เพลง เพ้ออะไร.docx

โฟลเดอร์เนื้อเพลงพ่อครู เพลงพ่อครู
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.14 KB
วันที่แก้ไข15 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

เพลง เพ้ออะไร

เฝ้าแต่วอนหวังวอนวาดสวรรค์ เฝ้าแต่ฝัน แล้วก็คอย-แล้วก็คอย-แล้วก็คอย ว่าจะสูง ว่าจะดี เลิศลอย แต่ไม่สอย เพ้อคอยดังถูกสิง หลงจริงยิ่งหนอ เฝ้าแต่คอยคิดคอยคาดแต่ผล ไม่ฝึกฝน เฝ้าแต่รอ-เฝ้าแต่รอ-เฝ้าแต่รอ ไม่หัดฝืน ไม่หัดทน ได้แต่หงอ เฝ้าแต่ขอ รอแต่ใคร-ช่วยที-ช่วยที เกิดเป็นคนแสนจนก็บ่นซ้ำ กิจไม่ทำ หิวโซก็โทษผี ส่วนคนทำแล้วทำไม่ได้ไม่ดี แต่ไม่มีหันกลับมาดูที่ตัว เฝ้าแต่เพ้อเผลอไปไม่เฉลียว เที่ยวตู่เขา เฝ้าแต่เมา-หลงแค่เรา-เฝ้าแต่มัว กูเชื่อกู เป็นอัตตา ฝ่าสลัว ไม่เงยหัว กลัวแต่ตัวยึดอัตตา-เลยหลงอัตตา-ยึดอัตตา เรื่องรวยจนนั้นคนจงอย่าเขลา หนักต้องเอา เนื้อจริงต้องยิ่งศึกษา ส่วนคนดีแล้วดี อย่าบ้าอัตตา ซึ่งจะพาเหิมใหญ่ ไม่พาให้ดี เฝ้าแต่เพ้อสอนคนจนฉิบหาย แทบจะสาย ช้าต้องตาย-ถึงต้องตี-ถึงต้องตี กูเชื่อกู กูแน่พอ นั่นแหละผี แบกศักดิ์ศรี มีอัตตา บ้าอะไร-ตัวหลงอะไร-เพ้ออะไร.

เพลง“เพ้ออะไร”นี้เป็นเพลงที่แต่งคำร้องขึ้นใหม่ ทำนองเดียวกันกับเพลง“กระต่ายเพ้อ” ที่อาตมาแต่งไว้ ตั้งแต่ ๑๘ ต.ค. ๒๕๑๒ อัดเสียงครั้งแรก สาธิยา ศิลาเกษ ขับร้อง มี ปราจีณ ทรงเผ่าเรียบเรียงเสียงประสาน ทำดนตรี อยู่ในอัลบั้มและแผ่นเสียงลองเพล์ ชุด“ฝ่าฟ้าสังคมฝัน” วางตลาด ธ.ค. ๒๕๓๐ ต่อมาก็มีอีกหลายเวอร์ชั่น ซึ่งเพลง“เพ้ออะไร”นั้น ก็ไม่ใช่เพลงที่จัดอยู่ในพวก“ ราคะ” แต่อย่างใด เป็นเพลงที่จัดว่า มีเนื้อหาชี้ชัดเลยขีด “สาระ”แท้ เข้าขั้น“ธรรมะ”ชั้นสูงคือ โลกุตระเอาด้วยซ้ำ เพราะ เป็นเพลงที่แจกแจงเข้าขั้นสอนให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงถึงความมี “อัตตา”ตัวตนกันทีเดียว จึงเป็นเพลง“ธรรม”ที่บ่งบอกให้รู้ ชีวิต ว่า ชีวิตคนเรานั้นหากมีแต่“เพ้อ”หลงกันอยู่ ไ

อ่านต่อ

ม่ศึกษาหา“ความจริง”ก็จะอวิชชา โง่อยู่ตลอดกัปป์กัลป์ แล้วก็คอย คอย คอยให้ฟ้าช่วย เทวดาช่วย พระเจ้าช่วย โดยเฉพาะไม่ว่า“เทฺวนิยม” ไม่ว่า“อเทฺวนิยม”ที่มิจฉาทิฏฐิอยู่ ก็จะ“หลงสวรรค์” ที่เป็นเรื่องลมๆ แล้งๆกันหนัก “สวรรค์ที่งมงายอยู่กับอบายมุข-สวรรค์ที่งมจมอยู่กับกาม-สวรรค์ที่เห่อบ้าอยู่กับยศศักดิ์อำนาจ-สุดท้ายสวรรค์เก๊ๆเท็จๆ อยู่กับ“สุขัลลิกะ”อันชื่อ ว่า“ภพเก๊-ภพเท็จ”แท้ๆ ไม่โงไม่เงยหูหัวกันบ้างเลย เมืองไทยเป็น“เมืองพุทธ”บูชาเคารพพระพุทธเจ้า กันสุดเกล้าสุดเศียร แต่ก็ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“สารสัจจะ”ของพระพุทธเจ้าอันเป็น“ศาสดาโลกุตระ”พระองค์เดียวแท้ๆในโลก แล้วช่วยส่งเสริม“โลกุตระ”กันให้เจริญเป็นประโยชน์ต่อสังคม กลับไปงมโข่งมุ่นเมาอยู่แต่กับความเป็น“อบายมุข-กามราคะ” หาสารธรรมที่เป็นโลกุตระกันไม่ได้เลย โดยเฉพาะ นักแต่งเพลงเอง นักร้อง นักดนตรี นักเต้นนักดีดอยู่ในวงการเพลงดนตรีทั้งนั้น ก็ยังงมงายอยู่กับ “อบายมุข”ก็ไม่รู้ตัวว่านั่นคือ “อบายมุข” เละเทะอยู่กับกามกับราคะ ก็ไม่รู้ตัวว่านั่นคือ“กาม”คือ“ราคะ”ที่ควรเพลาควรช่วยกันลดละ แม้แต่สยบตกเป็นทาสของอำนาจยศศักดิ์ที่อยากได้กันนักหนา ก็ไม่รู้ตัวว่านั่นคือ “โลกธรรม”อันควรรู้ตัว ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มี“โลกุตรธรรม” ยุคนี้ไม่ประสีประสากับ“โลกุตรธรรม”กันแล้ว จึงไม่ต้องพูดกันหรอกว่า“สุข”คือ ภพ-ชาติ คือ ของเก๊ ที่ผู้อวิชชาจมอยู่กับสุขกับสวรรค์ไม่มีสิ้นสุด จึงถอดถอนตนจากสุขจากสวรรค์ไม่ได้ สุดท้าย จึงมีแต่เพลงที่เป็น“อบายมุข”บ้าๆบอๆไม่รู้ตัว และเพลงรักๆใคร่ๆเต็มสังคมหยำฉ่ากันอยู่ไม่รู้สึกรู้สา เพลง“เพ้ออะไร”นี้เจตนาเตือนคน-เตือนครู ก็ลองฟังดู ทุกวันนี้ก็ยังหาฟังจากยูทูปหรือกูเกิล ได้อยู่ ขออภัยมากๆยิ่งๆที่พูดสอนยกตัวเองยิ่งใหญ่เหลือเกิน • สมณะโพธิรักษ์ • (๖ ต.ค. ๖๑) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๔๑ พ.ค. ๖๑ ครั้งที่ ๙๗]

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน