590713_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทานอันสัมมาทิฏฐิที่ยิ่งใหญ่.docx
เนื้อหาในไฟล์
590713 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ทานอันสัมมาทิฏฐิที่ยิ่งใหญ่ พ่อครูว่า..วันนี้วันพุธที่ 13 กรกฎาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศกเราก็มาเรียนกันต่อสำหรับผู้ที่สนใจเรียนสนใจศึกษาส่วนผู้ใดไม่สนใจเรียนไม่สนใจการศึกษาก็แล้วไปตัวใครตัวมัน อาตมาก็พูดย้ำและซ้ำบ่อยๆ ว่ามีหน้าที่เปิดเผยความจริงที่ได้มาจากพระพุทธเจ้าที่เป็นสุข เป็นสิ่งที่อาตมาไม่เห็นว่าจะมีอะไรยิ่งใหญ่กว่านี้อีก การศึกษา 3 ของพระพุทธเจ้าใช้เรียกว่าศีลสมาธิปัญญาหรือจะเรียกว่าทานศีลภาวนาก็ได้ถ้าจะขยายกว้างก็ใช้ทานศีลภาวนา จะต้องมีบทบาทการทานให้แก่กันมีทั้งผู้ให้ผู้รับ ผู้ที่ได้ปฏิบัติศีลจนเกิดผลเรียกว่าภาวนา พระพุทธเจ้าตรัสว่า มีทางนี้ทางเดียวเท่านั้น เอเสวมัคโค นัตถัญโญ เพราะทางที่ตรงที่สุด สั้นที่สุด ถึงจุดตั้งต้นถึงปลายสั้นสุดก็คือเส้นตรงที่สุดทางเดียว ถ้าออกนอกไปเป็นสองก็ไม่ใช่ เราก็ศึกษาเส้นเดียวนี้ก็ยาก แต่เราก็ต้องกลับมาสู่เส้นตรงเส้นทางเดียวนี้ให้ได้ 7. มหาจัตตารีสกสูตร (117) ล.14 [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมม
อ่านต่อ
าวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ [254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ ต้องสามารถรู้องค์รวม ของรูปกับนามให้ได้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือภาวะภาพรู้ ท่านก็แจกธาตุรู้ 5 ลักษณะ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ในล.16 ข.14 [14] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและ รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านามรูป ฯ ตอนนี้จะขยายคำว่า ทาน เอาพฤติกรรมการทานเป็นตัวตั้ง … ในทิฏฐิ 10 ข้อต้นเลย อัตถิ ทินนัง คำว่าทินนัง แปลว่าทานที่สำเร็จแล้ว เกิดที่จิต จิตได้เกิดผล เป็นหุตัง คือได้ชำระกิเลสแล้ว หุตัง คือผลของจิตที่ได้ทำสำเร็จ ถูกชำระสะ อาดขึ้นไป การทานที่ทำเสร็จแล้วคุณให้วัตถุเขาไปแล้ว ใจของคุณ คุณได้อ่านใจเป็นไหมว่าให้ทานไปแล้วยังหวงแหน ยังต้องการอะไรตอบแทนเป็นการยึดอะไรเป็นเราเป็นของเราอยู่ พฤติกรรมจริงเป็นอย่างไร ให้เงินไปเท่าไหร่ ให้ของหรืออะไ รไป เราให้เราทาน แล้วใจเรามีอาการหวงแหนเยื่อใยผูกพันหรือไม่ อาการเหล่านี้จะยืนยันความจริง แล้วเราจะเก่งในการอ่านปรมัตถ์ เป็นรูปจิต อรูปจิต ก็ต้องมีผัสสะเกิดจริง เกิดวิญญาณจริง มีเจตสิกต่างๆ เราก็จะได้อ่านอาการจริงว่า เป็นอาการอย่างไร รู้ได้ด้วยตน ปัจจัตตัง จะต้องทำ“ความเห็น”(ทิฏฐิ)ให้“สัมมาทิฏฐิ”ให้ได้ ซึ่ง“สัมมาทิฏฐิ”นั้นมีถึง 10 ข้อที่จะต้องทำความเข้าใจให้ครบทั้ง“สัมมาทิฏฐิ 10” ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถจะปฏิบัติเกิด“ประโยชน์”(อานิสงส์) อันเป็นจุดประสงค์ของศาสาพุทธได้เลย การทำทานไม่สัมมาทิฏฐิ ก็จะได้เป็นเทวดา 6 ชั้นซึ่งไม่ใช่เทวดาที่แท้เลย ได้ความสุขที่เป็นเท็จ (สุขขัลลิกะ) ซึ่งทิศทางหรือจุดหมายแท้ของศาสนาพุทธนั้นเราต้องพยายามทำ“กรรม” ใด ก็ควรให้มี “อานิสงส์” (ประโยชน์)ถึงขั้น “โลกุตระ” อธิบายไปบ้างแล้ว ทั้ง “การทาน” ที่ได้ “ผล” และการทานที่ได้ “อานิสงส์” แต่ก็แค่เล็กน้อย คร่าวๆ ไม่ลึกซึ้งซับซ้อนอะไรนักหนา ซึ่งผู้ “ทำทาน” หรือผู้ที่มี “การกระทำ” คือ “กรรม” ถึงขั้นที่เรียกว่า “ทาน”นั้น ก็ถือว่า“การกระทำ”อย่างนี้ของใครก็ตามที่เป็น“กรรม”เข้าขั้น“ทาน”นี้นับว่า“การกระทำ”ที่ต้องเชิดชูว่า“ดี” เพราะเป็น“กรรม”ที่พิเศษชนิดหนึ่งเกินกว่า“การกระทำ”ในชีวิตปกติ ตามปกติธรรมดาสามัญของคนทั้งหลายนั้น ไม่ ใช่จะ“ทำทาน”กันเป็นปกติสามัญ ใช่มั้ย? นานๆ จึงจะทำสักที หรือบางคนนั้นเป็นเดือนเป็นปีก็ไม่ทำ“ทาน” กันเลยสักครั้งสักหน “การตั้งใจทำทาน” ของคนผู้ใดก็ตาม มันเป็นกรรมกิริยา“ตั้งใจ ทำทาน” ซึ่งต้องนับว่า เป็นการกระทำที่ “ดี” ของคนจริงๆ คนปกติสามัญจะมีก็แต่“การกระทำ” ที่เป็น“งานอาชีพ” หรือทำอะไรต่ออะไรไปตามอิริยาบถของคนสามัญทั่วไปทำกันก็จะเพื่อ“เอามาให้ตน” ที่ไม่ใช่“ทาน” คือ ไม่ใช่จะมีการกระทำอัน“ตั้งใจเสียสละ” วัตถุสิ่งของเงินทองให้แก่ผู้อื่นกันอยู่เป็นปกติสามัญหรอก ..ใช่มั้ย? ดังนั้น เมื่อ“ตั้งใจทำดี”กันปานฉะนี้จึงควร“ทำทาน”ให้มี“ประโยชน์” ที่คำภาษาบาลีว่า“อานิสงส์”นั่นเอง ให้จริง ให้ได้ เพราะ“การทำทาน”นั้น ชื่อว่า“ทำดี”ก็จริง แต่ใช่ว่าจะมี“ประโยชน์”ทุกครั้งไป คนที่ทำ“ทาน”ก็ดี ปฏิบัติ“ศีล”ก็ดี เป็นการประพฤติของคนที่มีใจอันประเสริฐก็ถูกไม่ใช่การประพฤติธรรมดา หรือ“กรรม”ปกติสามัญจึงควรจะให้“การกระทำทาน”นี้ เกิด “ประโยชน์” ที่ภาษาในที่นี้ว่า“อานิสงส์” เพราะธรรมดา“การกระทำ”คือ“กรรม”นั้น คนใดใครก็ตาม ที่มี“การ กระทำ”คือ“กรรม” เมื่อทำ“กรรม”ปุ๊บ จะกายกรรม-วจีกรรม-มโนกรรม ทุกกรรมทำขึ้นเมื่อใดมันก็ต้องมี“ผล”ทั้งนั้นอยู่แล้ว จะมีผลมาก หรือผลปานกลาง หรือผลน้อย หรือจะเป็นกุศล จะเป็นอกุศล ก็ตามจริงของผู้ทำกรรมนั้นๆ ซึ่ง“ผล”ที่ว่านี้ นี่แหละ ผลนั้นเป็น“โทษ”(อาทีนวะ) ก็ได้ผลนั้นเป็น “ประโยชน์” (อานิสงส์) ก็ได้ “ผล”เป็นได้ไม่ว่าแง่ใดแง่หนึ่ง แม้มันจะเป็น“ผล”น้อย หรือเป็น“ผล” มาก หากผลเป็น“โทษ” (อาทีน วะ) มันก็ไม่ดี ใช่มั้ย? ยิ่งเป็น“ผลมาก”และมันก็เป็น“โทษ”ด้วย มันก็ยิ่งแย่กันเลยนะสิ ดังนั้น เมื่อถึงขั้น“ทำทาน”จึงควรให้เป็น“ประโยชน์”(อานิสงส์) ธรรมดานั้นผู้ทำ“ทาน-ศีล”ก็จะต้อง“ทำให้ปรากฏผลออกมา” ซึ่ง“การทำให้เกิด”นี้ จะ“เกิดผลด้วยทาน-ด้วยศีล” ภาษาธรรมหรือบาลีก็คือคำว่า “ภาวนา” นี่เอง ดังที่มีพูดกันติดปากว่า “ทาน-ศีล-ภาวนา” นั้นแหละ “ภาวนา” คือ “การทำให้มีผลของการทำทาน” หรือ“การทำให้มีผลของการปฏิบัติศีล” และ“การเกิดผลของการทำสมาธิ” เมื่อ“ทำทาน”นั้นแล้ว หรือ“ปฏิ บัติศีล”นั้นแล้ว เกิดฌาน-เกิดสมาธิ “ผล”ที่เกิดจาก“ทานที่ให้แล้ว”(ทินนัง) หรือ“ผล”ของพิธีกรรมที่เกิดสมาธิแล้ว “(ยิฏฐัง)” มี“ผลปรากฏ” ล้วนเรียกว่า“ภาวนา” ผู้ทำทานก็ดี หรือผู้ปฏิบัติสมาธิก็ดีนั้น“เกิดผล”อย่างไร ก็รู้แจ้งรู้จริงได้ด้วยตน “ภาวนา”แปลว่า “การเกิดผล”ฉะนี้เอง สำหรับ“กรรม”ทั้งหลายทั่วไปนั้น ทำเมื่อใดก็เป็น“ผล”เมื่อนั้น คือ ไม่ “อกุศล”ก็“กุศล” เพราะทานเป็นกรรม กรรมย่อมเป็นอันทำ ใคร“ทำ”อะไรก็ตาม มี“การกระทำ” เมื่อใด ดีหรือชั่วก็ต้องเป็นผลเป็นวิบากเมื่อนั้น (สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) และเป็นของตน(กัมมัสสกะ) แบ่งใครไม่ได้ ตนต้องเป็นทายาทรับมรดกของตนมาทั้งหมดทั้งสิ้น(กัมมทายาท) กรรมของเราเอง พาเราเกิดเราเป็นเอง มิใช่ใครทำให้เราเกิด(กัมมโยนิ) เราเองเป็นเจ้าของกรรมพันธุ์เราเอง(กัมมพันธุ) กรรมพันธุ์ไม่ใช่มาจากพ่อแม่ หรือมาจากปู่ย่าตายาย หรือจากทวดขั้นไหน genetic นั้น เป็นเรื่องของ“สรีระ” เป็นเรื่องทางวัตถุ หรือมหาภูต 4 จึงถ่ายทอดกันทาง“จิตวิญญาณ”ไม่ได้ เพราะคนละ“นิยาม” วัตถุหรือมหาภูต 4 ไม่มีกรรม ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ เป็น“อุตุนิยาม” “จิตนิยาม”จึงจะมี“กรรม”มี“ธรรม” genetic สืบเนื่องทาง“กรรม”ไม่ได้ กรรมเราทำเอง เป็นของเราเอง เราก็ได้พึ่งพาอาศัย“กรรม”ทั้งหลายของเราเอง ชัดเจนดีมั้ย? ???????????? ทีนี้“ผล”แยกละเอียดไปอีก 2 นัย ได้แก่ “ผลสลายสิ้นเกลี้ยงไป” นี้คือ หุตัง ภาวะที่เป็นจริง-ที่มีจริงคือคำว่า หุตัง หุตัง คือ ผลสำเร็จของการปฏิบัติ ขั้นทำลาย“อกุศลจิต” ให้สลายเกลี้ยงสิ้นไปได้แท้ด้วยพิธีการ ด้วยพลังงานที่มีพลังจริง ด้วยไฟ จึงทำลายให้สูญสิ้นสลายไปได้ไม่เหลือ นี่คือ ภาวะหน้าที่ของ หุตัง ส่วนเป็น“ประโยชน์”คือ อานิสงส์ นั้นมีนัยต่าง“หุตัง”คือ “ผลมีประโยชน์-มีภาวะได้อาศัย” เป็นอุปโภคบ้าง-บริโภคบ้าง นี้คือ อานิสงส์ ?????????? ซึ่งการทำ“ทาน”ก็ดี การทำ“สมาธิ”ก็ดี เป็นการกระทำที่จะไปสู่ผลคือ“ภาวนา-หุตัง” ส่วนความซับซ้อนที่ลึกซึ้งก็มีอีก เช่น “การกระทำ”นั้นดูเหมือน“ไม่ดี” บางคนมองว่าเป็น“อกุศล” แต่จริงๆเป็น“ประโยชน์”ก็ได้บางกรณีนั้นเป็น“ประโยชน์”(อานิสงส์)มากยิ่งๆ ยังได้เลย แม่ตีลูก,การเถียงกันแรงๆ หนักๆ[ปฏิกฺโกสนา]เป็นต้น ????????????? หรือเป็น“โทษ”(อาทีนวะ) หรือเป็น “ประโยชน์”ได้แน่นอน
ถ้าเป็น“อกุศล”ก็คือ “ทาน”นั้นอย่าง“ทุจริตกรรม” หรืออย่างผู้ “อวิชชา” ซึ่งเป็นธรรมดาของโลกียะ จึงไม่เป็นโลกุตระแน่ ถ้า“ทาน” ใดจะเป็น“โลกุตระ” ก็ต้องถึงขั้นเป็น“ประโยชน์”(อานิสงส์) ?????????? ส่วน“ผล”จะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณ และอีกอย่างก็คือราคาแพงหรือถูก “ผล”ที่คนผู้ให้ทานหรือผู้ทำทานจะได้จึงเป็น“กรรม”ปุถุชนที่เป็น“วิบากหนี้”อันมี“ผล”ตอบแทนกันไปตอบแทนกันมา หรือ “ใช้หนี้”กันไปมา วนใช้หนี้กัน“จบ”ยากยิ่ง ซึ่ง“การตอบแทน หรือการใช้หนี้”นี้ เริ่มตั้งแต่“ตอบแทน”หรือ“ใช้หนี้”กันตั้งแต่ในปัจจุบันทันทีทันใด และ“ใช้หนี้”กันในชาตินี้ ไปจนกระทั่งสั่งสมเป็นอดีต แล้วต้อง“ใช้หนี้”กันในอนาคต ซึ่งจะตาม”ใช้หนี้”กันชาติแล้วชาติเล่า นับชาติกันไม่ถ้วนตามสัจจะ จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะปรินิพพานไป เป็นต้นว่า นายก.“ทาน”เงินแก่นายข.ไป 100 บาท แล้วนายข.ก็“ทาน”เงินกลับคืนนายก.ทันที 100 บาท อย่างนี้ ก็ไม่มีใคร“เป็นหนี้”ใคร ก็เป็นเช่นเดียวกันกับนายก.“ให้”เงินแก่นายข.ไป 100 บาท แล้วนายข.ก็“ให้”เงินกลับคืนนายก.ทันที 100 บาท อย่างนี้ ก็ไม่มีใคร“เป็นหนี้”ใคร หรือจะเป็นว่า นายก.“ยืม”เงินนายข.ไป 100 บาท แล้วนายก.ก็“คืน”เงินแก่นายข.ทันที 100 บาท อย่างนี้ ก็ไม่มีใคร“เป็นหนี้”ใครแล้ว แม้จะเป็น“ผลผลิต”คิดราคาสุจริตนะ ไม่คิดราคาเกินทุน ขายไป“เท่าทุน” ก็ไม่มี ใครเป็นหนี้ใคร เช่นเดียวกัน แต่ถ้าขายไป“เกินทุน”จริง คนขายได้เงินที่“เกินทุน”จริงนั้นไป ผู้ขายก็“เป็นหนี้” ผู้ซื้อตามสุจริต ที่เป็นสัจจะ ก็ต้อง“วน” ใช้หนี้กันต่อไปอีก จนกว่าจะ “ใช้หนี้”กันหมด หรือ“อโหสิ”คือ ยกเลิกกันจริงๆจังๆ ซึ่ง“อโหสิ”นี้ก็ต้อง“ใจจริง” ไม่ใช่สักแต่พูดเท่านั้น ต้อง“จริงใจกับใจจริง”ที่เด็ดเดี่ยวจริงๆ หรือเป็น“ใจจริง”ของอาริยชนแท้ๆ “หนี้บาป”เรื่องอื่นๆ ก็นัยะคล้ายๆ กัน ทีนี้ “ทาน”นี่แหละ ที่คนชั่วฉลาดเฉโก ก็จะหลอกด้วยเล่ห์ฉลาดของตนที่ซับซ้อน ยิ่ง ตนก็จะ“เป็นหนี้”ซับซ้อนขั้นปฏิภาคทวียิ่งๆ ขึ้นตามสัจจะ ด้วย จึง“วน”เป็นโลกีย์อยู่ ฝากไปให้คิด คนที่จะขึ้นเป็นสังฆราชกับลูกศิษย์คนที่ทำไม่ดีนั้นแต่มีอิทธิพลมากกว่าอีก แล้วใครจะบาปมากกว่ากัน? ถ้าสมเด็จช่วงหยุดเลย ว่า จะไม่เป็นสังฆราช จะเป็นพระแก่ๆ รูปหนึ่ง สมเด็จช่วงก็ลดบาปอกุศลตนเองมากเลย หรือแม้แต่ธัมมชโยนี่ มายอมรับผิด สารภาพ เอาหลักฐานของผิดมาโชว์ ธัมมชโยจะกู้หนี้บาปได้เยอะเลย ขออภัยที่เอาสองคนนี้มายกตัวอย่างอธิบาย ขอบคุณ มันง่ายขึ้นนะ เข้าใจชัดดี เช่น มารยักษ์(จาตุมหาราช : การยึดตนเป็นเทวดาอยู่) หลงว่า“ตนได้มา”ด้วย“อำนาจของตน” ตนก็มี“สมบัติ”ที่ได้นี้ เพราะตนยังไม่ยอมเป็น “วิบัติ”(หมดสิ้นสูญสลายไป) “ได้แล้ว”ก็“เสพเป็นสุขใจ”(ดาวดึงส์) ตนเสพก็“เป็นเทพสุข”(เทวดาดาวดึงส์) ก็ยังมี“ภพ” มี“ชาติ”อยู่ “ภพสุข-ชาติสุข”ที่ตนเป็นเทวดาเสพนี้แหละ คือผลวิบากที่“เป็นหนี้”อยู่ ???????????? ส่วน“ทาน”เป็น“ประโยชน์”(อานิสังสา)หรือไม่? นี่แหละที่เป็นประเด็นสำคัญมาก ต้องศึกษา นั่นคือ ประโยชน์หรืออานิสงส์นี้แหละ “บาป”หรือเป็น“บุญ” หรือ“ไม่บาปไม่บุญ” ซึ่งแตกต่างจากเกิด“กุศล”หรือ“อกุศล” เพราะนั่นเป็นแค่เรื่อง“โลกียะ” และถ้าเป็น “กุศล”ก็เป็นแค่“กัลยาณธรรม”ตามสามัญ และแน่ยิ่งกว่าแน่ว่า ถ้า“อกุศล”ก็ไม่เป็น“กัลยาณธรรม” และเป็น“โลกุตรธรรม” ยิ่งไม่มีทาง หมดสิทธิ์เด็ดขาด “กุศล”หรืออกุศล”จึงแค่ขั้นโลกียธรรม “บาป”หรือ“บุญ”จึงจะเป็นโลกุตรธรรม โปรดตั้งใจทำความเข้าใจให้ประณีตสุขุมคัมภีรภาพกันดีๆ ประเด็นสำคัญก็อยู่ที่เรา“ทำใจในใจ”(มนสิกโรติ)กันอย่างไร? เริ่มตั้งแต่มี“เจตนา” และมี“สัญญา” อย่างไร? พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน“ทานสูตร” พระไตรปิฎกเล่ม 