570910-ขอบุญโฮมศีรษะอโศก เรื่อง โลกุตรธรรม ๔๖ อย่างพิสดาร.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข14 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570910- ขอบุญโฮมศีรษะอโศก เรื่อง โลกุตรธรรม 46 อย่างพิสดาร พ่อครูว่า… วันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2557 ที่ บวร ศรีษะอโศก วันนี้เป็นโอกาสดี ได้มาพบพวกเราที่ศีรษะอโศก เรามาอยู่ที่ป่าช้าก่อน แล้ว ตอนนี้เขาก็ไล่เราออกจากป่าช้าแล้ว มันเป็นสัจธรรม ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แต่ตอนนี้เราก็ตั้งหลักอยู่ได้ ไม่ยุบ เราก็จะทำไปให้เป็นกลุ่มชุมชนมนุษยชาติ มีชีวิตสังคมกลุ่มที่เราเรียกได้ว่า สงฆ์ แปลว่าหมู่กลุ่ม แล้วไม่ใช่สงฆ์ธรรมดา แต่เป็นอาริยะด้วย เป็นกลุ่มคนประเสริฐ พูดไปแล้วเหมือนคุยตัวมี พุทธบริษัท 4 คือ ผู้มีศีล มีธรรม ซึ่งต่างจาก พุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ โดยพุทธสาสนิกชนคือ ผู้นับถือศาสนาพุทธทั่วไป ปฏิบัติก็ไม่ชัดเจน ทำตามเขาไป พูดว่าตนเป็นพุทธมามากะ แต่ก็พูดตามจารีต เป็นศีลพตุปาทาน แต่ไม่ได้เอาจริงปฏิบัติให้ได้บรรลุจริง ส่วนพุทธบริษัท ก็เป็นผู้มีมรรคผล เป็น บุคคล 4 บุคคล 8 มีการบรรลุธรรม เข้าถึงจริง เกิดผลตั้งแต่ต้นทาง มรรค ต้นทางแห่งมรรคคืออะไร คือโลกุตระ โลกุตระ มี 46 ถ้ารวมเป็นฐานะก็มี 9 ตั้งแต่ โสดาปัตติมรรค ไปถึงอรหันต์ และถ้าใช้หลักปฏิบัติเป็นตัวยืนยัน ก็คือ หลักโพธิปักขิยธรรม 37 ตั้งแต่เริ่มเลยคือ กายในกาย ผู้จะเข้าโลกุตรมรรคหรือยัง ก็ต้องเข้าถึงคำว่า กาย คำว่า กายคือองค์ประชุมทั้งรูปและนาม ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ก็เรียนรู้ พลังงานและสสาร แต่ของพุทธเรียกว่าวิชชาศาสตร์ กายในกาย ในสติปัฏฐาน 4 จะเรียนรู้ก็รู้ ก็ต้องเริ่มที่ปรมัตถ์ ให้มีความรู้ ความเห็นทิฏฐิ เมื่อรู้แล้วก็ไปปฏิบัติ ตั้งแต่ สัมมาทิฏฐิ 10 คือ ทาน ยัญพิธี สังเวย ที่มีผล กับไม่มีผล ต่างกันอย่างไร การ ทาน คือ การให้ เอาออก และ ศีล ก็คือ การเอาออกเหมือนกัน รวมหมดเลย ตั้งแต่รูปกับนาม ไม่ติดแม้ในนาม เวทนา สัญญา สังขาร หรือรูปก็ไม่

อ่านต่อ

ติด ไม่ยึดไว้ ไม่อาทาน ไว้ คนไม่รู้ก็ อุปาทาน แต่เราไม่ยึดแล้วก็ สม า ทาน ไว้ เราไม่ฆ่าสัตว์แล้ว เราไม่เอาของเขาในฐานแห่งการขโมยแล้ว เขาไม่ได้ให้เรา เราก็ไม่ไปเอา หรือราคะ กามทางเพศ หรือกามคุณ 5 ก็ไม่เอาแล้ว พูดปดไม่เอา การเมาในโลกีย์เป็นอบาย เราไม่เอา เราจะรู้ว่าถ้าจิตไม่ติดยึดแล้ว หรือยังติดยึดอยู่ ยังสัมผัสแล้วปรุงเป็น รสสุขทุกข์แก่ตนเอง เป็นสังขารธรรม เป็นตัวตน สัตว์นรก เทวดา สัตว์อบาย หรือสมมุติเทพ เป็นเทวดาสุขขัลลิกะ ถ้าอวิชชากัน ก็เป็นกันอยู่ทุกคน เทวดานั้น เกิดเมื่อกระทบสัมผัส ทางทวาร มีโคจรรูป มีปสาทรูป มีการดำเนินเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโลก มีพฤติกรรมองค์รวม ถ้าเหตุปัจจัย รูปนามกระทบกัน ตั้งแต่วัตถุ รูป ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วมีภาวรูป ปรากฏที่เรา มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ผู้ใดกำหนดรู้องค์ประชุมรูป นาม เรียกว่า กาย คำว่า กาย นี้เป็นภาษาไทยแล้วเพี้ยนไปจากปรมัตถธรรม ไปแปลว่าเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ร่าง ไม่เกี่ยวกับธาตุรู้ของจิตวิญญาณ ก็เลยทำให้ศาสนาพุทธเสื่อม อาตมาต้องมาฟื้น ผู้จะรู้ โลกุตรธรรมต้องรู้ “กาย” ซึ่งแม้เราจะมองเห็น แต่เราไม่ใส่ใจ ไม่เอาจิตไปสนใจ ก็ไม่เป็นกาย แต่ถ้าเรารับรู้เกี่ยวข้องก็เป็นกาย แล้ว กาย นี่คือ จิต ไม่ได้แยกกัน มันอันเดียวกัน กายนั้นไม่มีจิตไม่ได้ แต่ร่าง หรือ รูป ไม่มีจิตก็ได้ ถ้า รูปกายต้องมีจิต แต่ถ้า รูปรูปไม่ต้องมีจิต อย่างแสงมากระทบวัตถุ แล้วสะท้อนมาที่เรติน่าเรา ที่จริงแสงนั้น เดินทางเป็นเส้นโค้ง อาตมาเคยคิดได้ตอนเป็นฆราวาส ก็คิดว่าตนรู้คนแรก ก็ไปบอกน้องเขย แต่น้องบอกว่า ไอสไตน์ค้นพบมาก่อนแล้ว ตอนนั้นอาตมายังไม่รู้จักไอสไตน์ ...ถ้าแสงเดินทางตรง คนก็รับไม่ได้ มันจะมาหาเราก็แสงในแนวระนาบเท่านั้น ใน โลกนี้มีแต่ความโค้ง เป็นหลัก เพราะฉะนั้น คนจะทำความตรงได้อย่างแท้จริง ก็คือ อรหันต์ แม้อนาคามีก็มีส่วนโค้งอยู่ ผู้ใดรู้จักองค์ประชุมของรูป และนาม เมื่อสัมผัสแล้ว ก็รู้เข้าไปข้างใน ซึ่งไม่ได้ละสายตาไปจากสิ่งที่เรากระทบสัมผัส เมื่อสัมผัสก็รับรู้เอาไปวิเคราะห์วิจัย ให้รู้ว่ าองค์ประชุม คือ สังขาร มี กายสังขาร จิตสังขาร และ วจีสังขาร เมื่อสังขารเกิด เราก็ต้องวิเคราะห์ว่า มีเหตุปัจจัยอะไรทำให้เราทุกข์หรือสุข มันปรุงแต่งกันมาเป็นรูป ที่มีกิเลสร่วมด้วย มีกามหรือพยาบาท เห็นแล้วแก้วมังกรนี้สวยจัง กายเรามีแล้ว อยากได้ อยากมี อยากกิน อยากเอา เราก็หัดมี สติ รู้ มี ธัมวิจัย ตาม เพื่อค้นหาว่า อยากได้ อยากมี อยากเป็น ตัวนี้คือกิเลสกาม เราก็อย่าไปให้มีกิเลสอยาก กำจัดเลย ถ้า กำจัดได้ ก็เป็น วิตักกะ เป็น จิตสะอาด กายที่เหลือก็เป็นสังขาร เป็น กายสังขาร ที่เราได้จัดการกิเลสแล้ว ซึ่งเป็น จิตสังขาร ด้วย พอล้างกิเลสได้ ก็จะออกมาเป็น ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ไม่มีกามแล้ว และก็มาผ่าน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นกองตรวจสอบ เหมือนเป็นตรวจคนเข้าเมือง เป็น ตม. เข้าก็ตรวจ ออกก็ตรวจ ถ้า ตม.แข็งแรงก็ตรวจสอบได้ดี ก็เป็นวจีสังขารที่ดี แต่ถ้าตม.คอรัปชั่นก็เสร็จเลย วจีสังขาร จะออกไปเป็น กายกรรม วจีกรรม ต่อไปเรา เริ่มจับที่ สักกายะ เรารู้ด้วยตัวเราเอง สัมผัสแล้วรู้องค์รวม ชัดเจนว่าตัวนี้คือ ปรมัตถ์ จิต เจตสิก มี มโนปวิจาร รู้เคหสิตะ รู้เนกขัมมะ แยกออกได้ ว่าลักษณะอาการต่างกัน พ้นสังโยชน์ 1 และ 2 คือไม่สงสัยแล้ว ถ้าลดดกิเลสได้จริงก็ พ้นสังโยชน์ 3 เป็น โสดาปัตติผล หากลดไม่ได้ก็เป็นโสดาปัตติมรรค รู้ผีได้แต่ผียังมีอยู่เต็มเลย ยังไม่ถึงโสดาปัตติผล เรารู้ความไม่เที่ยง ที่พาทุกข์ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ทำให้กิเลสลดได้เลย แม้จะกดข่มมันได้ มันจะลดบทบาทลงได้ ไม่แสดงออกเต็มที่ กดข่มไว้ได้ แม้ไม่ให้มันเกิดได้ชั่วคราว คุณก็รู้ว่ามันได้ลด แต่มันเป็นวิธีชั่วคราว แต่ถ้าคุณสามารถรู้ วิปัสสนา วิธี ว่ามัน ไม่เที่ยง มัน พาเราทุกข์ เป็น สุขหลอก ๆ ถ้าเรารู้ชัดมีปัญญา ว่ายึดมันก็ทุกข์ เรามีปัญญาชัดว่าไม ่ ต้องไปทุกข์ ไปสุข มี สัมมัปปัญญา มากพอ เป็น ไฟฌาน ไปสลายตัวนี้ได้ ไม่ได้กดข่ม มันก็ลดได้ หรือค่อยๆลด จนมันดับ เห็นอาการดับได้ รู้สภาวะว่าไม่มีอาการของสภาวะกิเลสนั้น เรารู้ว่ากิเลสสัตว์นรก หรือสัตว์เทวดา มันมีชีวิตหรือตายไปอย่างไร มันไม่มีอย่างไร มันก็เป็นจิตสะอาด ไม่ใช่จิตเทวดาที่ปรุงแต่งมาอีก เป็นเทวดาอร่อยสมใจ ตามสมมุติเทพ แต่ทำให้เป็น วิสุทธิเทพ ได้ รู้เวทนาในเวทนา รู้เวทนา 108 รู้จิตในจิต ที่รู้โทสะ ราคะ โมหะ แล้วลดได้ เป็น สังขิตจิต วิกขิตตจิต มหรรคตะ อมหรรคตะ ...ทำจนครบ วิมุต อวิมุตติ ส่วนเวทนาก็เป็นเวทนา 108 ที่เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา ทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต ที่สูญไป จนทำนายอนาคตได้เลยว่าสูญ จิตก็ผ่องแผ้วไปตลอดเลย ก็จะมีกายใหม่ เขาเรียกว่า สัมโภคกาย นิรมานกาย อาทิสมานกาย สัมโภคกาย ก็คือมีชีวิตกินใช้ร่วมกับคนอื่น แต่ไม่มีกิเลส นิรมานกาย คือกายที่เราได้สร้างทำขึ้นมา เป็นกายแบบนี้ หรือ อาทิสมานกาย คือกายที่ไม่มีใครมองเห็น เป็นองค์ประชุมของธาตุ รูป นาม ซึ่งแม้สัมผัส ภายนอกกับเหตุปัจจัย ก็ไม่มีความเป็นสัตว์เลย ทั้งหยาบหรือละเอียดอย่างใด ก็หมดไป แม้เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ ซึ่งในวิญญาณฐีติ 7 ไม่มีตัวนี้ เพราะวิญญาณฐีติจะตั้งอยู่ ต้องมีตาหูจมูกลิ้นกายอยู่ แต่เนวสัญญาฯนั้นเป็น ผู้มีอรหัตตมรรค แล้ว ไม่ต้องการกระทบสัมผัสกับภายนอกเลย มีแต่จิตที่เหลือ แม้ไม่มีร่างเหลือ ก็ต้องรู้สัตว์ตัวนี้ให้ได้ ให้ พ้นอวิชชานุสัย ถ้ารู้ได้ก็ พ้นสัตตาวาส 9 ได้ สัญญาเวทยิตนิโรธ ได้ จากกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม คุณก็มีโลกุตระที่เลื่อนชั้นขึ้นมาเรื่อยๆ ต่อมาถ้าขยายความซ้อนไป เป็นสัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 คุณก็ต้องรู้สภาวะพวกนี้ทำได้จริง และเดินในร่องรอยของ โพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 ไหม? เป็นผลสำเร็จด้วย คุณก็เป็นโลกุตระไปทุกหน่วยของ โลกุตระ 37 เกิด Impact คือผลสำเร็จเป็นโลกุตรธรรม 9 ในปุถุชนไม่มีไตรสิกขา แต่ของ อาริยบุคคลมีไตรสิกขา รู้สักกายะ เราเป็นผู้มีดวงตา มีญาณปัญญา อ่านรู้ทั้งสิ่งที่เกิดทั้งหมด รวมแล้วเป็นความนึกคิดทั้งนั้นเลย มีสัจจะภาวะปรากฎทั้งนอกและใน มีทั้งวัตถุและจิตสังเคราะห์สังขาร เป็น สังกัปปะสมบูรณ์ หรือ ตักกะสมบูรณ์ ก็ได้ หรือทิฏฐิ ทฤษฎี หลักปฏิบัติที่สมบูรณ์ก็ได้ แล้วเราจะ ปรุงแต่งเพื่อช่วยโลก เขาได้ อย่างอาตมาทุกวันนี้ปรุงแต่งแทรกโอสถทิพย์ไปเรื่อยๆ เป็นนักวางยามือหนึ่ง นักวิสัญญีมือหนึ่ง แล้วพวกคุณก็ถูกผ่าตัด พยายามทำความประเสริฐสะอาดบริสุทธิ์ดีๆให้ การจะอนุโลมต้องรู้เรา อย่างอาตมาใครจะบอกว่าไม่เหมาะ แต่อาตมาก็ว่า ต้องทำขนาดนี้ คนถึงกินหรือรับได้ ต้องกาแฟยกล้อ ถึงกินกัน ขนาดหมา บางตัวก๋วยเตี๋ยวไม่ปรุงรสไม่กิน ขนมปังไม่ทานมเนยมันไม่กินด้วย ขนาดหมานะก็ติด แต่คนนี่ติดยึดมากกว่าเดรัจฉาน ก็แย่ยิ่งกว่าเดรัจฉานนะ อาตสรุปว่าเป็นกลุ่มของความคิดที่ก็คือ กายสังขาร จิตสังขาร แต่ถ้ากายนี้มีเงื่อนไขว่า เกี่ยวกับข้างนอก แต่ก็ต้องมีข้างในด้วย ไม่ทิ้งข้างใน แต่ถ้าไม่เกี่ยวกับข้างนอก ไม่เรียกกาย นี่คือกลุ่มของความคิด ที่อาตมาจะเชื่อมโยงถึง ว่า เราคิดอะไร? ตอนนี้เรามีสื่อสารที่ชื่อว่า เราคิดอะไร ทำมาครบ 20 ปีแล้ว ...กลอนเราคิดอะไร? พวกเราทำงานจนถึงขั้น ไตรตรา นิก ซึ่งเป็นนามปากกาอาตมา เขียนหนังสือเล่มเดียวคือ ศิลปะหรืออนาจาร ตอนนั้นหนังไตตานิกมันมา ก็เลยเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมา เพราะไตนานิกนี่หนังกามมามอมเมาเลย เราพยายามช่วยสังคมด้วยการ ไตร่ตรองตรวจตรา (นิก คือเนกขัมมะ) วันนี้ใครไม่รู้กายในกาย ก็ให้ไปทบทวนให้เข้าใจ แล้วยิ่งทำเวทนาในเวทนา จิตในจิต ก็เป็นโลกุตระที่สูงขึ้น ทำให้เป็นสัมมัปปธาน 4 ทำให้เป็นทุกปัจจุบัน ด้วยอิทธิบาท 4 เสริมเข้าไปอีก เป็นโลกุตระเสริมเข้าไปอีก สติปัฏฐาน 4 สัมมปัปธาน 4 อิทธิบาท 4 เป็นโลกุตระ 12 ทำให้มีอินทรีย์ 5 พละ 5 มีโพชฌงค์ 7 มรรค 8 ได้ครบ 36 แล้วมีผลเป็นโลกุตระ 9 ครบ โลกุตระ 46 เป็นอรหันต์ จ้อย (ภาษาอีสาน = ซะแล้ว) ชีวิตใคร มีชีวิตเป็นประโยชน์กับคนอื่น ก็สุดยอดแล้ว ใครไม่เข้าใจไปมีกิเลสทำร้ายทำเลวสูญเสียอีก มันไม่ดีเลย อาตมาเองนำธรรมะพระพุทธเจ้ามารือฟื้นได้ขนาดนี้ก็สบายใจขึ้นเยอะ ถ้าอยากให้อาตมาสบายใจกว่านี้ ทำไง?.....ก็ปฏิบัติธรรมให้บรรลุไง ตราบในมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากอรหันต์... ตอนนี้ได้อรหันต์ 1 รูปแล้ว แทนที่จะเป็นผู้ชายก็เป็นผู้หญิงเสียอีก แล้วประกาศตอนตายไปแล้วเสียอีกนะ เอาซัก 9 รูปจะไปรอด จะเจริญไง ไม่มีก็ถูไถไปเท่าที่มี เขากลัวว่าอโศกจะสูญหายหากอาตมาตาย เหมือนสำนักอื่นๆที่เจ้าสำนักตายไปไม่นานก็หมดเชื้อ จริงถ้าไม่เป็นโลกุตระจะไม่ถาวร แต่ถ้าโลกุตระจะไปได้นานได้จริง อาตมาก็ต้องพิสูจน์สัจจะนี้ด้วย ถ้าเป็นสัจจะจะคงทนต่อการพิสูจน์ อาตมาไม่ใช่ตัวตัดสินสัจจะเป็นตัวตัดสิน และคุณแต่ละคนต้องตัดสินตัวเอง อาตมาก็มองว่าพวกคุณได้เนื้อแท้ไม่ได้มาแกล้ง แล้วคุณจะแกล้งทำจนตายหรือ? จะแกล้งก็ทำไปจนตายทำให้ได้เลย และผู้ตรวจสอบของอโศกนี่มีเยอะนะ พวกคุณต้องรู้ประมาณ ตอนนี้อาตมาขยายโลกุตรธรรม ขยายคำว่า กาย และคำว่าบุญ ซึ่งคำเหล่านี้เพี้ยนไปมากแล้ว ไม่รู้โลกุตระหรือโลกียะ ไม่รู้บาปบุญ ก็จะไม่เหลือนะศาสนาพุทธ ต้องรีบมาช่วยกอบกู้ศาสนา ทางหมู่ใหญ่ก็ขมีขมัน อาตมาดูพลังงานทางคสช. ที่ทำงานก็ดูขมีขมันดีนะ อาตมาไม่เห็นนายกฯคนไหนที่ทำงานได้ขนาดนี้ สิ่งใดควรแก้องค์รวมเขาก็มีปฏิภาณปัญญาอยู่ดี อาตมาเคยตั้งข้อสังเกตว่า ประยุทธ์คือการรบ อาตมาก็พาพวกเราทำธรรมาธรรมะสงคราม ทำให้พวกเรามีกรณะ ถ้าทำได้ก็เป็นอรณะ แต่อยู่ในสนามรบ แต่ถ้าตายในสนามรบก็เป็นมรณะ ตายฟรีในสนามรบไม่ได้ผล แต่ถ้าได้ผลก็เป็นอรณะ หมดบุญหมดบาป ปุญญาปาปปริกขีโณ เป็นอรหันต์ก็สิ้นบุญสิ้นบาปแล้ว ของเรานี่คือ ญาติธรรม คือ พึ่งเกิด-แก่-เจ็บ-ตายกันได้ แม้ทางสายโลหิต แต่พึ่งไม่ได้ ก็ไม่ใช่ญาติ แต่ถ้าแม้คนละสายโลหิตคนละเชื้อชาติ แต่พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ ก็คือญาติ เราช่วยกันอย่างไม่ต้องการสิ่งตอบแทน เป็นส่วนรวมทำได้ แต่ใครจะมีกิเลส ก็จัดการของตนเอง องค์รวมของชาวอโศกอยู่ในฐานของอนาคามี แต่ที่สันติฯมีตัวแซมอยู่เยอะ ที่อื่นๆยังเข้ม แค่น ข้น เป็นฐานอนาคามีส่วนใหญ่ เป็นเรื่องแท้ ดูกายสังขารของชาวอโศก ไม่ต้องมองถึงจิตสังขาร เพราะยังมีกิเลสเหลืออยู่บ้างแต่ควบคุมรูปกาย ถือศีล 10 ทำงานฟรี เสียภาษี 100 % อบายมุขไม่มี จะมีตกหล่นก็เรียกว่าน้อยมาก ให้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง คูณหนึ่ง จะคูณอย่างไรก็ได้แค่หนึ่ง เรามี รูปธรรมของอาริยสงฆ์ จะเอาหลักธรรมวินัย 8 กถาวัตถุ 10 วรรณะ 9 สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 มาตรวจก็ได้ พิสูจน์ได้ แม้เศรษฐกิจ เราก็สาธารณโภคี ซึ่งสุดยอด แม้คอมมิวนิสต์ก็สู้ไม่ได้ ส่วนประชาธิปไตยนั้นสู้ไม่ได้แน่ เพราะเป็นระบอบคนโกง แต่คอมมิวนิสต์ก็โกงกันเฉพาะหมู่ แต่ประชาธิปไตยนี้ช่วยกันโกงไปหมดเลย นี่ยุคนี้แม้ไม่เห็นการโกงอย่างหยาบก็โกงอย่างซับซ้อนซ่อนเชิง รู้ไหมว่าอเมริกานี่โกงโลก ก็ดีที่มีจีนมาเป็นตัวต้านทานของโลก รัสเซียก็ถอยไปแล้ว ดีว่าจีนก็ขึ้นมา ส่วนญี่ปุ่นก็เป็นโลกียะ ไปไม่รอด แต่จีนขึ้นมา ในอนาคต จีนจะมีเชื้อศาสนาพุทธ เราสร้างเอาไว้เถอะ อีกหน่อยจีนจะเอาทรัพย์สินเงินทองวัตถุมาแลกโลกุตรธรรม ตอนนี้ศีรษะอโศกก็มีเกาหลีที่มีเชื้อจีนมาแล้ว สรุปแล้วชาวอโศกเป็นตัวอย่างของอารยธรรม เป็นสังคมศิวิไลซ์ แท้จริงที่ทางโลกเขาก็ต้องการแต่เขาไม่รู้ว่าคืออย่างนี้ เราจะแพร่ วิชชาศาสตร์ เราไม่เรียกวิทยาศาสตร์อย่างเขาแล้ว วิทยาศาสตร์แก้ปัญหาโลกไม่ได้ ต้องใช้วิชชาศาสตร์ อุดรศึกษา ของเราจะเป็น มหาวิชชารามนาวาบุญนิยม ไม่เรียกมหาวิทยาลัยเหมือนเขานะ ที่บ้านราชฯตอนนี้จิตวิญญาณจะเกิดอย่างหนึ่งสำคัญคือ ปลูกแต่ไม่เก็บ จนทรมานคนเก็บ เก็บคนเดียวก็ไม่ไหว ก็หัดขับรถไปเก็บผักได้ ใช้รถเข็นไม่ทันไม่ไหว ต้องใช้รถยนต์ เขาไปเจอว่าที่ครัวไปซื้อพริกที่ตลาดมาใช้ แต่เขาไปเห็นพริกที่สวนสีแดงมีอยู่ แต่ไม่มีคนเก็บ ก็สะท้อนใจ จนพูดออกมา แสดงออกมา ตอนนี้ก็เลยเร่งรัดพัฒนาว่าจะมีคนช่วยเก็บผักเพิ่มขึ้น ในงานเจเราก็จะพยายามทำผัก แต่ก็ไม่ทันแล้วตอนนี้ วนบ.ก็พยายามเร่งรัดพัฒนากัน นี่คือการเรียนรู้อุดมศึกษา แม้แต่ส่วนของคุณจรัสเขาก็ยกให้เราดูแล (คุณจรัส น้องชายคุณพิชิต พ่อของชิดตะวัน) ชื่อสวนโดมใหญ่ ก็ขมีขมันกัน ผู้มีศีลก็ขอให้มาพัฒนาอธิศีล ให้ เป็นประโยชน์ตน-ท่านให้สมบูรณ์ พร้อม …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน