340505 กลุ่มรามบูชาธรรมล้อมวงสนทนา กับพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
340505 กลุ่มรามบูชาธรรมล้อมวงสนทนากับพ่อท่าน ส.โพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
กลุ่มรามบูชาธรรมล้อมวงสนทนากับพ่อท่าน ส.โพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2534 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
อาตมายังเบิกบาน เบิกบานธรรมดา จะรู้สึกยังไง แล้วก็ลูกๆที่...ลูกรามฯ มาล่ะคะ เอ้า ก็ดี จะรู้สึกยังไง ก็รู้สึกว่าดีน่ะซี ถ้าไม่ดี อาตมาก็หนีแล้ว...หา ก็ดี...ก็เห็นดีด้วย สนับสนุน กระทำกันไป พวกเราก็มาสังสรรสามัคคีกันไว้ ให้มันเป็นชุมชน เป็นคนที่เป็น...มวล...ที่มีอะไร เป็นภาษาพระก็เรียกว่า ทิฏฐิสามัญญตา ศีลสามัญญตา หรือมีอุดมการณ์ มีอุดมคติ แล้วก็มีความเข้าใจ...มีความเข้าใจในเป้าหมายของชีวิต เป้าหมายของความเป็นอยู่ เป้าหมายของสังคม มีหลักทฤษฎีอะไรต่างๆนานา นี่มันตรงกัน ครรลองเดียวกัน ไปด้วยกัน อย่างน้อยหลักของโลกุตรธรรมกับหลักของโลกียะนี่เป็นเครื่องวัดอย่างชัดเจนว่าคนละฟากฝั่ง หลักโลกียะก็...เราก็เข้าใจแล้วว่า มันก็เป็นอย่างนั้น มันก็ไปหาทางอยากจะได้ เป็นทาส ลาภ ยศ สรรเสริญ อย่างนั้นแหละ ทีนี้มาหลักของโลกุตระ มันก็จะมาทางนี้ เพราะฉะนั้นถ้าครรลองนี้เราแน่ใจ ชัดจริง ความเชื่อนะ ความเชื่อของคนนี่ไม่ใช่มันเชื่อกัน...มันมีพื้น มันมีความเชื่อที่เท่ากันนะ มันมีกำลังของความเชื่อ ก็เคยอธิบายแล้ว ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาผล มันมีกำลังของความเชื่อที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าผู้ใดมีกำลังความเชื่อในความจริง หรือในความเข้าใจที่ว่านี่...โลกุตระนี่ดีกว่านะ โลกียะมันก็เท่านั้นแหละ ถ้าใครเชื่อมาก เขาก็เอาจริงมาก ใครไม่เชื่อมาก เขาไม่ค่อยเอาจริง ไม่เชื่อ...เราไปพูดกับคนข้างนอกนี่นะ...อธิบายอย่างที่อาตมาพูดนี่...ว่าโอ้...โลกุตระนี่มันดีกว่าไอ้การที่ไปเป็นทาสลาภ ยศ สรรเสริญ สู้เสียสละ สร้างสรร เสียสละดีกว
อ่านต่อ
่า เข้าใจหมดน่ะ ไปจับดอกเตอร์นักวิชาการใครต่อใคร ไม่ถึงดอกเตอร์ก็ได้ เรียนแค่ระดับธรรมดา เอามาจับ มาพูดมาฟัง เข้าใจหมดทั้งนั้นแหละ ก็เชื่อ ก็เห็นด้วย แต่ไม่มีกำลังของความเชื่อเท่านั้นเองแหละ ไม่มากไม่มายเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นความเชื่อนี่ มันถึงมีของจริง มีกำลัง มันมีน้ำหนัก มีฤทธิ์แรง มีความเป็นจริงของมัน...มันมีความเชื่อ ศรัทธานี่ มันมีไม่ใช่ว่า ศรัทธาเป็นภาษาเรียกว่าเชื่อ แล้วก็ยังได้เท่าเก่า อย่างนั้นไม่ใช่ มันมีจิตวิญญาณเรานี่ มันมีน้ำหนักของความเชื่อในความศรัทธานี่ มากน้อยเท่าไหร่ๆ มีจริงๆ ไม่ ไม่โก้หรือยังไง ไม่มีใครถาม ดิฉันจะถามไปเรื่อยๆนะคะ เชิญ เอาอย่างไม่ดังให้เขาซี เอาอย่างดังให้เรา เอาอย่างดังให้เขาไป อันนี้ ไมค์ตัวนี้ มันดีที่สุด เอาคลุมไมค์นี่ซี แป๊บหนึ่งก็ได้ล่ะ โดเรมอนด์ กระเป๋าวิเศษ หยิบอะไรก็ได้ทั้งนั้น โอ๊ นี่ รุ่นไหนนี่...หา...ไม่รู้หนังสือ...นี่รามรุ่นไหน สงสัยรามรุ่นหนุมานมั้ง....เหอ รามรุ่นหนุมาน ที่จริงรามนี่นะ...เขาไม่ได้หมายถึงราม...เขาหมายถึงพ่อขุนราม แต่เราพูดไปพูดมานี่ ราม ก็เลยไปเอา 2 สภาพ ราม อาตมาหมายถึงว่ารามเป็นหมายถึงพระราม แต่ทีนี้รามที่ของมหาวิทยาลัยรามที่เขาหมายนี่ เขาหมายพ่อขุนรามคำแหง มันคนละรามน่ะ พ่อท่านคะ สงสัยอันหนึ่งว่า ทำไม พวกเรานี่คนหนุ่มสาวทั้งนั้นเลยนะคะ ทำไมถึงได้มีอุดมการณ์อันเดียวกัน เพราะอะไรคะ ทำไมถึงมีอุดมการณ์อันเดียวกันหรือ... ก็ถูกหลอกด้วยกันน่ะซี คนหลอกคนเดียวกัน ก็เลย...มันก็เลยเห็นด้วยกัน เข้าใจตามๆกัน มัน...ลึกกว่านั้น....พ่อท่านมันคืออะไรคะ ลึกกว่านั้น...หา...ลึกกว่านั้น ก็ถูกแล้วยังไง ก็ถูกหลอกน่ะ...โอ้โห เอาโน่นเลยหรือ..มันก็มี มีส่วนนะ มีเรื่องของสิ่งที่ร่วม ร่วมเห็น ร่วมคิด ร่วมทำ แนวคิด แนวรู้ แนวเห็น แนวที่เราได้กระทำอะไรพวกนี้ มันสอดคล้อง มันประสาน มันเข้าครรลองเดียวกันง่าย มันมีปัญญา รากฐานของจิตนี่มันมีความเข้าใจ มันมีทิฏฐิ มันมีปัญญา มันมีศรัทธาพวกนี้น่ะเป็นองค์ประกอบของในจิตน่ะ มันมี มีมากหรือน้อยก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีมานี่ ก็ถือว่า มีมากกว่า...มีกำลัง มีกำลังความเชื่ออย่างที่กล่าวเมื่อกี้นี้ มีกำลังความเชื่อ มีกำลังของปัญญาน่ะ มีปัญญา ปัญ ญินทรีย์ ปัญญาผลนี่ มีกำลังของปัญญา เห็นมันชัด เข้าใจง่าย แล้วมันก็มีน้ำหนักของความเชื่อที่พร้อมกันกับศรัทธา มีกำลังของศรัทธาร่วมด้วย มันมากพอ มันมากกว่ากัน ถ้าไปถามเขานี่ อาตมาไปถามคนข้างนอกนี่ บอกว่า ถามว่า อย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้มันดีไหม อย่างที่อาตมาว่าอย่างนี้ดีนะ นี่สร้างสรรมา ไม่ต้องไปเอาเปรียบเอารัดใครหรอก เราไม่ต้องไปร่ำไปรวยอะไรหรอก เรามันจนๆอย่างนี้ มีมา เราก็ได้มามากมาย เราก็แจกจ่ายเจือจาน เกื้อกูลกันไป ไม่ต้องไปสะสม ทำอย่างนี้ได้แล้ว มันดีไหมล่ะคน... เขาก็ว่าดีทั้งนั้นแหละ ถามเขา เขาก็ว่าดี.. เขาก็เข้าใจ...คนที่มีปัญญา มีความเฉลียวฉลาดพอสมควร พูดกันน่ะ ใช่ไหม เขาเข้าใจ แต่ว่าน้ำหนักของความเชื่อนี่ อันนี้เป็นเรื่องจริง เป็นความจริงนะ น้ำหนักของความเชื่อ เขาไม่ได้นั่นหรอก... เอาละ อย่างพวกคุณอาจจะ เอาเถอะมันไม่ค่อยมี มีอย่างพวกผู้ใหญ่เขา แล้วเขามีหลักฐานนะ เขามีรายได้มาเก่า เขามีเงินมีทอง เขามีหลักทรัพย์ เขามีอะไรต่ออะไร มีตำแหน่งหน้าที่ อะไรต่ออะไร เขาอาจจะทิ้งมายาก เพราะมันมีเสียแล้ว ทิ้งมามันก็ยาก พวกคุณไม่มีก็อาจจะเป็นไปได้ แต่คนอย่างระดับพวกคุณก็เหมือนกันน่ะ หนุ่มๆสาวๆนี่ ผ่านเข้ามาตั้งเท่าไหร่...ที่เราทำ เขาก็ไม่มา น้ำหนักศรัทธากับน้ำหนักปัญญาของเขามัน มันไม่มีกำลังเท่า เท่าเทียมกับพวกเรา พวกเราได้สะสมจะปางไหนก็แล้วแต่ ปางนี้ก็ บางคนก็ไม่มากไม่มายนะ บางคนที่ข้างนอกนี่ ได้ฟังอาตมาพูดมากกว่านี้ ยังไม่มาเลย ยังไม่เอา ยังไม่พุ่ง ยังไม่...ยังเสียเวลา ยังไม่เอาชีวิตมา พยายามที่จะสะสม หรือว่ามาสร้างสรร มาทำกรรมน่ะ ทำกรรมปีแล้วปีเล่าน่ะ เขาก็ยังไม่มา ก็อย่างนั้นละ เพราะอำนาจของความจริงของอินทรีย์พละนี่แหละ กำลังของศรัทธา กำลังของปัญญานี่เป็นตัวหลัก เขาไม่มากพอ ใช่สั่งสมมาไม่มากพอ พวกนี้ว่าไปแล้วมันก็จริง อย่างพระพุทธเจ้าท่านบอก ถ้าหมู่กลุ่มบริวารที่ใครอยากจะเกิดร่วมกับท่าน ใครอยากจะ จะได้สร้างสรรกันไปชาตินั้นชาตินี้ไปเรื่อยๆ แล้วก็อธิษฐานตั้งใจ พากเพียร ที่จริงอธิษฐาน คำว่าอธิษฐานไม่ใช่ตื้นๆนะ อธิษฐานไม่ใช่ตื้นๆ อธิษฐานนี่ มันลึกนะ อธิษฐานนี่ หมายความว่าตั้งใจ ใจนี่ต้องตั้งจริงๆเลย ตั้งใจ แล้วก็ทำให้มันสมกับที่เราตั้งด้วย ตั้งใจแล้วก็เรานี่ทำให้มันสอดคล้องกับที่เราตั้งใจด้วย มันจึงเป็นตัวอธิษฐาน มันถึงจะเกิดฐาน ถึงจะอธิ...ฐาน ถึงจะยิ่งๆๆขึ้นจริงๆ เพราะฉะนั้นเราจะอธิษฐานได้แต่ว่า เออ เราคิดว่า เราอยากจะอย่างนี้ แล้วก็เฉย คิดว่าอยากอย่างนี้แล้วเฉยๆ ไม่ได้ตั้ง ไม่ได้เพิ่มอะไรขึ้นไปสักที ไม่ได้สั่งสมเนื้อหา พฤติกรรมอะไรเข้าไปสักที มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร มันก็ไม่ได้เกิดฐานอะไร ไม่ได้ตั้งจิตอธิษฐาน แต่ว่าเราสะสมความดีไปเรื่อยๆอย่างนี้ ได้เหมือนกัน แหละ เหมือนกันแหละ เราไม่ ไม่ต้อง...ไอ้คำว่าตั้ง ตั้งใจหรือว่าตั้งอธิษฐานอย่างนั้นน่ะ มันเป็นความจริงที่จิต เราเรียกชื่อมันต่างหากล่ะว่าตั้งอธิษฐาน แต่จิตของเราอย่างนั้นแหละ เพราะเราก็ตั้งใจทำอย่างนี้ไป ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า คำว่าอธิษฐานคืออะไรล่ะนะ แต่เราทำอย่างนี้ แต่มันก็คือสภาวะของอธิษฐานนี่แหละ มันก็ของจริง ไม่ต้องไปเรียกภาษาว่าอธิษฐานก็ได้ โดยที่เราไม่มีความรู้ด้วยซ้ำไปว่าอธิษฐานภาษานี้มันเป็นอะไร อย่างสมมุติว่ามันเป็นฝรั่ง เป็นอะไรอย่างนี้ เขาไม่รู้เรื่องอย่างนี้ แต่เขาทำลักษณะอย่างนี้ มันก็คือของจริง ... มันเป็นอันเดียวกันใช่ไหมคะ เอ๊ะ...สภาวะนั้น คือลักษณะนั้นจริงๆมันก็...มันก็เป็นธรรมดาแล้วมันก็ของจริง เขาเกิดแล้วก็เท่านั้นเอง ทำไมกลัวหรือ มันไม่กัดหรอก มันไม่ใช่งู ส่งมาก็ยังไม่ทราบว่าจะถามอะไรพ่อท่านค่ะ พอดี พ่อท่านพูดถึงอธิษฐานนะคะ ดิฉันก็ขอ ขอพูด ขอพูดเฉยๆนะคะ คือว่า เอาเลยๆ เอาเลย พูดเฉยๆ ก็พูด พูดเฉยๆ คือ พูดไม่ได้ตังค์ พูดเฉยๆ... คือว่าต้องขึ้นมาเรียนที่กรุงเทพฯน่ะค่ะ ตัวเองก็ไม่ได้ขวนขวายอะไรเหมือนเพื่อนๆ ตัวอยากมาเรียนที่กรุงเทพฯค่ะ แต่ว่าในใจส่วนลึกๆนะคะ มันบอกตัวเองว่า จะได้พบสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตอย่างหนึ่งน่ะค่ะ แล้วพอเรียนมาปี 2 ปี ก็ได้พบอโศก ก็ๆ ก็รู้ว่า นี่สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ที่จะได้พบน่ะค่ะ เรื่องนี้ไม่ทราบว่าจะเป็น เพราะอธิษฐานมาหรือเปล่า เป็น...ถ้ามันมี ดวงมันมีวิบาก มันมีเส้นทางบ้างเหมือนกันน่ะ ไอ้คนบางคนนั่นน่ะซี เส้นทางโคจรจะมา มาชนกันเปรี้ยงเลยนะ พอชนแล้วก็หนี...แหมมันน่า ชนแล้วหนีเลยนะ ดีไม่ดี ไม่ได้ชนธรรมดาด้วย มีไอ้โน่นไอ้นี่ดึงๆไว้เสียด้วยซ้ำไปนะ ไม่อยู่...ไม่ได้ชนธรรมดาหรอก มีไอ้โน่นไอ้นี่ดึงๆไว้ มีเหตุปัจจัย...นะ มีโน่นมีนี่ดึงๆๆไว้ ไม่อยู่หรอก มันก็เป็นจริงน่ะ มันก็เป็นได้ เพราะอะไร เพราะเนื้อมันน้อย เพราะในตัวเขามันเนื้อ เนื้ออย่างนี้มันน้อย เนื้ออย่างโน้นมันมาก มันก็ไปหาเนื้อโน้น น้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน มันเป็นธาตุธรรมดา มันก็ต้องวิ่งหากันบ้าง เพราะฉะนั้นเราเองนี่ มีจิตนี่ มีจิตวิญญาณนี่ เรารู้แล้วด้วยปัญญา ด้วยความเข้าใจ มันไม่มานะ มันจะไหลไปโน่นน่ะ เราก็พยายามผลักดันมันมา พยายามให้มันมีเนื้อ มีสาระ มีตัวสภาพที่มันเป็นได้ขึ้นมาเรื่อยๆๆๆ มันถึงจะเป็นเนื้อแท้ขึ้นมาได้ มันถึงจะเป็นน้ำหนัก ทีหลังมันก็เป็นเนื้อน้ำมันก็มาหาน้ำมัน หรือมีเนื้อน้ำมันก็มาหาน้ำ ถ้าเผื่อว่าเราเอง เรารู้แล้วว่า มันจะไม่เข้านะนี่ ไม่เข้า เราต้องสร้างสรร เพราะฉะนั้นจะให้มันเกิดเอง มันไม่มีหรอกในโลก ถ้าเราเข้าใจศาสนาพุทธ ในศาสนาพุทธไม่มีอะไรมาบันดาล ไม่มีอะไรเกิดเอง เราต้องทำเอา ของเราเองทั้งนั้นแหละ กัมมัสสโกมหิ ทำเอาเอง ของเราทั้งนั้นแหละ พากเพียร ถ้าเข้าใจเป็นอย่างนี้ชัดเจนแล้ว เอาเลย ลุยทันที แต่อย่าลุยลัดคิวนะ ลุยลัดคิวนั่นขี้โกง พ่อท่านคะ ถ้าเกิดว่าบางคนนี่ เขามีของเก่ามาแล้วล่ะคะ แต่ว่าชาตินี้ เขาไม่ทอดทิ้ง ก็เหมือนกัน... ใช่ อย่างที่อาตมาเคยอธิบาย บอกว่า คนที่ได้เป็นโสดาบันแล้ว อย่างนี้เป็นต้นน่ะ คนที่เคยได้เป็นโสดาบันแล้วบอกว่าเกิด 7 ชาติ อีก 7 ชาติ จะได้เป็นพระอรหันต์ แต่เสร็จแล้ว เขาเกิดมาจริงๆน่ะ มันเกิดมาตลอดจากท้องพ่อท้องแม่ เสร็จแล้วเขาไม่ได้พากเพียรอะไร ไม่ได้ฝึกฝนอบรม ไม่ได้สร้างสรรอะไรเข้าไปเติมจริงๆน่ะ แล้วมันจะไปเกิดอะไรล่ะ มันก็สูญทิ้ง เกิดปู๊ด ออกมาจากท้องพ่อท้องแม่อีกกี่ชาติ มันไปเป็นอย่างนั้น มันก็สูญเปล่า เกิด เกิดอีกร้อยชาติ มันก็ไม่มีอะไรขึ้นมา มันต้องสร้าง มันต้องทำ มันต้องฝึกฝนจริงๆ คือ ถึงแม้จะมีของเก่ามาแล้ว เราก็ต้องมาทำใช่ไหมคะ ใช่...แหม อย่างนั้น ก็สบายเลยซี จะมาอุตสาหะทำไมล่ะ อย่างนั้นน่ะ...เกิดมาทิ้งๆขว้างๆ ยังไงก็ได้เองๆ ก็สวยน่ะซี แหม แบบนี้ พูดอย่างคนไม่เอาถ่าน...แบบนี้ไม่ต้องเพียร ไม่ต้องพากเพียร ไม่ต้องอะไร ปล่อยไปๆ มันก็ได้เองอย่างนั้นหรือ มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ความเพียรนี่ พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญมาก ทุกอย่างมันจะได้เร็ว ได้สำเร็จ ได้ด้วยตัวเพียร นี่แหละ ขอโอกาส กราบพ่อท่านครับ คือ กลุ่มรามบูชาธรรมของเรา คือตั้งมาได้ 10 ปีนะครับ ผมอาจจะตั้งความหวังไว้มากไปหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ คือ มีความรู้สึกในใจของผมเองที่ทำงานมาตลอด มีความรู้สึกมัน พอได้อยู่กับพี่ๆ รุ่นที่เขาบุกเบิก ลุยมาด้วยกัน รู้สึกว่า แล้วมาเจอพี่ๆเขาแล้ว เราได้เกิด เราเกิดจากพี่เขาน่ะ เพราะเขาเป็นผู้ให้กำเนิดเรานะฮะ ก็รู้สึกว่า เขามีความอบอุ่นในส่วนนี้มาก แต่พอเวลาเขาจากไป ก็รู้สึกว่า เวลาช่วงมีงาน มีกิจกรรมอะไรต่างๆ เพราะถ้า คือผมรู้สึกว่า มันสัมผัสกิจการของน้องผู้ที่กำลัง กำลังทำงานอยู่ เช่น คนที่กำลังทำงานในรุ่นปัจจุบันนี้ มันรู้สึกว้าเหว่ นะครับ เหมือน เหมือนผู้มาใหม่อย่างนี้ ซึ่งก็ยังไม่ได้รับความ ความอบอุ่นจากพี่ในส่วนนี้อย่างเพียงพอ ซึ่งขณะที่เราไปศึกษา เช่น ไปศึกษาตามกลุ่มค่าย ชมรมอะไรต่างๆ รู้สึกเขาจะมีรุ่นพี่ๆ ที่เป็นรุ่นก่อตั้งนี่ เขาจะเป็นผู้ที่สืบสายเลือดส่วนนี้ คือเขาจะเป็นการไปร่วมสัมมนา ร่วมกันอย่างนี้ ครับ รู้สึกว่ามันทำให้ได้เห็นถึงจุดของผู้ก่อตั้งน่ะ อยากให้มันเป็นยังไง อยากจะได้วิญญาณตัวนั้น จากพี่ๆเรา คนทุกคนที่พาก่อตั้งมา มันก็เหตุผลก็มีน่ะ พูดมาก็มีเหตุผล โดยหลักการมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ คนเรา ถ้าเขาเอง เขาเป็นอย่างนั้น เขาก็เป็นอย่างนั้น ทีนี้ เราจะไปหวังเอาอย่างนั้น มันก็เป็นเรื่องของความหวังของเรา มันก็เป็นจิตของเรา เราอยากได้อย่างนั้น แล้วมันไม่ได้อย่างนั้น มันก็เป็นความไม่สมหวังของเรา เราก็อาจจะเกิดทุกข์ อาจจะเกิดไม่อบอุ่น ก็เพราะว่า เราไปตั้งค่าเอาไว้ เมื่อมันไม่ได้สมดังใจ เราก็ว้าเหว่ เราก็ไม่สมใจ อะไรอย่างนั้นแหละ เราต้องทำความเข้าใจให้ดี เข้าใจในสัจจะจริงๆเลยว่า เราจะไปเอาอะไรมาสมหวังเรานั่น มันไม่ถูกหรอก แต่เรารู้ รู้อะไรควร คุณพูดอย่างที่ว่าน่ะ มันมีเหตุผลอย่างที่พูดเมื่อกี้นี้ มีเหตุผล ก็ไม่ผิด แต่ว่าเราไม่ควรจะไปตั้งความหวังเอาไว้ว่า เราจะต้องได้ ถ้าเราตั้งความหวัง นั่นแหละ คือกิเลสอยากได้ แล้วมันไม่ได้สมใจจะไปอ้อนเอากับใคร รุ่นพี่นะครับ เออ จะอ้อนเอากับใคร เราเข้าใจความจริงสิ มันไม่ได้อย่างนี้ก็ได้อย่างนี้ ที่จริงล่ะนะ เราควรจะมองในแง่ได้ขนาดนี้นี่ มันก็ดีกว่าที่ไม่ดีกว่านี้น่ะ ได้ขนาดนี้มันก็ดีกว่า ที่มันไม่ดีกว่านี้ จริงๆแล้ว ถ้าเผื่อว่า เราเองเราเทียบนะ เอาไปเทียบกับกลุ่มอื่น เอาไปเทียบคณะอื่น เอาไปเทียบกับอะไรต่ออะไรอีก เราก็ มันต้องการความจริงอะไรพวกนี้มากขึ้นบ้าง เราก็ลองไปสืบดูซี ไปแสวงหา หรือว่าไปสัมผัส ไปดูว่า ที่โน่นที่นี่ อะไรใครเขา มันมียังไงบ้าง แล้วเราจะเห็นว่า เอ้อ ไอ้นี่มันก็ดีนะ ดีกว่ากลุ่มนั้นดีกว่ากลุ่มนี้ มันไม่ได้เหมือนอย่างเรานี้ได้ ได้ขนาดนี้ เราจะเห็นได้ว่า ขนาดนี้นี่ว่ากันจริงๆแล้ว อาตมาก็ว่า แหม มันดีไม่ใช่น้อยนะนี่ที่ได้ขนาดนี้นี่ อาตมาว่ามันไม่ใช่ ไม่ใช่ดีน้อยๆนะ มันดี ไม่เบาแล้วนะ คุณตั้งความหวังสูงไป มีความรู้สึกว่า อยาก เคย เคยเห็นบางกลุ่มนะครับ เขาจะมีรุ่นพี่อย่างเช่น ที่เขาเป็นผู้...ที่ ผู้ก่อตั้งนี่ ที่จริงแล้วนี่ อย่างที่คุณว่านี่จริง จริงๆแล้ว อาตมาไม่เชื่อคุณทีเดียวหรอก คุณเข้าไปดูลึกๆ เข้าไปดูให้จริงๆซี เขาสนิท เขาสืบทอด อย่างที่คุณว่านั่นน่ะ เขาจริงจัง หรือว่าเขาได้เนื้อ ได้สาระอะไรอย่างนั้น มากมายจริงหรือเปล่า ไปดูลึกๆซี ไปดูใกล้ๆ ไปดูให้มันเห็นดำเห็นแดงเลย อย่างพวกเรานี่อยู่ด้วยกัน เราต้องรู้ค่านะ ต้องเทียบค่าให้ดีๆนะ แม้เราได้ขนาดนี้นี่ไม่ใช่เนื้อลวง มันเป็นเนื้อจริงนะ อาตมาว่าเป็นเนื้อที่จริงใจมากกว่า ที่อื่นเขาดูท่าทาง อาตมาอธิบายเมื่อเช้านี้ พยายามบรรยาย คนที่พวกมารยาทหรือมารยานี่นะ ในโลกนี่ มันมากจริงๆนะ ทำโครงนอกนี่ โอ้โห เพราะคนเรานี่ มันรู้นะว่าพฤติกรรมอย่างไรดี เพราะฉะนั้นมันจะสร้างพฤติกรรมลวงภายนอกเอาไว้ เสมอๆเลย แต่จิต ลึกๆๆน่ะ โดยกิเลสที่มันทำงานอยู่ในจิตลึกๆน่ะ มันมีอะไรซับซ้อน หรือมีอะไรฉ้อฉลอยู่ข้างในนั้นน่ะ มากกว่านั้นอีกเยอะแยะเลย อยู่ไปนานๆ อยู่ไปลึกๆ แล้วจะรู้สัจจะความจริงนี้ มันจะๆ มันจะฆ่า มันจะโผล่น่ะ แต่พฤติกรรมข้างนอกนี่ มัน คนเข้าใจ คนรู้ทั้งนั้นแหละ มันพฤติกรรมยังไง เก๋ พฤติกรรมยังไง โก้ มันรู้ ผมคิดว่า กลุ่มเราก็น่าจะทำได้เหมือนเขา หรือดีกว่าเขาด้วย อาตมาว่า ลักษณะนี้มันซ้อนเชิงนะ อาตมาว่าลักษณะนี่ ก็ดีนะ ดี เพราะว่า เราเองนี่มันไม่มีลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรมาประกอบเลยนะ มาก็มากันจริงๆเพียวๆ ทางโน้นน่ะ เขาไปหรือเขาทำอะไรต่อนี่ เขามีรายได้ เขามีไอ้โน่นไอ้นี่ เขามียศศักดิ์ เขามีสรรเสริญ เขามีอะไรประกอบอยู่นะ เขาถึงทำต่อทอดกันอยู่ ของเรานี่ทำต่อทอดกัน ทำด้วยใจจริงๆเลยนะ ไม่มีอะไรพวกนี้มาเป็นเหตุปัจจัยประกอบเลย เราไม่มีสิ่งเหล่านี้เลยนะ เพราะฉะนั้นมันจริงกว่านะ มันแท้กว่านะ เอ้อ ของเรานี่ มีอะไรล่อล่ะ ถูกด่าอีกต่างหากนะ แถมอีก...(หัวเราะ) ยังถูกด่าแถมอีกต่างหาก ทำไมกลุ่มของพุทธกับกลุ่มของคริสต์นี่ ทำไมดูแล้วเหมือนว่า ทางกลุ่มของคริสต์ศาสนานี่ เขารวมตัวกันเป็นน้ำ สร้างเป็นโรงเรียน สร้างเป็นโรงพยาบาลอะไร ทำไมพุทธเรา ว่าเรารวมสังคม ทำไมทำไม่ได้เท่าเขา ทางด้านโน้นเขานี่นะ ของเขานี่ศรัทธา แล้วของคริสต์นี่นะ เนื้อความเข้าใจของเขานี่ เขาสร้างสรรกับสังคม ไม่ได้เป็นพระป่า เขาไม่ได้เป็นพวกศาสนาที่จะเป็นป่า เป็นลักษณะอย่างฤาษีน่ะ ของคริสต์นี่ เขาไม่ใช่ลักษณะอย่างฤาษีแต่ว่าเขามีศรัทธาซึ่งเหมือนฤาษี คริสต์นี่เขาศรัทธาพระเจ้า ศรัทธาเหมือนฤาษี แต่เขาไม่ได้มีแนวคิดอย่างฤาษีที่โดดเดี่ยวออกป่า ไม่สร้างไม่สรร ไม่ทำอะไร ไม่พัฒนา ไม่กอบก่ออะไร ไม่รังสรรค์ ไม่สร้างสรร เขาไม่ได้มีความคิดอย่างฤาษีอย่างนั้น เขาศรัทธาเหมือนสายฤาษีแต่เขาสร้างสรร ก็เลยเกิดแรงศรัทธาสูงน่ะ เขาก็เลยเกิด รวมตัว พวกศรัทธานี่รวมตัวกันดี ตีไม่ค่อยแตกหรอก พวกศรัทธา ทีนี้ ส่วนพุทธนี่นะ พุทธนี่ มันเข้าใจผิดเพี้ยนแล้วน่ะ มันเข้าใจผิดเพี้ยน มี มหายานน่ะ สร้าง แต่ทีนี้มหายาน มันก็เพริดไปออกนอกรีตนอกรอยไปอีก เฟ้อเพ้อกันไปใหญ่ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้อยู่ในญี่ปุ่นน่ะ มหายานนี่เละเลย อยู่ในเมืองจีนหมดเรื่องไปแล้ว จนกระทั่งไปเป็นไต้ซือ แหม ไหว้ฆราวาสเฉยเลย อะไรอย่างนี้ เสร็จแล้วก็อยู่ใต้อาณัติของฆราวาส เป็นเครื่องมือของฆราวาส จะเป็นไต้ซือจริงๆ ดีๆ อะไรสักหน่อย ก็หายากเต็มที สุดท้ายก็เละอย่างจีนนี่น่ะ ทีนี้ของ ของเรานี่นะ ของเรานี้ ศรัทธาของเรา มันเป็นศรัทธาที่มีปัญญาประกอบ แล้วมันก็มีน้ำหนักเหมือนกันกับฤาษีได้ เมื่อมันศรัทธาเต็มที่ มันก็มีน้ำหนักได้เหมือนกันน่ะ และเราความรู้สึก หรือความคิดของเรา มันก็เป็นความคิดที่เป็นความคิดที่สร้างสรร มันเป็นแนวคิดที่สร้างสรร ไม่ใช่เป็นแนวคิดอย่างฤาษี พระป่า ออกป่า ออกเขา ออกถ้ำ อะไรนั่น เพราะฉะนั้นมันก็จะกอบก่อขึ้นมา จะใช้เวลา กลุ่มเขาเอา ไปเอามาแล้ว เขาไม่ค่อยสร้างและเขาก็ไม่ใช่น้ำหนักศรัทธา พระป่าในเมืองไทย พุทธนี่นะ ของพุทธนี่ พระป่าในเมืองไทยนี่เข้าใจ เป็นอย่างฤาษี เพราะฉะนั้นเมื่อศรัทธาเต็มที่ ก็ออกป่า ไม่สร้างอะไร มันก็เลยไม่มีอย่างที่คุณว่า อย่างคริสต์ไอ้พวกสร้าง ก็ไม่ค่อยมีศรัทธา อย่าง กศน. เรานี่ พอจะเทียบได้บ้างไหมครับ ยังไม่ทันโผล่เลย อย่าเพิ่งไปฝันหวานอะไรเลย ค่อยๆพูดกันไป ค่อยๆ ทำไป ค่อยๆ สร้างสรรไป อาตมาไม่อยากจะพูดอะไรก่อนมากมาย แล้วมันฝัน หวานอะไร แล้วมันไม่เข้าท่า ทุกวันนี้ก็พูดนำหน้าไปเยอะแล้วล่ะ ที่จริงน่ะพูดไปมากแล้ว เพราะฉะนั้นอย่างศาสนาพุทธในเมืองไทยนี้ก็ตาม มันก็ยังไม่สมบูรณ์ เป็นฤาษี เป็นสายศรัทธา ก็เป็นพระป่าไป ไม่สร้างไม่สรร มันก็ไม่เกิดซี ส่วนสร้าง พระเมืองพระบ้านสร้าง ก็สร้างไม่มีศรัทธามาก ไม่เหมือนกับศาสนาคริสต์เขา น้ำหนักของศรัทธาไม่เหมือน เพราะฉะนั้นก็สร้างฉาบฉวย สร้างเหลาะๆแหละๆ รวมกลุ่มยังไม่ค่อยได้ หนักเข้าก็เป็นโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน มันก็เลยอย่างนั้นล่ะ ของกูๆนะ อันใหญ่นั้นของกู แล้วกูจะแข่งเองนะ แล้วกูจะแข่งเองน่ะ เขาไม่รวมตัวกันติดเหมือนคริสต์เขาหรอก ของกู กูจะแข่งเองน่ะ ไม่เป็นมวล ไม่เป็นกลุ่ม ไม่เป็นกลุ่มที่ดี ต่างคนต่างใหญ่ เห็นไหมล่ะ เจ้าแต่ละสำนักๆ เยอะแยะ ต่างคนต่างใหญ่ ไม่รวมกลุ่มกันหรอก ทีนี้ของเรานี่ มันมีศรัทธา มีเนื้อศรัทธานะ แล้วทางปัญญาหรือแนวคิด มันก็เป็นแนวคิดสร้างสรร ไม่ใช่แนวคิดอย่างฤาษี แต่เรามันเพิ่งเกิดยังไม่นานนัก ให้นานเท่าคริสต์สิ เอ้า สัก 1,900 ปี อ้าว ไอ้นั่นมัน มันมาแล้ว แล้วมันก็เพี้ยนไปแล้ว ไง ทีนี้เราก็พยายามกอบก่อขึ้นใหม่ ก็บอก ก็คุณถามว่า ทำไมเรายังไม่เหมือนคริสต์ ทำไมเราไม่เกาะกันแน่นเหมือนคริสต์ เอาอโศกนี่สัก 1,900 ปี แล้วค่อยมาเทียบ กันสิ นี่ก็เพิ่ง 10 ปี 10 กว่าปี ยังไม่ถึง 20 ปีดีเลย คุณจะเอาไปเทียบกับ 1,900 ปี ได้ยังไงเล่า ใช่ไหม ไปเทียบกับคริสต์เขา 1,900 ปี ได้ยังไง ของเรายังเพิ่งจะไม่ กี่ปี ไม่ต้อง 1,900 หรอก 900 เท่านั้น ก็ยังไม่ ไม่น่ากลัว 900 ปี เราก็ต่อ 1,900 ได้ น่ะ ศรัทธาของเขาก็ดี ศรัทธามีน้ำหนักที่แน่นหนา น้ำหนักที่ตีไม่ค่อยแตก รวม แต่ศรัทธที่จริงอย่างที่อาตมายืนยันเมื่อเช้านี้บอกว่า ถ้าเราเห็นจริงแล้วนะ ถ้ามันเป็นสัจจะจริงแล้วนี่ มันเที่ยงแท้เลย มันไม่ไปอื่นหรอก มันเป็นหนึ่งเดียวไม่แปรปรวน ไม่เปลี่ยนแปลง อ้าว ก็คุณเอง ก็เอาที่คุณน่ะ คุณจะไปเชื่อใครล่ะ คุณเชื่อคุณเองซี ของคุณเองมีเท่าไหร่ก็ คุณก็จะเชื่อเท่านั้น อาตมาเชื่อนี่เพราะ อาตมามีของอาตมา อาตมาก็เชื่อของอาตมา อาตมาว่าอาตมาจริง อาตมาว่าอาตมาไม่เปลี่ยน อาตมาว่าอาตมามั่นคง อาตมาว่าอาตมาไม่เปลี่ยนแปลง มันของอาตมานะ ที่อาตมาเอามาพูดนี่ มันของอาตมามี เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีอย่างที่อาตมามี คุณก็จะรู้ คุณถามอย่างนั้น อาตมาก็ตอบได้ของอาตมา เพราะฉะนั้นของคนอื่น ของคุณก็ตอบของคุณซิ ของคุณมีมากมีน้อยเท่าไหร่ คุณก็ตอบของคุณ เอาไปไว้ข้างหลัง เวลามีไมค์เอาไปไว้ข้างหลังแล้วก็พูดอยู่ข้างหน้า ไม่เอาไมค์พูด ค่ะ มีรุ่นน้อง รุ่นแรกค่ะ กลุ่มรามคนหนึ่ง ก็อยู่กลุ่มรามน่ะค่ะ ก็เป็นกลุ่มราม ก็ปฏิบัติอย่างนี้แหละค่ะ แต่พอเขาออกไปทำงานนะคะ เขาก็ไปใฝ่หลวงพ่อเทียน แล้วพอเขากลับมาอีกครั้งหนึ่ง เขาบอกว่า อโศกนี่ไม่เหมือนเก่า เดี๋ยวนี้ทำไมมันหรูเกินไป มันฟุ้งเกินไปแล้ว ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ล่ะคะ ทำไมเขาถึงได้เปลี่ยนไป ในเมื่อ เมื่อก่อนนี้เขาก็มุ่งมั่นกับอโศก แต่พอเขาออกไปทำงาน เขาใกล้กับหลวงพ่อเทียน เขาก็เป็นหลวงพ่อเทียนไปเลย ปฏิบัติแนวน่ะค่ะ คือ ในเมื่อเขามีมาแล้วนี่ พ่อท่าน ทำไมถึงได้เปลี่ยนไปล่ะคะ ก็มันยังไม่มั่นคง มันยังไม่ชัดเจน มันยังไม่จริงจัง ชัดเจนอย่างแน่แท้ มันก็เปลี่ยนแปลงได้ ก็น้ำหนักของปัญญา น้ำหนักของความเข้าใจนั่นแหละ ความเห็นจริง ความเข้าใจ แล้วก็พร้อมกันกับศรัทธา ศรัทธินทรีย์นี่ มันต้องร่วมกัน ปัญญินทรีย์กับศรัทธินทรีย์ หรือศรัทธาพละกับปัญญาพละ นี่ต้องร่วมกันจริงๆ เป็นของจริง มันเกิด มันมี มันก็จะค่อยๆ ประสมประเสประสานขึ้นมา ใครมีมาก มีจริง มันก็ได้จริง ความเห็น ความเข้าใจจริงๆ มันก็ประกอบด้วยศรัทธาจริง มันก็ถึงจะได้ขึ้นมาๆ เพราะเราต้องสร้าง เราตัองพยายามฝึกฝนอบรมเอาจริงๆ ที่ถามเมื่อกี้นี้ ถามอยู่ประเด็นหนึ่งที่บอกว่า ทำไมอโศกเปลี่ยนแปลงไป ทำไมอโศกหรูหราไป ค่ะ แล้วเขาบอกไม่สมถะด้วยค่ะ มันเป็น มันเป็นจริง ถ้าพูดด้วยภาษานะ มันเป็นจริง คำว่าสมถะ นี่นะ คำว่าสมถะนี่มันหมายความว่าสงบระงับที่ลึกซึ้งนะ อาตมาก็เคยอธิบายคำว่าสมถะนี่ มันไม่ได้หมายความว่าสิ่งนอก มันหมายถึงจิตที่สงบ จิตที่มันอยู่เหนือ จิตที่มันระงับ มันไม่โลภ ไม่โกรธ มันไม่ผลัก ไม่ดูดแล้ว จิตที่ไม่ผลัก ไม่ดูดแล้ว ก็เป็นผู้ที่มีความจริงว่า ไม่ผลักไม่ดูด ถ้าเขาไม่ผลักไม่ดูด เขาไม่เอา นั่นเขาก็น้อยแล้ว เขาก็มักน้อยแล้ว หรือจิตเขาเป็นสุญญตาแล้ว เขาก็สูญแล้ว เขาก็ไม่เอา ไม่ผลักไม่ดูด แต่ว่าเราเอง เราทำงานกับคนอื่น เราจะเอาคนอื่น มาเท่ากับเรานี่ จะหาคนอย่างเราได้กี่คนล่ะ เอ้า สมมุติว่าจะต้องเอาสมถะอย่างที่อาตมาเป็นอย่างแต่ก่อนๆนี่นะ อาตมาก็ได้คนจำนวนนั้นอยู่เท่านั้นล่ะ จะเพิ่มเติมขึ้นอีกไม่ได้หรอก นั่นอันหนึ่งน่ะ ในสภาพที่เรามีการสัมผัสเพิ่มขึ้นนี่นะ เพราะสัจธรรมของพระพุทธ เจ้า มีสภาพเชิงซ้อนเยอะ มีสภาพเชิงซ้อนเยอะน่ะ เราได้ฐานนี้แล้ว สมถะอย่างนี้ได้แล้ว เสร็จแล้วมันก็ไม่มีอะไรมาสัมผัสแตะต้องอีก ไม่มีอะไรมาล่อ ไม่มีอะไรมาดึง เราก็ได้อยู่แค่นั้นแหละ แต่ถ้ามีอะไรมาสัมผัส มีความหรูหรา มีความเพิ่ม มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มีลาภมากขึ้น ยศมากขึ้น สรรเสริญเยินยอมากขึ้น เข้ามายั่วอีก เข้ามาอะไรอีกนี่ คุณจะแข็งไหม คุณจะอยู่ได้อีกไหม เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ เหมือนมันมีมา ไม่เหมือนล่ะ มันมีมา มันก็เป็นแบบฝึกหัด พิสูจน์เราว่า มีมาแล้ว คุณแข็งแรงกว่ามันขึ้นไปอีกไหมล่ะ มันเป็นสภาพจริง มันเป็นเหตุการณ์จริง แล้วมันเรื่องของจริง ที่จะต้องเป็นไปอย่างนั้นๆน่ะ นี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เป็นอีกแง่หนึ่งที่คนที่ไม่เข้าใจลึกซึ้งนี่ ไม่ได้ศึกษาอย่างดีๆนี่ ฟังไม่ออกหรอก ฟังไม่รู้เรื่องหรอก ฟังไม่เข้าใจ เราต้องเข้าใจ เราต้องมีสภาวะจริงของเรา แล้วเราจะฟังอันนี้เข้าใจดี แล้วก็เออ เห็นด้วย แต่ถ้าเผื่อว่าบางทีนะ บางคนนี่เขาไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive