เพลง ปลอบฟ้า.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลง ปลอบฟ้า
ฝนพรำฉ่ำพื้นสะอื้นโศก ชโลมโลกนองน้ำตาหล้าไหล ฟ้าเอยเจ้าผิดหวังหรืออย่างไร จึงร้องไห้หลั่งน้ำตาเมื่อราตรี คงไร้ดาวไร้เดือนเป็นเพื่อนคิด จึงมืดมิดมัวหมองไม่ผ่องศรี รออรุณเบิกหล้าไม่ช้านี้ ก็จะมีแสงทองผ่องอำไพ ฟ้าเอยเจ้ามีอะไรที่ไหนเล่า ช่วยเจ้าให้สุขสมทุกสมัย ที่ให้พึ่งหนึ่งนั้นท่านผู้ใด จะมีใครไหนเล่าก็เจ้าเอง ปลงใจเถิดหนาอย่าร้องไห้ อย่ารอใครชื่นชมหรือข่มเหง วิสัยโลกโศกสะอื้นและครื้นเครง เป็นบทเพลงธรรมดานะฟ้าเอย. กวีบทนี้ของ“ท่านจันทร์”เขียนไว้อีกบทหนึ่งที่อาตมา นำมาใส่ทำนอง เมื่อ ๗ พ.ค. ๒๕๓๖ และก็เสร็จภายใน ไม่กี่ชั่วโมง แล้วให้ ปฏิพล เหมวรานันท์ แยกเสียงประสาน อัดเสียงครั้งแรกก็ให้“เพียงดาว ประดับดิน(ปูหรือ ดร.กันยารัตน์ กุยสุวรรณ แชมป์นักร้องสยามกลการ) ขับร้องเป็นคนแรก ในเวอร์ชั่นแรก บทเพลง“ปลอบฟ้า”นี้รวมอยู่ในอัลบั้มและแผ่นเสียง ลองเพล์ ชุด“เก็บดอกหญ้ามาฝาก” วางตลาด ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ทุกวันนี้ก็ยังหาฟังจากยูทูปหรือกูเกิล ได้อยู่ เนื้อหาสาระของเพลงนี้ ก็รำพี้รำพันโดยผู้ประพันธ์ จับเอาพฤติบทของธรรมชาติลีลาหนึ่งมาเป็นองค์ประกอบ เรื่อง แล้วใช้ปฏิภาณกวีฉีกชี้สัจธรรมในสังสารวัฏฏ์ โดย ร้อยกรองขึ้นเป็นกลอนแปด ให้ผู้อ่านที่ได้อ่าน แล้วได้คิด พินิจพจน์ ว่า อะไรๆก็เถิด ดินน้ำลมไฟ ฝนฟ้า หล้าโลก มันก็มีบทบาทลีลาแห่งความเป็นไปตามธรรมดา มีบทบาท หมุนวนเคลื่อนไหวไปตามพฤติแห่งลีลาของธรรมชาติแท้เป็น“บทเพลง”ปกติของฟ้า ของฝน จะเปรียบไปก็เหมือนคนผู้เศร้าผู้โศก ชโลมหน้าด้วย น้ำตานองไหลไปกับความผิดหวัง หลั่งน้ำตาเหมือนฟ้าฝน รันทดจนเศร้าสร้อยอยู่กับนิยายของโลกคือ “เสียใจ-ดีใจ” คนเอ๋ย ...เอ๋ยคน ...โอ้คน...... “พลาดรักหรือไม่สมใจแห่งตน ก็
อ่านต่อ
เศร้า โถคน..แล้วเก็บไปให้ทรมาน แต่พอสมรักหรือสมที่ตนต้องการ หวานล้ำหัวใจเบิกบานแสนเอมเปรมชื่นสุขี แม้โกรธเคียดแค้นก็ให้ดุร้าย เรื่องตายก็เป็นเรื่องเล็กทันที แต่พอชอบใจหัวใจก็ช่างดี เลิศล้ำปรานี โถ..คน ช่างเปลี่ยนแปลง โธ่! คนเอ๋ย ...เอ๋ยคน ...โอ้คน...... ปุถุชนคนโลกียะทั้งหลายก็งมหลงเป็นจริงอยู่กับ “ความเศร้า-ความสุข”ที่เป็นอุปาทานตัวร้ายฉะนี้เอง ทำให้ คนต้องร้องไห้-หัวเราะ หากศึกษากันให้ลึกซึ้งลงไปถึงขั้น “ปรมัตถธรรม” ผู้มีภูมิรู้อาริยะ จะสามารถ“รู้จักรู้แจ้งรู้จริง” ทั้ง“ความทุกข์”และ“ความสุข”อันเป็นนิยายที่เขียนบทโดย “อวิชชา”ของตนเองทั้งนั้นนี้ได้ และสามารถทำ“ความดับอวิชชา”นั้่นๆให้หมดสิ้นสำเร็จเด็ดขาดได้แท้ “ความเศร้า-ความสุข”ก็เป็นเพียงเรื่องของ“สมมุติธรรม”ที่ผู้เข้าถึง“ปรมัตถธรรม”ในพุทธศาสตร์ จะ“เลิกเศร้า-เลิกสุข”เพราะศึกษาปฏิบัติให้บรรลุธรรมขั้น“เห็นความเกิดของกิเลส”ได้จริง อันเป็น“เหตุอาริยสัจ” ที่ทำให้คนต้องมี“ทุกข์”และพาเราเสื่อมต่ำอยู่ตลอดนานับกัปป์กาล ไม่สร่างซาลงได้ ï ¡≥–‚æ∏‘√—°…Ï ï (๑๘ มิ.ย. ๖๑) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๓๖ ก.ค. ๖๑ ครั้งที่ ๙๓]