570906_สรรค่าสร้างคน(๑๒)วนบ..doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570906_สรรค่าสร้างคน( 12 ) วนบ. เรื่อง นิยามของความจริง หรือสัจธรรม 10 ข้อ
พ่อครูว่า … วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก เราอธิบาย บุญนิยม กันต่อ...เบื่อไหม?....อาตมาว่า ถ้ามันมีญาณปัญญา มีความเข้าใจจริงๆ ปัญญามีความลึก ปัญญาจะเพิ่มความปักมั่น เชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น ที่อาตมาพูดนี่คือ ความหมายของ ศรัทธา คือ เชื่อถือ , ศรัทธินทรีย์ คือ เชื่อฟัง และถ้าพากเพียรจนมีปัญญาเห็นจริง ซึ่งปัญญาก็มีหลายชั้น เป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ จะเห็นจริง อย่างอาตมาเห็นจริง ในเรื่องบุญนิยม เรื่องการทำกิเลสออกได้ ตามแบบพระพุทธเจ้า สัมมาทิฏฐิ เป็นเงื่อนไขกำกับไว้ เพราะใครก็เข้าใจได้ว่า ก็ศรัทธา ก็มีปัญญา แต่ว่าของเขานั้น มันตรวจสอบไม่ได้ เป็นอัตโนมัติ ดีไม่ดีก็คิดเอง ปักมั่นยึดถือเอง แต่ของเราไม่หลงตน เราใช้หลักฐานของพระพุทธเจ้า เช่น หลักตรวจสอบ ธรรมวินัย 8 วรรณะ 9 กถาวัตถุ 10 สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 เป็นต้น พฤติกรรมต่างๆ ความจริงของเรา ตรวจกันกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไหม อาตมาไล่กันมาไม่รู้กี่สูตรๆ มันก็ตรงๆๆ และที่สำคัญคือ มันตรงแล้วลงกันได้ แล้วแต่ละสูตร อาตมาเห็นนะ แต่คนอื่นจะเห็นอย่างไรก็แล้วแต่ มันลงกันได้ทั้งนั้นเลย จะเอามาขยายมาต่อกันก็ได้เลย เช่น ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ ก็ตรงกัน เช่น เราถือศีล 5 ทำไปแล้ว เกิด ญาณ ปัญญา วิมุติ จิตละเว้นขาดได้ ก็เกิดสมาธิไปได้เรื่อยๆ จนเป็นปกติ จิตเราไม่ฝืนอีก ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่ปด ไม่เอาแล้วอบายมุข มันอุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่สุข อ่านอารมณ์อาการของเราได้ ก็เป็นปัญญาสอดคล้องว่านี่คือ ศีล สมาธิ คือวิมุติหลุดพ้นได้แล้ว มันไม่ขาดกัน แต่มันเชื่อมโยงอธิบายกันได้ ลงกันได้ แม้จะมากขึ้นเป็นโพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 มั
อ่านต่อ
นก็ลงกันได้ ไม่ขัดกัน เห็นแจ้งจริงจนปักใจมั่น อย่างอื่นเราก็รู้ไม่ใช่ว่า รู้แต่ของเรา เห็นข้อเสียข้อดี ที่เราตรวจพบสัมผัส ก็ยิ่งเห็นจริงว่าเราไม่ผิด เช่น เราเลือกเป็นคนจน มามีวัฒนธรรมเป็นอยู่อย่างนี้ นับวันก็เห็นว่ายิ่งดี ไม่ผิด ชัดเจน หมู่ก็เจริญ ตัวเราก็ยิ่งเจริญ ชีวิตเกิดมาเพื่อศึกษา พัฒนาตนเองเพื่อให้เป็นอาริยะ เราอธิบายลักษณะ บุญนิยมที่สมบูรณ์ 11 ประการ มาถึงข้อที่ 5 แล้ว
5 . เป็น สัจธรรม ความจริงของแท้ของมนุษย์และสังคม ซึ่ง ความจริงหรือสัจธรรมมีอะไรบ้าง? นิยามของความจริง หรือ สัจธรรม 10 ข้อ 1 . ต้องเป็น ความดี ...ถ้าชื่อว่าของจริงความจริงต้องเป็นความดี จะ ดีสมมุติ หรือ ดีปรมัตถ์ ก็ตาม เช่นเราเห็นว่ามาจนดี แต่โลกไม่เห็นว่าดี เราก็เข้าใจเขา เราจะเข้าใจว่ามาจนนี่ไม่ใช่ทรมานตนเลย แต่การไปมีมากเกิน สร้างอัตตา เป็นการทรมานตน เป็น อัตกิลมถะ ส่วนการสร้างกาม เป็น กามสุขขัลลิกะ แต่สร้างอัตตาเป็นความบำบาก ตั้งแต่ของมีค่า มีก็ต้องกลัวหาย กลัวโดนขโมย กลัวมันเสื่อมค่า กลัวมันจะไม่เป็นของตนอย่างเก่า สารพัด จะมีใหญ่หรือน้อยก็ตามฐานะ แต่เรามีน้อยก็ไม่เสียใจ ไม่ริษยาเขาเลย เป็นอยู่มานานหลายสิบปีก็สงบสบายดี ไม่ต้องเป็นภาระ ไม่ต้องแย่งชิงกับใคร มันสบายจริงๆ ในเชิงปัญญาจะเห็นจริงๆ 2 .เป็นความ ถูกต้อง 3 .เป็น คุณค่า ประโยชน์ 4 .เป็นไปเพื่อความ พ้นทุกข์ (อาริยสัจ) 5 . เป็นไปได้ 6 .รู้ได้แม้ขั้นนามธรรมระดับ สูงที่สุด ถึง อนัตตา สุญญตา 7 . เข้าถึง ความจริงนั้น หรือตนเองเป็นไปได้ ตามความรู้น ั้ นๆอย่างเต็มใจ แม้จะยังไม่สมบูรณ์ ถ้ายิ่งสิ้นกิเลสาสาวะ ก็ยิ่งจริง 8 .เป็นเรื่องที่ผู้ฉลาดหรือ ปราชญ์จำนน ต่อเหตุผล ต่อความจริงที่เป็นที่มีอยู่นั้น 9 . ไม่เป็นอื่น อีกแล้ว เป็นอยู่อย่างนั้น มั่นคง ยั่งยืน ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นแล้วเป็นเลย 10 .เป็นสภาพที่สามารถท้าทาย ให้มาพิสูจน์
ยิ่งให้คนอื่น ยิ่งเสียสละ ยิ่งไม่มี ยิ่งวิมุติ ก็ยิ่งมีพลัง แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร...แล้วอะไรคือกำลัง เมื่อเราให้เขาไปแล้ว จิตมนุษย์นี่นะ มันรู้กว่าเดรัจฉาน จะเป็นคนจนหรือโง่หรือพิการก็ตาม มันจะรู้ว่าคนที่ได้ให้เป็นคนที่มีค่า ถ้ามองในมุมง่ายๆตื้นๆนี่ คนจะเห็นว่าคนที่ได้ให้แก่เรานี่เป็นคนมีประโยชน์ เช่นมีอะไรเขาก็ให้เรา เขาจะขยันสร้างสรรเขาก็ให้เราๆ เขามีประโยชน์ต่อเรามากเลย จิตของคนจะเห็นว่า คนที่ให้เป็นคนมีประโยชน์ เขาให้ด้วยเกื้อกูลช่วยเหลือด้วยน้ำใจสุดยอด อันนี้แหละเป็นพลังคุณธรรม เป็นพลังธรรมะ พลังความดีงาม มีประโยชน์ เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลยที่จะเข้าใจ เราจะมีกำลังของ ปัญญา_วิริยะ_อนวัชชะ_สังคหะ ซึ่งเป็น ความจริงตาม สัจธรรม 4
1 .สัจธรรม 2 .สัลเลขธรรม(การขัดเกลา) การขัดเกลา ถ้าทะเลาะจนแตก ก็ไม่ใช่ แต่ถ้าขัดเกลากันแล้ว ได้ผลดี ลดอัตตาได้ ก็เจริญไม่มีจบ แล้วสังคมไม่มีการขัดเกลา ไม่ได้ ย ิ่ งขัดเกลายิ่งสงบ ยิ่งขัดเกลา กิเลสจะหมดก็ยิ่งจริงแท้ ถ้าเราเป็นได้เราจะย ิ่ งซาบซึ้ง จะยิ่งผนึก ยิ่งเต็มใจ จนจบกิเลสาสาวะ จบแล้วนิ่งเลย เป็นเช่นนั้น สิ้นสงสัย สิ้นกังวล จะมั่นใจอย่างนั้นตลอดกาลนานเลย และที่อาตมายังทำงานได้ทุกวันนี้ เพราะในไทยยังมีปราชญ์ผู้รู้อยู่ ยิ่งนับวันอาตมายิ่งปากมาก ว่าเขามาก ว่าแรงขึ้นหนักขึ้น ยกตนข่มท่านหนักเข้า แต่อยู่ได้เพราะเขารู้ว่าเป็นเรื่องถูก ค้านไม่ได้ แม้จะตีแสกหน้าเขา แต่เขารู้ว่าถูกก็ต้องจำนน เป็นเรื่องที่ทำให้เราอยู่ได้ นานปีก็อยู่ได้ไปเรื่อยๆ ปราชญ์ผู้รู้จะเป็นผู้ตัดสิน ปราบสิ่งไม่ดี มันเป็นเรื่องที่ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ตายแล้วตายเลย ไม่มีกลับฟื้น ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ หรือเชื้อเชิญให้มาดูได้ รายได้ ผลประโยชน์ของเรา คือ ได้ให้ หรือ เสียสละอัตตา ออกไปให้หมดเกลี้ยงนี่แหละคือกำไร หรือผลได้ผลประโยชน์ เป็นทั้งประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ต้องชัดเจนว่าอันนี้คือ ประโยชน์ตน เราให้เขา เราก็ได้ เขาก็ได้ มันเป็นเรื่องเหมือนพูดเล่นเป็นนิยาย ผู้ใดทำได้เป็น อุตมถะ เป็น ประโยชน์สุดสูง เลย โลกต้องมีคนอย่างนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะมีแต่ความเห็นแก่ตัวแย่งชิง ต้องมีคนอย่างนี้มาคานไว้ ไม่อย่างนั้นตายหมด เราจึงเป็นปรอทที่ถ่วงโฟม ทุกวันนี้เขาสร้างโฟมเต็มบ้านเต็มเมือง เป็นโลกียะ ฟ่าม แล้วสร้างคนให้เป็นผลสำเร็จเป็นหลัก สร้างให้เป็นอาริยบุคคลตามลำดับ ซึ่งวิชาที่เราเรียนคือ สรรค่าสร้างคน เราสร้างคน ให้เป็นคนโลกุตระ อย่างโลกุตระ 46 ต้องทำ โพธิปักขิยธรรม 37 เร ิ่ มตั้งแต่ สติปัฏฐาน กายในกาย ที่เราจะต้องศึกษาและสร้างตัวเรา เราทำได้เป็นผลจริง แล้วช่วยคนอื่นต่อ เราทำคุณอันสมควรก่อน แล้วค่อยสอนคนอื่น จึงไม่มัวหมอง เร ิ่ มต้นเราต้องรู้ว่า กายในกาย คืออะไร? เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ทั้ง กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่แยกให้รู้สภาวะ และ กาย นี่ เป็นองค์รวม ไม่ได้แปลว่า ร่าง รูป วัตถุ มหาภูตรูป แต่อย่างใด กายเต็มๆ มีทั้งวัตถุนอก มาประชุม โดยเรามีจิต เช่น ฟักข้าวที่บนโต๊ะ มันไม่รู้หรอกว่ามันเป็นกาย มันไม่รู้ตัวเองหรอกว่า ทำไมข้ามีหนามเยอะ มันไม่รู้หรอก เรียกว่า กายไม่ได้ มันเป็นรูปรูปเท่านั้น ไม่มีนามธรรม แต่คำว่ากายต้องมีนามธรรม มีทั้งจิตและรูปนอกด้วยรวมครบหมด ต้องเร ิ่ มรู้ความหมายของ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม รู้แล้วทำก็ปหานด้วย สัมมัปปธาน 4 ทำได้ผลจริง ก็ทำด้วยอภิสังขาร มีอิทธิบาทเป็นยาดำ กองเชียร์
ต่อไปเป็นการ ถาม_ตอบ
ถาม _การเห็นวัวควายเขาเลี้ยง แล้วต่อไปจะถูกนำไปฆ่า เห็นแล้วก็รู้สึกสงสาร เป็นการเห็นอาริยสัจหรือไม่? พ่อครูว่า ...การมีความรู้สึกเช่นนั้น ก็ดูว่าเป็นกุศล เราก็เข้าใจ แต่ถ้าเราสงสารมันมาก ก็จะลำบากใจเรา เราก็ต้องรู้ให้ชัด ถ้าเราสมควรจะช่วยได้เราก็ช่วย ควรช่วย แต่ถ้าไม่ควรช่วย ดีไม่ดีเห็นวัวควายมาก็ต้องไล่ไป เพราะมันรุกรานเบียดเบียน
ถาม _การทำงานด้วยจิตที่ดี แต่ทำงานไปเกินจนป่วย เรียกว่าไม่รู้จักกายได้ไหม? พ่อครูว่า ...ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันเป็นรูป ไม่ใช่นาม มันอยู่กับเรานะ แต่มันไม่ได้มีความรู้สึก ไม่มีปสาทรูป ตัดทิ้งได้หมด ตัดมันก็เฉยไม่ได้รู้สึกอะไร อย่าไปถูกเส้นประสาทมันล่ะ แต่ที่มันรู้สึก เพราะว่ามันติดกับประสาทเนื้อใน ผิวหนังถ้ามันหนามาหน่อยขัดมันออกก็ไม่รู้สึก …จบ