เพลง มาร์ชศิลปกรรมนำชาติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลง มาร์ชศิลปกรรมนำชาติ
[• สร้อยของเพลง] ศิลป์-ศิลป์-ศิลปกรรม นำชนให้รุ่งเรืองประเทืองบรรเจิดล้ำ ผลของศิลปกรรม จะนำประเทศชูดำรูฟูเฟื่องไกล [• เนื้อร้อง บท ๑] “อันชาติใดไร้ช่างชำนาญศิลป์ เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า ใครๆเห็น ไม่เป็นที่จำเริญตา เขาจะพากันเย้ยให้อับอาย” ....[ร้องซ้ำเนื้อร้องบท ๑ อีกเที่ยว].... [• เนื้อร้อง บท ๒] “ศิลปกรรมนำใจให้สร่างโศก ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกให้เหือดหาย จำเริญตาทั้งพาใจให้สบาย อีกร่างกายก็จะพลอยสุขสราญ” ....[ร้องซ้ำเนื้อร้อง บท ๒ นี้อีกเที่ยว].... [• สร้อยของเพลง] ศิลป์-ศิลป์-ศิลปกรรม นำชนให้รุ่งเรืองประเทืองบรรเจิดล้ำ ผลของศิลปกรรม จะนำประเทศชูดำรูฟูเฟื่องไกล [• เนื้อร้อง บท ๓] “ใครดูถูกผู้ชำนาญในการช่าง ความคิดขวางเฉไฉไม่เข้าเรื่อง เหมือคนป่าคนไพรไม่รุ่งเรือง จะพูดด้วยนั้นก็เปลืองซึ่งวาจา เราช่วยช่างเหมือนอย่างช่วยบ้านเมือง ให้ประเทืองประเทศไทยอันไพศาล สมเป็นเมืองใหญ่โตมโหฬาร พอไม่อายเพื่อนบ้านจึ่งจะดี” ....[ร้องซ้ำเนื้อร้อง บท ๓ นี้อีกเที่ยว].... กวีบทนี้เป็น“พระราชนิพนธ์ ร. ๖” อาตมาได้น้อม อัญเชิญมาใส่ทำนอง เมื่อ ๑๓ ก.ค. ๒๔๙๗ เสร็จ ๓ ส.ค. ๒๔๙๗ และอาตมาได้น้อมเกล้าขอเสริม“สร้อยเพลง”คือ “ศิลป์-ศิลป์-ศิลปกรรม นำชนให้รุ่งเรืองประเทืองบรรเจิดล้ำ ผลของศิลปกรรม จะนำประเทศชูดำรูฟูเฟื่องไกล” เพิ่มขึ้นตามแบบแผนของเพลงมาร์ชเพื่อให้บริบูรณ์ แล้วนำมาบรรเลงขับร้องกันในโรงเรียนเพาะช่างยุคที่อาตมาเรียนอยู่ ตอนนั้นอาตมาเพิ่งเรียนอยู่ชั้นปีที่ ๒ คณะวิจิตรศิลป์ ของโรงเรียนเพาะช่างนี้เท่านั้น และก็ประสงค์ว่าน่าจะเป็นเพลงที่ใช้กัน ในวงการศิลปะศิลปินทั้งหลาย โดยเฉพาะชาวเพาะช่าง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ไม่รู้ว่า จะใ
อ่านต่อ
ช้กันอยู่หรือไม่ เพลงนี้ไม่ได้ทั้งบันทึกลงในแผ่นเสียงหรือทั้งในอัลบั้มใดเลย ตอนนั้นก็บันทึกกันใส่เท็ปพลาสติกรีลใหญ่ๆเทอะๆทะๆในยุคนั้นเท่านั้น ยังไม่มีเท็ปเล็กๆกระทัดรัดแบบอัลบั้มคัสเซ็ทด้วยซ้ำ โดยมีครูสง่า ทองธัช เป็นผู้แยกเสียงประสาน และเป็นผู้คุมวงดนตรีบรรเลง ป่านนี้ก็คงจะไม่หลงเหลืออยู่ในที่ไหนๆแล้วมั้ง เพราะยังไม่ใช่ยุคที่มีเครื่องมือเท็คโนโลยี่รุ่งเรืองเฟื่องฟูกันที่เก็บไว้ได้ยืนนาน สะดวกยิ่งจะนำมาใช้เมื่อใดก็ได้เสมออย่างสมัยนี้ คำว่า “ศิลปะ”นี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เอตัมมังคล มุตตมัง” เป็น“มงคลอันอุดม”กันทีเดียวนะ “อุตตม”นี้เป็นภาษาบาลีหรือในภาษาไทยคือ“อุดม” เป็นคำที่มีความหมาย สูงส่ง เลิศ “อยู่เหนือโลก” แต่นั่นแหละ ผู้มีภูมิ“โลกุตระ”จะเกิดความรู้ชัดเจนใน“ความรู้สึก” หรือ “เวทนา” นี่แหละตัวดีนักที่มันหลงยึดมั่นถือมั่น“ความรู้สึก” ว่าเป็น“ความจริง” จึงพาอารมณ์ปั่นป่วนไปกับ“ความไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตน”วนวุ่นเจ็บปวดรวดร้าว สุขสวรรค์ฝันเพ้อไปตามตัณหาอุปาทาน จมอยู่กับภพชาติ ด้วยอวิชชาตามสามัญของปุถุชนคนโลกีย์ทั้งหลายในโลก ศาสนาต่างๆมากมายที่ยังเป็น“เทฺวนิยม”อยู่ยังไม่มี “โลกุตรธรรม” ก็จะไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความรู้สึก” ได้ละเอียดลออเพราะยังอวิชชา ไม่สามารถจัดการกับ“ความรู้สึก”หรือ“เวทนา”ตนเองได้ เป็นปรมัตถธรรมสัมฤทธิ์แท้ เพราะไม่มีวิชาการหรือทฤษฎีอันเป็นวิธีปฏิบัติเพื่อจัดการกับ“เวทนา”หรือ“ความรู้สึก”ของตนเองได้ชนิดที่“อยู่เหนือ(อุตตระ)”จิต-เจตสิก-รูป-นิพพานถึงขั้นทำนิพพานให้ตนเองสำเร็จจริงแท้ นั่นคือ“ไม่สุข-ไม่มีทุกข์”ในจิต แม้คนในยุคใหม่สมัยนี้ จะเฟื่องฟูด้วย“ความรู้และวิทยาการ”มากมายสุดยอดมี“ความเฉลียวฉลาด”มากขึ้น เท่าใดๆ มันก็เป็นแบบโลกีย์อยู่อย่างเดิม จึงยังคงหลง“ความรู้สึกสุข-รู้สึกทุกข์” จะเป็นผู้หมด“ความรู้สึกสุข-ทุกข์”ไป อย่างเด็ดขาดสิ้นเกลี้ยงจากจิตตนนิรันดรไม่ได้เด็ดขาด เพราะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ในความเป็น“เวทนา”หรือ “ความรู้สึก”โดย“สัมผัสความจริง”นี้แท้ๆในปัจจุบันกันหลัดๆ ก็ปฏิบัติจัดการกับ“เวทนา”จริงๆในปัจจุบันนั้นๆไม่ได้ จึงหมดสิ้น“ความรู้สึก”ที่สุข-ที่ทุกข์ ไม่ได้ตลอดกาล เพราะไม่สามารถมี“ความรู้”ที่เป็น“โลกุตรสัจจะ” ก็ยังคงถูก“ความรู้สึก”หรือ“เวทนา”ที่สุขที่ทุกข์เล่นงานหนักหนาสาหัสอยู่นั่นเอง แม้จะมากไปด้วยความฉลาดทางวิทยาศาสตร์ วาทกรรมทางตรรกะ ทั้งมีอาวุธที่มาจากวัตถุ ทั้งอาวุธที่มาจากจิต ก็เป็นความเฉลียวฉลาดมากขึ้นแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้พากันลดความทุกข์-ความสุข ลงไปไม่ได้เล่า! ยังต้องถูกความทุกข์ที่เป็น“ความรู้สึก”ซึ่งภาษาบาลีว่า“เวทนา”นี่แหละเล่นงานเอาอยู่ไม่จบ ไม่หมดสิ้น“ความรู้สึกทุกข์-ความรู้สึกสุข”ลงสนิทเด็ดขาดยั่งยืนนิรันดรกันแท้ ก็ตอบได้ว่า ความฉลาดมันยังวนอยู่ในกรอบของความเป็น“โลกียะ” ยังไม่มีความฉลาดอื่นคือ“ปัญญา”ที่เป็น“โลกุตระ” จึงยังอยู่ในวงวน(cycric)ของ“สุข-ทุกข์”อันเป็น“คู่หู” ถาวรนิรันดร เพราะไม่สามารถแยกแยะ“เทฺว”ได้ จึงยังยึดมั่น จมอยู่กับความเป็น“เทฺว”แม้แค่ทำความเป็น“๑”ลงชั่วครั้ง คราก็ไม่ได้ เพราะตีไม่แตกแยกแยะ“เทฺว”ไม่เป็น ซึ่งก็เนื่องมาจากไม่มีความรู้ใน“เวทนา” ที่เป็นกระบวนการ“เวทนา ๑๐๘” ตามทฤษฎีของศาสนาพุทธ แล้วทำให้สำเร็จเป็น“๑”ที่สุดเป็น“๐”ไม่ได้ “ความรู้สึก”หรือ“เวทนา”นี้ จึงสำคัญที่สุด มีศาสนาพุทธศาสนาเดียวเท่านั้นในโลกที่สามารถ“ดับเทฺว”หรือ“ดับคู่หู”สำคัญ คือ“ความสุข-ความทุกข์”ในจิตตนให้สิ้นสูญสนิทไปจากจิตเป็น“อุเบกขาเวทนา”ได้ทั้ง ๒ อาการสมบูรณ์แบบที่สุด เป็น“อทุกขมสุข”ซึ่งมี“อุเบกขา ๕”ในจิตถาวรยั่งยืนนิรันดร จึงชื่อว่า ผู้มี“ศิลปะเป็นมงคลอันอุดม”ได้สูงสุดจริง ในศาสนา“อเทฺวนิยม”คือ “ไม่มีเทฺว“กันสำเร็จจริงๆ ï ¡≥–‚æ∏‘√—°…Ï ï (๑๓ มิ.ย. ๖๒) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๔๘ ก.ค. ๖๒ ครั้งที่ ๑๐๕]