570904_ความรัก ๑๐ มิติ(๖)วนบ. เรื่อง มิติที่ ๒-๓ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570904_ความรัก 10 มิติ( 6 ) วนบ. เรื่อง มิติที่ 2 - 3
พ่อครู… วันที่ 4 กันยายน พศ. 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก หลายคนบอกว่าเป็นพระเป็นเจ้ามาพูดเรื่องความรัก มันก็ยังไงๆอยู่นะ แต่ในศาสนาเทวนิยมเขาใช้ความรักนำเลยนะ ความรักนั้น ความหมายก็ต่างๆกันไป ซึ่งกำหนดโดย สัญญา เป็นการตั้งกรอบความรู้ความหมายความเข้าใจต่างกัน ตรงกันบ้าง มีน้ำหนักต่างๆกันไปบ้าง แต่ก็พอรู้เข้าใจกันได้ว่า ความรัก มีความหมายอย่างไร? ก็เยอะแยะ จึงได้เกิด ความรัก 10 มิติ
มิติที่ 1 เป็นความรักที่เห็นแก่ตัวกันใน วงแคบ ๆ ที่จริงมันมีกิเลสเข้ามาปลอมปนทำให้ความหมายของความรักเสียไปเลย เป็นความชอบใจความผูกพัน ก็เลยเป็นเรื่องเสียไปหมด เมื่อเสียไปแล้วก็ยิ่งร้ายแรงไปทุกที จึงต้องมาแก้ความเห็นความเข้าใจผิด ให้เปลี่ยนความยึดถือ เป็นกามนิยม หรือเมถุนนิยม เกี่ยวกับความรักเรื่องเพศ คนคู่ ติดยึดหวงแหนกัน และกันอยู่สองคน
มิติที่ 2 คือความรักระหว่างสายโลหิต หรือระหว่าง พ่อแม่ลูก ก็ขยายขอบเขตความรักกว้างมาอีกนิด แต่ก็แคบมาก อยู่แค่แวดวงสายเลือดชั้นแรก ยังวนอยู่ในวงแคบ ไม่กว้างไปสักเท่าไหร่ แล้วถ้ารักอย่างหลง เฉพาะแวดวงพ่อแม่ลูกนั้นยิ่งหนัก จะเผื่อแผ่แก่วงนอกนั้นยาก จะเผื่อแผ่ออกนอก ก็ต้องฝืนใจ แม้ในหมู่ญาติ ก็แล้วแต่ จะกิเลสมากหรือน้อย จิตใจยังยาก ไม่ปราศจากธุลีแห่งความโลภ แต่ทำอะไรกับใครก็ยากจะเผื่อแผ่เขา มีแต่จะต้องหาประโยชน์จากผู้อื่น เขาไม่รู้ตัว สำหรับคนมีความเป็นเช่นนี้ จริงๆ เราจะดูยาก แต่จริงๆแล้ว ถ้าผู้สามารถตรวจไม่ลำเอียง จะเห็นว่าเรานี่แคบจริงๆ เหนียวจริงๆ อะไรนิดอะไรหน่อยนอกจากพ่อแม่ลูก ก็จะเกื้อกูลน้อย เผื่อแผ่มีน้ำใจน้อย คนเราก็สัมพันธ์กันหมด แต่ในตัวเองเรื่องเผื่อแผ่นั้นแคบ เรื่องทรัพย์สินเงินทองนั้นเห็น
อ่านต่อ
