340302 อิตถีภาวะ...ผู้หญิงสลึงเดียว โดย ท่านติกขวีโร ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
340302 อิตถีภาวะ...ผู้หญิงสลึงเดียว โดย ท่านติกขวีโร ณ พุทธสถานปฐมอโศก
อิตถีภาวะ...ผู้หญิงสลึงเดียว โดย ส.เดินดิน ติกขวีโร เมื่อ วันที่ 2 มีนาคม 2534 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
พ่อท่านได้ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับอิตถีภาวะไว้ว่า อิตถีภาวะ หมายถึง... อาการหรือสภาพความขาด ความเกิน ความเป็นรอง ความไม่สมบูรณ์ ความไม่พอเหมาะ ความไม่สมดุล ความไม่ลงตัว ความไม่แข็งแรงเต็มสภาพ ความไม่ยืนนานสมสภาพ ความเป็นที่ไม่มีจุดจบ ความไม่เป็นเลิศเป็นยอด ความไม่ประเสริฐสุดอันหนึ่ง ความไม่นิ่งแน่ แท้เที่ยง หยั่งรู้แจ้งจบเป็นหนึ่งสุดยอด ความผันแปรได้เป็นอื่น ความยังต้องการความเป็นสอง ความยังเรียกร้องต้องการความเป็นสอง ไม่จบลงในตัวเองอย่างแจ้งชัดจบสิ้น สภาพที่ยังต้องช่วยเหลือ สภาพที่ถ้าไม่ยึดจะไม่มั่นจึงต้องยึดมั่นถือมั่น นี่เป็นความที่พ่อท่านให้ลักษณะอธิบายสภาพอิตถีภาวะไว้ว่า ยังไม่จบยังไม่ลงตัว ยังเรียกร้องต้องการความเป็นสองอยู่ ตรงนี้อาตมาก็งงอยู่เหมือนกัน ไปเรียนถามท่านว่าทำไมยังต้องการความเป็นสองนะก็เห็นทุกคนก็ต้องการความเป็นหนึ่งทั้งนั้น แต่จริงๆเข้าใจภาษาผิด ความเป็นสองนี่ท่านหมายถึงความที่ยังตัดรอบให้ตัวเองยังไม่ได้ ยังเรียกร้อง ความไม่จบสมบูรณ์ในตัวเอง ยังต้องการสิ่งนั้นคนนี้หรือสิ่งอื่นมารวม ยังเรียกร้องอยู่ ยังเรียกร้องต้องการสิ่งนั้นสิ่งนี้เข้ามาผนวกกับตัวเองนะ แม้จะมีต้องการได้เสพอารมณ์ ต้องการได้สมตามภพของตัวเอง ต้องการได้คนนี้มาเป็นที่พึ่งของเราอะไรอย่างนี้ คือยังเรียกร้องความเป็นสอง ยังทำความจบให้กับตัวเองไม่ได้ ก็เป็นลักษณะของอิตถีภาวะ อิตถีภาวะก็เป็นเรื่องที่ทำให้หมู่กลุ่มของเรานี่ ไม่สามารถที่จะสงบเรียบร้อย ลงตัว ผนวกกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้
อ่านต่อ
อย่างเรามีคำขวัญติดเอาไว้ว่า เป้า หมายของการมาปฏิบัติธรรม ก็เพื่อที่จะทำ ทั้งหมดให้เป็นหนึ่ง ทำหนึ่งให้เป็นทั้ง หมด one for all all for one หนึ่งเดียว ทำหนึ่งเดียวให้เป็นทั้งหมด แล้วก็ทำทั้งหมดให้มาเป็นหนึ่ง แต่ว่าอิตถีภาวะนี้ มันก็จะทำให้รวมกันยากแตกกันง่าย ถ้าสังคมไหนมีอิตถีภาวะมากสังคมนั้นก็จะมีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย มีมุ้งใหญ่ในมุ้งเล็ก มุ้งเล็กในมุ้งใหญ่อะไรนี่ มี 4 คน ก็ใน 4 คนนี่อิตถีภาวะสูงนี่ก็มีอิตถีภาวะมากนี่ 4 คนนี่นะ 4 คนนี่จะรวมเป็นหนึ่งได้ยาก จะรวมเป็นหมู่เป็นกลุ่มได้ยาก 4 คนนี้บางทีจะมีถึง 5 กลุ่มก็ได้ คนนี้ก็เข้ากับคนนั้นคนนั้นเข้าคู่กับคนนี้ยังมีแบ่งคู่แบ่งอะไรกันอยู่ภายใน จะรวมตัวกันติดยากแล้วก็ปัญหาก็จะมากนะ จะประสานปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี่ก็เป็นไปได้ลำบาก แม้แต่จะทำงานร่วมกัน ก็จะมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ก็เพราะว่า มันเป็นเหลี่ยมปม มันเป็นเหลี่ยมเป็นปม เป็นความยึดถือเล็กๆน้อยๆ อะไรที่ยังไม่สามารถที่จะให้มันกลม