เพลง ผกาดั่งนารี.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลง ผกาดั่งนารี
• หมู่มวลดอกไม้มาลี หลายพันธุ์มากมีดูงาม สวยดีตรงสีอร่าม สวยงามตรงสีดูเด่น ผู้คนเห็นก็มักชื่นชูใจ • กลีบใบเกษรงามตา สีพาให้งามวิไล แม้นมีกลิ่นหอมยวนใจ ทั้งมีกลีบใบอร่าม จะงามมีค่าล้นเลิศมาลี • เหมือนดังนารีที่สวยสง่า เนื้อนวลงามตาผ่องเย้าฤดี เหมือนงามก็แต่เพียงสี ชูชี้เพียงงามกายา มิพาตัวเด่นไปไกล • หากงามเพรียบพร้อมความดี เหมือนมีกลิ่นยวนดวงใจ หอมอวลกลิ่นฟุ้งไปไกล โน้มใจให้หลงนิยม ชื่นชมชูเชิดล้นเลิศนารี เพลง“ผกาดั่งนารี”นี้ อาตมาแต่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ แต่งก่อนเพลง“ก่อนสิ้นแสงตะวัน”(แต่ง ๑๐ พ.ย. ๒๔๙๖)ด้วยซ้ำ ซึ่งตอนนั้นอาตมาอายุก็แค่ ๑๘ ปี ยังเป็นนักเรียนมัธยมปีที่ ๘ แผนกวิทย์ นุ่งกางเกงขาสั้นอยู่เลย สอบไม่ผ่านม. ๘ ซึ่งอาตมาตกซ้ำชั้นอีกเป็นปีที่ ๒ ในยุคพ.ศ. ๒๔๙๕ (ม. ๗ สอบปีเดียวผ่าน แต่ ม. ๘ ซ้ำซะ ๒ ปี) โดยอาตมาแต่งเนื้อร้อง ทำนองของ“พี่ตุ๋ย”(ครูสง่า ทองธัช)แต่งไว้ เอามาใส่คำร้องเป็นเพลง“ผกาดั่งนารี”นี้ แต่งเสร็จ ๔ กรกฎาคม ๒๔๙๕ ตอนนั้นอาตมาใช้นามปากกาว่า “ยุบลรัตน์”กับเพลงๆนี้ เพลงนี้อัดแผ่นเสียงเวอร์ชั่นแรก มี สุพัตรา คฤหเดช เป็นผู้ขับร้อง วงดนตรี“ประสานมิตร” ซึ่งเป็นวงดนตรีมาตรฐานที่นับว่าเป็นวงใหญ่ครบเครื่องในยุคนั้นบรรเลงครั้งนั้น พี่ตุ๋ย ชอบชื่อว่า“มาลี-นารี” แต่อาตมาชอบชื่อ“ผกาดั่งนารี” ตอนแรกที่สุพัตราขับร้องที่ออกเผยแพร่จึงมีชื่อเดิมว่า“มาลี-นารี” แต่มายุคนี้จึงเป็น“ผกาดั่งนารี” ต่อจากนั้นจะมีการนำไปอัดแผ่นเสียงหรือลงอัลบั้ม อีกกี่ครั้งจำไม่ได้ อาตมาไม่ได้บันทึกไว้ แม้นำมาอัดเสียงบรรเลงครั้งที่“เพียงดาว ประดับดิน(ดร.กัญญารัตน์ กุยสุวรรณ)”ขับร้อง ที่เปิดฟังจากยูทูปกันได้ในยุคนี้อยู่ อาตมาก็ยังตกหล่นการบันทึกไว้ด้
อ่านต่อ
วยซ้ำ เพลง“ผกาดั่งนารี”นี้ สารธรรมของเพลงก็ไม่ยากไม่เย็น เลย ที่จะรู้จะเข้าใจ ซึ่งยังเป็นแค่เพลงที่นำพาไปสู่ธรรมะที่เป็น“กุศล“กันเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นโลกุตระอันเป็น“มงคลอันอุดม”ที่เป็นอาริยธรรมกันทีเดียว แต่ก็เป็น“ธรรมะ”คือขั้นส่งเสริมกุศลธรรมแน่นอน ยังมีความหมายไม่สูงส่ง เลิศขั้น“อยู่ เหนือโลก” ทวนกระแสโลกีย์ คือ ลดกิเลสกัน แต่นั่นแหละผู้มีภูมิธรรมแม้จะแค่“โลกียะ”ก็จะเกิดความรู้ชัดเจนใน“ความมีคุณธรรม”ดังเนื้อหาเพลงนี้กันได้ ซึ่งปุถุชนทั่วไป ที่ยังจมอยู่กับภพชาติ ด้วยอวิชชาตามสามัญของปุถุชนคนโลกีย์ทั้งหลายในโลก ที่ยังเป็น “เทฺวนิยม”อยู่ ก็ยังไม่รู้กันถึง“โลกุตรธรรม” แต่เราสามารถรู้จัก รู้แจ้งรู้จริงใน“ความดี”ได้ และสามารถจัดการกับ“พฤติ”ของตนเองให้ดีได้ ทำกาย-วาจาตนให้เป็น“กุศล”แข็งขัน ตั้งอยู่ในความเป็นคนมีกุศลโลกียะกันนั้น ก็เป็นสามัญโลกียะ แม้จะยังไม่มีวิชาการหรือทฤษฎีอันเป็นวิธีปฏิบัติเพื่อจัดการกับ“สติปัฏฐาน ๔”ของตนเองจนเป็น“โพธิปักขิยธรรม ๓๗”ได้ชนิดที่เป็น“โลกุตระ ๓๗”ถึงขั้น“อยู่เหนือ(อุตตระ)”โลกียธรรมสู่นิพพานสำเร็จ ก็เป็น“โลกียกุศล” ปุถุชนและศาสนาที่ยังอยู่ในวงวน(cycric)ของ“สุข-ทุกข์” อันเป็น“คู่หู”ถาวรนิรันดร เพราะไม่สามารถแยกแยะ“เทฺว”ได้ จึงยังยึดมั่นจมอยู่กับความเป็น“เทฺว”แม้แค่ทำความเป็น“๑” ชั่วครั้งคราก็ไม่สัมมาทิฏฐิ เพราะไม่รู้ว่าต้องตีแตกแยกแยะอะไรตรงไหนของ“เทฺว”ก็ตาม ก็ควรมี“โลกียธรรม” มีศาสนาพุทธศาสนาเดียวเท่านั้นในโลกที่สามารถ“ดับเทฺว”หรือ“ดับคู่หู”สำคัญ คือ“ความสุข-ความทุกข์”ในจิตตนให้สิ้นสูญสนิทไปจากจิตเป็น“อุเบกขาเวทนา”ได้ทั้งสุข-ทั้งทุกข์ ครบทั้ง ๒ อาการสมบูรณ์แบบที่สุด เป็น“อทุกขมสุข”ซึ่งมี“อุเบกขา ๕”ในจิตถาวรยั่งยืนนิรันดร ซึ่งเป็น“มงคลอันอุดม”ได้สูงสุดจริง “ไม่มีเทฺว”กันสำเร็จจริงๆ ï ¡≥–‚æ∏‘√—°…Ï ï (๙ ก.ค. ๖๒) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๔๙ ส.ค. ๖๒ ครั้งที่ ๑๐๖]