เพลง เพียงความรู้สึก.docx

โฟลเดอร์เนื้อเพลงพ่อครู เพลงพ่อครู
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.30 KB
วันที่แก้ไข15 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

เพลง เพียงความรู้สึก

ก็เป็นแต่เพียงความรู้สึก เจ็บลึกเจ็บร้าวจะเท่าไหร่ ก็เพียงเสียงเรียกร้องของหัวใจ เกิดได้-ดับได้ ไม่จีรัง ก็เพียงเสน่หา-เสน่ห์หาย ก่อตัวแล้วมลายคลายมนต์ขลัง ก็ชีวิตทั้งชีวิตยังอนิจจัง มีหรือความหวังไม่พังภินท์ เรียนรู้ทุกกระแสที่แปรเปลี่ยน ก็เห็นแต่วนเวียนไม่จบสิ้น เบื่อหน่ายทุกข์ทนจนชาชิน จึ่งโหดหินหักหาญรานต้นรัก. กวีบทนี้ของ“อิสรา”แต่งไว้ อาตมาพบเข้า จึงนำมาใส่ทำนองเมื่อ ๓๐ เม.ย. ๒๕๓๖ เสร็จ ๓ พ.ค. ๒๕๓๖ แล้วให้ ทิพวรรณ ปิ่นภิบาล ขับร้องเป็นคนแรก ลงในอัลบั้ม “เก็บดอกหญ้ามาฝาก” ๑ พ.ย. ๒๕๓๖ ปฏิพล เหมวรานันท์ ใส่ดนตรีเสร็จ ๗ ธ.ค. ๒๕๓๖ มิกซ์เสร็จ ๑๖ ธ.ค. ๒๕๓๖ และปฏิพล เหมวรานันท์ เองนั่นแหละเป็นผู้แยกเสียงประสาน เผยแพร่วางตลาดทั้งอัลบั้มและทั้งแผ่นเสียง ก็เป็นเพลงที่นักรำพึงรำพันไปตามประสานักบิลท์ (built)อารมณ์ คำนึงพึงฝันกันไป ตามที่กำลังเป็นผู้ศึกษาหาทางที่ดีให้แก่ชีวิต ผ่านโลกีย์มาย่อมมีมีดพร้าเสน่หาบาดอารมณ์เจ็บปวดรวดร้าวเป็นธรรมชาติธรรมดา เมื่อมาพบธรรมะโลกุตระเข้า ก็สะดุดหยุดพินิจ จึงจะสามารถพิชิต“ความรู้สึก”หรือ“เวทนา”ลงได้ ว่าแท้ๆก็เพียงแต่เป็น “ความรู้สึก” เจ็บลึกเจ็บร้าวจะเท่าไหร่ ก็เพียงเสียงเรียกร้องของหัวใจ เกิดได้-ดับได้ไม่จีรัง กันจริงๆ ผู้มีภูมิ“โลกุตระ”จะเกิดความรู้ชัดเจนใน“ความรู้สึก” หรือ“เวทนา”นี่แหละตัวดีนักที่มันหลงยึดมั่นถือมั่น“ความรู้สึก”ว่าเป็น“ความจริง” จึงพาอารมณ์ปั่นป่วนไปกับ“ความไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตน”วนวุ่นเจ็บปวดรวดร้าว สุขสวรรค์ฝันเพ้อไปตามตัณหาอุปาทาน จมอยู่กับภพชาติ ด้วยอวิชชาตามสามัญของปุถุชนคนโลกีย์ทั้งหลายในโลก ศาสนาต่างๆมากมายที่ยังเป็น“เทฺวนิยม”อยู่ยังไม่มี “โลกุตรธรรม” ก็จะไม่ส

อ่านต่อ

ามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“ความรัก” ได้ละเอียดลออเพราะยังอวิชชา จึงโง่เง่ากับมันหัวปักหัวปำ ไม่สามารถจัดการกับ“ความรู้สึก”หรือ“เวทนา”ตนเองได้ เพราะไม่มีวิชาการหรือทฤษฎีอันเป็นวิธีปฏิบัติเพื่อจัดการกับ“เวทนา”หรือ“ความรู้สึก”ของตนเองได้ชนิดที่“อยู่เหนือ(อุตตระ)”จิต-เจตสิก-รูป-นิพพานถึงขั้นทำนิพพานให้ตนเองสำเร็จจริงแท้ นั่นคือ“ไม่สุข-ไม่มีทุกข์”ในจิต แม้คนในยุคใหม่สมัยนี้ จะเฟื่องฟูด้วย“ความรู้และวิทยาการ”มากมายสุดยอดมี“ความเฉลียวฉลาด”มากขึ้น เท่าใดๆ มันก็เป็นแบบโลกีย์อยู่อย่างเดิม จึงยังคงมี“ความรู้สึกสุข-รู้สึกทุกข์” จะเป็นผู้หมด“ความรู้สึกสุข-ทุกข์”ไป อย่างเด็ดขาดสิ้นเกลี้ยงจากจิตตนนิรันดรไม่ได้เด็ดขาด เพราะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ในความเป็น“เวทนา”หรือ “ความรู้สึก”โดย“สัมผัสความจริง”นี้แท้ๆในปัจจุบันกันหลัดๆ ก็ปฏิบัติจัดการกับ“เวทนา”จริงๆในปัจจุบันนั้นๆไม่ได้ จึงหมดสิ้น“ความรู้สึก”ที่สุข-ที่ทุกข์ ไม่ได้ตลอดกาล เพราะไม่สามารถมี“ความรู้”ที่เป็น“โลกุตรสัจจะ” ก็ยังคงถูก“ความรู้สึก”หรือ“เวทนา”ที่สุขที่ทุกข์เล่นงานหนักหนาสาหัสอยู่นั่นเอง แม้จะมากไปด้วยความฉลาดทางวาทกรรมทางตรรกะ ทั้งมีอาวุธที่มาจากวัตถุ ทั้งอาวุธที่มาจากจิต ก็เป็นความเฉลียวฉลาดมากขึ้นแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้พากันลดความทุกข์-ความสุข ลงไปไม่ได้เล่า! ยังต้องถูกความทุกข์ที่เป็น“ความรู้สึก”ซึ่งภาษาบาลีว่า“เวทนา”นี่แหละเล่นงานเอาอยู่ไม่จบ ไม่หมดสิ้น“ความรู้สึกทุกข์-ความรู้สึกสุข”ลงสนิทเด็ดขาดยั่งยืนนิรันดรกันแท้ ก็ตอบได้ว่า ความฉลาดมันยังวนอยู่ในกรอบของความเป็น“โลกียะ” ยังหาทางอออกจากวงวนของ“โลกียะ”ไม่ได้ จึงยังอยู่ในวงวน(cycric)ที่หลุดพ้นออกไปจาก“สุข- ทุกข์”อันเป็น“คู่หู”ถาวร เพราะไม่สามารถแยกแยะ“เทฺว”ได้ จึงยังยึดมั่นจมอยู่กับความเป็น“เทฺว”แม้แค่ทำความเป็น“๑” ลงชั่วครั้งคราก็ไม่ได้ ตีไม่แตกแยกแยะ“เทฺว”ไม่เป็น นั่นก็เพราะไม่มีความรู้ใน“เวทนา” ที่เป็นกระบวนการ “เวทนา ๑๐๘” ตามทฤษฎีของศาสนาพุทธ แล้วทำให้สำเร็จเป็น“๑”ที่สุดเป็น“๐”ไม่ได้ “ความรู้สึก”หรือ“เวทนา”นี้ จึงสำคัญที่สุด มีศาสนาพุทธศาสนาเดียวเท่านั้นในโลกที่สามารถ“ดับคู่หู”สำคัญ คือ“ความสุข-ความทุกข์”ในจิตตนให้สิ้นสูญสนิทไปจากจิตเป็น“อุเบกขาเวทนา”ได้ทั้ง ๒ อาการสมบูรณ์แบบที่สุด เป็น“อทุกขมสุข” มี“อุเบกขา”ในจิตถาวรยั่งยืนนิรันดร จึงชื่อว่า ศาสนา“อเทฺวนิยม”คือ “ไม่มีเทฺว“กันจริงๆ ï ¡≥–‚æ∏‘√—°…Ï ï (๓๐ เม.ย. ๖๒) *[หลังปก“เราคิดอะไร”ฉบับ ๓๔๗ มิ.ย. ๖๒ ครั้งที่ ๑๐๔]

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน