สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน หลับตาปฏิบัติไม่เกิดปัญญามีแต่เกิดสัญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน หลับตาปฏิบัติไม่เกิดปัญญามีแต่เกิดสัญญา ความรู้ที่มีแต่เพียงภายนอกก็ไม่เป็นปัญญา ความรู้ที่ความคิดแต่ภายในแตกฉานอยู่ภายในนั่งระลึกอยู่แต่ภายใน ปั้นเอาเองอะไรก็ได้อยู่ภายในก็ไม่รู้ทั้งหมด แล้วก็หลงบอกว่าเป็น วิปัสสนูปกิเลส 10 ก็จะหลงไป นั่งหลับตาไม่เชื่อว่าลืมตาปฏิบัติก็จะหลงอีกนานยึดมั่นถือมั่น ทุกวันนี้พวกนั่งหลับตาและบอกว่าได้ปัญญาได้วิมุติได้นิพพานได้นิโรธ พุทธศาสนิกชนในเมืองไทย คุณว่าคนเชื่อมั่นในการนั่งหลับตาแล้วจะได้เป็นอะไร กับการลืมตาที่อาตมาพาปฏิบัติที่พยายามสอนมา 50 ปี คุณว่าคนจำนวนไหนมากกว่ากัน ...พวกนั่งหลับตาก็ยังมากกว่าอยู่นั่นเอง 50 ปีแล้วนะ อาตมาจะต้องพยายามอยู่ไปให้ได้จนเลยอีก 50 ปี บวช 36 สอนมาได้ เกือบ 50 ปี อายุ 85 แล้ว บวกไปอีก 50 ก็เป็น 136 เอง ยังไม่ถึง 151 ปีนะโอ้โห จะฝืนไปอีก 50 ปีคุณฟังดูซิ ดูหน้าไว้คนหน้านี้จะทนไปอีก 50 ปีไหวไหม มีแต่ความพากเพียรพยายามก็แล้วกัน ผู้ที่ไปหลงว่าปัญญาจะเกิดได้ในขณะนั่งหลับตามีสมาธิ เป็นสมาธิเต็มรูปเลยหลับตาปฏิบัติเข้าใจว่าสมาธิแบบนั้นคือต้องไปนั่งในภวังค์อยู่ในภพในชาติหลับตาเกิดสมาธิสุดๆแล้ว ปัญญาก็จะเกิดโผล่ขึ้นมา พรึ่บ ผลั๊ว ปึ๊งขึ้นมาเลย ปัญญาก็จะปึ๊งขึ้นมาเลย มหาบัว ว่ากันอย่างนั้นเลย มันน่าสงสารน่าเห็นใจ แล้วก็ยึดถือลักษณะอย่างนั้น พูดตรงๆเลย อาตมาตอนลิงลม อมข้าวพอง ก็ยังไม่ชัดเจนเท่าทุกวันนี้ ที่อาตมาเริ่มต้นปฏิบัติรื้อฟื้นตัวเองปฏิบัติตั้งแต่เป็นฆราวาส มานั่งหลับตา แม้แต่บวชเป็นพระแล้ว แต่จำไม่ได้ว่าตอนเป็นฆราวาสหรือเป็นพระก็มีอาการ ปึ๊ง ก็ยังหลงอยู่อย่างนั้นแต่ไม่นานอาตมาก็เข้าใจ เพราะอาตมาเองต้องผ่านตรงนี้ จึงรู้เข้าใจว่าได้ว่า มันยังไม่ใช่ การนั่งหลับตานี่ แต่ก่อนนี้อ
อ่านต่อ
าตมาก็ยังไม่ตีมหาบัวหนักขนาดนี้เพราะยังเกรงใจสังคมเข้าใจเรายังไม่ได้ ต้องเข้าใจกาละเทศะฐานะ สัปปุริสธรรม แต่ตอนนั้นต้องบันยะบันยังมากขึ้น เป็นเหตุปัจจัยที่ต้องย้ำยืนยันหนักขึ้นมีน้ำหนักให้เต็มที่ ไม่อย่างนั้นก็ต้องหลงผิดกันไปหนักหนาสาหัสอย่างทุกวันนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ นี่คือปัญญาที่ก้าวหน้าสามชั้น ปัญญาคือความรู้แบบโลกุตรธรรมพัฒนามาอย่างถูกต้องปฏิบัติไปจะเกิดมีอินทรีย์มีกำลังของความรู้ อินทรีย์ 5 เป็นต้น เป็นศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาเพิ่มขึ้น จนเต็ม เป็นพละ 5 มันค่อยๆพัฒนาการ ต้องมีกระบวนการ จะพัฒนาเป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เกิดจากการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 พร้อมกับโพชฌงค์ 7 โดยเฉพาะตัวสำคัญคือธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ และตัวหลักของมรรคก็คือสัมมาทิฏฐิ ต้องมามีสัมมาทิฏฐิ 10 เป็นต้น แล้วก็ต้องปฏิบัติโพชฌงค์ 7 มีสติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ แล้วก็จะเกิดจิตที่พัฒนาการเป็นจิตที่เป็นปัสสัทธิ เป็นสมาธิเป็นอุเบกขา อุเบกขาสัมโพชฌงค์ อุเบกขาก็เป็นฐานของความจบเป็นฐานนิพพาน ก็สั่งสมทำให้เกิดสภาพมีหมุนรอบเชิงซ้อน ระหว่างโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 เป็นหลัก ปฏิบัติให้เต็มรูปก็กลายเป็นสติปัฏฐาน 4 ด้วยความมีสัมมัปปธาน 4 สังวรสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วก็ประหารให้ถูกตัว ปหานปธาน ได้ผลแล้วก็เป็นภาวนาประธานและก็ต้องทำซ้ำ อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ทำอย่างที่ได้ผลนี่แหละ ทำซ้ำทำให้บ่อย อาเสวนา ภาวนา ๆๆ ให้พหุลีกัมมัง ให้มาก มันก็จะตกผลึกลงเป็นสัมมาสมาธิที่แข็งแรง สุดท้าย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” ต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 และต้องปฏิบัติในขณะลืมตา ปฏิบัติให้เกิดสัมมาสมาธิ ปฏิบัติด้วยมรรคทั้ง 7 องค์ ในมหาจัตตารีสกสูตรพูดไว้ชัดเจน ไม่ใช่ไปนั่งปฏิบัติหลับตาสะกดจิต แต่ต้องลืมตา ทำงานอาชีพเลี้ยงชีพทำอาชีพอยู่ก็ให้เป็นสัมมา ทำกรรมการงานอันใดอยู่กัมมันตะ การกระทำต่างๆก็ต้องให้สัมมา ต้องอย่าให้เป็นปานาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ก็มีการปฏิบัติทางตาหูจมูกลิ้นกายใจเป็นกามคุณ 5 ไม่ใช่ปฏิบัติแค่ทวารเดียว คุณหลับตาปฏิบัติจะเป็นสัมมาสมาธิที่ไหน ก็ต้องมีสัมมาสังกัปปะ มีองค์ประกอบภายนอกมากระทบสัมผัสแล้วใจก็มีการสังกัปปะ วิจัยกิเลสในจิตออกได้ ทำกิเลสให้ตายได้เป็นผลสำเร็จอย่างวิเศษ แล้วสั่งสมเป็นสัมมาสังกัปปะ องค์ธรรม 3 ของตักกะ วิตักกะ สังกัปปะก็สังเคราะห์สังขารได้ผลตกผลึกลงไป อัปปนา ทำอย่างนี้แหละ ตักกะ วิตักกะ ทำอย่างเข้มข้นในเจริญเป็น พยัปปนา เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนอย่างนี้แหละเป็น เจตโสอภินิโรปนา ของพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้แช่แข็งอยู่ที่ อัปปนาตัวเดียว นั่งหลับตาสมาธิมี อัปปนาตัวเดียว แต่พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนาไม่รู้เรื่อง แต่การปฏิบัติแบบสัมมาสมาธินั้นจะมีความแข็งแรงเข้มข้น เป็นเสาเข็มร้อยเข็ม แปลว่าไม่ได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษ ไม่เชื่อว่ามีสัตบุรุษ ยังเชื่ออย่างอื่นอยู่ มันก็กระจาย มีน้ำหนักของสัทธรรมที่ฟังไม่บริบูรณ์ ก็มีศรัทธาไม่บริบูรณ์ ปฏิบัติโยนิโสมนสิการก็ทำใจในใจไม่บริบูรณ์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเมื่อทำใจในใจไม่บริบูรณ์ สติสัมปชัญญะของคุณก็ไม่บริบูรณ์ ภายนอกภายในไม่บริบูรณ์ มันจะเอียงโต่งไปภายในหนักเกินไป ต้องมาสู่ภายนอกรับรู้มีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี มีสัปปายะมีบุคคล ร่วมกันทำอย่างพวกเราทำกันนี้มีเครื่องอาศัยเครื่องกินเครื่องใช้อะไรต่างๆ แม้แต่สิ่งที่เป็นอาหาร 4 กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหารครบวิญญาณ4 ช่วยกันทำตั้งแต่ กวฬิงการาหาร ปลูกผักปลูกพืช เราไม่เลี้ยงสัตว์ก็สมบูรณ์แบบ คำข้าวที่กินเข้าไปเลี้ยงสรีระ มีผัสสาหาร ต้องมีผัสสะทุกคนไม่ใช่ไปอยู่ในที่คนเดียว ไปหลงอยู่ที่เราอ่านแล้วตีความเอาเองหรือเชื่อเองหรือเชื่ออาจารย์อื่นอีกเยอะแยะ ไม่เชื่อว่าอาตมาเป็นสยังอภิญญา เป็นผู้ที่จะมาสืบสานศาสนาต่อเชื่อศาสนาต่อไปอีก พูดไปแล้วเหมือนกับยกตัวยกตน แต่นี่เป็นการอธิบายสัจธรรมยืนยัน อ้างอิงหลักฐาน กว่าจะทำการโยนิโสมนสิการเป็น ทำใจในใจเป็น อรรถกถาจารย์ อาจาริยวาทต่างๆ ไปเน้นความเข้าใจ ไปเน้นความเข้าใจความเฉลียวฉลาดไม่มาเน้นการทำใจในใจ อาตมาต้องมาดึงมาว่า โยนิโสมนสิการคือการทำใจในใจให้เป็น แต่ความรู้นั้นก็มีให้เป็นสัมมาทิฏฐิและเอาไปปฏิบัติให้ได้ ต้องเอาความรู้ปริยัติให้ครบก่อนแล้วค่อยมาทำ คุณก็ไปเสียเวลากับปริยัติเสียเวลา ไม่ทำอย่างเป็นลำดับอย่างที่อาตมาพาทำ ทำตั้งแต่ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ไล่เรียงกันไป เขาก็ไม่เชื่อ มันก็ไม่ได้ ปัญญาจะได้ครบต้องมีองค์ 6 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มรรคมีองค์ 8 ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ก็คือโพชฌงค์ 7 ย่นย่อมา สัมมาทิฏฐิก็เอามาจากสัมมาทิฏฐิ 10 อย่างนี้เป็นต้น แม้แต่สัมมาทิฏฐิ 2 อย่าง ปรโตโฆสะ กับ โยนิโสมนสิการ แค่ทิฏฐิ 2 จะมีสัมมาทิฏฐิได้จะต้องมีปรโตโฆสะ คุณก็แบ่งใจปรโตโฆษะ มาฟังอาตมาให้เต็มที่เข้านั่งใกล้ เงี่ยโสตสดับ ก็ไม่เต็มใจมาฟัง เครื่องมือที่จะได้ไปทำงานมันก็ไม่ครบ เพราะไม่ได้มาฟังอย่างเต็มใจและเปิดจิตเปิดใจ ดีไม่ดีก็เป็นชาล้นถ้วย ใส่เข้าไปนิดนึงแต่ล้นออกเยอะ เมื่อไหร่จะได้อุปกรณ์ครบพร้อมได้อานิสงส์จากการฟังธรรมสมบูรณ์แบบ ไม่เกิดอานิสงส์การฟังธรรม 5 ประการ 1. ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) 2. ย่อมเข้าใจชัดในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) 3. ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) 4. ย่อมทำความเห็นให้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) . 5. จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 202)
แค่ฟังอาตมาก็ไม่เกิด 5 ข้อนี้แล้วมันจะได้ครบอย่างไร มันก็กะพร่องกะแพร่งเสียเวลาน่าสงสาร ไปไหนก็ไปไม่ได้แล้วนะ พวกเรานี้ ไปไหนก็ไปไม่รอดเพราะว่าไม่มีดีกว่านี้ ถ้ามีดีเกินนี้ก็ไปแน่ อาตมาก็ฝากไว้ด้วย ไปเจออาจารย์ที่ดีกว่านี้ ฝากไว้ด้วยบอกให้อาตมาทราบด้วย อาตมาอยากรู้อยากเห็นเหมือนกัน ถ้าไปเจอโพธิสัตว์ผู้พี่จริง อาตมาก็จะได้ค่อยยังชั่วขึ้นกว่านี้ แต่นี่ 50 ปีแล้วเหนื่อยพอสมควรแล้วนะ ผู้พี่มาอีกองค์อีกคน โอ้โห มันจะเร็วขึ้นกว่านี้เยอะเลยนะใช่ไหม แต่อาตมาก็เชื่อพระพุทธเจ้าว่า สยังอภิญญาคืออาตมาหรือผู้อื่นเป็นสยังอภิญญามากกว่าอาตมาก็ยิ่งดี นี่พูดไม่ใช่คำท้าทายเล่นลิ้นอวดตัวอวดตน (สู่แดนธรรมว่าผู้พี่ควรมาก่อน)แต่ก็ยังไม่มีใครมา หากมาจริงๆอาตมาก็พอจะมีปฏิภาณรู้อาตมาก็จะไปช่วย แต่ผู้น้องพอมีอยู่ ผู้น้องทำไปบ้างแล้ว ทำไปก่อนอาตมาทำไปเยอะพอสมควร แต่ยังไม่กระจ่างเป็นรูปธรรมเยอะมีนามธรรมบ้างแต่ก็ยังไม่เท่าอาตมา อาตมาพูดไปเดี๋ยวจะไปยกตนข่มท่าน ไม่งาม ก็หลงปัญญาก็ไม่ชัดเจน สมาธิ เมื่อมีปัญญาเป็นตัวประธานความฉลาดทิฏฐิมันผิด สมาธิมันก็ผิดไปด้วยเพราะว่าปัญญาเป็นธาตุรู้ ปัญญานี่ก็ย้ำไม่รู้เท่าไหร่แล้วว่าเป็นธาตุรู้ เฉพาะ พยัญชนะคำว่าปัญญาเป็นของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า ป + อัญญา ซึ่งอัญญา เป็นธาตุรู้แบบโลกุตระ ก็เป็นปัญญา เพราะฉะนั้นอัญญา ความรู้ใหม่ความรู้แบบโลกุตระมันก็จะพัฒนาเป็น กัญญา เป็นฆัญญา คือฆ่าทำลาย กัญญาก็จะเป็นคนเจริญพัฒนาขึ้น ธัญญา ก็มีอาหารเสริมมีน้ำนม มีสัญญาความกำหนดรู้เป็น มัญญติ กำหนดหมายสำคัญมั่นหมายฉลาดขึ้นเป็น ปัญญา มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็น ภัญญา เป็นอาหารใหญ่ ภ.สำเภาคือความเจริญรุ่งเรืองขึ้น ก็มาเป็นเครื่องหมายเป็นคำกล่าว สรภัญญะ คำกล่าวพูดให้เกิด เป็นศร เสียบแทงให้ถึงจุดระเบิดจุดหัวใจเลย ก็จะเกิดความเจริญขึ้นไป โดยพยัญชนะ มัญญะ ถ้าไปลงตัวก็เป็นความหยิ่งผยอง นี่คือพฤติบท ของแต่ละอาการกิริยากับพยัญชนะก็จะพัฒนาการไปเรื่อยๆ เมื่อเกิดการสะสมพฤติกรรมใหม่ ปัญญาเป็นธาตุรู้โลกุตตระของพระพุทธเจ้า ก็จะเกิดเป็นคนโลกใหม่ ซึ่งเป็นคนละโลกกับโลกียะโดยเฉพาะเลย จิตก็จะสั่งสมเป็นสมาธิเป็นสัมมาสมาธิ สัมมานี้เป็นคำของพระพุทธเจ้ากำกับเข้าไป ว่าจะต้องเป็นของท่าน ถ้าไม่ตรงก็ไม่เป็นสัมมาสมาธิ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) เป็นสัมมาเข้าไปจนกระทั่งสั่งสมทุกสัมมา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ด้วยสัมมาวายามะ กับสัมมาสติ ช่วยกันอย่างเป็นเทวะคู่หูเป็นหวังเฉาหม่าฮั่น หรือเป็นพระสารีบุตรเป็นพระโมคคัลลานะ เป็นแม่นมกับแม่เลี้ยง เทวะ นี่ล้วนแล้วแต่เป็นลักษณะคู่ที่ต้องมีลักษณะ อิตถีภาวะ ปุริสสะภาวะ สอง เป็น Nuclear Fission Nuclear Fusion เป็นภาวะ 2 นี้ช่วยกันมาตลอด จะเข้าใจคำว่าเทวะ มันรวมทั้งหมดเลย แต่ละคู่แต่ละคู่ สลับไปสลับมาด้วยบางทีก็ผสมกัน บางทีก็แยกแตกตัว แตกตระกูลแตกกิ่งก้านสาขาออกไปอีกเยอะแยะเลย นั่งหลับตาสมาธินั้นไม่ใช่ของพุทธแน่นอน แต่ก็นั่งหลับตา สมาธิเข้าไปอยู่ในภวังค์ไปอุปการะมากช่วยได้ แม้แต่ทุกวันนี้ อาตมาเข้าช่วยเพื่อที่จะย่อยเพื่อระลึกเตวิชโช เพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณเพื่อจะเข้าไปดูรายละเอียดใน จุตูปปาตญาณ อาตมาไม่มีปัญหาในเรื่องอาสวักขยญาณเพราะหมดอาสวะแล้ว แต่ว่าเอามาเก็บรายละเอียดในเรื่องของการเกิดการดับ การนอนหลับก็ต้องหลับตา อาศัยการนอนหลับ บางทีมันปรุงเพลินไม่ค่อยหลับเราก็ต้องหยุดให้มันนอนหลับ ต้องอย่างนั้นนะ ก็ต้องรู้จักพักรู้จักเพียร เราไม่พักอยู่ (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป เราไม่เพียรอยู่ (อนายูหัง) เท่ากับพักหรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว (โอฆมตรินติ)
เมื่อใดเรายังพักอยู่ (สันติฏฺฐามิ) เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ (อายูหามิ) เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ (พตปฎ. เล่ม 15 ข้อ 2)
ทำการเตวิชโชก็เหมือนการลงบัญชีว่าเราจบหรือยัง อาสวะสิ้นหรือยังแน่นะๆ สั่งสมอดีต ในทุกปัจจุบันเราก็ทำได้ไม่เพี้ยนเปลี่ยนแปลง สัมผัสอะไรกิเลสก็ไม่เกิดขึ้นเลย (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) คุณก็จะรู้ตัวจะเข้าใจ 620216_เทศน์ทวช.งานพุทธาฯครั้งที่ 43 บ้านราชฯ เรื่อง เทวฺครองโลก ตอนที่ 2