ง่าย แม้จะออกแรงช่วยคนอื่นก็จะยาก พฤติกรรมแบบนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะมิติไหนก็ตาม จิตใจของเขาก็สะอาดหมดจดยาก แต่ในระหว่างพ่อแม่ลูก ก็ยังมีความตระหนี่แทรกอยู่บ้าง ในบางครั้งคราว สมัยนี้จะดูยากขึ้น เพราะดูเหมือนเห็นแก่คนอื่น เผื่อแผ่คนอื่น เกื้อกูลคนอื่น แต่แท้จริงแล้วมีเล่เหลี่ยมหลอกใช้คนอื่น ดูดีมีน้ำใจก่อน แต่ประชานิยม เอาคืนทีหลัง ยกตัวอย่าง ครอบครัวทักษิณ เพราะอวิชชามันหลอก หลงว่าตนเองทำดีด้วยซ้ำ ทั้งที่ตนเองทำชั่ว เชื่อว่าตนเองมีคุณงามความดี แต่ในการเสียสละไปนั้นคิดไว้หมดแล้วว่า จะได้คืนมาอย่างไร ได้มากกว่าเดิมเท่าไหร่ จะบริสุทธิ์จริงนั้นก็น้อยครั้งน้อยราย ไม่มีพอที่จะทำให้ตนเองเลื่อนชั้นขึ้นไป เพราะเขาจะไม่ได้ศึกษาเพ ิ่ มขึ้น เพราะเขาคิดว่าถูกแล้วนี่ จะรักแค่ในครอบครัว จะรักมากแค่ไหนก็ไม่ผิดนี่ มันลวง เจ้าตัวลวงเจ้าของ ฟังดีๆแล้วจะได้คิดว่า เรายังมีความรักแคบๆ โดยเฉพาะคนมีลูกแล้ว ถ้าไม่พัฒนาเพิ่ม ก็จะแคบอยู่แค่นั้น เราเป็นนศ.ธรรมะก็เอาไปอ่านตน อ่านความจริงของตนเอง
มิติที่ 3 นอกจากจะเห็นแก่ลูกก็เห็นแก่ ญาติ ต่อไป มิติที่ 4 เพื่อ เพื่อน มิตรสหายแวดวงที่กว้างกว่าญาติ
ถ้าเราสามารถเห็นแก่ข้างนอกมากขึ้น และข้างในตัวเรา มีความเข้าใจยากอยู่เป็นเรื่องของการติดตัวเอง อย่างพวกฤาษี เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับสังคม กับญาติ เขาออกป่าแสวงหา เขาก็ดูเหมือนสละหมด เห็นแก่ผู้คน ไม่หวงแหน แต่ที่ไหนได้ เห็นแก่ตัวเต็มเหนี่ยวเลย คือชีวิตนี้ไม่ได้มีน้ำใจ พฤติกรรม เอื้อมเอื้อเกื้อกว้างแก่ใครได้เลย สังคมก็ไม่ติดใจศึกษามุมนี้ แต่ ศาสนาพุทธเป็น ศาสนาที่ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) พระพุทธเจ้าสำทับกับภิกษุอรหันต์ 60 รูปแรกเลย แต่ของฤาษีก็ตายไปในป่าเลย สรุปแล้ว ศานาพุทธเป็นศาสนาที่เป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ โดยละตัวละตน ละภพละชาติ แม้จะอยู่เป็นฤาษีไปอยู่ป่า ก็ไม่ได้เผื่อแผ่ใคร ตนเองก็ไม่มีทรัพย์ศฤงคาร แม้อยู่ในหมู่ ก็อยู่ในภพ กินแรงหมู่ กินอยู่กับหมู่ไป นี่คือนัยที่เราต้องศึกษาให้ดี ถ้าไม่แก้ก็เป็นอัตตาอยู่อย่างนั้น อย่าง ลัทธิฤาษี พวกเชน ก็กินน้อยใช้น้อย แต่ ไม่ได้มีประโยชน์แก่ใคร สมรรถนะที่มีก็ลืมทิ้งหมด ไม่ได้ใช้ประโยชน์กับใคร แต่ของพุทธไม่เบียดเบียนเห็นแก่ตัว ซ้ำยังมีสมรรถนะทำการงานอันปราศจากโทษ ปราชญ์ไม่ตำหนิ เป็นพลังสังคหะ คิดเป็นเงินเป็นผลผลิตถ้าคิดในหลักเศรษฐศาสตร์ ก็มีเหมือนทางโลก แต่เราก็พ้นลาภแลกลาภแล้ว ไม่เอาอะไรกลับมาคืนเลย แต่เหมือนเราไม่มีอะไรให้ใครเลย ไม่เหมือนมหาเศรษฐีที่บริจาคที่มากมายเป็นแสนล้าน ดูเขื่อง แต่พวกบุญนิยมที่ทำแล้วสะพัดไปเสมอๆ แต่พวกมหาเศรษฐีก็ใช้เครื่องมือวิธีการทุนนิยมในการแสวงหามาให้ได้มากๆ ขณะที่บุญนิยมไม่ได้ใช้วิธีการกลไกเช่นนั้นเลย เราทำอันที่ซื่อสัตย์ของเรา ได้เท่าไหร่เราสะพัดๆ เหมือนเราเองเราไม่มีมาก แล้วก็ไม่มีมากให้เห็น แต่เราไม่ได้ใช้วิธีซับซ้อนเหมือนโลกเราก็เลยไม่มีมาก แต่ถ้าคิดในหลักเศรษฐศาสตร์นี่คือเราไม่เสียผลในการสะพัดเลย เราสะพัดได้เร็วได้มากทันๆๆ คิดเป็นราคาในโลกสูงมากเลย เป็นความซับซ้อน เช่น ธนาคาร ขอให้เงินหมุนในธนาคารมากๆ รวมแล้วเขาจะได้กำไรมหาศาลเลย เพราะคนจำนวนมากเงินทิ้งไว้ที่ธนาคาร โดยที่ธนาคารไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว แต่เอาเงินที่คนไปฝากไปหมุน ได้เงินเพ ิ่ มมาอีกมากเลย ใช้ค่ายกลพวกนี้แหละ แต่ถ้าเขาเลิกกิจการเขาเป็นหนี้ทันทีเลย
มิติที่ 3 ญาตินิยม ... คือความรักที่แผ่ออกมาถึงญาติ นอกจากพ่อแม่ลูก ก็เผื่อไปวงศาคณาญาติ ยิ่งมากชั้น เพราะญาติมีหลายชั้น เป็นการยึดติดหลงใหลในเชื้อสาย เผ่าตระกูล หรือคนเป็นพรรคพวก นับเนื่องเป็นคนในด้วย ในความเป็นคน ก็น่าจะมีคุณค่าสำคัญ ที่ควรเห็นแก่ความเป็นคนอื่น กว้างมากกว่ายึดติดแค่วงศาคณาญาติ ซึ่งในหน้าที่ก็ต้องเผื่อแผ่ญาติก่อนก็ถูกแล้ว ญาติกานัญ จ สังคโห เป็นคำสอนพระพุทธเจ้าในมงคลสูตร การเกื้อกูลสงเคราะห์ญาติเป็นมงคลอันอุดม ก็ต้องควรทำอยู่แล้ว แต่ในสังคมมีตัวแทรกมาก บางที่ก็ควรเห็นแก่ผู้อื่นมากกว่าญาติ เพราะมีความจำเป็นประโยชน์ มีผลดีได้มากกว่า เฉพาะในญาติมิตร
มิติที่ 4 คือความรักที่เร ิ่ มขยายออกสู่หมู่ที่ กว้างกว่าญาติ เท่านั้น อาจจะแผ่ออกไป เพื่อนฝูงหมู่คณะ ก็ยังไม่มากพอที่จะเพื่อชาติ สังคม แต่ก็ได้มากว่าแค่วงแคบญาติสายโลหิต เป็นการแผ่นความรักสู่มวลชน ชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัด ...อย่างเราออกไปทำงานการเมือง ก็เหมือนข้ามขั้นสู่ระดับประเทศ หรือเราทำตลาดอาริยะก็เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน แต่แก่นเนื้อ เราประมาณตนอยู่ เราทำระดับชุมชน ตำบลอยู่ ไม่กว้างไปสู่ระดับอำเภอจังหวัด แต่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าได้เลยนะว่า...ต่อไปจะทำให้มากขึ้นกว้างขึ้น ต้องนับว่ามีคุณค่าสูงขึ้น ต้องลดตัวเราของเรา ขยายกว้างสู่มวลมนุษยชาติ ใครก็ตามเห็นแก่ความสุขของคนอื่นกว้างขึ้น ก็นับว่าเป็นความรักที่เจริญ มีค่าสูงขึ้น จะแผ่ขยายออกได้เป็นจริง ก็ค่าสูงจริงได้มากขึ้นเท่านั้น พวกเรานี่มีรูปธรรมนามธรรม ในความรักระดับที่ 4 ได้เต็มที่แล้ว และพ้นมิติที่ 4 ไปแล้วอย่างสวยงาม ส่วนมิติอื่นสูงขึ้น เราก็ทำไปควบคู่แล้ว จนถึงมิติที่ 7 แล้ว เป็นเรื่องความรู้ความจริง ที่เป็น Phenomenology( ปรากฏการณ์วิทยา) ไม่ใช่ศึกษาแบบ Prophecy(คำทำนาย) หรือ philosophy(ปรัชญา) ที่เป็นสายศรัทธา กับ สายปัญญา ฟุ้งซ่าน ทุกวันนี้พอเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์บ้าง เพราะผู้มีอำนาจในสังคมพอเห็นบ้าง อาตมามั่นใจในความดีที่จริง เขาจะมาเอาหรือไม่ก็แล้วแต่ ไม่มาก็ไม่เป็นไร มาก็ดี ถ้าเราทำดีให้มากพอ คนก็จะเห็นดีได้มากก็จะมาเอาเอง เราก็เห็นอยู่ว่าเขาไม่ค่อยมาเอา เหลือแต่ว่าเราต้องทำดีให้มากกว่านี้อีก
ถาม_ตอบ ประเด็น
ถาม… พญานาคเป็นอย่างไรมีจริงไหม? พ่อท่านว่า… สัตว์เลื้อยคลานพวกงูใหญ่ เป็นเจ้าป่าเลย ก็มีนักประดับประดาตกแต่ง ให้มีฤทธิ์รูปร่างมีหงอนงาม มีอะไรต่ออะไรเพ ิ่ มขึ้นพิศดาร ศิลปินก็คิดปรุงแต่งมา เป็นพญานาค ก็งูนั่นแหละ แล้วเห็นกันไหม? ก็เห็นโดย มโนมยอัตตา เห็นอยู่ใต้บาดาล ก็หมายความว่าโง่ดักดาน พวกงูนี่มุดคุดคู้อยู่ใต้บาดาล ในภาษาบุคคลาธิษฐานเขียนบรรยายไว้ว่าโง่จนจะมีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นจะทำให้เขารู้สึกตัวได้จากการหลับ พระพุทธเจ้าลอยถาดทองตกใต้บาดาล แล้วก็ตกกระทบถาดทองอันเก่าๆที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆที่เคยลอยไว้ กระทบกันมีเสียงกริ๊ง ก็ทำให้พญานาครู้สึกตัวขึ้นมานิดนึงว่าพระพุทธเจ้าเกิดอีกองค์หรือนี่ แล้วก็นอนต่ออีก คือเขาแดกดันพญานาค คือคนที่หลบลี้หนีไปไม่เอาถ่านเลย ในนิทานว่า นาคมาปลอมตัวบวช คือพวกขี้เกียจ เอาแต่นอน มาปลอมบวช แต่พออยู่ไปคนก็ไปเจอหางว่าเป็นนาค จับได้ก็จับสึกเลย เป็นทานเล่ากันไป ก็คือพวกนอนคุดคู้ไม่เอาถ่าน เป็นความรักมิติที่ 1 ที่อาตมาไม่เขียนคือ พวกเห็นแก่ตัวเต็มรูปเลย อย่างพระธุดงค์ ไปออกป่านี่แหละ แต่แท้จริงคือ นาคคือ ผู้เจริญ นาคะแปลว่าผู้เจริญที่ จะมาพัฒนามาบวชเรียนรู้เพื่อบรรลุนิพพาน คำว่านาคในความหมายที่ดีคือ อาริยบุคคล แต่เอาไปใช้จนเสีย หรือเจตนาใช้ประชดเลย แล้วมีไหม ก็มีอย่างเป็นมโนมยอัตตา เหมือน คำโกหกมีจริง แต่คำโกหกไม่จริง เช่นเดียวกับคนเห็นผี เขาเห็นของเขาจริงๆ แต่เป็นเรื่องปั้นเรื่องหลอกโดยตัวเขาเอง เหมือนฝันหรือจินตนาการปั้นรูป แต่ไม่จริง มันเป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต จะสร้างใหม่หรือเอาความจำมาก็ตาม บางที่ก็จำไม่ได้ นึกไม่ออก นึกก็ไม่เหมือนเก่า หรือจะเหมือนเก่าอย่างไรก็คือรูปที่คุณสร้างไม่ใช่ของจริงเลย
สรุป นาคที่เป็นตัวตนจริงๆไม่มี มีแต่ของลวง แต่ถ้าเอาความหมายทางคุณธรรมก็ไม่ค่อยได้แล้ว คำว่านาคเสียไปแล้ว ก็ตอบได้เลยว่า พญานาคไม่มีจริง
ถามว่า..เราทำความดีเพื่อคนอื่น นั้นได้อะไร? พ่อครูว่า ...เราทำความดีแล้ว ความดีนั้นอยู่ที่ใคร...ก็อยู่ที่เรา ทั้ง กาย วาจา ใจ เรา ทำดีติดจิตวิญญาณเราไป แล้วเราได้อะไร? เราก็ได้ความดี เราได้ก่อนเลย ...คือเวลาเราพูดนี่ เราบอกว่า ทำอันนี้ให้แม่หน่อยสิ ถ้าเราไม่เห็นแก่ตัว เราก็เห็นว่าทำให้แม่นี่ดีกว่า ทำให้ตนเอง
ถามว่า… ความรักมิติที่ 1 คือ ความจริงใจของคนสองคน แล้วถ้าไม่จริงใจ ก็เรียกว่าความรักไหม? พ่อครูว่า... การเห็นแคบ แค่คนสองคนอย่างจริงใจนี้ ก็คือชั่วมากเลย แคบมากเลย แต่คำถามนี่ก็คือว่า คงจริงใจกับคนอื่นเหมือนมีกิ๊กอย่างนี้แหละ ยิ่งไม่จริงใจก็ยิ่งเลวซ้อนเข้าไปอีก
ถามว่า… การรักที่ถูกต้องต้องเร ิ่ มจากมิติไหน? พ่อครูว่า ..ก็เร ิ่ มทุกมิตินั่นแหละ ทุกวันนี้มันเพี้ยนไปแล้ว ก็เร ิ่ มต้น ทำเพื่อคนอื่น เสมอ ให้จริงใจ
ถามว่า… ทำไมหลวงปู่ถึงบวช … พ่อครูว่า ...ก็เพราะว่าหลวงปู่ต้องทำงานศาสนา มาบวชแล้วคนก็รับได้ เผยแพร่ศาสนาได้ หลวงปู่เคยเผยแพร่ศาสนาตั้งแต่ฆราวาส แต่คนไม่ยอมรับ เพราะไม่มีสมมุติ หลวงปู่นั้นไม่ติดยึดตั้งแต่เป็นฆราวาสแล้ว
การบอกความผิดคนอื่น ให้ผู้ใหญ่ให้เข้าใจ เพื่อให้ความผิดได้เปลี่ยนแปลงแก้ไข การไปบอกความผิดของผู้นี้ๆ ให้แก่ผู้ที่จัดการได้ เราบอกด้วยเมตตา ไม่ใช่ใส่ความ ด้วยใจลบหลู่แต่อย่างใด แต่เราปรารถนาดีให้เขาได้แก้ไข นี่คือเรียกว่าให้ข้อมูล แต่ถ้าเราไปบอกโดยไปใส่ความ เพื่อให้ผู้ใหญ่เข้าใจผิด ใส่ไข่ ขยายความไม่จริงผสมผเสไป ให้ข้อมูลผิดๆแก่ผู้ใหญ่เรียกว่าฟ้อง และมีใจไม่ดีต้องการประจาน ต้องการให้ผู้ใหญ่ด่า หรือไปจัดการเขา ทำให้คนนี้ได้รับผลถูกด่า ว่าอะไรก็แล้วแต่ ถ้าจิตอย่างนี้ จิตไม่ดี เรียกว่า ฟ้อง ถ้าให้ไปบอกเรื่องไม่ดีแก่ผู้ใหญ่ ไม่ไปมีจิตไม่ดี และไม่ใส่ความ เรียกว่า ให้ข้อมูล
ถามว่า… ถ้าเราโกหก เพื่อช่วยเหลือคน บาปไหม? พ่อครูว่า ..บาป เราต้องฉลาดที่จะพูด เพื่อช่วยเขาโดยไม่โกหก เพราะโกหกก็คือ ไม่ตรง ถ้าเขาได้รับการช่วยเหลือด้วยการโกหก เขาก็จะเชื่อคำโกหกเราใช่ไหม? เขาก็เลยเชื่อส ิ่ งผิด คนก็รับความไม่จริง ก็ไม่ดี เราเอาขี้โคลนไปล้างความเปื้อนมันก็เปื้อนซ้ำเข้าไปอีก มี สีเหลืองเลอะ เราก็เลยเอาสีดำไปล้างสีเหลืองอีก ก็ไม่หาย ไม่เอาความผิดไปแก้ความผิด เรา ต้องเอาความถูกไปแก้ความผิด
ถามว่า… การดูแลลูกทำอย่างไร ไม่ให้เป็นมิติที ่ 2 พ่อครูว่า… จริงในโลกไม่มีหรอก ความรักความผูกพัน สัตว์เดรัจฉานมีลูกก็เลี้ยงลูกตามสัญชาติญาณ จริงๆ มันเป็นหน้าที่ ทุกอย่าง ไม่มีรักมีชัง ไม่มีเรื่องผูกพันติดยึด มันเป็นเรื่องหน้าที่ ใครรู้จักหน้าที่ ก็ทำให้ดีทั้งกาย วาจา ใจ แต่ไม่จำเป็นต้องมีอารมณ์ผูกพัน ไม่ต้องมีความรัก แต่มีความรู้ มีความรับผิดชอบ สัตว์เดรัจฉานมันดีกว่า คนที่เลี้ยงลูกให้รู้จักโต เลี้ยงพ่อแม่ให้รู้จักตาย มันเลี้ยงลูกโตแล้วมันก็ตัด ไม่เกี่ยวข้องต่อไป แต่มันทำหน้าที่เต็มที่ สละชีวิตเพื่อลูกด้วย เพราะเราทำให้เขาเกิดมา ทำอย่างไรจะไม่ให้ผูกพัน ก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดตรงที่สุด ไม่จำเป็นต้องมีอารมณ์ เท่าที่จำความได้ พ่อแม่ไม่มีมากอดจูบอะไรอาตมานะ ใครเข้าใจอันนี้ได้นะ ถ้าต้องเสียสละลูก เพื่อบ้านเมืองจะทำไหม?..หน้าที่ทำเพื่อบ้านเมืองสูงกว่าทำเพื่อลูกนะ แต่ในฐานะที่ลูกต้องช่วยก่อน เพราะบ้านเมืองมีคนช่วยเยอะแต่ถ้าลูกโตแล้วช่วยตนเองได้ ก็ต้องช่วยบ้านเมืองก่อน หรือลูกชั่วก็ปล่อยไปเลย นี่คือสัจจะ
ถามว่า … คนรักปลาทั้งแม่น้ำนี่ดีไหม? พ่อครูว่า ... สัตว์ต่างๆ เรา ไม่ต้องไปเลี้ยง มันหรอก ให้ มันรับวิบากของมัน ไป สัตว์บางตัวก็ต้องไปเกิดในดินแดนที่หากินยากมาก หรือคนนี่มีวิบาก ต้องไปเกิดประเทศที่หากินยากมาก สัตว์มันก็ต้องรับวิบากมัน หรือถ้าจะช่วย ก็เป็นครั้งคราวก็แล้วไป จะบอกว่าเมตตา แต่ไปจับสัตว์มาเลี้ยงให้มันเสียนิสัย เสียสัญชาติ จนมันหากินเองไม่เป็น ตาย เป็นบาปของคนที่ไปทำลายสัญชาติญาณสัตว์ เป็นบาปซ้อน ไปเปลี่ยนแปลงส ิ่ งที่ควรของเขา อาตมาก็พูดหลายทีแล้ว ไม่ต้องไปเลี้ยงสัตว์ แต่มันมีวิบากที่คนเคยเลี้ยงสัตว์มาแต่ชาติก่อนๆ มาชาตินี้ก็เลี้ยงอีก หากไม่ตัดวิบากเราก็ต้องมีอีกต่อไป สัตว์มันไม่รู้หรอก มีแต่เรานี่แหละ ไปทำเอง สรุปแล้วจะไปรักอะไรนักหนา ก็ดูแลมันบ้างถ้าจำเป็น แม้แต่คนเราก็ต้องปล่อยวาง แล้วยังเอาไปผูกพันกับสัตว์อีก เวรหนอเวร
ถามว่า … เรื่องเจ้ากรรมนายเวร? พ่อครูว่า ...ก็คือ วิบากของเราเอง เราต้องเจอกับอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราไม่ได้ไป แส่หาเอาเอง แส่หาภาระ ยกตัวอย่างชัดๆ คนนี่โลกเขาครอบงำทางความคิด ให้มีลูก ถ้าไม่มีก็แก่เฒ่า ไม่มีใครเลี้ยง ก็ต้องมี แต่บางคนก็อยากจะมี เพราะรักอยากจะมี และก็มีที่คุณต้องมีลูกจากวิบาก ลูกนี่คือเจ้ากรรมนายเวร และเราแส่หามาเอง เราอาจรู้ยาก ว่าเราแส่หามาเองหรือวิบาก แต่ถ้าเราศึกษา เราก็อย่าไปหาทางมีลูก อย่าไปสร้างสิ คุณก็แก้เจ้ากรรมนายเวรของคุณได้ ตัดทางเสีย เลิกให้ได้ ละกิเลสที่จะต้องพาไปมีลูกนี่ ชัดๆ เรื่องอื่นใดก็เหมือนกัน มันก็มีสองแง่ คือแส่หาเองกับวิบากมาทวง เราก็พอรู้ได้ แม้จะมีวิบาก แต่เราก็ควรรู้ว่าเราควรตัด แม้วิบากมาทวง เจ้ากรรมนายเวรมา จะไปเอาเรื่องลาภ ยศ เรื่องคู่ เป็นวิบากนะ ถ้าเราปฏิบัติธรรมแล้วลดได้ไหม เลิกได้ไหม ปลดปล่อยละหน่ายคลาย แต่ยิ่งชัดเจนว่าเราไปแส่หาเอง ก็โขกหัวตัวเองอย่างเดียว แบบเทวนิยม เรายอมไปทางชั่ว จำนนว่า ชั่วก็ชั่ว ยกตัวอย่างเช่น คู่คนนี้ต้องแต่งงาน เป็นบุพเพสันนิวาส เราเรียนธรรมะแล้วว่า บอกว่าไม่ต้องแต่งดีกว่า ต่อให้วิบากตามมาทวง เราก็ฝืน หาทางตัด เราก็อย่าไปแต่งสิ เราเรียนรู้แล้วว่าไม่ดี แต่ถ้าจำนนว่าต้องแต่ง ก็ไปทางเทวนิยม แต่เทวนิยม เขาก็ไม่ห้ามแต่งงาน ดีไม่ดีเขาก็ช่วยแต่งให้เสร็จเลย นักบวชทำพิธีให้ทำ แต่พระพุทธเจ้าให้อาบัติสังฆาทิเสสนะ รองจากปาราชิกเลยนะ …จบ