570704_เอื้อไออุ่นที่ทะเลธรรม งานเอื้อไออุ่นชาวบุญนิยม โดยพ่อครู.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570704_เอื้อไออุ่นที่ทะเลธรรม งานเอื้อไออุ่นชาวบุญนิยม โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 4 กรกฎาคม 2557 พ่อครูว่า… ปีหนึ่งก็มาทีหนึ่ง แม้แต่ภูผาฟ้าน้ำก็ปีหนึ่งไปทีหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ไปหลายปีแล้ว มันเป็นจริงที่ไม่มีเวลาไป ยังดีที่นี่ยังมาได้ทุกปี เชียงใหม่ก็หลายปีไม่ได้ไป เชียงรายก็เหมือนกัน เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องจิตวิญญาณ จิตวิญญาณมนุษย์นั้นลึกซึ้งสุดยอดพิเศษจริงๆ ถ้าทำได้ถึงขั้นคุณธรรม อย่างพวกเรานี่ได้จิตวิญญาณขนาดหนึ่ง ที่ต้องย ้ำ ว่าได้ เพราะได้ยืนยันพิสูจน์เลย 10 ปีแล้ว ถึง 30 ปีแล้ว ถ้าจะนับอาตมาทำงานมาก็ 44 ปีแล้ว จะขึ้น อาตมาเป็นพ่อ แล้วสมณะสิกขมาตุเป็นแม่ เร ิ่ มต้นก่อครรภ์ที่ปฐมอโศก ตั้งแต่ปี 16 ตอนนี้ปี 57 ก็เป็น 41 ปีแล้ว ที่อาตมาใช้คำว่าแม่หรือพ่อนี้เป็น ปิตา มาตา ตามสัมมาทิฏฐิ 10 ก่อเกิดสัตตาโอปปาติกา ให้กำเนิดโดยมรรคองค์ 8 โพธิปักขิยธรรม 37 ทำให้เกิดโอปปาติกโยนิ อย่างพระพุทธเจ้าตรัสว่า พระโพธิสัตว์มีลูกเป็นจำนวนพันเป็นเอนก ท่านไม่ได้ตรัสเอาดื้อๆ แต่จิตวิญญาณเป็นลูกแล้วมีตัวตนบุคคลเราเขาเป็นจำนวนพันเป็นเอนกจริงๆ ทุกวันนี้อาตมาก็มีลูกเป็นจำนวนพัน โดยทำให้เกิด อาตมาเป็นพ่อ แล้วก็มีผู้ช่วยทั้งนักบวชและฆราวาส ช่วยกันทำให้เกิดจิตวิญญาณ โดยมีกิเลสคืออกุศลจิตตาย เมื่ออกุศลจิตตาย จิตก็เกิดใหม่ จากการตายของอกุศลจิตจริง ของพระพุทธเจ้านี้จับตัวอกุศลเจตสิกได้จริง กำจัดได้จริง อย่างแน่นอนเที่ยงแท้ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เมื่อเรารวมตัวกันจนเป็นหมู่กลุ่มชุมชน แล้วได้ทำงานเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างไปช่วยมนุษยชาติ แม้บางคนก็มีกิเลสอยากได้โลกธรรมบ้าง แต่ก็ไม่ไ
อ่านต่อ
ด้แสดงออกไปอะไร แต่อาตมาว่ากิเลสนั้นไม่มีแรงมากพอแล้ว ก็เป็นความได้ ส่วนลาภ สักการะ สรรเสริญ นั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสถึงสุข เพราะสุขมีสองนัย สุขแบบโลกุตระนั้นย ิ่ งกว่าสุข เราไปทำงานก็มีสุขในที แต่ไม่ได้สุขอย่างได้อามิสหรือโลกธรรมมา แต่เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา ซึ่งเป็นเนกขัมมสิตโสมนัสเวทนาหรือ เนกขัมมสิตโทมนัสเวทนาก็ได้ แต่ไม่ใช่เคหสิตโสมนัสเวทนา ได้สมใจในกาม ในอัตตา ที่ทำให้กิเลสหนาโตอ้วนเป็นปุถุชน ส่วนทางธรรมพระพุทธเจ้าโลกุตระนั้นสมใจที่ได้ลดกิเลสได้ มันทำให้กิเลสตัวเหตุลดลง แม้จะมีโสมนัสในที แต่ยินดีที่ได้ลดกิเลส ไม่ใช่ยินดีที่ได้สมกิเลส กิเลสหนาอ้วน ไม่ใช่ แต่นี่ลดอยาก ลดตัณหาอุปาทาน มันคนละทิศกัน การออกไปชุมนุมประท้วง อาตมาไม่อยากพูดเลย ว่าเป็นผลงานของเรา มันเหมือนเราไปฮุบเอา คือเราไปให้เกิดความดีงาม อดทน ประนีประนอม ไม่ก่อเหตุร้าย เป็นไปได้ยืนยาว อดทนไม่รู้กี่ร้อยวัน เป็นคุณธรรมระดับโลกุตระ ซึ่งคุณธรรมระดับโลกียะทำไม่ได้ เพราะไม่มีความอดทนพอ และปัญญาก็ไม่พอ ที่จะทำได้ อย่างวิธีการอย่างนี้ แต่มันทำได้จนได้ผล พิสูจน์ครั้งล่าสุด ที่ความสงบ สยบความรุนแรงได้ เขาจะมาสลายม็อบ (ที่จริงเราไม่ใช่ม็อบ เราเป็น โพรเทสต์หรือ Demonstrate ) แต่เอาเถอะจะเรียกอย่างไรก็ได้ มวลเราก็มีไม่มาก แต่ก็มาเพิ่มเรื่อยๆ แต่มีน้ำหนักทางจิตวิญญาณ เป็นธรรมฤทธิ์ ก็พลังแห่งคุณงามความดี ทำให้ตำรวจลากโล่หนัก หนียะย่ายพ่ายจะแจไป ทิ้งซากไว้ เราฉลองทำเป็นนิทรรศการ ประจานระที่ทิ้ง ไว้ไม่รู้กี่คัน เครื่องกลหนักเราก็ริบไว้ถอดยางเขา แม้แต่อาวุธเราก็เก็บส่งคืน ถือว่าเราชนะ อาตมาจึงเห็นความจริงว่า พลังจิต ธรรมฤทธิ์ทางจิตที่อาตมาใช้ศัพท์คำว่า สยามเทวาธิราชิทธิ์ พวกเราได้พัฒนาทางจิตวิญญาณ เป็นอาริยบุคคล อย่างศัพท์สมัยเก่าเขาเรียกว่าพวกอาริยกะเป็นพวกเจริญ ส่วนพวกไม่เจริญเขาเรียกว่า มิลักขะ เป็นความเจริญที่เขาก็ต้องการ แต่เขาทำไม่ได้ ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีทฤษฎี สามารถทำให้เกิดอาริยะได้จริง คำว่าอริยะ เขาก็ใช้แล้ว เป็นจิตนิยมไป ส่วนอารยะเขาก็ใช้เป็นเชิงวัตถุนิยม ส่วนจิตนิยมก็ไปเข้าป่าเขาถ้ำช่วยคนไม่ได้ แต่วัตถุนิยมก็ไปฟุ้งเฟื้อฟุ่มเฟือย ผลาญพร่า อาตมาก็เลยต้องมาใช้คำว่า อาริยะ เป็นคำมาจาก ศรีอารย์ เป็นความเจริญ ศรีอาริยะจริงๆ เราไม่ได้ยึดคำนี้แต่มันต้องมาตกที่คำนี้ เหมือนกับนักบวช คำว่า สมณะก็มาตกที่เรา ทั้งที่เราไม่ได้ตั้งใจ คำว่าสมณะแปลว่าอรหันต์นะ เขาให้ใช้คำว่า สมณพราหมณ์ เราว่ายาวไปก็เรียกว่า สมณะ ส่วนพราหมณ์ก็เช่นกันก็เป็นคำเรียกอรหันต์เช่นกัน ที่อาตมาเจตนาพูดคือให้เห็นความเป็นตระกูล เพราะว่าญาติแบบโลกๆ ทางร่างกายมนุษย์ แต่ของเราก็เรียกป้าน้าอา แต่ไม่ได้เป็นทางสายเลือด แต่เป็นกงสีใหญ่ระดับประเทศ ดีไม่ดีก็เป็นระดับโลกเลย รักทุกคนในโลกเป็นลูกเป็นหลาน แต่เราก็ไม่บังอาจขยายขนาดนั้น แม้ในไทยเราก็ขยายได้ขนาดนี้ แต่มันเกิดชุมชน เราก็มีเนื้อทางจิตวิญญาณเช่นนี้ มีเช็งเม้งตามที่ต่างๆ รวมกันได้ เช็งเม้งของทะเลธรรม ของปฐมอโศก ของสันติอโศก ของหินผาฟ้าน้ำ ของภูผาฟ้าน้ำเราก็ไปร่วมญาติ ขนลูกเด็กเล็กแดงคนแก่คนเฒ่าไป เป็นเรื่องจริงของชีวิตมนุษย์เกิดจากจิตเป็นตัวประธาน เป็น DNA เดียวกัน จิตมันเป็นตระกูลเดียวกันกับของพระพุทธเจ้า จะมีเชื้อแรงหน่อยหรือจางหน่อยก็แล้วแต่ บางคนได้โสดาปัตติมรรค ก็มีเชื้อแล้ว ในโลกุตรธรรม 9 เข้มมาเรื่อยๆ ตามลำดับ ถ้าโลกุตรธรรม 9 อย่างได้เป็นรูปร่างตัวจริงของมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณเข้ากระแส เข้าDNA พุทธ แล้วเป็นพุทธสกุล โดยเกิดจากการปฏิบัติ โพธิปักขิยธรรม 37 พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสถึงโลกุตรธรรม 42 เร ิ่ มจากสติปัฏฐาน 4 พิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม สัมมัปปธาน 4 มีสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรค 8 แล้วปฏิบัติได้ผลเป็นโลกุตรธรรม 9 รวมทั้งหมดเป็น 42 ไอสไตน์คิดทฤษฎีโลกีย์ ก็เป็นดาบสองคม เป็นทั้งคุณและโทษ แต่ของพระพุทธเจ้าไม่มีพิษ ทฤษฎีพระพุทธเจ้าได้จริงแล้วไม่มีพิษเป็นประโยชน์ถ่ายเดียว ยุคนี้ต้องออกมาทำเพราะเป็นยุคปัญญาล้น เฟ้อแล้ว จึงต้องมาปรับเอาปัญญาที่สำคัญ พวกเราได้นำเอาDNA พระพุทธเจ้ามาฟื้น แพร่ขยาย โดยช่วยกันทำให้เกิด ขยายพันธุ์ พระพุทธเจ้า อาตมามีโอกาสก็อยากไปทุกแห่งเพราะไปบ้านลูกบ้านหลานจริง ไม่ได้มีความรู้สึกรังเกียจไม่อยากไปหรือแม้ขี้เกียจก็ไม่มี แต่ความกระสันอยากก็ไม่ได้แรงอย่างโลก รู้ว่าควรไปก็ไป อาตมาว่ามาคราวนี้หนาแน่นกว่าทุกคราว จะเพราะว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันเกิดคุณจำลองหรือเปล่า วันนี้ครบ 79 ปีเป๊ะเลยของคุณจำลอง ซึ่งอ่อนกว่าอาตมา 1 ปี 1 เดือน เกิดวันที่ 5 เหมือนกัน ภาษาที่ว่า พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นภาษาที่บ่งบอกว่า ศาสนาพุทธเป็นประชาธิปไตยที่สุดยอด ตอนนี้โลกเขาก็ต้องการความเป็นเพื่อนกันทั่วโลก เป็น Globalization คือไม่แบ่งแยก ของพระพุทธเจ้านี่ไม่แบ่งแยก ปลดแอกมาเป็นสาธารณโภคี ซึ่งเป็นพ่อของคอมมิวนิสต์ ของพระพุทธเจ้าเป็นสาธารณโภคีอย่างที่เราทำได้ เป็นการยืนยันว่า ตราบในยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากอรหันต์ เราไปช่วยสังคมไม่ได้ทำเอาอามิส แต่ละคนรู้ดี ส่วนกิเลสส่วนตัวก็ของใครของมัน สรุปพูดคนเดียวนี่ก่อน วันนี้ใครได้ฟังจะรู้ว่าพุทธศาสนาเป็นจริงอย่างไร พิสูจน์ได้เป็นวิทยาศาสตร์ จะนานเท่าไหร่อาตมาก็ไม่กลัวว่าคุณธรรมของชาวอโศกจะเสื่อมง่ายเพราะถ้าอาตมาเอาวิชชาของพระพุทธเจ้ามาสอนผิดๆก็ไม่ยาวนานแน่ แต่ถ้าจริงก็จะยาวนาน แล้วคนก็โหยหาด้วย ของพวกเรานี่เป็นประชาธิปไตยแท้ เป็นคุณสมบัติจากใจเป็นประธาน เป็นการละตัวตนไม่ลำเอียงเห็นแก่ส่วนรวมแท้จริงเป็นประชาธิปไตยสุดยอด พวกเราเป็นลูกพ่อเดียวแม่เดียวตระกูลเดียวกัน เมืองไทยมีพระเจ้าอยู่หัวเป็นโพธิสัตว์ จิตวิญญาณเดียวกัน ท่านมีลูกเป็นพันเป็นเอนก ท่านมีเป็นล้านทั่วเมืองไทย ลูกทางจิตวิญญาณ ส่วนอาตมามีเป็นร้อย ในหลวงเป็นพ่อของประเทศไทยแท้ๆ เป็นสัจจะทางจิตวิญญาณ เมืองไทยมีคุณธรรมอันวิเศษนี้แล้ว ท่านตรัสก็ตรงกับที่เราทำ ตรงกับหลักธรรมของพระพุทธเจ้า ใครจะพูดหากไม่มีคุณธรรม แล้วท่านเป็นพระเจ้าอยู่หัว ตรัสแล้วออกไปทั่วโลกด้วยนะ ท่านตรัสวันที่ 4 ธันวาคม 34 กับรมต.เกาหลี ก่อนที่เขามาถามว่าท่านบริหารประเทศแบบไหน ...ในหลวงตรัสว่าบริหารแบบคนจน แล้วท่านก็มาเรียบเรียงอีกนิดหน่อย แล้วเอามาตรัสเป็นทางการสู่ประชาคม เราก็เอาบันทึกมาออกอากาศ ท่านรู้ว่าอันนี้คืออะไร แล้วท่านตรัสออกไปทั่วโลก จิตนั้นมีความลึกซึ้งสุดยอด เป็นการประกาศภูมิธรรมของในหลวง คนเข้าไม่ถึงง่ายๆ แต่เป็นคุณธรรมของในหลวง อาตมาตั้งค่าไว้แต่ก่อนว่าอีก 500 ปีจะถึง แต่ตอนนี้ลดลงไม่กี่ร้อยปี เพราะความกระหายของคนในสังคมตื่นตัวอยากรู้ คือคนละพวกคนละขั้วเลยนะ บุญนิยมกับทุนนิยมนี่นะ แต่ลึกซึ้งซับซ้อน เราเป็นเหมือนปรอทที่จะถ่วงโฟมที่โลกเขาเป็น ปรอทแม้น้อยแต่มีน้ำหนักถ่วงได้ มาถึงยุคนี้เป็นยุคปัญญา คนแสวงหาหมด นักสังคมศาสตร์ ทั่วโลกเขาทำกันอาตมาก็ได้รับรู้บ้าง จะทำอย่างไรให้สังคมพัฒนาได้ดี ก็เดินทางมาสู่จุดนี้แต่ก็ยังไม่ได้ แต่พวกเรานี่ได้ก่อนแล้ว ต่อจากนี้ไปอาตมาค่อยเขยิบให้มีภาษา มีวิชาการให้โลกเขารับได้ ก็ให้พวกเราไปเรียนป.โท ป.เอก ตอนนี้ร่วมรวมกันได้ ของอาตมาเหมือนเศรษฐีบ้านนอก มีอะไรมากมาย แต่ที่จริงเป็นเพชรนิลจินดา ก็ต้องอาศัยพวกเรามาเจียระไน อาตมาก็มีหน้าที่บอก อาตมารู้ของจริง พวกเราก็จะได้ร้อยเรียง อันนี้เป็นมงกุฏอันนี้เป็นสร้อย เป็นประโยชน์ขยายผลสู่สังคมต่อไป พวกเราก็จะต้องมีเรื่องการศึกษากับสื่อ ที่จะพาหะในการนำไปสู่สังคม ส่วนเรื่องเศรษฐกิจนั้นทำมาก่อนแล้ว รวมทั้งการพัฒนาสังคมด้วย แล้วเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจบุญนิยม ส่วนรัฐศาสตร์เราก็กำลังทำ ค่อยๆทำไป ผลีผลามไม่ได้ แต่สื่อสารจะเป็นพาหะ เป็นเครื่องมือในการทำความเจริญแก่สังคม ทว่า สื่อสารเป็นดาบสองคม กำลังห้ำหั่นสังคมมาก เราจะช่วยให้คืนมาเป็นศาสตร์ แต่ตอนนี้เป็นศาสตรา แม้เด็กก็เล่นเกมจนตาย ตอนนี้ก็มุ่นอยู่กับอะไรจนจะชนกัน รถจะชนกันตาย มันเกินไป แย่งมงาย ถูกครอบงำความคิด เขาร้อยจมูกไว้หมด รู้ไม่ทันก็เป็นเหยื่อ ก็สารพัดสื่อสาร โซเชียลมีเดีย เร็วมา พูดนี่ก็ออกไปแล้ว ปิดไม่ได้ ซึ่งอาตมาก็ไม่กลัว ไม่ต้องไปปิดบังอะไร สื่อสารต้องเตรียมการ เราก็ถูกปิดอยู่ตอนนี้ ปิดได้ปิดไป เราก็รายงานไปขอเปิดส่งผังไปตามควร ไม่วิ่งเต้นอะไร เขาวิ่งกันจนเปิดได้ เราไม่วิ่งเต้น อยากให้เราออกก็ออก เราไม่ได้ทำเพื่ออามิส ถ้าไม่ออกเราก็ไม่ได้จ่ายเงิน ทางโลกเขามีลูกน้องต้องเลี้ยงชีพ เราไม่ได้ทำเพื่อเลี้ยงชีพ เราทำเพื่อเผยแพร่ส ิ่ งมีประโยชน์ต่อสังคม ปีนี้การ ปฏิวัติ ไม่ได้ใช้แม้รถถังหรือปืนแม้กระบอกเดียวใช้การสื่อสาร ตกลงคุณไม่ยอมออกผมก็ขอยึดอำนาจ สื่อสารออกไป ก็รู้กันทั่วประเทศ รู้กันแล้วว่าหัวหน้า ปฏิวัติ แล้ว ไม่ต้อง ก็ทำได้ดี นุ่มนวล มีขั้นตอน ดี แต่ก็มีเชิงเอาคนนั้นคนนี้มารับตำแหน่งก็ดูบางทียังไงอยู่ แต่ในการทำปรองดอง นั้นอาตมาเรียนศิลปะมาก็มีหลัก contrast คือ เอาส ิ่ งที่ตรงข้ามมาอยู่ร่วมกันให้เกิดประโยชน์ ทำให้เกิด Harmony ได้ สมดุลสุดยอด คือ Unity of Diversity ก็ดูว่ามีศิลปะในการบริหารอยู่นะ ก็ให้คะแนน
ต่อไปเป็นคำถาม 1 . คำว่าจิตว่างจากกิเลส ถ้าจิตว่างจริงก็เกิดญาณใช่ไหม... ตอบ แล้วญาณปัญญาต้องเป็นสัมมาทิฏฐิด้วย ใช่แล้ว จิตว่างคือวิมุติ ต้องเป็นวิมุติญาณทัสสะ เป็นจิตที่รู้จักวิมุติ แล้วมีญาณรู้ความเป็นวิมุติ นิโรธ นิพพาน คำว่าวิมุติ นิโรธ นิพพานมีนัยลึกที่ต่างกัน วิมุติมีนัยบอกว่าขาดหลุดพ้นจากโลกีย์แล้ว มีแต่ปัญญาใสๆรู้ว่าเราหลุดพ้นแล้ว มีตัวรู้ว่าตนหมดแล้วมีประโยชน์ต่อโลกอย่างไร ส่วนนิโรธ คือตัวกิเลสตาย ดับ ส่วนนิพพานคืออุภโตภาค มีทั้งเจโตวิมุติ และปัญญา วิมุติ คำว่านิพพานคือสูงสุด ในมูลสูตร จากวิมุติ แล้วมีอมตะ แล้วเป็นนิพพาน วิมุติจิตหลุดพ้นแล้วจิตก็หยั่งลงเป็นอมตะคือความไม่ตาย ซึ่งมีทั้งคุณสมบัติจะเกิดหรือจะตายก็ได้ จะเกิดก็เกิดได้ เช่นพระอวโลกิเตศวรจะช่วยทุกคนให้นิพพานแล้วตนเองค่อยปรินิพพาน นี่คือท่านไม่ตาย เป็นอมตะ ส่วนอมตบุคคลนั้นจะตายหรือจะเกิดก็ได้แล้ว เป็นคุณสมบัติสุดวิเศษ ที่สุดแห่งที่สุดคือ ปรินิพพานเป็น ปริโยสาน เป็นการตายรอบตายไม่เหลือเลย แยกธาตุเลย ถ้าอรหันต์ตรงกันเป๊ะเลยไม่ว่าจะอรหันต์ต ่ำ สุดถึงอรหันตสัมมาสัมพุทธเ จ้ า จิตไม่มีกิเลสเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ความรู้ทางโลกเทคนิคต่างกัน เหมือนพระพุทธเจ้าหรืออรหันต์ทุกองค์จิตสูญแล้ว มีสัญญาเวทยิตนิโรธเหมือนกันทุกคน 2 . ธรรมะที่เราจะเร ิ่ มแบบชาวอโศก เหมือนฝั่งทะเล เรามาอโศกจะเริ่มตรงไหน... ตอบ อโศกเรามีหลักศีล อยู่ 3 ข้อ เป็นรูปธรรม คือ 1 .ไม่กินเนื้อสัตว์ คุณจะได้เรียนรู้กิเลส 2 .ไม่มีอบายมุข เป็นส ิ่ งหยาบตื้นของสังคม ตอนนี้ใครติดบอลโลกไม่กินไม่นอนตายได้นะ ตายคาจอ คือฟุตบอลโลก เป็นอบายมุข เป็นสุขเท็จ สุขมันหลอก ทุกข์มันเป็นส ิ่ งจริงกว่า สรุปแล้วคุณก็มาปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของอโศกเบื้องต้น ลดอบายมุข 3 .ถือศีล 5 เป็นหลัก ศีล 5 ไม่ต้องลึกซึ้งเท่าไหร่หรอก อย่างหยาบๆ ก็ไม่ฆ่า ไม่ลักทรั พย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด ไม่เสพสิ่งเสพติดมอมเมา แล้วเรามาอ่านอารมณ์จิต ที่เกิด เมื่อปฏิบัติ แล้วเราก็จะมีศีลครบ ทำให้ได้แล้วจะรู้กิเลสของคุณ นั่นคือฐานของโสดาบัน ศีล 5 ได้ผล คือกิเลสจางคลายได้ อยากฆ่าสัตว์เมื่อกระทบ อยากได้ของเขาเมื่อกระทบทรัพย์สินเขา อยากได้คุณก็ทำเองสร้างเอง แล้วการปฏิบัติจะให้เจริญต้องมาอยู่กับมิตรดี สหายดี มาอยู่กับหมู่นี่ แต่ถ้ามาไม่ได้ต้องมาเยี่ยมเยือนบ่อยคือ ไม่มาวัด หรือมาวัดก็ไม่ฟังธรรม มาเบ่งมาใหญ่ เป็นต้น นี่คือความไม่เสื่อมเบื้องต้น ทุกวันนี้บางคนมาวัดตอนเขาหามมาเป็นศพ หรือมาวัดวันพระ มาวัดเพราะขอหวย มาตามจารีตประเพณี การมาวัดคือต้องมาหาสัตบุรุษอธิบายธรรมะให้เราได้ ก่อนจะมีพระอาทิตย์จะมีแสงอรุณมาก่อน จะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ได้ต้องมาอยู่กับหมู่กลุ่ม เป็นมิตรดีสหายดี การอธิบายภาษาก็ได้ระดับหนึ่ง แต่การมาอยู่จะซึมซับถ่ายเทกันอย่างบอกไม่ได้ง่ายๆ ไม่ใช่รูปธรรมเท่านั้น เป็นนามธรรมลึกซึ้ง แสงอรุณในสุริยเปยยาลสูตรข้อแรกเลยคือ มิตรดี จึงไปสู่ข้อที่ 7 ทำโยนิโสมนสิการได้
3 .ธรรมกายคืออะไรครับ?... ตอบ...ทุกวันนี้ไทยซวยที่ไปแปล กาย ว่าเป็นร่างไม่มีวิญญาณ ถ้าคนตายแล้วไม่เหลือกาย ซึ่งถ้าจิตไม่มีแล้วเรียกกายไม่ได้ อย่างธรรมกาย คือองค์ประชุมรวมของธรรมะ พระพุทธเจ้าเป็นต้นทางต้นธาตุของธรรม สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์แม้นิดก็ไม่ใช่ธรรมกาย ดังนั้นธรรมกายคือพระพุทธเจ้า แต่บางสำนักไปเรียก มีแต่เละเทะ ดราม่าทั้งนั้น เป็นการตบแต่งประดิษฐ์ประดอยเยอะเลย ต้องรู้แจ้งเห็นจริงจึงทำธรรมให้สมบูรณ์ได้ ต้องปฏิบัติแบบลืมตามี ผัสสะ ต้องละกามภพ ละโลกอบาย เราละได้ก็อยู่เหนือมัน จะมีโรงเหล้า โรงไพ่ อบายมุขอย่างไร ผู้บรรลุแล้วจิตเป็นโสดาบัน จิตก็อยู่เหนือได้ จะไปประเทศไหนๆที่ไหนๆ มีอบายมุขเช่นนี้ก็อยู่เหนือ เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน นี่คือผู้มีธรรมกายแท้จริงในระดับโสดาบัน 4 .ประเด็นเรื่องการศึกษาในมุมมองของพ่อท่าน... ตอบ...เราทำไปตามลำดับก็คืบหน้าไปเรื่อยๆ พยายามดู จะมีอะไรดีๆ อาตมาก็ขอเล่านิดหนึ่งว่าการศึกษาตอนนี้อย่างอ.เอนก นาคะบุตร มาประสานกับเรา โดยที่คุณเอนก มีความอิสระของตนเองมา ใช้ปัญญาตนเอง ตัวคุณเอนกก็แอบเอาของอโศกไปทั้งยวง เมื่อรู้ว่าอันไหนเยี่ยมยอดก็เอาไปทำ อ.เอนกอ้างอิงในหนังสือนี้...ก็เลยเข้าใจอ.เอนกว่าเข้าใจอโศกอย่างไร เขาบอกว่า...ปี 41 ถึง 42 รู้ว่าท่านสูงกว่า มาร์ค (คาร์ลมาคส์) เพราะในใจผมจบที่มาคส์ ที่พ่อท่านทำนี่เป็น innovate เป็นนวัตกรรมสังคม อ.เอนกว่าเขาเอาทฤษฎีอโศกไปทำ ไปขยายผลในสังคมให้ได้ว่างั้นเลย ก็เอา ตอนนี้ก็มีอะไรหลายอย่างหลายใน ที่เชื่อมโยง เพราะเขาเป็นคณบดีอยู่ในสถาบัน อาศรมศีล ทางกรรมการอาศรมศีลก็รับรู้แล้ว ว่าเรากำลังทำ ว.นบ. อ.เอนกว่า เอาแบบอโศกเต็มๆเลย ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ เพราะเป็นที่ประจักษ์โดยชาวอโศกมีพฤติกรรมสังคมอยู่แล้วให้เห็น ให้ทำหลักสูตรเองเลย แล้วทำหลักฐานไป ปีสุดท้ายเอาหลักฐานไปก็ให้ปริญญาเลย ทางอาศรมศีลเขาก็กำลังทำเหมือนกัน แต่เขาทำไม่ได้อย่างชาวอโศก (ขออภัยพูดแล้วเหมือนใหญ่โต) อ.เอนกได้ปริญญาเอก แล้วเขาก็ไม่ไปรับใบ จบป.เอกเมืองนอกด้วย แต่เขาก็ทำงานมาตลอดเวลา ตอนนี้ไม่ค่อยสบาย ก็เลยต้องรีบทำงาน สรุปว่าการศึกษาคือการทำให้คนเจริญหมดความเห็นแก่ตัวแล้วมีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ 5 .การฆ่ากิเลสคือทำอย่างไร?... ตอบ...การฆ่ากิเลสเป็นการฆ่าที่สูงส่ง ไม่บาดเจ็บเลย ทำอย่างไรก็รู้กิเลสของตน รู้ได้อย่างไรก็ต้องมีโทรจิต ส่องกล้องในจิตใจ มันเกิดกิเลสเมื่อไหร่ก็เห็นจับตัวมันให้ได้เลย ดูสักกายทิฏฐิ ให้จับกาย ของตนที่เป็นองค์ประชุมของกิเลส ต้องรู้ตัวนี้ให้ได้ ถ้าไม่รู้ตัวนี้ก็โมเม เหมือนตำรวจจะจับโจรไม่รู้จักโจรเลย แล้วก็ไปนั่งซดเหล้ากับโจร กอดคอกับโจรเลย ไปสนุกสนานคบหากับโจร ไปอีก นั่นคือคนส่วนใหญ่ หรือคนมิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้ตั้งใจจับโจร หรือจะจับโจรฆ่าโจรก็เผาไปทั้งโลกเลย แล้วโจรตายหรือไม่ก็ไม่รู้ โจรหรือกิเลสนั้นเก่งนะ แต่เผาทำลายอย่างอื่นเกลี้ยงเลย โจรไม่ตายหรอก หนีเก่ง นี่คือวิธีปฏิบัติทางโลก ต้องมีโทรทัศน์ทางใจ เมื่อมีผัสสะ ต้องจับกิเลสที่เกิดให้ได้ อย่างน้อยต้องระงับกิเลส แต่เป็นการกดข่มเหมือนหินทับหญ้าไว้ ไม่ตาย ต้องมีปัญญาเห็นความจริงว่ามันไม่เที่ยง มันลดได้ แล้วเราทำให้กิเลสไม่มีในใจด้วยปัญญา อย่างรู้ๆเห็น แล้วทำให้กิเลสหมดไปด้วยไฟฌาน ฌานต้องมีปัญญา ฌานไม่มีปัญญาไม่ใช่ฌาน นั่นคือฌานคือไฟปัญญาที่เหนือชั้นกว่าไฟกิเลส พลังความรู้ ญาณ ปัญญาจะทำให้กิเลสลดลง เช่นในวิปัสสนาญาณ 9 อย่างลืมตาเห็นๆ มีจักษุ ญาณปัญญา วิชชา แสงสว่าง สรุปว่าต้องจับกิเลสให้ได้ แล้วฝึกฝนฆ่ากิเลสให้เป็น เป็นโยนิโสมนสิการ 6 .ความหิวกับความอยากต่างกันอย่างไร?... ตอบ...ความหิวคือความต้องการทั้งประสาทและสรีระต้องการมาให้สรีระอยู่ได้ แต่ความอยากนั้นเป็นกิเลส อยากทางกาม และภพ และยังมีอยากที่ต้องการฆ่ากิเลส เป็นตัณหาดับภพ ต้องฆ่ากิเลส กามภพ รูปภพ อรูปภพ ต้องเรียนรู้ความหิวเป็นสิ่งธรรมชาติ แล้วเรียนรู้ความต้องการที่เป็นกุศล อย่างพระพุทธเจ้าต้องการสร้างศาสนาจึงจะตาย นี่คือความอยาก จะเรียกว่าหิวก็ได้ หิวคือความต้องการที่เหมาะสม ไม่ใช่เพื่อตัวตนกิเลสแต่อยากนี่หิวอยากเพื่อกิเลส หิวเพื่อมาอาศัยหรืออยากทำประโยชน์เพื่อคนอื่นไม่เพื่อตัวตน แต่ถ้าอยากแล้วเอามาบำเรอกิเลสเรียกว่า กาม 7 .คำว่ากายคืออะไร?... ตอบ...กายถ้าไปหมายถึงแค่ภายนอกไม่เกี่ยวกับนามธรรมนั้นไม่ถูกแล้ว กายแยกกายกับจิตไม่ใช่ให้แยกขาดจากกัน กายขาดจิตไม่ได้เลย แต่จิตนี่ขาดมหาภูตรูปได้ 8 . คนเกิดมาเพื่ออะไร?... ตอบ คนเกิดมาเพื่อตาย แต่ตอนยังไม่ตายต้องศึกษา ทำส ิ่ งมีประโยชน์ อย่าทำส ิ่ งเป็นโทษ แต่สุดท้ายก็ต้องตาย ศึกษาให้ดีว่าอะไรคือโทษอะไรคือประโยชน์แล้วต้องหัดอย่าทำส ิ่ งเป็นโทษ ทำส ิ่ งเป็นประโยชน์ 9 .อยากทราบว่า งานภราดรภาพฯหรืองานเอื้อไออุ่นจัดที่ไหนบ้าง.?... ตอบ...เกิดทุกที่ที่ได้จัดขึ้น แล้วเป็นการถามอย่างพ่อๆลูกๆคุยกัน จำไม่ได้ว่าครั้งแรกเมื่อไหร่ ไม่แตกต่างกันที่อื่น ที่นี่นั้น เขาว่านะถูกผิดก็ว่ากัน เขาว่าคนใต้ไม่ค่อยรวมตัวกัน อิสระไม่รวมตัวกันทำดี เขาว่างั้นนะ จะบอกว่าแน่นแฟ้นกว่าที่อื่นไหม? ก็ตอบไม่ได้ เพราะดูว่าทุกคนกระตือรือล้นที่จะไปรับพ่อครูที่สนามบินแม้ฝนจะตก ก็ขอบคุณพวกเราที่ขวนขวาย พูดก็พูดเถอะเป็นคนมีปัญญาเลยไปรับอาตมา แต่ถ้าบียอนเซ่มาคนจะไปรับมากกว่าอาตมาแล้วมีปัญญาไหม? 10 .เวลาหลวงปู่เทศน์ทำอย่างไรไม่ให้ง่วงคะ ตอบ...ก็จำนนเหมือนกัน ก็พยายามอยู่นะ ให้ตลกบ้าง แต่พอถึงวิชาการก็แน่นหนัก ก็พยายามอยู่ รู้ว่าธรรมลึกหนัก ก็เป็นการอธิบายเหมือนเชิญยิ้มบ้าง แต่ตลกมากไม่ดีจะทำไงไม่ง่วงก็ต้องตั้งใจช่วยเหลือตัวเอง วิธีการก็มีทำใจให้ตื่น หยิกตัวเอง ออกไปเดินรับลมบ้าง แต่สนใจธรรมนี่แหละเรื่องหลัก มันมีธรรมรสนะ แต่ถ้าจับสาระยากเพราะธรรมลึกก็ยาก แต่ถ้าจับสาระได้ยิ่งร่าเริงเบิกบานในการฟัง 11 .พ่อท่านคิดว่าเมืองไทยมีความพร้อมในการปกครองตนเอง คือดูแลตัวเองไม่ต้องพึ่งตำรวจ ต้องปรับตัวเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้ปกครองตนเอง... ตอบ...ผู้ปกครองตนเองได้คือผู้มีธรรมะสูง รู้จักการมีชีวิตอยู่กับสังคม แต่ฤาษีว่าปกครองตนได้แต่ก็หนีสังคม นี่ไม่ถูกพุทธ การปกครองตนเองจะต้องหลุดพ้นจากอบาย ฆ่ากิเลสติดอบายได้ เราก็รอดพ้นจากสังคมต่ำอบายได้ ต่อมากับสังคมเฟ้อเกินจำเป็นแห่งชีวิตคือกิเลส ก็ลดลง ข้างนอกเขามีกามคุณ เรารู้แล้วไม่จำเป็นเราก็ลดละไป ทำไปทีละลำดับเราก็บริหารปกครองตนเองได้ เพราะเราหลุดจากส ิ่ งมอมเมาได้ เราหลุดพ้นจากสิ่งที่หลงงมงาย เช่นในมือถือนี่เราก็ต้องรู้มีสิ่งที่ติด เราก็ต้องเลิกมา ในโทรศัพท์มือถือยิ่งคุณภาพสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งมีสิ่งติดในนั้นมาก มีผีมาก พอหลุดพ้นได้ก็ไม่เป็นทาสส ิ่ งนั้น ในโลกมีส ิ่ งปรุงแต่งมาก ที่ใช้ภาษาว่า create ครอบงำให้คนเป็นเหยื่อตลอด ผู้จะปกครองตนเองได้ต้องเหนือโลกีย์ ไม่ตกเป็นเหยื่อแล้วจะมีทุนรอน แรงงาน เวลา เหลือไปช่วยสังคมได้ และคนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะปกครองตนเอง สังเกตว่าอาตมาทำงานกับพวกเราไม่ค่อยจู้จี้ให้พวกเรารู้จักหน้าที่กาละเวลา ไม่ได้เอาเงินลาภยศมาบังคับ แต่พวกคุณรู้ดีว่าต้องทำงานตามสำนึก ปัญญาเอง เมืองไทยยังมีไม่พอ จนกว่าจะเกิดพุทธธรรมมากพอที่จะปกครองตนเองได้ สรุปผู้ปกครองตนเองได้คือผู้พึ่งตนเองรอดแล้วช่วยผู้อื่นได้ เมื่อคนมีคุณสมบัติเช่นนี้สังคมจะดีไม่เบียดเบียนกัน ช่วยเหลือกัน ถ้าสังคมสูงแล้วตำรวจไม่ต้องมีมาก อย่างชุมชนอโศกเขาให้มีตำรวจบ้าน ไปอบรมเป็นตำรวจบ้าน พอมีตำรวจมาอยู่กับชุมชนอโศก ทำหน้าที่ไล่วัวไล่ควาย ไม่ต้องไปจับคนทะเลาะวิวาทไม่มี มีแต่ช่วยทำงานไป นี่คือเรื่องจริง