570908_พุทธชีวศิลป์(๑๒)วนบ. เรื่อง โยนิโสมนสิการโดยพิสดาร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570908_พุทธชีวศิลป์( 12 ) วนบ. เรื่อง โยนิโสมนสิการโดยพิสดาร
พ่อครูว่า … วันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก คนเราก็แป๊บๆเดียวก็อายุมากแล้วนะ วันนี ้ จะมาเรียน พุทธชีวศิลป์ เรามาต่อ อาตมาพยายามจะทวน พระไตร ปิฏก เล่ม16 ข้อ 26 มหาศากยมุนีโคตมสูตร มาให้ศึกษา ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้อันเดียวกัน ทุกพระองค์ เป็นความรู้ที่สุดยอดแล้ว ปฏิจจสมุปบาท นี่เป็นความรู้ที่สุดยอดเลย ถ้าพระพุทธเจ้าไม่อุบัติ มรรคองค์ 8 โพชฌงค์ 7 ไม่อุบัติเลย สองอันนี้เป็นทางเอกของพระพุทธเจ้า
10 มหาศักยมุนีโคตมสูตร [ 26 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ ก่อนตรัสรู้ ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มี ความปริวิตกดังนี้ว่า โลกนี้ถึงความยากแล้วหนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และอุปบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่รู้ธรรมอันออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรเล่า ความออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้จักปรากฏ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอ มีอยู่ ชราและมรณะ จึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นเพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะ จึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมี เพราะภพ เป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมีภพย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย … เมื่ออะไรหนอมีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหา
อ่านต่อ
ย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมี เพราะอะไร เป็นปัจจัย ... เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อ สฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะมีย่อม เพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะย่อมมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย … เมื่ออะไรหนอมีอยู่ วิญญาณ จึงมี วิญญาณย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตก ดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมี เพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้น เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรม ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างเกิด ฝ่ายข้างเกิด ดังนี้ ฯ
[ 27 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอ ไม่มี ชรา และ มรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชรา และมรณะจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้น เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติ ไม่มี ชรา และมรณะจึงไม่มี เพราะชาติดับ ชรา และมรณะจึงดับ ... เมื่ออะไร หนอไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ ... เมื่อภพไม่มีชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ... เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหา จึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มีเพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่อสฬายตนะไม่มีผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่ออะไร หนอไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ ... เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ ... เมื่อวิญญาณไม่มีนามรูป จึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ ... เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอะไรดับสังขารจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้น เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างดับ ฝ่ายข้างดับ ดังนี้ ฯ จบสูตรที่ ๑๐
พ่อครูว่า....สรุปแล้ว เห็นความเกิด ความดับ ด้วย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ที่เห็นได้เพราะ ท่านบอกว่ากระทำไว้ในใจโดยแยบคาย อาตมาไม่อยากจะแปลว่ากระทำไว้ในใจ แต่จะแปล ทำใจในใจ เลย อะไรจะให้ดับ เราก็ทวนไล่ไป เป็นพยัญชนะ แต่ละคำแต่ละตัว สื่อถึงสภาวะ ถ้ารู้จริงดับสิ่งเหล่านี้ได้จริงก็จบ ไม่ใช่พาซื่อดับไปหมดทุกอย่าง แต่ให้ดับส ิ่ งที่ควรดับ คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน อวิชชา และกำกับเลยว่าจะต้องเป็น จักขุมา ปรินิพพุโพติ และมีวิชชา เป็นความรู้ที่จำเพาะเลย ว่าเอาไปเรียกอื่นไม่ได้ ต้องเรียกปรมัตถธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างเดียว จะมีเหตุปัจจัยองค์ประกอบที่มีรูปและนาม จึงเกิดวิญญาณ เป็นสิ่งทรงไว้ ส่วนคำว่า จิต ก็ เรียกหน้าที่ของ ธาตุรู้ ที่รวมกันหมด เช่นเดียวกับคำว่า อัตตา อาสวะ และ สักกายะ นั้นก็นัยเดียวกัน อัตตา เป็นคำรวมๆ ถ้าจำเพาะลงมาก็เป็น สักกายะ ส่วน อาสวะ นั้นเป็นตัวละเอียด เช่น คำว่า จิต ก็เป็นคำกลางๆ วิญญาณ ก็จำเพาะลงมา ส่วนในสุดเล็กสุดเรียกว่า มโน และคำว่า ญาณ ปัญญา วิชชา นั้น เข้มที่สุดเรียกว่า วิชชา กว้างๆก็คือ ปัญญา ส่วนกลางๆก็คือ ญาณ นี่คือความหมายที่ใกล้เคียงกัน แต่แทนกันได้ในผู้ไม่ละเอียด ส่วนผู้ละเอียดก็จะรู้ได้มากขึ้น คำว่า โยนิโสมสนิการ คือกระบวนการของอวิชชาไปจนถึง ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวฯ คือกระบวนการของจิตทั้งนั้นเลย เราต้องชัดเจนว่า ปฏิบัติ ปฏิจจสมุปบาท นั้นเกี่ยวข้องทั้งมหาภูตรูปข้างนอก แต่เป็นองค์ประกอบเท่านั้น แต่เราต้องทำใจในใจเท่านั้น ส่วนองค์ประกอบก็เป็นไปตามที่เราจะกระทบ แต่เรารู้ไม่ทันมัน มันก็เป็นโทษได้ แต่ถ้ารู้อาศัยได้ก็เป็นคุณ เรารู้คุณ รู้โทษ เราจัดการจิตที่ไปหลงติดเป็นโทษ เราต้องทำความดับ แต่ส่วนมีคุณเราก็อาศัยมันไปจนไล่ไปเรื่อยๆ จิตใดเป็น อกุศลจิต เป็นโทษ เราต้องจัดการ ดับ มัน ด้วย ญาณ ปัญญา วิชชา เรียนรู้ รูป 24 ด้วยประสิทธิภาพวิชชาของพระพุทธเจ้า ทำให้กิเลสตายแล้วอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) แต่มันไม่ได้หมายความว่า ไม่เคยเกิด แต่มันเป็นวิบากในจิต ซึ่งแม้ในปัจจุบันเราจะไม่เสริมกิเลสเพ ิ่ ม เราไม่เพิ่มอาหารให้มัน มันก็อยู่ในส่วนลึก อยู่ไปตราบนานเท่านาน แต่เราไม่มีตัวเพิ่มกิเลสใหม่อีกเลย เป็นอรหันต์แล้ว กิเลสไม่เกิดอีกเลย แล้วเราทำแต่กุศล กุศลก็เป็น Buffer เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ที่หนามากเรื่อยๆ มันแข็งด้วย จึงกั้นด้วยกุศลไกลขึ้น มีแต่ยังกุศลให้ถึงพร้อม ไม่ทำชั่วทำบาปเลย ตัวนั้นก็ถูกดองไม่ได้อาหารเลย ตัวกุศลก็ไกลไปเรื่อยๆ จนหมดอัตภาพ ปรินิพพาน พวกวิบากก็งงๆเลย หมดแล้วอัตตา เป็นสุดอจินไตย มันไม่ได้ขัดกับที่ว่า ทุกอย่างในมหาจักรวาลนี้ไม่มีอะไรไม่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเลย มาไล่ดูความเกิดของ โยนิโสมนสิการ มันจะเกิดอะไรจะเกิด มันต้องรู้ความเกิด อวิชชาเกิด เราจะไปรู้อวิชชาไม่ได้หรอก เพราะตัวเราเองอวิชชาอยู่ คุณไม่มีวิชชา จะไปรู้อวิชชาได้อย่างไร เราต้องสร้างวิชชาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะรู้อวิชชาได้ เราต้องให้อวิชชาค่อยๆร่อยหรอ ให้วิชชาเกิดมากขึ้นๆ เราต้องทำความดับที่ควรดับ เราจะไปดับชรา มรณะ มันก็เป็นตัวปลาย เราต้องไปดับที่ตัวเร ิ่ ม เริ่มที่อุปาทาน คือ ความยึด ตั้งแต่หยาบๆ คือที่ดินกู ทรัพย์สินกู ที่ดินกู ตุ๊กตากู อาการยึดเป็นอย่างไร ก็คืออุปาทาน มียึดเป็นของตน ในโอฬาริกอัตตา เกี่ยวเนื่องกับ ดิน น้ำ ไฟ ลม ยึดกิริยาท่าทางเคลื่อนไหวในตัว ยึดตามค่านิยม ถ้าเรายังชมชอบให้คนมายกยอปอปั้น ก็ยึดโลกธรรม แต่ไปยึดนามธรรมก็ได้ อาการยึดเราต้องรู้ได้ด้วย ญาณ ปัญญา วิชชา เห็นอาการยึด ว่ามันมีเหตุปัจจัยอะไร ถ้ามีวัตถุก็เป็นวัตถุ หรืออาการลีลา ท่าทาง ที่เรากระทบแล้วเราชอบหรือไม่ชอบ หรืออาการเราเองก็ตาม อะไรเป็นโทษเป็นคุณเราต้องประมาณ นัจจะ คีตะ วาทิตะ เราก็ประมาณให้เกิดประโยชน์ตน_ท่าน จนเป็นความรู้ปรมัตถ์ หรือความรู้ทางโลก ใครแตะไม่ได้ หรือความรู้ทางธรรมที่ใครก็มาแตะไม่เห็นด้วยไม่ได้ ก็ยึดถือโกรธ อัตตาขึ้น ถ้าไม่ยึด ก็ไม่โกรธ แต่ที่สุดความรู้ปรมัตถ์เราก็ไม่ยึด แม้ใครบอกว่าไม่ใช่ไม่ดี แล้วของที่ว่าดีกว่าใช่กว่าเป็นอย่างไร ถ้าดีกว่าเราก็จะเอา แต่ถ้าไม่ดีกว่า เราก็ไม่เอา ของใครก็ของใคร เราก็ว่าของเรา ในส ิ่ งอุปาทานที่ยึด จนเราไม่ยึดวัตถุ ท่าทางลีลา จนโลกุตระเราก็ไม่ยึด จะรู้ว่าเรายึดก็ต้องมีการกระทบสัมผัส ติดเพชรพลอย ติดเต้นรำ ฟ้อนรำ เตะบอล ท่าทาง สุ้มเสียงสำเนียง ลีลา หรือแม้แต่ที่สุด ติดน้ำใจ ติดลีลาท่าทาง น้ำใจอย่างนี้ ใจแบบนี้แหละ ยึดตั้งแต่วัตถุหยาบ จนถึงใจลึกๆ เช่น ใจที่ซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นโลกียะ แต่ก็เป็นโลกุตระคือ เป็นส ิ่ งที่วิเศษสุด แต่เราก็ต้องไม่ยึดเป็นเรา เป็นของเรา แต่เราต้องเป็นให้ได้ก่อน เราจึงวางได้ แต่ถ้าเป็นไม่ได้แล้ว จะไปบอกว่าวาง คุณจะวางอะไร? พวกเซ็น ฉลาดลัด น่าสงสาร ไม่เข้าใจว่า คนที่ฟังแล้วบรรลุนั้น เขามีบารมีมาหมดแล้วจึงได้ น้ำเต็มขันแล้ว แต่ถ้าคนไม่ปฏิบัติ น้ำยังพร่องขันเลย แล้วจะบรรลุได้อย่างไร? ทุกอย่างต้องสะสมเหตุปัจจัยทั้งสิ้น ทำใจในใจ ที่ใจเป็นแดนเกิด เป็น โยนิ เป็นที่เกิด ตรงนั้นแหละเป็นที่ให้เกิด โยนิ ก็เรียกเป็นรูปธรรมของเพศหญิงว่าให้มีการเกิด แต่นามธรรมคือ โอปปาติกโนยิ คือที่เกิด แดนเกิด คุณต้องทำตรงนี้ ต้อง มนสิ แล้วกระทำหรือ กโรติ ตรงนั้นแหละ คือหทยรูป ต้องถูกรู้ด้วยตัวเอง จะเกิดต่อเมื่อผัสสะ แล้วปรุงเป็นสังขาร ในสังขารเป็นวิญญาณ เป็นเวทนา วิญญาณคือธาตุรู้องค์รวม ส่วน เวทนา กับ สังขาร เป็นเจตสิกของ วิญญาณ คุณต้องใช้สัญญาที่เป็นเจตสิกของวิญญาณเอง เราต้องตามรู้รูป_นาม ที่เป็นเหตุปัจจัย ให้รู้อย่างมี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง จักขุคือตัวแทนของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย คำว่า กาย เป็นตัวกลาง ส่วนตา หู จมูก ลิ้น มีประสาทชี้ชัด แต่คำว่ากายไม่มีประสาทชี้ชัด แต่กายคือองค์ประชุมทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องภายนอก แต่มีธาตุรู้คือ ปสาทรูป คือตัวรวมของอวัยวะนอกทั้งหมด กายนอก คือผิวที่หุ้มอยู่เรียกว่า กายนอก รวม ตา หู จมูก ลิ้นด้วย แม้อวัยวะภายในก็มีผิวหุ้มหมด ส ิ่ งที่หุ้มอยู่ทั้งหมดเราเรียกว่า หนัง รอบนอก รอบหุ้ม องค์ประกอบของส ิ่ งหุ้ม ที่เรารู้ได้ชัดเกี่ยวเนื่องกับผิวนอก แต่ไม่มี ปสาทรูป เช่น ผม ขน ฟัน เล็บ มันไม่ใช่ปสาทรูป มันไม่รู้สึก กระทบสัมผัสอย่างไรมันก็ไม่รู้สึก ถ้ามันไปชิดกับหนัง หนังมันก็รู้สึก แต่ถ้ามันหนาออกมาพอสมควรอย่างหนัง ก็เฉือนออกได้ ไม่รู้สึกเจ็บ แต่ถ้าชิดเข้าไปหนังบางมาก แทบจะเป็นข้างในเลย ในปสาทรูป และโคจรรูป จึงรวมกันได้ 9 เพราะรวมเอากายเป็นอันเดียว โคจรรูป กับ ปสาทรูป ต้องร่วมกันเสมอ มีการกระทบสัมผัส จึงเกิดการรับรู้ แต่เล็บ ฟัน ผม ขน จริงๆมันไม่มีความรู้สึกได้ แม้หนัง ตอนหลับลึกๆก็ไม่รู้สึกได้ เพราะจิตดิ่งไปข้างใน แต่ถ้าผู้ปฏิบัติให้จิตมันไม่รับรู้ ดิ่งเข้าไปมันก็ไม่รู้สึกได้ อุปาทาน เป็นตัวเสถียร ตั้งอยู่เฉยๆ ผลวิบากนั้นไปรวมกองกันที่อุปาทาน ถ้าคุณทำเหตุไม่ให้มันออกมาทำงาน กดข่มก็กดได้ แต่ไม่ถาวร สายที่กดไว้นาน ก็ได้นาน จนหลงว่าบรรลุ แต่เหตุปัจจัยไม่ครบก็บรรลุไม่ได้หรอก แต่ไม่ได้ทำกุศลให้คั่นไปเรื่อยๆ เราจะทำให้จิตมันบรรลุได้ ต้องมีเหตุปัจจัย ให้อุปาทานออกมา แสดงออกเป็นตัณหา แล้วเราก็จัดการตัณหาที่ออกมาให้รับรู้ได้ เราทำความดับให้สำเร็จ แต่ก่อนมันเกิด คุณก็เห็นว่ามันเกิด ไม่ได้เก่า ว่าจิตมันเกิดดับๆ แต่จิตไหน?คุณต้องรู้สักกายะ อัตตา มันมีมาก จนทำให้มันลดลงเป็นกลางๆ แล้วทำให้ดับให้สูญไปตลอดกาล ไม่เกิดอีกเด็ดขาด คุณจะตัดสินเมื่อไหร่ก็ของคุณ ถ้าคุณสามารถทำใจในใจได้อย่างที่ว่า ก็ตัณหานี่แหละเป็นอริยสัจ เวลาปฏิบัติต้องทำที่ตัณหา 6 แล้วมันก็คือตัณหา 3 แล้วดูเวทนา 108 ให้เป็น เนกขัมสิตอุเบกขาได้ เราเรียนรู้อย่างมีญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง มีเหตุปัจจัยทำให้เกิดและเราทำให้มันดับได้ เห็นความดับได้ชัดๆ คุณทำตัณหาดับ ก็เท่ากับทำอุปาทานดับ แล้วภพที่ติดยึดกับอุปาทาน เกิดเป็นชาติ เราดับตัณหาได้แล้ว ผัสสะก็มี แม้ผัสสะ เขาก็เรียกหลวมๆว่า ผัสสะดับ จริงๆมันไม่ได้ดับ เพราะเป็นเครื่องอาศัยอยู่ แต่อุปาทาน ตัณหา ดับ ชาติ ชรา มรณะ โสกฯ ดับหมด เราอยู่เหนือมันได้ แม้เวทนาก็มี เพราะผัสสะอยู่ อายตนะก็ยังมีอยู่ ตาหูจมูกลิ้นกายก็ทำงานเต็มที่ เราก็รู้อยู่ทุกกระทบสัมผัส แต่เวทนาที่เกิด ไม่ได้มีเวทนาที่เป็นเคหสิตะ ที่ประกอบจากตัณหา ที่ก่อสุขก่อทุกข์ ทำได้เป็นอุเบกขา เนกขัมมะแล้ว เรานิพพานแล้ว เป็นจักขุมาปรินิพพุโพติ เห็นอยู่ผัสสะอยู่ แต่เราก็อุเบกขาอยู่ตลอด เราเป็นผู้รู้ไม่เหลือเศษส่วนโลกียะเลย เป็นโลกุตรธรรมล้วนๆ ผัสสะ อายตะ ก็มี ไม่ได้หูหนวกตาบอด หรือหนีไปไหน รู้นาม รูปอยู่ วิญญาณก็บริสุทธิ์อยู่ สังขารก็มีอยู่ สามารถอนุโลมได้เป็น สัจจานุโลมิกญาณ จะอนุโลมขนาดไหนก็มี สังขารุเปกขาญาณ ของใครของมัน เรียกว่าเอโก ส่วนตนทำที่ตน ตนนี่ได้ ของเราคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร ส ิ่ งที่ลดละได้ก็คือ อวิชชาดับ มีวิชชา จักษุ ญาณ ปัญญา เกิด เป็นวิชชาที่แข็งแรง เป็นโลกุตระ ไม่มีส ิ่ งสงสัยอะไรเลย ชัดเจนจริง เห็นวิชชาเกิด เห็นสังขารเกิด เป็นอภิสังขาร ยิ่งทำก็เป็นอเนญชาภิสังขาร เพราะ อเนญชาภิสังขาร ปรุงแต่งเพราะ มีวิชชา มีสัปปุริสธรรม มีมหาปเทส ไม่มีบาป หรืออกุศลเลย มีแต่กุศล ไปตลอด เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กไปเรื่อย กุศลกลายเป็นตัวคั่น ไม่ใช่ไปกดข่ม แต่กุศลตกผลึกเป็นตัวกั้นที่หนา เพราะเราทำกุศลให้ถึงพร้อมตลอดเวลา ไม่กดข่มแต่ถือว่ากำจัด เราไม่ได้ทำให้สัตว์ตายแม้กิเลส แต่เรามีวิธีอันสุดยอดที่พระพุทธเจ้าท่านประทานมา และต้องมี ฉันทะ ใน มูลสูตร หรือ สุริยเปยยาล ก่อนจะทำมรรคองค์ 8 ต้องมี มิตรดี ศีล ฉันทะ อัตตะ ทิฏฐิ โยนิโสฯ ไม่ประมาท และผู้มีอิทธิบาทเต็ม ก็ไม่รู้หรอกว่าขยันเป็นอย่างไร คุณไม่ตายก็มีอิทธิบาทเป็นเครื่องแสดง จะเห็นว่าอรหันต์ขึ้นไป จะเห็นว่าท่านมีอิทธิบาท ท่านทำได้อย่างไม่เบื่อ ไม่หงุดหงิด ฉันทะเป็นตัวนำให้เกิด ถ้าไม่มีก็ยาก พระพุทธเจ้าว่าต้องมีฉันทะเป็นมูลกา แล้วก็ต้องมีมนสิการต่อ ต้องรู้ที่เกิด ที่หทยรูปนี่แหละในรูป 24 ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยให้รู้วิญญาณที่มีขันธ์ 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร ที่แยกเป็น เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ซึ่งสังขารก็คือ กระบวนการของ เจตนา ผัสสะ มนสิการ นั่นเองที่แยกย่อยได้อีก เมื่อกระทบสัมผัส ก็รวมสัมโมสรณาที่เวทนา แยกเป็นเวทนา 108 และตัวอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน ก็คือสั่งสมตัวนี้แหละ ใน มูลสูตร 10 1 .มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2 .มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3 .มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4 .มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5 .มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6 . มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7 . มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันยิ่ง 8 . มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) สุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9 . มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) 10 . มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 58 )
เป็น อมตบุคคล เพราะทำเกิดทำตาย รู้เกิดรู้ตายได้ เป็นของตนเองเลยทำได้แล้ว เป็นเอกัคคตาของตน ชัดๆจริงๆ เวลาปฏิบัติแล้ว คุณต้องมี ส ิ่ งที่ถูกรู้ ทั้งหมด แล้วจัดการ ส ิ่ งที่ถูกรู้คือ จิต เจตสิกรูป นิพพาน ตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด
ในรูป 24 ก. ปสาทรูป 5 (รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์ ) 1. จักขุ (ตา - the eye) โสต (หู - the ear) ฆาน (จมูก - the nose) ชิวหา (ลิ้น - the tongue) กาย (กาย - the body)
ข. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป 5 (รูปที่เป็นอารมณ์ หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์ ) 6. รูปะ (รูป - form) 7. สัททะ (เสียง - sound) 8. คันธะ (กลิ่น - smell) 9. รสะ (รส - taste) โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย - ) ข้อนี้ไม่นับ
ค. ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ ) 10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง) 11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย)
ง. หทยรูป 1 12. รูปที่เป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ
จ. ชีวิตรูป 1 (รูปที่เป็นชีวิต ) 13.ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต ) คือมันยังมีชีวิตของสัตว์ทางจิตวิญญาณต้องให้มันดับ ในส่ิงที่ควรดับ และให้เกิดในสิ่งที่ควรเกิด
ฉ. อาหารรูป 1 (รูปคืออาหาร ) ตังที่เกิดนี่แหละคือตัวอาศัย 14.กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน)รวมถึง อาหาร 4 (กวฬิงการาหาร_กำหนดรู้กามคุณ 5 , ผัสสาหาร_กำหนดรู้ในเวทนา 3 , มโนสัญเจตนาหาร_กำหนดรู้ในตัณหา 3 , วิญญาณหาร_กำหนดรู้ในนาม-รูป)
ช. ปริจเฉทรูป 1 คือ การตัดแบ่งกิเลสเป็นส่วนทำให้หมดทีละส่วนๆ จนที่สุดแล้ว เบาบางถึงขั้นอากาสธาตุ ว่างปราศจากกิเลส 15.อากาสธาตุ
ญ. วิญญัติรูป 2 (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย) 16. กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย) วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา )
ฏ. วิการรูป 5 (รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลก ให้พิเศษได้ ) คือ (ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ Kinetic energy) 18. (รูปัสส) ลหุตา (ความเบาบาง) ต้องประมาณไม่ให้กระทบตนกระทบท่าน 19. (รูปัสส) มุทุตา (ความอ่อนไว ยืดหยุ่น elasticity, เร็วไว จิตหัวอ่อน ปรับได้ทั้งปัญญา และเจโต) (รูปัสส) กัมมัญญตา (การกระทำ การงาน ที่กำกับด้วยปัญญาอันประเสริฐยิ่ง )
ฏ. ลักขณรูป 4 (รูปคือลักษณะหรืออาการ เป็นเครื่องกำหนด) (คืออัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา potential energy) 21.(รูปัสส) อุปจย (ความเคลื่อน เจริญขึ้น) 22.(รูปัสส) สันตติ (ความเชื่อมอยู่ ) 23.(รูปัสส) ชรตา (ความพาเคลื่อนไป) 24.(รูปัสส) อนิจจตา (ความเคลื่อนไปเสื่อมก็ได้ เจริญก็ได้)
…จบ