ให้มันสูญสนิท มันก็ยังเป็นปัญหาอยู่ในชีวิตของหมู่กลุ่มที่ยังไม่สงบเรียบร้อย ราบรื่นไม่ได้ด้วยดี คิดว่าเท่าที่สัมผัสดูนะ อิตถีภาวะก็มีทั้งผู้ชายมีทั้งผู้หญิง เป็นลักษณะที่ อ่อนแอไม่แข็งแรง ทำงานกับหมู่ก็ไม่ค่อยทนเท่าไหร่ ทำๆไปถ้าใครกระทบหน่อยเดี๋ยวก็ลาออก เดี๋ยวก็ประท้วงอย่างนั้นอย่างนี้อะไรต่างๆนานา รู้สึกว่ามันเป็นภาวะที่ไม่แข็งแรง แล้วก็ทำการงานก็ไม่ยั่งยืนมั่นคง ตอนที่ไปที่นครน่ะ ตอนที่น้ำท่วมน่ะ มีคนถามพ่อท่านเหมือนกันว่า คำถามก็ถามว่า การเป็นพระอรหันต์กับการทำตัวเองให้เป็นผู้ชายอันไหนมันง่ายกว่ากัน คำถามก็ถามคนละครั้งหรืออย่างไรนี่ อาตมาที่จำได้นี่รู้สึกว่า ที่ระลึกได้ พ่อท่านก็ตอบว่าเป็นพระอรหันต์นี่ง่ายกว่านะ เป็นผู้ชายนี่ยาก แต่คำตอบนี้เป็นคำตอบที่ให้กับผู้หญิงนะ ให้คำตอบกับผู้หญิงว่า เป็นเพราะว่า เป็นผู้ชายนี่ชาตินี้เป็นไม่ได้อยู่แล้วละ แต่ว่ามีสิทธิ์ที่จะเป็นพระอรหันต์ได้ มีสิทธิที่จะหมดความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ แต่ชาตินี้ยังไงๆนี่ให้ทำแทบตายอย่างไรก็เป็นผู้ชายไม่ได้ แต่คุณมีสิทธิ์เป็นพระอรหันต์ได้ ซึ่งคำตอบนี้ก็คงจะหมายถึงว่า เราจะทำให้กระดูกใหญ่เท่าผู้ชาย ทำให้กล้ามขึ้นมาใหญ่เท่าผู้ชาย แต่ก็มีเหมือนกันนะเคยดูเขาถ่ายรูปผู้หญิงเล่นกล้าม โอ้โฮ! ตัวเบ้อเร่อเลย ตัวใหญ่เท่าผู้ชายก็ได้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็เป็นผู้หญิงอยู่ดี ดูแล้วก็มันอย่างไรอยู่ มันไม่ค่อยจะลงตัวเท่าไหร่ ต่อให้ทำอย่างไรมันก็ไม่เป็นโดยรูปธรรม รูปธรรมนี่ทำอย่างไรก็คงจะเป็นผู้ชายไม่ได้อยู่ดี แต่สิ่งที่ทำได้คือทำนามธรรม ทำจิตวิญญาณของเรานี่ ที่เราจะศึกษาในเรื่องของอิตถีภาวะนี่ แล้วก็ทำอิตถีภาวะให้หมดไป เราทำได้ทางนามธรรมแต่รูปธรรมอย่างไรคงทำไม่ได้ ทีนี้ในลักษณะของอิตถีภาวะนี่เป็นอย่างไร อาตมาเคยอ่านบทวิเคราะห์ หนึ่งนะ จะอ่านให้ฟังดูก่อน แล้วก็จะแยกวิเคราะห์ทีละข้อๆให้ฟังอีกทีหนึ่ง ลักษณะอิตถีภาวะนี่ เขาบอกว่า เธอมักจะหลงตัวง่าย เพราะเธอยังอ่อนแออยู่ เธออดทนที่จะเอาชนะให้ได้ แต่เธอจะไม่มีความอดทนที่จะยอมแพ้ เธอมักจะติดลมปากแห่งคนชม เพราะเธอมีความอ่อนไหวง่ายในอารมณ์ ตลอดเวลา เธอมักจะทำชั่วได้ง่าย แต่ทำดีได้ยาก เธอจะมีความเชื่อมั่นและยึดถือแต่ในความคิดเห็นของตัวเองจัด เพราะเธอมีความดื้อรั้นเป็นกำลัง เธอจะมีความดีใจและหัวเราะง่าย เมื่อได้รับความสมใจ เธอจะมีความดีใจและร้องไห้ง่ายเมื่อได้รับความผิดหวัง เธอมักจะอยู่กับความฝัน เพราะเธอไม่กล้าสู้กับความจริง เธอยอมเป็นทาสรับใช้ เพราะเธอต้องการที่จะคุมอำนาจของเขา เธอมักจะขอเป็นใหญ่เหนือโลก เพราะเธอมีแต่ความโลภไม่รู้จักพอ เธอจะน้อยใจง่าย เพราะในใจของเธอบอบบาง เธอจะแข็งกระด้าง เพราะเธอได้รับแต่คำเอาใจ เธอต้องการจะเป็นผู้รับแต่ฝ่ายเดียว เพราะเธอตระหนี่หวงแหนที่จะให้ เธอจะให้อะไรแก่ใคร เพราะเธอคิดว่าจะได้รับสิ่งตอบแทน เธอไม่ยอมที่จะเสียเปรียบใคร เพราะเธอรักตัวเองยิ่งกว่าใคร เธอมีทุนแค่สลึงเดียว แต่เธอก็ชอบเอาไปสมทบกับชายอื่นที่เขามีสามสลึง เธอมีแต่ความวน เพราะเธอไม่เคยชินกับความตรง เธอไม่สามารถเป็นใหญ่ได้ในโลกกว้าง เธอจึงสร้างโลกภายในบ้านของเธอเอง เธอไม่รู้จักเข็ดหลาบ เพราะเธอไม่ได้สัมผัสถึงด้านใน เธอมักจะเรียนรู้ได้เร็วแต่ผิวเผิน เธอจึงลืมเลือนได้ไว เธอจะหยุดทำชั่วได้ ก็ต่อเมื่อเธอเกิดความละอาย เธอจะมีมารยาทหลอกล่อคนอื่นได้ เพราะเธอไม่รู้ว่าเธอได้หลอกตัวเองด้วย เธอจะมีความจำแม่น แต่เธอยึดแน่นจนเป็นพยาบาท เธอมักจะชอบแสดงออก เพราะเธอจะอวดความเก่งของเธอ เธอจะชอบออเซาะออดอ้อน เพื่อจะรับสิ่งที่เธอต้องการ เธอชอบทำประชดประชันแดกดัน เพราะเธอไม่มีความตั้งมั่นในหัวใจ เธอต้องการความอบอุ่น เธอจึงรู้สึกเดียวดาย เธอชอบหวังอยู่ตลอดเวลา เพราะเธอต้องผิดหวังอยู่ตลอดไป เธอชอบเกาะเกี่ยวผูกพัน เพราะเธอทนไม่ได้ต่อความพลัดพราก เธอมักจะขี้เบื่อ เพราะเธอไม่เชื่อในความจริง เธอมักจะชอบพูดมาก เพราะปากของเธอไม่สำรวม เธอชอบเพ่งโทษตลอดเวลา เพราะเธอมีความริษยาอยู่ในดวงใจ เธอก็คือผู้ขาด ผู้ไม่เต็มด้วยอาการที่กล่าวมามากมาย นี่เขาวิเคราะห์ว่า ทั้งหมดนี้คือลักษณะของอิตถีภาวะที่มีอยู่ในเราก็ดี อยู่ในคนอื่นก็ดี มันก็ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข ก็เพราะขาดการพัฒนาที่เข้มแข็ง ข้อที่ 1 เขาบอกว่า เธอจึงหลงตัวง่าย เพราะเธอยังอ่อนแออยู่ คนอ่อนแอนี่ก็จะมีความหลงตัวง่าย คราวนี้คำว่า หลงตัว ก็ต้องมาถามกันดูก่อนว่า ตัวเราแต่ละคนนี่มันควรจะมีค่าเท่าไหร่ อาตมาก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่า ถ้าจะถามว่าค่าตัวของนักปฏิบัติธรรมนี่นะ แต่ละคนๆนี่ เขาจะตีค่าตัวนี่ควรจะราคาสักเท่าไหร่ดีนะ ควรจะมีค่าสักเท่าไหร่ เขาเคยมีศาสตราจารย์อะไร ศาสตราจารย์เวคิน เป็นด็อกเตอร์ เขาบอกว่าคนทั่วๆไปนี่นะ เอากระดูก เอาไขมัน เอาน้ำ แล้วก็เอาไขมันไปทำสบู่ เอาฟอสฟอรัสไปทำก้านไม้ขีด เอากระดูกไปขายนี่ ถ้าเอากระดูกบ้างไขมันบ้างในสรีระร่างกายของคนนี่ ถ้าเอาไปจำหน่ายนี่ ราคาคนเราจะมีราคาแค่ 62 บาทเท่านั้นเองแหละ มีค่าตัวแค่ 62 บาท คราวนี้ถ้าเป็นนักปฏิบัติธรรมนี่อาตมาว่ามันน่าจะถูกกว่านั้นนะ ถูกกว่า 62 บาทเพราะว่ากินมื้อเดียวด้วยนะ กินเจด้วย 62 บาทนี่ คงกินเนื้อสัตว์นะ ถ้ากินเจนี่ น่าจะถูก กว่าเพราะว่าต้นทุนถูก ยังนึกไม่ออกเหมือนกันนะ ใครนึกได้ช่วยบอกด้วย อาต มาว่ามันคงไม่มากเท่าไหร่นะ เพราะว่าเกิดมาก็ไม่ได้เกิดมาดีอะไรนัก เกิดมาก็อวิชชาพาให้เกิด เกิดมาจากความโง่บ้าง แล้วก็มาหลง หลงสะสม ความโลภบ้าง ความโกรธบ้าง ความหลงบ้าง ตัวเราเองมันก็ไม่ได้มีคุณค่าอะไรมากมายนะ เคยอ่านหนังสือของพันเอกปิ่น เขาบอกว่าใครอยากจะรู้ว่าตัวเราเท่าไหร่ ลองหาน้ำมาสักแก้วหนึ่งแล้วบ้วนน้ำลายลงไป แล้วยกเอาแก้วน้ำที่บ้วนน้ำลายลงไปกลับเข้ามาดื่มใหม่ แค่นี่ก็กินไม่ลงแล้วนะ มันก็ไม่ค่อยอยากจะกินเท่าไหร่แล้ว อย่างนั้นเห็นจริงๆแล้วว่า ชีวิตเราก็ มันไม่ได้สูงค่าอะไรเท่าไหร่ เพียงแค่น้ำลายกระเด็นใส่แก้วน้ำ มันก็ทำให้แก้วน้ำนั่นหมดค่าไปตั้งเยอะเลย ถ้าให้ท่านยุทธปลงอสุภะแล้วก็ โอ้โฮ! ก็คงอสุภะเยอะในคนนี่ ในคนเรานี่มีขี้ตา ขี้หู ขี้รังแค ขี้ไคล แค่ขี้มันไม่ใช่น้อยเลยนะ ขี้เกียจ ขี้โกรธ ขี้อิจฉา ขี้ตั้งเยอะแยะเลย ขี้ทั้งภายนอกขี้ทั้งภายใน มลพิษมีอยู่เต็มไปหมด ตอนนี้ก็จริงๆแล้วนะ จะเห็นว่าคนเรานี่ค่าตัวมันไม่น่าจะมากมายอะไร มันน่าจะลดราคา หรือมันน่าจะต่อรองกันได้นะ ถ้าค่าตัวไม่สูงน่าจะพูดกันค่อยๆพูดกัน ค่อยๆพูดจาหรือต่อรองราคากันได้ แต่ถ้าคนที่ตีค่าตัวเองสูงแล้วนี่มักจะต่อรองยาก แล้วก็พูดจากันยากเพราะว่าค่าตัวสูงนะ ถ้าค่าตัวไม่มีเท่าไหร่นี่ ต่อรองกันง่ายอะลุ้มอล่วยกันได้ พูดจากันได้เพราะว่าค่าตัวไม่สูง คนที่ต่อรองยากๆนะยืดหยุ่นยากนะ แล้วก็มีปัญหามากนี่เพราะว่าตีค่าตัวสูงไป ในทางธรรมนี่อาตมาก็เห็นอย่างหนึ่งว่า คนเราสามารถที่จะลดตัวได้มากเท่าไหร่ ก็มีค่าสูงมากเท่านั้น คนเราหลงตัวมากเท่าไหร่ ค่าของชีวิตเรานี่ก็ลดลงไปมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติธรรมนี่คนที่หลงตัวง่ายก็คือคนอิตถีภาวะสูง คนที่ลดตัวลงได้ก็คือคนที่ล้างอิตถีภาวะของตัวเองนี่ให้หมดไปๆ แต่ก็มีพวกเราเคยวิเคราะห์กันนะว่า พวกเรานี่ก็ยากนะที่จะลดตัวเพราะว่ากว่าจะทวนกระแสออกมาอย่างนี้ได้ มาเจอครูอาจารย์ที่ดี มาเจอหมู่กลุ่มที่ดี แล้วก็ยังได้มาสร้างการงานที่ดี ค่าตัวเราก็สูงไม่ใช่เบา จะให้ลดตัวลงไปนี่ จะให้ลดตัวลดค่าไม่ใช่ง่าย แต่ใครลดตัวลงไปได้ คนนั้นก็จะเป็นสิ่งที่มีพลังมหาศาล ที่จะเป็นประโยชน์แก่สังคม แก่โลกนี้ เพราะฉะนั้น ข้อที่ 1 ภาวะของอิตถีภาวะคือ หลงตัวง่ายเพราะเธอยังอ่อนแออยู่ จึงลดตัวลงไม่ได้ แต่ถ้าใครที่สามารถลดตัวเองลงไปได้ คนนั้นก็กำลังสร้าง ปุริสภาวะ กำลังสร้างความแข็งแรงให้เกิดขึ้นกับจิตวิญญาณของเรา คนที่หลง ตัวง่ายนี่ก็จะหลงคนอื่นตามไปด้วยนะ เพราะว่ามันหลงตัวเองก่อน พอเห็นคนอื่นก็หลงตามไปด้วยหลงไปหมด หลงคนนั้นหลงคนนี้ หลงคนอื่นต่อๆไปอีกด้วย แต่ถ้าคนเรานี่ ตัวเองก็รู้ค่าตัวเองไม่มีเท่าไหร่นะ เมื่อไม่หลงตัวเองนะ ความหลงคนอื่นมันก็จะไม่หลงคนอื่นตามไปด้วย แต่ถ้าหลงตัวเองแล้วนี่ ก็จะหลงคนอื่นตามไปด้วยก็มีปัญหาทั้งสองทาง ลักษณะข้อที่ 2 นะ เธออดทนที่จะเอาชนะให้ได้ แต่เธอจะไม่มีความอดทนที่จะยอมแพ้ ข้อนี้ก็สำคัญนะ คือ จะให้ลำบากยากเข็ญอย่างไรเพื่อที่จะชนะให้ได้ ยอมหมดแหละ แต่ถ้าอดทนที่จะแพ้นี่รู้สึกว่า แม้นิดก็ไม่ยอม แม้น้อยก็ไม่ยอมนะ ขอให้ได้ชนะอย่างเดียว จะลำบากขนาดไหนก็ไม่เป็นไรนะขอให้ได้ชนะ พ่อท่านเคยให้โศลกอันหนึ่งว่า สิ่งที่ผู้ชนะเกือบรอบโลกทำไม่ได้ ก็คือความเป็นผู้แพ้ แต่ถ้าเขาสามารถที่จะยอมแพ้ได้ เขาย่อมจะเป็นผู้ชนะรอบโลกที่แท้จริง อาตมารู้สึกว่า โศลกนี้อ่านแล้วก็ประทับใจนะ ก็มันก็เห็นว่าอย่างนั้นนะ คนเรานี่ที่ชนะๆๆๆมาตลอดนี่ จะให้มาเป็นผู้แพ้นี่รู้สึกว่าสิ่งที่ผู้ที่ชนะเกือบรอบโลกนี่ทำไม่ได้ คือ ยอมเป็นผู้แพ้นะ ถ้าเขาทำได้แล้วเขาจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง เพราะฉะนั้นการเอาชนะในทางทวนกระแสแล้วนี่ เอาชนะนี่ ไม่ยากนะ แต่การจะยอมแพ้นี่ การที่จะยอมแพ้กัน ในการเป็นผู้ยอมนี่ มันเป็นสิ่งที่ยากกว่ามาก ฉะนั้นการอยู่ในหมู่กลุ่มของพวกเรานี่เศรษฐศาสตร์ที่สำคัญนะ เศรษฐศาสตร์ที่ขาดอย่างมากก็คือ การฝึกตัวยอม ฝึกที่จะยอมกับเพื่อนบ้าง ยอมกับกลุ่มบ้างยอมกับหมู่บ้าง ไม่เอาแต่ใจของเราอย่างเดียว อันนี้เป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าฝึกการเป็นผู้ชนะ ก็เคยเห็นถึงอย่างหนึ่ง สุดท้ายแล้วก็ คนที่เอาชนะๆๆนี่ มันก็หาเพื่อนได้ลำบาก ยอมไม่ได้เลยมันก็มีแต่ร้อน มีภาวะแห่งความร้อน ยิ่งจะเอาชนะก็ยิ่งแพ้ ยิ่งจะพยายามทำให้มันสูงก็ยิ่งต่ำ เธอพยายามที่จะเอาชนะ แต่ไม่เคยยอมแพ้ จะลงทุนลงแรงขนาดไหนไม่ว่า แต่อย่าให้แพ้ อย่าให้เป็นผู้แพ้แล้วกัน แต่ถ้าเป็นปุริสภาวะแล้ว ก็จะยอมได้นะ ยอมได้ อาตมาอยู่กับพ่อท่านเห็นอย่างหนึ่งว่า ยุทธศาสตร์แห่งโพธิสัตว์นี่คือความยอมจริงๆ ความยอมยืดหยุ่น มีความยืดหยุ่นได้ ไม่ใช่แพ้แล้วได้อะไร ชนะแล้วได้อะไร พ่อท่านวิเคราะห์ เหมือนอย่างคดีของเราทุกวันนี้ ถ้าเราชนะแล้วเราได้อะไร แพ้แล้วได้อะไร บางทีแพ้แล้วก็ยังดีเหมือนกันนะ ถ้าเกิดแพ้แล้วติดคุกนี่เรื่องมันยังมีต่อไปอีก เรื่องยังไม่จบนะ อาจจะทำให้เผยแพร่ศาสนาได้มากขึ้น คือ ถ้ามีของจริงแล้วนี่มีของจริงอยู่ข้างในแล้วเรายอมเขาได้ ไม่ได้เสียหายอะไร ดีไม่ดีได้สภาพธรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น อันนี้เป็นลักษณะที่ 2 อิตถีภาวะนี่จะแพ้ไม่ได้ จะ ต้องชนะอย่างเดียว แต่ปุริสภาวะแล้วแพ้ก็ได้ เราแพ้นะเราแพ้ แต่สิ่งที่เราจะไม่ยอมโดยเด็ดขาด สิ่งที่นักปฏิบัติธรรมจะต้องไม่ยอมโดยเด็ดขาด พ่อท่านเคย บอกไว้ว่า สิ่งที่เราจะไม่ยอมโดยเด็ดขาดคือ เราจะไม่ยอมทำความโลภ ทำความโกรธ ทำความหลงให้เกิดขึ้น แต่อย่างอื่นแล้วนี่ ท่านต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งที่เราไม่ยอมก็คือว่า เราไม่ยอมให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่ยอมทำความชั่วใดๆ แม้เหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้น เราก็จะไม่ยอมกระทำความชั่วใดๆ อันนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ควรที่จะ เรียกว่าเราจะไม่ยอมโดยเด็ดขาดที่จะทำให้ความโลภ ให้ความโกรธ ให้ความหลงเกิดขึ้นในจิตใจ แต่สิ่งภายนอกนี่จะต้อง ยืดหยุ่นบ้างอะไรบ้าง ผู้ที่มีปุริสภาวะแล้วก็จะไม่มีปัญหาอะไร ในอิตถีภาวะข้อที่ 3 ก็คือ เธอมักจะติดลมปากแห่งคนชม เพราะเธอมีความอ่อนไหวง่ายในอารมณ์ตลอดเวลา พวกนี้ก็เป็นลักษณะของบอลลูนหรือ ลูกโป่งน่ะ คือ มันมีปัญหาเหมือนกันนะ ชีวิตของคนเรานี่ ถ้าจะต้องมีคนมาชมเราตลอดเวลา มันก็จะทำให้เรียกว่า เศรษฐกิจทางด้านสตินี่ขาดแคลนเหมือนกันนะ จะเป็นคนที่กลัวต่อคำติอย่างนั้น เราต้องทำดีๆๆตลอดเวลา บางครั้งอาตมารู้สึกว่า มันเป็นภาวะที่หนักเหมือนกันนะ ที่บางคนรู้สึกว่า คือต้องทำดีๆๆตลอดเวลา ถ้าถามว่าทำดีเพราะอะไร ทำดีเพราะว่า จะได้ไม่มีใครมาตำหนิเรา อาตมาก็รู้สึกว่ามันก็เป็นภาวะที่หนักเหมือนกัน มันก็ดูว่าเป็นคนที่ดีจริงๆนะ ดีจนเรียกว่าไม่มีที่ติ เพราะว่าดีจริงๆนะ ดีจนไม่มีที่ติเลย แต่ว่า มันรู้สึก มันก็หนักเหมือนกัน หนักจนถูกติไม่ได้ ถูกตำหนิไม่ได้ ถ้าถูกติเมื่อไหร่แล้วก็ โอ้โฮ! เหมือนกับบี 52 ถูกยิงร่วงลงมาเลย ฉะนั้นใครที่ได้รับคำชมตลอดเวลา ก็รู้สึกว่าเป็นนักปฏิบัติธรรม ที่ขาดความสมดุลเหมือนกัน ชีวิตจะสมดุลได้ก็เพราะว่าถูกชมบ้าง ถูกติบ้าง อย่างพวกเรานี่ อาตมาว่าได้รับคำตินี่ดีนะ เพราะว่าพวกเรามาทำความดีนี่ เพราะฉะนั้นโอกาสจะทำความผิดไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ชีวิตของนักปฏิบัติธรรมจริงๆที่ขาดแคลนในด้านคำตำหนิ เพราะว่าเราทำความดีนี่ คนจะมาติเรานี่ยากจริงๆนะ เพราะว่าเราไม่ได้ไปทำชั่วทำเลวอะไร วันคืนก็เสียสละ คำตินี่จะมีน้อยมากจนพวกเราเลย เคยชินนะ รู้สึกว่าถ้าได้รับคำชมก็ค่อยยังชั่วหน่อย ถ้าคำติได้รับเมื่อไหร่ละก็ โอ้ โฮ! ทรุดลงไปฮวบเลยนะ บางคนอาตมาคิดว่ายังไม่ติมาก แค่ไปถามๆไถ่ๆอะไรหน่อยเดียว เขาก็บอกอาตมา 3 ปียังจำได้อยู่เลย อาตมาไปเคยพูดอะไรไว้ 3 ปียังไม่ลืม 4 ปียังไม่ลืม อันนี้ก็เห็นได้ว่าเป็นความขาดแคลน เพราะฉะนั้นได้รับนิดเดียวก็จำไปนานเลย เพราะว่ามันขาดทางด้านนี้ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ ท่านแบ่งลักษณะไว้ สัจธรรมของท่านนี่ ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่มี 4 ลักษณะด้วยกันคือ 1. สัจธรรม 2. สัลเลขธรรม 3. นิยยา นิกธรรม 4. สันติธรรม ลักษณะคำสังสอนของพระพุทธเจ้านี่จะเป็น สั จ ธ ร ร ม เป็นความจริง พูด อะไรออกมานี่ จริง ไม่เป็นสิ่งอื่น ยั่งยืนตลอดกาล เป็นอกาลิโก เป็นสัจธรรมเป็นความจริงนะ สองเป็น สั ล เ ล ข ธ ร ร ม เป็นธรรมะแห่งการขัดเกลา ขัดเกลาจิตวิญ ญาณของมนุษย์นี่ให้สะอาดบริสุทธิ์ ให้ไปสู่ภาวะจิตใจที่ผ่องใส เป็นสัลเลขธรรมธรรมะแห่งความขัดเกลา ลักษณะที่สาม ก็คือ เมื่อได้รับการขัดเกลาแล้วนี้ ก็จะนำผู้นั้นไปสู่ความพ้นทุกข์เรียกว่า นิ ย ย า นิ ก ธ ร ร ม เมื่อพ้นทุกข์แล้วก็จะเกิด สั น ติ ธ ร ร ม สันติธรรม พ่อท่านเคยแปลคำว่าสันติ แปลว่าความสงบเรียบร้อยง่ายงาม นี่คือภาวะของสันติธรรม มีความสงบเรียบร้อยง่ายงามเกิดขึ้นกับชีวิตของผู้นั้น คราวนี้อย่างอาตมาว่า การปฏิบัติ เรื่องสัจธรรมนี่พวกเราไม่มีปัญหา ฟังพ่อท่านชี้เรื่องอรหันต์ เรื่องโพธิสัตว์ เรื่องอะไรอยู่ตลอดเวลานะ บางทีท่านยุทธวโร ท่านก็งงๆ เวลาพ่อท่านไปภูผาฟ้าน้ำ ก็ไปพูดเรื่องโพธิสัตว์เรื่องอะไรเยอะแยะ แต่ท่านยุทธท่านตามไปดูหลังแต่ละคนๆนี่ มันอย่างไรล่ะ บางทีก็มีปัญหาตรงจุดนั้นจุดนี้คือว่า เวลาฟังนี่เหมือนอยู่บนดวงดาว แต่เวลาลงมาสำรวจขาแต่ละคนนี่มันเหมือนอยู่ในโคลน ท่านก็งงนะ เอ๊! ทำไมมันอย่างไร งงๆอยู่นี่ ทุกวันนี้ท่านยังงงๆอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ก็อย่างนี้ มันเป็นสัจธรรมนะ ธรรมแห่งความจริงนะ อาตมารู้สึกว่า พวกเรารื่นเริงยินดีที่ได้ฟังสัจธรรม ฟังความจริงต่างๆมาก มาย แต่ก็หวาดเสียวเหลือเกินที่จะมีใครมาสัลเลขธรรมกับเรา ที่จะมีใครมาจี้จุดจับผิดเรานี่ รู้สึกว่าถ้าเป็นสัจธรรมนี่ พวกเราเปิดหูรับได้ไม่มีปัญหานะ แต่ถ้าเป็นสัลเลขธรรมนี่ต้องเอาหูทวนลมหน่อย หรือบางทีก็ทำเป็นไม่ได้ยินนะ เขาพูดนี่คงไม่ใช่เรา หรือไกลๆไป ทำเป็นไม่ได้ยินไม่ได้ฟังอย่างนั้น ธรรมะแห่งการขัดเกลานี่การขัดเกลา เมื่อไม่มีการขัดเกลา นิยยานิกธรรมนี่ ธรรมแห่งการพ้นทุกข์มันก็ไม่เกิด สิ่งที่อาตมาคิดว่า ถ้าจะเป็นความขาดแคลนในวง คือในเรื่องของสัลเลขธรรม อาตมารู้สึกว่าบางคนภูมิต้านทานสูง คือถ้ามีใครขัดเกลาละก็ คอมพิวเตอร์จะคำนวณไว้เลยว่าเดี๋ยวจะต้องหามุมออกแก้ตัวตรงนี้ ใครสวนมาปุ๊บก็สามารถที่จะฉอดๆๆๆหาทางออกได้เลย จับไม่อยู่ อย่างไรๆๆก็จับไม่อยู่นะ เรียกว่า เป็นพวกที่ยินดีต่อสัจธรรม แต่มักจะปฏิเสธในเรื่องของสัลเลขธรรม เพราะอะไร เพราะอิตถีภาวะข้อที่ 3 ที่บอกว่า เธอมักจะติดลมปากแห่งคนชมเพราะเธอมีความอ่อนไหวง่ายในอารมณ์ตลอดเวลา ยินดีที่จะรับคำชมแต่ว่าถ้ามีใครมาขัดเกลาเรา ชี้ข้อบกพร่องเรา เรารู้สึกว่าทนไม่ได้นะ ยินดีที่จะเป็นมิสยูนิเวิร์ส แต่ถ้าใครมาบอกว่าตัวจริงของเราคืออะไร รู้สึกว่าเราทนไม่ไหว พร้อมที่จะร้องกรี๊ดออกมาได้ทันทีนะ ถ้าใครจะมาฉีกหน้าเราให้เรารู้ว่าเราคือใคร อย่างนั้นคนที่จะเป็นปุริสภาวะได้ คือยินดี เราจะยินดีต่อสัลเลขธรรม เพื่อที่จะให้เรานี่มีจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง มีความแข็งแรงขึ้น อย่าง ส. ศิวรักษ์นี่ เขาวิเคราะห์ว่า ถ้าอยากให้ชาวอโศกเสื่อมหรืออยากให้ตายไม่ยากหรอกชาวอโศกน่ะ ชมมากๆเดี๋ยวก็ตาย เดี๋ยวก็เสื่อม แต่อย่าไปตีก็แล้วกัน ยิ่งตียิ่งโตนะ ยิ่งถูกขนาบเท่าไหร่ ยิ่งกระหน่ำเท่าไหร่ ยิ่งรวมกันติดดี แต่ถ้าชมมากๆ สังคมยกยอยกย่องนี่ ชาวอโศกอีกหน่อยก็กลายเป็นลูก โป่งล่องลอยฟ้า แต่ไม่สามารถที่จะลงมาติดดินได้ ลูกโป่งนี่ลอยไปนานๆก็มีเวลาแตก อันนี้ก็เป็นอิตถีภาวะลักษณะที่ 3 ในลักษณะที่ 4 นี่บอกว่า เธอมักจะทำชั่วได้ง่ายแต่ทำดีได้ยาก ทำชั่วได้ง่ายแต่ทำดีได้ยาก พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าคนดีทำความดีได้ง่ายทำความชั่วได้ยาก คนชั่วทำความชั่วได้ง่ายแต่ทำความดีได้ยากนะ คนทั่วๆไป คนที่เขาไม่ได้ปฏิบัติธรรม อาตมามักจะถามเขาว่า คุณถือศีล 5 กับคุณไม่ถือศีลนี่อันไหนง่ายกว่ากัน เขามักจะตอบโดยไม่ต้องคิดบอกว่า ไม่ถือศีลนั่นง่ายกว่า อยากโกหกใครก็โกหกได้ อยากฆ่าสัตว์เมื่อไหร่ก็ฆ่า บอกง่าย ไม่ยาก แต่พวกเรามาปฏิบัติธรรมแล้วนี่ จะเห็นได้ว่า ผิดศีลนี่มันยากนะ ไปฆ่าสัตว์ไปตบยุงนี่ โอ้โฮ! ต้องเสียเวลาเล็งเอาให้มันตายอย่างไรมันยากนะ อย่างเคยเห็นคนมาใหม่ๆนั่งดูกันนี่ ตบแล้วดังในวงของนี่ ประกาศลั่นไปทั่วศาลาเลยอย่างนี้ ตบแล้วก็ยากไปอีกด้วยขายหน้าขายตาในหมู่คนที่มีศีล จริงๆแล้วถ้าคนดีๆแล้วนี่ ถ้าให้ไปผิดศีลนี่ทำยาก ต้องคิดต้องอะไรลำบาก แต่ถ้าเราไม่ผิดศีลนี่สบายกว่า เพราะฉะนั้นคนดีนี่ทำดีได้ง่าย แต่จิตที่มีอิตถีภาวะนี่จะทำชั่วได้ง่ายนะ แต่ทำดีได้ยาก ข้อที่ 5 บอกว่า เธอจะมีความเชื่อมั่นและยึดถือแต่ความคิดเห็นของตัวเองจัด เพราะเธอมีความดื้อรั้นเป็นกำลัง เขาวิเคราะห์ให้ฟังว่าคนที่เชื่อหัวคุณเรืองว่า (คุณเรืองนี่เป็นได้ทั้งผู้หญิงเป็นได้ทั้งผู้ชาย ถ้าหัวไอ้เรืองนี่เป็นผู้ชาย แต่ความจริงมันก็น่าจะมีทั้ง 2 อย่าง มีทั้ง 2 ส่วน ผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ได้) คนเขาวิเคราะห์ให้ฟังว่า ลักษณะของคนที่เชื่อมั่นหัวตัวเองมากเพราะว่ามีความดื้อรั้นจัด นี่ก็เป็นตัวหนึ่งน่ะ ตัวที่วิเคราะห์ให้เห็นว่า คนที่เชื่อหัวตัวเองมากนี่ก็เพราะว่าสะสมความดื้อรั้นเอาไว้มาก สิ่งนี้ก็เป็นปัญหาในการทำงานกับหมู่กับกลุ่มเหมือนกัน เพราะว่าเอาความ คิดเห็นของตนเป็นหลัก ก็ประนีประนอมกับคนอื่นได้ยาก ตัวเองเชื่ออย่างนี้แล้วก็ ทำอย่างนี้อย่างเดียว ก็หาหมู่หาเพื่อนจะมาทำงานร่วมได้ยาก แล้วบางทีมันก็ยึด มากๆก็เหนื่อยนะ คนที่ยึดความเห็นของตัวเองมากๆ ตัวเองก็เหนื่อย หมู่ก็เหนื่อย ไปๆมาๆตัวเองก็ต้องทำคนเดียวนะ เมื่อเร็วๆนี้ท่านยุทธวโรท่านประทับใจสมภารปฐมอโศก คือ ท่านอนุตตโร ประทับใจตรงที่ว่า ตอนจะไปท่านอนุตตโรก็มาถามอาตมาก่อนว่า จะไปดีหรือไม่ไปดี พอไปแล้วท่านก็โทร.มาถามอีก เขานิมนต์ให้อยู่ต่อนี่จะอยู่ดีหรือไม่อยู่ดี ท่านยุทธวโรท่านบอกว่า โอ้โฮ! ถ้าเป็นผม ผมคงไม่ได้มาโทรถามอย่างนี้นะ อาตมาก็แซวท่านต่อว่านอกจากจะไม่โทร.ถามแล้ว บางทีผมห้าม ท่านยังไม่ยอมด้วยซ้ำไป แต่ก็คุยให้ท่านฟังว่า จริงๆแล้ว ท่านโทร.ถามอาตมานี่ มันก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไปๆมาๆอาตมาก็ต้องร่วมรับผิดชอบ ถ้าท่านไม่ถาม งานนี้อาตมาไม่เกี่ยวนะ แต่ถ้าโทรมาถาม ภันเต ผมจะอยู่ต่อดีหรือเปล่านี้ ถ้าอาตมาบอกว่าอยู่ต่อ ก็หมายความว่าอาตมาต้องรับงานท่านต่อ อาตมาก็ต้องมารับภาระทางนี้ต่อ บอกว่าท่านไปเถอะผมจะอยู่ให้เอง หมายความว่าตกลงปรึกษาหารือกันก็ต้องร่วมกันทำ ถ้าเราบอกว่าท่านอยู่ได้ หมายความว่าเราก็ต้องรับงานท่านต่อ เรียกว่ามันก็ดีทั้งสองฝ่าย มันก็ได้ร่วมรับรู้กัน แล้วได้ร่วมกันรับผิดชอบ ปรึกษาหารือกันนี่ ถ้าท่านยึดความคิดเห็นของท่าน ถ้าท่านตัดสินใจไปเลย งานนี้อาตมาก็ไม่เกี่ยว มันเป็นเรื่องของท่านนะ สมภารท่านก็ต้องรับหน้าที่เพราะท่านก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่การปรึกษาหารือกันนี่ มันเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันรับผิดชอบ การไม่ยึดความคิดเห็นของคนเดียวนี่ ความคิดเห็นของหลาย ส่วนมันก็ได้ร่วมสัมพันธ์กันไปดี เป็นการลดตัวลดตนด้วย แล้วงานมันก็เป็นไปได้ด้วยดี สิ่งนี้เป็นไปได้ก็เพราะลักษณะปุริสภาวะนี่ ปรึกษาหารือ ไม่เอาความเห็นของตัวเองอย่างเดียวก็เป็นลักษณะของปุริสภาวะ ข้อที่ 6 บอกว่า เธอจะมีความดีใจและหัวเราะง่ายเมื่อได้รับความสมใจ ข้อที่ 7 เธอจะมีความเสียใจและร้องไห้ง่าย เมื่อได้รับความผิดหวัง คือลักษ ณะอิตถีภาวะจะมีความปรวนแปรได้ง่าย เดี๋ยวก็ดีใจ แต่ภายในชั่วโมงนั้น ถ้าใครพูดผิดหูเธอก็พร้อมที่จะเสียใจร้องไห้ เอาแน่นอนไม่ได้ ในชั่วโมงหนึ่งนี่สามารถจะดีใจและเสียใจ มีภาวะที่จะปรวนแปรได้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นได้นะ เรียกว่า ลักษณะเป็นได้ทั้งน้ำหวานอันสุดซึ้ง แล้วเป็นได้ทั้งน้ำกรดอันสุดแสบ คือในชั่ว โมงเดียวนี่เป็นทั้งน้ำหวานดีอกดีใจ แต่ก็พร้อมที่จะเป็นน้ำกรดราดรดให้เจ็บแสบก็ได้ อย่างนั้นถ้าใครเป็นลักษณะอย่างนี้ ถ้าอยู่ห่างๆหน่อยได้ก็ดี ตอลสตอยเขา บอกว่าคนที่มีอิตถีภาวะสูงๆนี่ ใครอยู่ใกล้ๆคนที่มีอิตถีภาวะสูงๆนี่ ชีวิตจะสั้น ก็ เพราะว่าปรับตัวไม่ทัน เดี๋ยวก็ดีใจเดี๋ยวก็เสียใจ คนอยู่ใกล้ๆพลอยตายง่ายด้วย เพราะฉะนั้นถ้าอยู่ห่างๆก็คงจะดีนะ ข้อที่ 8 บอกว่าเธอมักจะอยู่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive