590717_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปรัชญาของวิชชารามนาวาบุญนิยม(ว.นบ).docx
เนื้อหาในไฟล์
590717 วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปรัชญาของวิชชารามนาวาบุญนิยม(ว.นบ)
ส.ฟ้าไทว่า….วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม 2559 ที่ บวร ราชธานีอโศก รายการวิถีอาริยธรรมที่บ้านราชฯ ใกล้เข้าพรรษาแล้ว ช่วงเข้าพรรษาพ่อครูก็เริ่มต้นพรรษามีกิจนิมนต์ไปเยี่ยมตามชุมชนน้อยใหญ่ ทั้งที่พ่อครูอายุมากแล้วแต่กิจการงานก็มีแต่เพิ่มขึ้นไปด้วย วันนี้พ่อครูจะมาพูดเรื่องการศึกษา ซึ่งการศึกษาทุกวันนี้เสื่อมลงมาก มีเด็กมาอบรมฯ ที่เรานี่ก็เอาบุหรี่มาสูบ มีเด็กนัดตีกันที่ผาแหงน เราก็เลยต้องปิดน้ำตกในวันราชการ และเรื่องของการศึกษาศาสนาสำคัญสุด หากไม่สามารถพาคนบรรลุธรรมแล้วก็เป็นไปได้ยากที่จะพัฒนาประเทศ พ่อครูว่า...พูดไม่รู้กี่ทีแล้วว่าชีวิตเกิดมาประการศึกษาแน่นอนว่าชีวิตจะต้องตายแต่ชั่วระยะเวลาที่เรายังไม่ตายนี้จะต้องศึกษา ในระยะเวลาที่ไม่ตายนี้แต่ละอัตภาพนั้นจะเจริญหรือเสื่อมลงก็ได้ แล้วเสื่อมลงคืออะไรเจริญขึ้นคืออะไร เจริญขึ้นคือเจริญขึ้นเพราะมันไม่เห็นแก่ตัวหรือลดกิเลสได้ การลดกิเลสได้นี่เป็นคำที่ยากกว่าการไม่เห็นแก่ตัว การไม่เห็นแก่ตัวนี้แสดงออกภายนอกภาคการแสดงออกภายนอกนั้นไม่เป็นไปเพื่อตัวเองเพื่อความโลภเอามาให้แก่ตัวเอง กายวิญญัติ ข้างนอกก็ชัดเจนได้ วจีวิญญัติภาษาพูดก็แสดงส่อเพื่อไม่เอามาเพื่อตัวเองก็ยืนยันได้ภายนอกที่รู้ร่วมกัน เปรียบเทียบกันเลย แต่ถ้ากิเลสข้างในเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ยิ่งเป็นสภาพองค์รวมครบเต็มที่ก็จับมาเป็นตัวเป็นเนื้อแท่งก้อนก็เอามาเปรียบเทียบได้ว่าใครของจริง ผู้รู้ผู้สั่งสมตามพระพุทธเจ้า คือโพธิสัตว์ ได้ตามมิติต่างๆ ตั้งแต่โพธิสัตว์ระดับโสดาบันโพธิสัตว์ สกิทาคามีโพธิสัตว์ อนาคามีโพธิสัตว์ อรหันต์โพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ สัมมาสัมพุทธโธ
อ่านต่อ
คือพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่มีค่าใช้จ่ายหรือเอาให้แก่ตัวน้อยที่สุด แล้วมีแต่การกระทำที่เป็นการให้ผู้อื่น เสียสละที่แท้จริง การศึกษาของคนที่มีกิเลสเห็นแก่ตัว แล้วก็ยังเห็นแก่ตัว ความรักที่เห็นแก่ตัวมากที่สุดคือเห็นแก่คนสองคนเท่านั้นคือเมถุนนิยมหรือกามนิยม ลูกเขายังไม่เห็นแก่เลย เห็นแก่แค่สองคนเท่านั้น เป็นความรักที่แคบที่สุด นับเริ่มต้นจากสองหน่วยเป็นต้นไป ถ้าหน่วยเดียวเห็นแก่ตนไม่เห็นแก่ใครเลย คนนี้ไม่มีคุณค่าประโยชน์อะไรเลย คนแบบนี้ไม่ต้องอธิบายเลย ลูกนี่เป็นหน่วยที่สาม เขายังฆ่ากินเนื้อเอาเลย เหมือนในพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ การศึกษาที่ไม่สามารถละหน่ายคลายจางกิเลสได้ก็หมดเลย ทำให้คนเลวกว่าเดรัจฉาน ถ้าความรักแคบๆ แค่สองคน ก็เรียนรู้แล้วเลิกจากความรักมิตินี้ มาเพิ่มมิติขึ้นเป็นระดับที่ 2 เช่น เห็นแก่ลูกบ้าง เป็นสามหน่วยก็ดีขึ้น เริ่มดีขึ้น มิติที่ 3 ก็เห็นแก่โคตรตระกูลตนเอง เป็นป้าน้าอาหลาน เผื่อแผ่ญาติ แล้วเพิ่มเป็นมิติที่ 4 สู่ ชุมชนนิยม มาสู่มิติที่ 5 ชาตินิยม(รัฐนิยม) มิติที่ 6 สากลนิยม(จักรวาล) อันนี้นับเอาทางวัตถุเผื่อแผ่ไปทั่วสากล แต่จิตจะจริงหรือไม่ก็ได้ มิติที่ 7 เทวนิยม (ปรมาตมันนิยม) อันนี้เน้นที่จิตจริงตามแสดงออกภายนอกด้วย มิติที่ 8. อาริยนิยม (อเทวนิยม) คือเป็นอาริยบุคคล เริ่มลดกิเลสได้แล้ว เป็นลำดับ มิติ 9. นิพพานนิยม (อรหันตฯ) มิติ 10. พุทธภูมินิยม (หรือ.. โพธิสัตวภูมินิยม) อันนี้เป็นผู้สามารถอนุโลมแก่คนอื่นได้ ทำเหมือนคนอื่นได้แต่ไม่ได้ติดยึดแบบคนอื่น อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ทำได้ตามภูมิ และจะสูงกว่านี้ได้อีก การศึกษาที่ไม่เห็นแก่ตัวเป็นแก่นแก่สัตว์โลก ธรรมดาสัตว์หรือคนก็เลี้ยงตัวเองรอด ถ้าไม่รอดก็ตายไปสิ คนที่มีคุณค่าต่อสังคม คนอื่นจะเห็นค่าอุ้มชูท่านไว้ เพราะเรายังไม่ได้สิ่งสูงค่านั้น เราก็ต้องอาศัยท่านอยู่ก็ต้องเลี้ยงดูอุ้มชู ท่านไว้ เป็นสัจจะที่เป็นเช่นนี้ ถ้าเข้าใจสัจจะอันนี้ได้แล้ว ความรู้ทางเทคนิคนี้เพิ่มได้ ถ้าไม่มีความรู้เทคนิคเลย ธรรมชาติก็สร้างมันเองแล้ว เป็นดิน หิน ชีวะ มันก็เป็นเช่นนั้นของมันอยู่แล้ว ใครจะไปทำลายมันมันไม่รู้เรื่องด้วย ไม่ว่าจะอุตุหรือพีชะ แต่จิตนิยามนี่ยอดวุ่นวายทำร้ายเขา หรือจะต่อให้ดีก็ได้ เราต้องมาล้างพลังงานตัวเลวร้ายที่ไปทำร้ายทำลายเขานี่ให้ออกไป เหมือนพีชะที่ทำแต่สร้างสรร ล้างพลังงานตัวร้ายเหลือแต่พลังงานจิตตัวดีมาทำงานร่วมกับพลังงานพีชนิยามที่มีอยู่แล้วทำประโยชน์ได้มากขึ้นอีก ความรู้เทคนิค ยุคไม่มีคอมพิวเตอร์กลับสงบสบายกว่านี้อีก ยุคนี้มีดิจิตอล ก็ยิ่งเลวร้ายเสียด้วย แต่คนมันคิดมาแล้ว ใช้ประโยชน์และโทษมีมาแล้วห้ามมันไม่ได้ ก็แก้ก็บรรเทาตัวจิตได้ จิตจึงเป็นสำคัญ ถ้าเผื่อว่าการศึกษาไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ แนวทฤษฎีการกำจัดกิเลสชาวอโศกพร้อมมั่นใจว่ามี หมู่อื่นเขาก็มั่นใจของเขาเขาก็ทำแล้วใครเก่งกว่ากัน ใครทำประสบผลสำเร็จกว่ากันเมื่อทำสำเร็จก็จะแสดงพฤติกรรมอยู่ในสังคมมนุษย์ เราก็จะรู้ว่าอะไรจริงกว่ากัน พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะรู้ว่าคุณสมบัติของใครเป็นอย่างไรต้องปฏิบัติอยู่ร่วมกัน แล้วก็ใช้ปฏิภาณปัญญาของคนแต่ละคนมาให้คะแนนหลายคนรวมคะแนนกันก็ใช่จึงเป็นสัจจะ ที่อธิบายสัจจะ 3 อย่างไม่มีอย่างอื่นแล้ว ถ้าแย้งอยู่ไม่เป็นหนึ่งเดียว ถ้าไม่แย้งแล้วก็เป็นหนึ่ง ถ้าใครกำหนดของตนเองแล้วก็ยอมกับหมู่กลุ่มคนนี้ปัญญาสูงสุด เราเห็นเช่นนี้ แต่ส่วนรวมไม่เห็นอย่างเรา เราก็ต้องละตัวตน เราก็ยังเชื่อว่าของเราดีที่สุด สัญญา ย นิจจานิ เราก็ไม่เอาของตัวเองก็เอาตามคนอื่นก็ละตัวตนแล้วก็จบ สังคมจะอยู่ราบรื่นเรียบร้อยง่ายงามก็ถ้าจิตวิญญาณเป็นเช่นนี้ก็สงบ เมื่อสงบรวมกันดีพร้อมกันก็จะทำงานสร้างสรรร่วมกัน ปลูกผักร่วมกัน ทำอะไรร่วมกันก็สำเร็จทั้งนั้น สุดยอดของพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้อาการของจิต แบ่งแยกอกุศลจิต กุศลจิตได้ก็จบ ทำธรรมะสองให้เป็นหนึ่งได้ ตัวไหนเก๊กว่ากัน เอาตัวเก๊ออก เหลือแต่ตัวดี ก็แค่นั้น ความสำเร็จ ในสังคมถ้าคนไม่เห็นแก่ตัวนี่ มันไม่เห็นแก่แม้แต่ญาติ ก็จะสงบร่มเย็น แต่นี่ยังเห็นแก่ญาติก็ยักไว้ให้แก่ญาติ เป็นญาตินิยม ยิ่งไม่ใช่ญาติแล้วเห็นแก่พรรคพวกเป็นกลุ่มเหมือนธัมมชโย เป็นทุนนิยม capitalism เป็นทุนนิยมพรรคพวก ตัวธัมมี่นี่เป็นตัวอย่างทุนนิยมพรรคพวกเลย แล้วเป็นจริงไหม? ก็จริง คนที่ไม่เป็นแล้ว ชาวอโศกเรามีหมู่พวกแต่จิตเราไม่เหมือนเขา พวกนั้นรวมพลพรรคเพื่อเห็นแก่ตัวเอง คุณอยู่กับอาตมาอาตมาเหมือนหัวหน้า อาตมาไม่ได้ทำเหมือนธัมมี่ คุณก็ต้องใช้ปัญญาตนเองเลือกว่าเหมือนกันไหม สิ่งจริงจะปรากฏ ยิ่งเห็นทางทวาร 5 เป็นกายวิญญัติครบก็ยิ่งจริง ถ้าเหลือแต่วจี ก็เทียบกันไม่ครบ ยิ่งบอกว่าอยู่ในแต่มโนวิญญัติใครก็ไม่รู้ใครด้วย ถ้ามันมีภายในมันอดไม่ได้ต้องออกมาให้เห็น การศึกษาของพุทธ ยุคนี้ ต้องเห็นแก่ที่แคบและกว้างขึ้น ถ้าเห็นแก่ตัวคนเดียวคนนี้แย่มาก เอาไปทิ้งทะเลลึกไกลๆ เลย ยิ่งกว่าสัตว์ แม้เห็นแก่แค่สองคน ก็ต่ำอยู่ ต้องเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างต่อลูกต่อญาติ ต่อสังคม ต่อสากล สูงไปจนไม่มีขีดคั่นเลย อัปปมัญญา อย่างมีปัญญาเลือกเฟ้นจะอนุโลมแก่ใครตามควร แล้วก็ช่วยกัน พลังงานอย่างนี้อาตมาว่าสุดแล้วในมนุษย์ พวกเราอยู่ร่วมกันกับโลกกับสังคม ก็มีสัญญากำหนดหมายร่วมกัน ก็ถือร่วมกันมา ใครจะเบี้ยว ทำให้ผิดจากสัญญาอันนี้ไม่ได้ คนเราเมื่อรู้จัก คนเราก็ใช้สัญญา ก็ทำ แต่อยู่กับโลก เราจะไม่สัญญากับใคร ทำเดี่ยวๆ คุณค่าประโยชน์มันไม่เกิด เป็นความจำเป็นที่ชาวอโศกจะต้องมีนิตินัยร่วมกับสังคม แต่เราก็ไม่ต้องไปทำถึงกับต่างประเทศ เช่นเราไม่ทำมหาวิทยาลัยต่างประเทศ วิทยาลัยเราจะทำเพื่อคนไทย หากเขาเห็นดีด้วยเขาจะให้ทำ แต่เราทำดียังไม่เห็นผลดี เขายังไม่เห็นผล เพราะเราทำดียังไม่มากพอ เราก็ทำไปอีก ทำไปจนไม่สิ้นสุด แต่เขาไม่เห็น เราก็ไม่ขาดทุน ทำดีคือซื่อสัตย์สร้างสรรเสียสละ ทำให้มากๆๆๆเท่าไหร่ คนไม่เห็น สังคมไม่เสียหาย เราไม่ขาดทุน จะไปน้อยใจหรือเสียใจทำไม? ซื่อสัตย์ สร้างสรร เสียสละ ทำไปไม่สิ้นสุด คนไม่เห็นเราก็ไม่ขาดทุนสังคมก็ไม่เสียหาย...พ่อครู 17 ก.ค. 2559 ซื่อสัตย์ สร้างสรร เสียสละ เอาให้แม่น สามเส้าอันนี้อาตมาว่าคนจะเห็นดีหรือไม่? อาตมาว่าเป็นประโยชน์สมบูรณ์แบบแล้ว เราทำการศึกษามา ตั้งแต่มวช. หรืออย่างอื่นอีก จนมาถึงตอนนี้ ว.บบบ. และว.นบ. ว.บบบ.นี้กว้าง อยู่ไกลหรือใกล้ก็มากัน เวลาจะมาสอบวัดค่ากัน นั่น ว.บบบ.แต่ทีนี้ ว.นบ.ก็จัดกรอบขอบเขต ใกล้ชิดกัน แน่นกว่า ก็มีสองลักษณะเด่น อาตมาไม่ทิ้งสองลักษณะนี้ ว.บบบ.ก็เก็บกวาด ใครจะจรมาติดร่างแหก็มา อันนี้เกื้อกว้าง แต่อันนี้เกื้อแน่น แคบสร้างแกนไปเรื่อยๆ ชัดๆ ที่นี่ เรามีม็อตโต้อยู่สามคำ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา เป็นพื้นฐาน ต่อมา ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา ต่อมาก็ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา แล้วอันไหนจะเป็นของ ว.บบบ.หรือของว.นบ.กัน ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา กับ ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา อันหลังดูจะศักดิ์สูงกว่า แล้วว.นบ.กับว.บบบ.ใครจะมีศักดิ์สูงกว่าใคร? อาตมาก็ว่า ว.นบ.จะสูงกว่าเพราะเป็นเนื้อเป็นแก่นกว่า แต่ว.บบบ.นี้ กว้างไกลกว่า ยังตามตัวไม่ได้เลย ก็ไม่ได้ประโยชน์เท่าว.นบ. ตกลง ว.นบ.คือ ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา เรา ว.นบ.นี่เดิมเราใช้ ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชชา แต่วันนี้ ยึดเอา ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา มาไว้ที่ ว.นบ.แล้ว ตกลง ว.บบ.เอา ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชาไป ปีนี้ขึ้นปีที่ 3 ของ ว.นบ. เราก็ทำงาน เราก็อยู่กับมนุษย์กับสังคม เราก็มีวิธีการเหมือนชาวโลก เป็นแต่เพียงผลสำเร็จการศึกษาได้ความจริงแค่ไหน เราก็ว่าเราได้ ความจริงนี้ไปเรื่อยๆ ว.นบ.มีปรัชญาว่า ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา ก็มาขยายความคำว่า ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา สืบสานวิชชา… วิชชาคืออะไร? ที่เราจะสืบสาน อันนี้ต้องจริง ถ้าไม่จริงสืบสานไม่ได้ วิชชาของพระพุทธเจ้ามี 8 วิชชา 8. .(เป็นเรื่องของปัญญาวิมุติ) 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) ต้องมีการเห็นทั้งภายนอกภายใน ตามวิโมกข์ 8 มีธรรมะสองด้วย และยืนยันร่วมรับรู้กันได้ตั้งแต่สองคนเป็นต้นไป ยืนยันกันได้ 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความ เกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้) . 3. อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) . . ดู พตปฎ.9/133 4. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) 5. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน) & 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 7. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) . 8. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม 9 ข้อ 127 - 138) ขณะนี้เราก็กำลังยื่นขออนุมัติทำมหาวิทยาลัย แต่อาตมาก็พูดบ่อยกว่าเขาไม่อนุมัติ แต่พวกเรามาท้วงว่า ยังไม่ได้ยื่นเข้าไปเลย ...เขาเลยไม่อนุมัติ เราก็จะสร้างอาคาร สวน. (สัมมาสิกขานาวาบุญนิยม) เป็นอาคาร 2 ชั้น พื้นที่ชั้นละอย่างน้อย 11 ไร่ คนที่จะใช้งานจริงคือ ว.นบ. (วิชชารามนาวาบุญนิยม) สิ่งที่มันดีจริงแล้วผู้รู้ไม่ปฏิเสธ เขามีแต่จะให้เป็นหลักเป็นตัวอย่างเลย ปัญญาแท้จริงจะตรงกัน ในพฤติการที่เราทำเป็นความเจริญเสฏโฐ เป็นเศรษฐศาสตร์ เป็นสาระเป็นปัจจัยแท้ๆ ของชีวิตเราก็มากำหนดรู้ว่าอะไรจำเป็นต่อชีวิต ไล่ไปตั้งแต่ ข้าว ผ้า ยา บ้าน แล้วมีอุปกรณ์ บริขารที่สำคัญที่ต้องใช้ ความฉลาดของคนที่ซื่อสัตย์เสียสละไม่เห็นแก่ตัวเป็นความเจริญที่ได้จริง เป็นเสฏโฐ ทำให้มนุษยชาติอยู่เย็นเป็นสุขเป็นค่ารวมของพฤติกรรมมนุษย์ที่จะต้องทำเช่นนี้ให้แก่กันในสังคมเป็นความรู้สูงสุดแล้วเราก็รู้อย่างที่อาตมารู้อย่างที่อาตมาพาทำ 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) มีน้อยๆ เราก็เบา แล้วอยู่กับหมู่เกื้อกูลกัน สิ่งที่เป็นทรัพย์แท้ของเราคือ ความขยันกับสมรรถภาพ เรามีสองอย่างนี้เมื่อไหร่ก็ออกมาเป็นพฤติกรรมได้ ไม่เห็นแก่ตัว สร้างสรรเสียสละ น้อยก็พอ 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) เรามั่นใจในหมู่ เราไม่เบียดเบียนเพื่อน ทำเผื่อพอ แต่เราทำไม่ไหว เราแก่หมดแรง คนเขาก็ช่วยกัน สังคมนี้เป็นสังคมช่วยคน ยิ่งเรามีคุณค่ามาก่อน เขาไม่ทิ้งเราหรอก 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) จากศีล 5 เป็นศีล 8 เป็นศีล 10 เป็นศีล 43 เป็นศีลที่ได้แล้วไม่ต้องเคร่ง 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 คนมีคุณธรรมเพียงพอเชื่อมั่นในหมู่กลุ่มที่ดีเพียงพอก็ไม่ต้องสะสม ใช้ร่วมกันส่วนกลาง ไม่มีก็ช่วยกันสร้าง 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) อันนี้ขยันเสมอ เอาให้เก่ง ใครจะเก่งกว่าวรรณะ 9 นี้ก็ไม่ว่ากัน ..การไม่สะสมของพ่อครูนี่ซับซ้อน เราต้องดูแลของส่วนกลาง ไม่สะสม แต่ต้องระมัดระวังเอาภาระ ไม่สะสมแต่ต้องสร้างรวมให้ดีเสมอ ไม่ดูดาย ไม่มือห่างตีห่างไม่เอาภาระ ก็ใช้ไม่ได้ ในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่รวบรวมมาได้ก็เท่านี้ ก็ทำให้มีคุณสมบัติเหล่านี้ สังคมเป็นสุขไม่เดือดร้อนแน่ แต่เราแม้ทำยังไม่ดีที่สุดยังดีกว่าเลย ไม่มีปัญหาใครจะเลือกที่ไหน ที่นี่อย่างไรๆ ก็พอ
วิชชาของพระพุทธเจ้า 1. วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือรู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) คือต้องรู้ว่าอะไรจะให้เกิดหรืออะไรไม่ให้เกิด ความหมายของคำว่าวิ คือยิ่ง แล้วก็เห็นเลยว่าอะไรไม่ให้เกิดก็ไม่มีได้จริง ไม่หลอกหลอนไม่มาเกิดอีกเลย แล้วอะไรจะให้เจริญยิ่งขึ้นก็ทำได้ เห็นอยู่รู้อยู่หลัดๆ เลย คือวิปัสสนาญาณ 2. มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิตที่จิตสามารถเนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมาได้)คือใจที่ตัดกิเลสได้เก่ง ทำให้กิเลสตายได้อย่างมีฤทธิ์ เป็นจริงได้ แล้วทำสิ่งที่เป็นจริงสมควรทำให้แก่ผู้อื่น สังคม ทำได้มากๆ เรียกว่าอิทธิวิธ คำว่าวิธ แปลว่ามากหลากหลาย อาจต่างกันไปพิสดารก็เป็นประโยชน์ไม่เกินเลย ไปได้อย่างได้สัดส่วนก็เป็นเก่งหลากหลาย อิทธิวิธ แล้วยังมีความรู้ที่ยิ่งขึ้น 3. อิทธิวิธญาณ (จิตมีอานุภาพในการบรรลุขจัดทำลายกิเลส ได้หลากหลายวิธี) . . ดู พตปฎ.9/133 4. ทิพโสตญาณ (สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) 5. เจโตปริยญาณ (กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน) คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7. สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8. วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) นี่คือเจโตปริยญาณ 16 ถ้าคุณสามารถรู้สภาวะ 16 นี้ทำได้ยอดเยี่ยมลงตัวก็สมบูรณ์ 6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 7. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) . 8. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) (พตฎ. เล่ม 9 ข้อ 127 - 138) คำว่า สว คือตัวเราที่เล็กที่น้อย ไม่ไปทำร้ายใคร เราก็ทำให้สะอาดเกลี้ยง ผู้ไม่มีอาสวะ แต่คือผู้ยังไม่ทำลายอนุสัย ก็เป็นอรหันต์แล้ว แต่มันแตกตัวอาศัยตัวเอง แต่อนุสัยนี้ยิ่งกว่าอาสวะอีก คำว่า สก คือตัวต้น สว คือตัวกลาง สย คือตัวปลาย คำว่า สว นี้คือไม่เป็นภัยเป็นโทษกับใคร ก็เลยอาจไม่ค่อยอยากล้าง ถ้าล้างหมดก็เป็นผู้หมดอาสวะ มีแต่อนุสัย ถ้าอนุสัย หากจะเรียกว่าทุกข์ก็เรียกว่า ทรถ แต่ถ้าเป็นอนาคามีก็เรียกว่า กิลมถะ สังคมเรามีการศึกษานัยนี้ ความรู้ทางจิตวิญญาณกับความรู้เทคนิค ความรู้เทคนิคไว้อาศัยกินใช้ เดรัจฉานก็ใช้ธรรมชาติเป็น เป็นคนดีกว่าเดรัจฉาน แทนที่จะแค่กินใช้แต่สามารถดูแลธรรมชาติให้ดีขึ้นได้ หรือเราสามารถจัดสรรผสมส่วนธรรมชาติได้ คนมีความสามารถทำได้ ยิ่งเห็นโลกพร่องอยู่เป็นนิจ ขาดพร่องแย่งกันสังคมเดือดร้อน เราก็ทำสิ่งที่เขาแย่งกันนี่ให้เขา จะได้แย่งกันน้อยลง ไม่ได้เลวอะไรมีแต่ดี ทำให้สังคมสงบสุขอยู่ดี ใครจะเป็นคนเบียดเบียนคนอื่น เกาะเขากินก็เป็นวิบาก หากเราทำชำนาญ เราก็ทำได้ ไม่ได้ยากเย็นอะไร ทำได้แล้วง่าย เบา แม้หนักก็เบา มันจะเป็นความจำเป็นที่เราและคนอื่นกินใช้ร่วมกันอาศัยกันใครสมัครใจก็มา เป็นสิ่งปรากฏจริง อาศัยได้จริง ชีวิตสงบสุขจริง ไม่ใช่ฝันเพ้อ เป็น Phenomenology เป็นปรากฏการณ์วิทยา การศึกษาของเราจะประสาท PHD ที่เรียกว่า Phenomenology ไม่ใช่ Philosophyแบบเขานะ นี่คือจุดหมายหรือความรู้ที่อาตมาพาทำ เราพาทำให้เป็นก่อนที่ตัวรู้จะมาด้วยซ้ำ เราทำคนสร้างคนให้ดีก่อนเก่ง แก่สังคม
มีคำถาม.. _หากเราอยากปฏิบัติธรรมอยู่ข้างนอกกับอยู่ในวัดสำหรับคนจิตไม่แข็งแรง ตอบ...ก็คุณยังไม่แข็งแรงพอจะเข้ามาอยู่ข้างในก็ต้องอยู่ข้างนอกก่อน ถ้าจิตแข็งแรงพอมาอยู่ภายในจะดีกว่าแน่ มีสัปปายะ 4 อยู่ข้างนอกจะต้องเก่งที่จะอยู่กับเขาได้ เพราะตัวช่วยน้อย แรงกระทบที่จะซัดคุณก็มากด้วยนะ
_อุเบกขาแบบเคหสิตะกับอุเบกขาเนกขัมมะต่างกันอย่างไร? ตอบ...อุเบกขาเคหสิตคือโลกีย์ อาจหยุดเฉยแบบตามธรรมชาติ ไม่มีอะไรไม่หยุดพัก อีกอย่างคือแบบกดข่มไม่ถาวร ต้องเวียนมาทำอีก หมดแรงกดข่มก็ขึ้นมา นั่นคือเคหสิตอุเบกขาแบบสมถะ ส่วนแบบเนกขัมมะใช้ปัญญา รู้ยิ่งเห็นจริงตัดทำลายกิเลสให้หายไปเลย รู้กิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ธุลีละออง กำจัดได้หมด แล้วก็ตรวจสอบอีก อดีต ปัจจุบัน อนาคต เวทนา 108 จนมั่นใจคุณจึงจะจบ สรุปแล้ว เนกขัมมสิตอุเบกขา จึงจบด้วยปัญญา ส่วนเคหสิตนั้นกดข่มใช้เจโตกดข่มไว้
_เด็กไม่แน่นในให้แต่ศาสตร์หลายแขนงที่จะล่ากามคุณแก่ชีวิต ถือว่าการศึกษาผิดทางสังคมไทยแก้ปัญหาไม่ได้ เกาไม่ถูกที่คัน ตอบ...คนที่จะมาเราคัดเลือกคนมาเรียน เรารู้ว่ากิเลสกามมี เราก็ช่วยกันจัดการ เราเทียบเคียงกับข้างนอกเราบกพร่องเสียหายน้อยกว่าเขา
_โครงการของรัฐบาล มีการลงทะเบียนคนจน พ่อครูเห็นว่าให้ชาวอโศกไปลงทะเบียนไหม ตอบ...ไม่ต้อง เราจะบายให้เอาไปช่วยคนอื่นที่ลำบากกว่า แต่ส่วนตัวนั้นใครจะไปก็ไปแต่หมู่กลุ่มองค์รวมไม่ไปกัน ใครจะไปก็ไม่โกรธเคืองกัน
_ถ้ามีพี่น้องมาอาศัยบ้านด้วย ทั้งมาจากทางไกลและในชุมชน เจ้าบ้านก็บอกว่าให้อยู่อย่างพี่น้อง ถ้าเห็นอะไรขวางหูขวางตาก็ช่วยกันทำหรือไม่พร้อมก็ไม่ต้องทำก็ได้ เป็นอัตตาไหม ตอบ…ไม่หรอก
_ลูกได้มาอยู่บ้านราชฯเดือนสิงหาฯหน้านี้ก็เต็ม 1 ปี ความจริงแล้วลูกมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบดูแลที่หนึ่ง แต่ก็ต้องจากมาตามวิบาก ถามว่าลูกอ่อนแอไหม ตอบ...ก็ดูว่าเรามีหน้าที่จะต้องช่วย แต่เขาก็พอเป็นไปได้ก็ให้เขาช่วยตัวเองแต่ถ้าเขาไม่พอ ถ้าปล่อยไปตายแน่เราก็จำเป็นต้องช่วยก็สังเกตความจริงตามเหมาะควร
_การขาดสติ คิดพิจารณาให้ละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนแรก เพื่อให้มีปัญหาน้อยที่สุด แสดงถึงการที่เราไม่สอนสติพิจารณา ทำเร่งรีบ จนมีปัญหา จะแก้อย่างไร? ตอบ...สิ่งนี้พวกเรามีปฏิภาณไหวพริบพอรู้ก็พยายามขันชะเนาะกัน ปัญญาหรือความฉลาดจะไม่ขาดสิ่งนี้ ก็อย่าไปกังวลดูถูกคนมีปัญญา ถ้าเห็นว่าขาดมากจริงๆ ก็ค่อยว่ากัน
ส.ฟ้าไท...พ่อครูพูดถึงการศึกษา….