เพลง เกิดดับ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลง เกิดดับ
เมื่อเกิดมามีชีวิตย่อมผิดหวัง เมื่อมีตั้งก็มีล้มล่มสลาย เมื่อมีเกิดทั้งทีก็มีตาย เมื่อมีหลายก็มีลดเป็นบทเรียน เหมือนน้ำขึ้นน้ำลงปลงเสียเถิด เหมือนความเกิดความดับกลับแปรเปลี่ยน เหมือนสว่างและมืดมนวกวนเวียน ไม่เสถียรสถาพรแม้ตอนตาย. เดิมกวีกานท์“เกิดดับ”บทนี้“ท่านจันทร์”เขียนเอาไว้ อาตมาพบเข้าจึงนำมาใส่ทำนอง เริ่มแต่งตั้งแต่ ๖ พ.ค. ๒๕๓๖ และก็เสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง แล้วให้ ปฏิพล เหมวรานันท์ แยกเสียงประสาน อัดเสียงครั้งแรกก็ให้ “รอยใจ ประดับดิน(กุ้ง) ผู้เป็นน้องสาวของ“ปู”(เพียงดาว ประดับดิน) เป็นผู้ขับร้องเป็นคนแรก ในเวอร์ชั่นแรก บทเพลง“เกิดดับ”นี้รวมอยู่ในอัลบั้มและแผ่นเสียง ลองเพล์ ชุด“เก็บดอกหญ้ามาฝาก” วางตลาด ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ทุกวันนี้ก็ยังหาฟังจากยูทูปหรือกูเกิล ได้อยู่ สำหรับเนื้อหาสาระของเพลงนั้น เป็นเรื่องของผู้มอง สัจธรรมของสัตวโลก แล้วก็นำมาร้อยกรองขึ้นเป็นบทกวี เตือนใจคนทั้งหลาย ซึ่ง“การเกิดดับ”นั้น แม้คนทุกคนพอรู้ กันเป็นสามัญ แต่ปุถุชนคนโลกียะทั้งหลาย ก็ผิวเผินกัน มากกับ“ความเกิดดับ”ของสัตวโลก หรือของตนๆ ซึ่ง โลกุตรธรรมของ“ความเกิดดับ”นั้นหากศึกษากันให้ลึกซึ้ง ลงไปถึงขั้น“ปรมัตถธรรม” ผู้มีภูมิรู้อาริยะ จะสามารถ “รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ทั้ง“ความเกิด”และ“ความดับ”อันปรากฏ อาการเป็น“ความเกิด”ของกิเลสในจิตได้จริง และสามารถ ทำ“ความดับกิเลส”นั้่นๆหมดสิ้นสำเร็จเด็ดขาดแท้ “ความเกิดดับ”จึงไม่ใช่เพียงเป็นเรื่องของ“สมมุติสัจจะ”ที่จะรู้กันไปเพียงเป็นตรรกะ หรือปรัชญากันอยู่เท่านั้น แต่เป็น“ปรมัตถธรรม”ที่ชาวพุทธควรจะศึกษาปฏิบัติให้บรรลุธรรมขั้น“เห็นความเกิดของกิเลส”ได้จริง อันเป็น“เหตุอาริยสัจ” ที่ทำให้คนต้องมี“ทุกข์”และพาเราเสื่อมต่ำอยู่ตลอดนา
อ่านต่อ
นับกัปป์กาล ไม่สร่างซาลงได้ ถ้ายิ่งไม่รู้ คือ อวิชชา ก็จะยิ่ง“ตกต่ำ”ชนิดที่ไม่สามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน”ซึ่งมันทำหน้าที่ปฏินิสสัคคะ(หมุนรอบเชิงซ้อน)อยู่ชนิดที่ลึกซึ้งยิ่งเป็นคัมภีราอยู่จริงๆ ก็จะมีแต่หลงระเริงอยู่กับ“สุขเท็จ(สุขัลลิกะ)” อันเป็น“เวทนาเก๊”ที่ปุถุชนคนโลกีย์ทั้งหลาย“ติดยึด”ชนิดที่เป็น“ทาสผู้ปล่อยไม่ไป” หลง“สวรรค์”ที่ปุถุชนไม่สามารถว่ามันเป็น“ของเก๊”แท้ๆอยู่นั่นแล้ว จึงต้องเสพ“สวรรค์” จึงมี“นรก”เป็นคู่อยู่อย่างไม่มีจบสิ้นลงได้ เพราะยังไม่สามารถเรียนรู้สัทธรรมและปฏิบัติจนกระทั่ง“ไม่มีสวรรค์-ไม่มีนรก”เป็นผู้“ดับสวรรค์-ดับนรก” สิ้นสุขสิ้นทุกข์ สิ้นบุญสิ้นบาป(ปุญญปาปปริกฺขีโณ)ได้จริงเป็น“อาริยสัจจะ”กัน ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้อย่างเป็นจริง ศาสนาพุทธสามารถพาคนหมดสิ้นนรก ไม่ต้องมีสวรรค์ได้จริง แต่ทุกวันนี้“ปรมัตถธรรม”ที่เป็น“โลกุตระ”ดังกล่าวนี้ ชาวพุทธแม้แต่นักบวชภิกษุหรือผู้ศึกษาศาสนาพุทธได้หลงผิดเพี้ยนไปจนเกือบจะนำเอา“อาริยธรรมโลกุตระ” กลับฟื้นคืนมาไม่ได้กันแล้ว แต่อาตมาก็จะไม่ท้อถอย และยังไม่หมดหวังที่จะพยายามนำ“อาริยธรรมที่เป็นโลกุตระ”กลับฟื้นคืนมาสู่ ความเป็นเนื้อแท้ของพุทธศาสนาให้ได้ ทุกวันนี้ก็มี“ผล”บ้างแล้ว ศาสนาพุทธยังไม่สูญสิ้นสารสัจจะอันเป็นโลกุตระของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ผู้มี“ดวงตาแห่งธรรม”จะสามารถรู้เห็นเป็นจริงแน่แท้. ï ¡≥–‚æ∏‘√—°…Ï ï (๑ พ.ค. ๖๑) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๓๕ มิ.ย. ๖๑ ครั้งที่ ๙๒]