังยุคอุตสาหกรรมเฟืองฟู (Post-Industrial Society) :
_ Alain Touraine (1969)
“แอลเลียน ทัวร์ (1969
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive