เพลง เก็บดอกหญ้ามาฝาก _ _.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลง เก็บดอกหญ้ามาฝาก จะเก็บดอกหญ้ามาฝาก ก็เกรงคิดมากเพราะไร้ค่า คงเผินเมินไปไม่ศรัทธา เถอะ...มาจะแถลงให้แจ้งใจ เห็นเพียงดอกหญ้าอย่าเดียดฉันท์ ด้วยค่านั้นสื่อความจริงยิ่งใหญ่ ชี้ว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไร กอบโกยคว้าไขว่สิ่งใดกัน แท้ชีวิตนิดน้อยด้อยภาระ เรียบง่ายสมถะ สละ ขยัน มีมากก็เอื้ออวยช่วยแบ่งปัน ใช่ติดพันสมบัติบ้าผูกขาตรึง จึงเก็บดอกหญ้ามาฝาก ซึ่งมีค่ามากด้วยฤทธิ์ความคิดถึง แม้เข้าใจเพียงน้อยคงพลอยซึ้ง แอบทึ่งคุณค่าหญ้าริมทาง ‘เป็นบทกลอนของอิสรา(น้อมคำ) ที่ร่ายคำนำธรรมชาติจากดินดอนดอกหญ้า มาให้ความหมายสื่อได้งดงามกินใจดีมาก จึงนำมาแต่งทำนองใส่ ตั้งแต่ ๓๐ เม.ย. ๒๕๓๖ เสร็จ เมื่อ ๔ พ.ค. ๒๕๓๖ แล้วให้ปฏิพล เหมวรานนท์ arrange เวอร์ชั่นแรกให้ วัชราภรณ์ สุขสวัสดิ์ ขับร้อง ในอัลบั้มเก็บดอกหญ้ามาฝาก เมื่อ ธ.ค. ๒๕๓๖ ซึ่งเนื้อหาในภาษากวีนั้นอิสราได้ใช้ปฏิภาณปัญญาสื่อขยายเรียงคำให้เห็นถึง ความเล็กความน้อยของสรรพสิ่งในโลก ก็มีคุณค่ายิ่งใหญ่อยู่แท้ ถ้าแม้นคนผู้ไม่หลงมัวเมาไปกับโลกธรรม ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-กามคุณ ๕-อัตตา ๓ จนเกินการ ก็จะมองเห็นคุณค่าที่วิเศษ เป็นอุตริมนุสธรรมจริงๆ ว่า ชีวิตคนนั้นน้อยนักจริงๆ เกิดมาแล้วชั่วระยะหนึ่งก็ต้องตายไป ชีวิตจึงเท่ากับขณะเกิดอยู่-และตายลง(เฉลี่ยแล้วอย่างมากไม่เกินร้อยปี) ก็จบ ชีวิตจริงๆ ผ่านไปหนึ่งชาติ ฉะนั้นในช่วงเวลาของชาติที่เป็นชีวิต ถ้าขืนโง่งมอยู่กับความโลภ ใช้เวลาช่วงนั้นเอาแต่โลภกอบโกยลาภยศสรรเสริญหรือกามคุณ ๕ อัตตา ๓ แย่งชิงผู้อื่น เอาเปรียบผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ถึงขั้นทำร้ายผู้อื่น ซึ่งการกระทำ ดังกล่าวมานั้นๆนั่นแหละล้วนเป็นวิบากบาปที่คนผู้ทำแล้ววิบากที่ทำเป็นของตนทั้งนั้น(กัมมัสสกะ) และเป็นมรดกของตนแท้ๆที่ตนต้องเป็นทายาทบาปของตน(กัมมทายาท) ใ
อ่านต่อ
ครจะไม่เอาก็ไม่ได้ ตนทำกรรมบาป-กรรมชั่วต้องเกิดมามีชีวิตที่ต้องรับบาปที่ตนทำนั่นแหละแน่แท้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไม่หยุดทำกรรมชั่ว วิบากบาปก็ตามเล่นงานอยู่ตราบนั้น จริงๆ ไม่หยุดหย่อน ถ้าแม้นผู้ใดไม่รู้ว่าแท้ชีวิตนิดน้อยด้อยภาระ -เรียบง่ายสมถะ สละ ขยัน -มีมากก็เอื้ออวยช่วยแบ่งปัน -ใช่ติดพันสมบัติบ้าผูกขาตรึง อย่าหลงไปกับสุขเท็จ(สุขัลลิกะ)กันเลย หากใครยังหลงมักมากอยู่กับลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุข ก็คงต้องมีชีวิตวนเวียนตกนรกทุกข์ร้อนอยู่ในชาติตราบนั้นที่ต้องมีชาติ ชีวิตไม่ใช่ชาติเดียวนะ...จะบอกให้ แม้ที่มาเกิดเป็นคนก็ชาติที่มีทุกข์จริง(อริยสัจ) มีสุขเท็จ(สุขัลลิกะ) ตายไปก็ยังเป็นชาติอยู่ และเป็นชาติแท้ที่ต้องตกนรกจริง จริงยิ่งกว่าในขณะได้ร่างเป็นคน เพราะในร่างที่เป็นคนมันมีของหยาบ(โอฬาริก)ที่หลอกตนด้วยวัตถุและรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็หลงว่ามีสุขไปกับลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข เมื่อไม่มีวัตถุลาภยศสรรเสริญสุขนั้น นั่นแหละคือตัวนรกสดๆที่แท้จริงที่สุดที่วิญญาณทุกวิญญาณต้องรับจริง. สมณะโพธิรักษ์ ๕ พ.ค. ๒๕๕๘