23 ข้อ 49 ชัดเจนมาก ว่าทานย่อมมีผล ซึ่งประเด็นนี้ ไม่ยากนัก ผู้รู้ทั้งหลายพอแยก แยะอธิบายได้ แต่จะมี“อานิสงส์”หรือไม่นั้น ประเด็นนี้สิ ต้องอาศัยพระสัมมาสัมโพธิญาณตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ากันจึงจะสามารถรู้ได้ เพียงสามัญมนุษย์นั้นไม่มีภูมิปัญญาหยั่งรู้สัจจะที่เป็น“อจินไตย”ขั้นนี้ได้แน่นอน นั่นคือ ต้อง“ทำทาน”เพื่อเป็น“เครื่องปรุงแต่งจิต”(จิตตาลังการัง จิตตปริกฺขารัง)ให้ลดละหน่ายคลายจาก“ภพ”จาก“ชาติ” จึงจะเป็น “อานิสงส์”หรือเป็น“ประโยชน์”สำคัญ ขั้นโลกุตรธรรม อันมีในศาสนาพุทธเท่านั้น ซึ่งมีศาสนาเดียวในโลก ที่มีความรู้นี้ ก็ต้อง“ทำใจในใจ”(มนสิกโรติ)ของตนเอง และก็ต้องถึงขั้น“อภิสังขาร”(ปรุงแต่งจิตจนถึงขั้น“บุญ”)ให้ได้ว่า“ให้”หรือ“ทาน”แล้วใจของเรามี“อาการ”ถึงขั้น“ชำระกิเลส”(สันตานัง ปุนาติ วิโสเธติ)หรือเปล่า? หรือใจเรากลับ“ทำใจ”ตนเอง“โลภ”เพิ่มขึ้น หรือทำใจของเรา“อยากได้”เพิ่มขึ้นอีก ทำใจของเรา“ยิ่งจะเอา”ๆๆๆ ซึ่งมันต้อง“ทำใจในใจ”(มนสิกโรติ)ให้เป็น นั่นคือ ทำใจเข้าขั้น“ชำระกิเลส”(ปุนาติ)ให้ได้ ถ้า“ทำใจในใจ”(มนสิกโรติ)ของตนเพิ่มความโลภใส่ใจตนเอง แทนที่จะ“ลดความโลภ” หรือทำให้“ไม่มีความโลภ”ใส่ใจตนเอง ผู้นั้นก็“ทำใจ”ไม่เป็น“บุญ” หรือเป็น“บาป” เพราะ“ทำใจ”ไม่เป็น“การชำระกิเลส” ก็ไม่เกิด“บุญ” ไม่เกิด“การชำระกิเลส” กลับทำใจตน“เพิ่มกิเลส”ใส่ใจตนยิ่งขึ้น การทำอย่างนี้ทำใจตนเองเป็น“อกุศลจิต” เป็น“บาป” ทำกิเลสใส่ใจตนเองเพิ่มขึ้น “ทาน”เช่นนี้ คือ “ทานที่ไม่มีอานิสงส์” ที่ภาษาบาลีท่านว่า “นัตถิ ทินนัง” คือ “ทานที่ให้แล้ว”(ทำทานเสร็จแล้ว)ไม่เป็น“บุญ” ที่ภาษาปากว่า “ไม่ได้บุญ”(ไม่ได้ลดกิเลส)นั่นเอง ที่จริง“ได้” คือ “เสีย” นั่นคือ เสียส่วนอกุศลจิต”ออกไป จุดนี้แหละ ที่คนรู้ยากยิ่ง “บุญ”คือ อาการของจิตที่ทำหน้าที่ “ชำระกิเลส”โดยตรง ไม่มีหนัาที่อื่น “บุญ”ไม่ใช่เรื่องของ“สมบัติ”ที่จะสะสมใส่ตนให้มีให้มากยิ่งขึ้น แต่ “บุญ”เป็นเครื่องทำ“วิบัติ”ให้แก่บาป ให้แก่อกุศลจิต-อกุศลธรรม แต่ถ่ายเดียวโดยแท้ ชาวพุทธต้องทำ“ทิฏฐิ”หรือทำความเข้าใจให้ถูกต้องถ่องแท้ ให้เป็น“สัมมาทิฏฐิ”กันจริงๆ ในความเป็น“ทาน” โดยเฉพาะในหน้าที่ของ“บุญ” เพราะ“บุญ”มิใช่“สมบัติ”ที่ทำทานแล้ว “บุญ”จะเป็น“สมบัติ”มากขึ้น หรือ“บุญ”จะมี“สมบัติ”ที่เพิ่มขึ้นๆ “บุญ”มีหน้าที่ทำ“วิบัติ”ให้แก่กิเลส แก่บาป แก่อกุศลจิต โดยตรง มิใช่ “สมบัติ”เลย ทาน จึงต้อง“ทำใจ”ให้เป็น“บุญ”จริงๆ คือ ใจก็ต้อง“ให้ใจส่วนหนึ่งออกไป” คือใจส่วนที่เป็น“อกุศล” หรือ“โลภ”เป็นต้น เราต้องลดโลภ ละหน่ายภพ คลายชาติลง ไม่ใช่ทำใจให้“อยากได้ภพได้ชาติ”อยู่ หรือ“ยิ่งอยากได้อะไรต่ออะไรมากขึ้น” ถ้าผู้ใดยัง“ทำใจในใจ”ไม่เป็นไปเพื่อลดละหน่ายคลาย ไม่อาศัย“การทาน”นี้เป็น“เครื่องปรุงแต่งจิต”(จิตตาลังการัง จิตตปริกฺขารัง)ให้ลดละหน่ายคลายจากภพจากชาติ หรือไม่สามารถ“ปรุงแต่งจิต”(อภิสังขาร)ให้เกิด“บุญ”(ปุญญาภิสังขาร) ผู้นั้นก็ทำ“ทาน” ไม่มี “อานิสงส์”(ไม่มีประโยชน์ = ผลไม่ถึงขั้นประโยชน์) “ผล”ในที่นี้จึงต้องเข้าใจนัยสำคัญให้ถ่องแท้ เพราะ“บุญ”ไม่ใช่“อานิสงส์”(ประโยชน์)ในการเพิ่ม“สมบัติ” แต่เป็น“อานิสงส์”ที่เพิ่ม“วิบัติ” (ความฉิบหาย,ความเสียออกไป)ให้ยิ่งๆ จนกระทั่งที่สุด“สิ่งที่มี”(คือบาปคืออกุศล)ก็สลายหรือฉิบหายหมดสิ้นจากจิตใจ นี่คือ“ประโยชน์”(อานิสงส์)ของ“บุญ” ที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเกิดผล ก็คือ “กิเลสลดลง”(ไม่ใช่การเพิ่ม“สมบัติ”ที่เป็นกุศล แต่เป็นการทำ“วิบัติ”ให้แก่กิเลส) “ประโยชน์”(อานิสงส์)ของ“บุญ”ที่ได้เป็น“ส่วนบุญ,ส่วนแห่งบุญ”(ปุญญภาคิยา, ปุญญภาค) กระทั่ง“บุญ”สูงสุดก็“หมดสิ้นบุญ,หมดสิ้นกิเลสาสวะ ก็“เสร็จกิจของบุญ” ผู้นั้นก็“หมดสิ้นบุญสิ้นบาป”(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) คือ ไม่มีแล้วทั้งบุญทั้งบาป เป็น“สูญ”เลย โดยปฏิบัติไปจะได้“ส่วนบุญหรือส่วนแห่งบุญ”(ปุญญภาคิยา,ปุญญภาค กล่าวคือ บุญมีผลบางส่วน = กิเลสลดลงบางส่วน)ไปตามลำดับ กระทั่ง“บาป”หมดสิ้น “บุญ”หมดหน้าที่ลง เพราะทำหน้าที่เสร็จ ชำระกิเลสได้หมดสิ้นอาสวะแล้ว “บุญ”ก็หมดหน้าที่ ก็เท่ากับ“บุญ”ก็จบตัวเองลง ผู้นั้นก็ไม่ต้องมี“บุญ”นี้อีกแล้วต่อไป ตลอดกาล “บุญ”จึงไม่ใช่ภพชาติที่จะสร้างกันให้ยิ่งมีเพิ่มขึ้นกันต่อไป ในชาติหน้าเรื่อยๆ “บุญ”ไม่ใช่“กุศล” ที่จะเป็นเครื่องอาศัยของมนุษยโลกอันเป็นความสุขสนุกสบายในชีวิต “บุญ”นั้น“ยิ่งมีผล” “บุญ”เองก็ยิ่งหมดยิ่งลดไป สิ้นไป “บุญ”ไม่ใช่สิ่งที่จะ“เป็นผล”มากขึ้น บุญจะไม่โตไม่มากขึ้น บุญจะไม่ใหญ่ไม่หนาขึ้นๆ “บุญ”ไม่เหมือน“กุศล”อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ด้วยประการอย่างนี้ ชาวพุทธทุกวันนี้ยัง“มิจฉาทิฏฐิ”ในคำว่า “บุญ”นี้ กันอยู่มาก ..จริงมั้ย? จบ