340530 เจาะอภิธรรม ย้ำหลักการ โดย สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข8 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

340530 เจาะอภิธรรม ย้ำหลักการ โดย สมณะโพธิรักษ์

เจาะอภิธรรม ย้ำหลักการ โดย สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2534 ในงานขึ้นศาลคดีสมณะและสิกขมาตุ ณ โรงเรียนนครสวรรค์ชาย จ.นครสวรรค์

เรามาอย่างที่เราได้มากันนี่ อาตมาถือว่าถ้าพูดกันอย่างศาสนาอื่นนะ ศาสนาที่มีพระเจ้า เขาก็จะต้องบอกว่าเป็นบัญชาของพระเจ้า เป็นความต้องการของพระเจ้า ที่ให้เราต้องเป็นอย่างนี้ ที่ให้เราต้องทำอย่างนี้ อะไรนี่ เขาคงจะว่าอย่างนั้น...ศาสนาที่มีพระเจ้า แล้วเขาก็สบายใจกัน เขาก็เชื่อกัน ซึ่งที่จริงมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ พวกเราก็เข้าใจอยู่เหมือนกันว่า เรื่องของวิบาก เรื่องของทิศทาง ที่เราพูดกันกลายๆมาเป็นเรื่องของดวงมั่ง เป็นเรื่องของพรหมลิขิตมั่ง เป็นเรื่องของวิบากของเราที่จะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนี้ มันก็ด้วยน่ะ มันก็ มันก็มีส่วน... อย่างพระพุทธเจ้าท่านจะต้องมีวิบากของท่าน จะต้องสู้รบปรบมือกับพระเทวทัต จะต้องสู้รบปรบมือกับช้างนาฬาคีรี จะต้องถูกนางจิญจมาณวิกามาตู่ มาทำให้ขายหน้า มาประท้วงอย่างโน้นอย่างนี้อะไรก็แล้วแต่ เป็นวิบากของพระพุทธเจ้าเท่าที่พระพุทธเจ้าท่านจะต้องมี ต้องมีประสบการณ์ของท่าน...ของใครที่ร้ายหน่อย แรงหน่อย ก็ร้ายหน่อยแรงหน่อย ใครที่หนักหน่อย ก็หนักหน่อย ใครที่ไม่หนักนัก ก็ตามบารมีของผู้นั้นๆ อย่างเรานี่ก็จะต้องมีวิบากของเรา ตามที่เรามีวิบากของเรา เราได้ทำของเรา มันก็ทำไป คนจะต้องเจอวิบากอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างไหนก็แล้วแต่ ถ้าเรามีสติ มีสัมปชัญญะ มีปัญญาที่เราจะเข้าใจให้ดีว่ากุศลคืออะไร อกุศลคืออะไร เราก็พึงสังวรกายวาจาใจ พยายามให้กายวาจาใจของเราอยู่ในสภาพที่เป็นกุศลเสมอ ไม่ว่า คราใด ครั้งใด อย่างไร กุศลที่ว่านี่ก็ ตามภูมิน่ะ ตามภูมิ เราจะไปว่าคนอื่น มันว่าได้น่

อ่านต่อ

ะ ถ้าเราจะว่าก็ว่าได้ ถ้าคนที่ไม่มีบุญบารมี เราไปว่าเขา เขาก็ซัดตอบเอาเท่านั้นแหละ ดีไม่ดีเขาซัดตอบมาหนัก ดีไม่ดีเขาเอาเราแย่เลย ดีไม่ดีเอาตายเลย ไปว่าเขาหน่อยเดียว แต่เพื่อนเล่นตอบแทนด้วยของหนัก ของแหลม ของคม ของระเบิด อะไรก็แล้วแต่ เล่นเอาหนักเลย เอาจนตายก็ได้ อย่างนี้เป็นต้นน่ะ เพราะฉะนั้นการจะตอบโต้ หรือการจะว่าคนเรานี่ ว่าเขาได้น่ะ มันไม่เก่งหรอก ให้เขาว่าได้นี่ มันเก่ง จำไว้นะ ว่าเขาได้ไม่ใช่ความเก่ง ให้คนเขาว่าเราได้ นั่นคือความเก่ง คนเรานี่ถ้าใครเขาว่าเราได้นี่ เรากลับรู้สึกว่าเออ! แล้วเราก็ไม่โกรธหรือว่าเราก็รับฟังสิ่งที่เขาว่าได้ ไม่...จิตใจไม่หวั่นไหว ไม่ใช่กระด้างด้วย จิตใจไม่หวั่นไหวแล้วไม่ใช่กระด้างด้วย จิตใจอ่อนน้อมด้วย เขาว่าเราได้ แล้วเราก็ไม่หวั่นไหว แล้วก็อ่อนน้อมน่ะ มีใจเปิดฟัง ฟังเหตุ ฟังผล เหตุผลต่างๆ เขาอาจจะออกมา คนว่าน่ะเขาอาจจะออกมาด้วยสภาพที่มีอารมณ์โกรธ อารมณ์ร้ายๆแรงๆ อารมณ์อกุศลอะไรมาประกอบบ้าง บางทีอาจจะมีอารมณ์หยาบคาย อารมณ์อกุศลที่หยาบคายด้วยซ้ำไป ก็แสดงออกกับเรา...แสดงออกเอากับเราก็ตาม เขาแสดงออกมาเราก็รับฟัง พยายามจะรู้เขาว่า เออ! เขามีอารมณ์นะ เขามีอารมณ์โกรธ เขามีแรงร้ายแรงอะไรที่เป็นอกุศลต่างๆ เราก็วิเคราะห์ออก แต่ในอารมณ์โกรธ ในภาษาพูด ในกรรมกิริยาที่เขาทำ เราพยายามอ่านเอาเนื้อหาสาระ เอาเหตุผล เขาโกรธ เขาก็ว่าออกมาอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างโน้น บางทีสาธยายเหตุผลโน่นนี่ออกมา ให้เราฟังได้เยอะแยะเลย แล้วเหตุผลต่างๆเหล่านั้นมันเข้าท่าไหม มันเป็นเหตุผลที่มีสาระดีนะ แล้วตรงเสียด้วย โอ๊! เขาด่าถูก เขาว่าถูก เขาดุถูก เขาว่าเราด้วยอารมณ์โกรธก็ตาม ด้วยอารมณ์รัก อารมณ์ชังอะไรก็ตามใจเถอะ เอ๊อ! เขาว่าออกมานี่ด้วยเหตุผล ด้วยเรื่องราวอะไรต่างๆนานา ถูกของเขานะ ตรงเลยนะ เขาว่าเรานี่ชัด เรามีความผิดพลาด เรามีความบกพร่องอย่างนั้นอย่างนี้ ที่เขาว่าออกมา สาธยายออกมาถูก ถ้าเราไม่มีความยึดตัวยึดตน เห็นแก่ตัวเห็นแก่ตน เป็นคนลำเอียง ปิดกั้น เป็นคนโง่ เป็นคนอวิชชา โมหะ ไม่รู้ตัว ไม่เอามาเทียบมาเปรียบความจริง ตัวเป็นก็ไม่รู้ว่าตัวเป็น เขาว่าตัวก็เป็นอย่างที่เขาว่านั่นแหละ แล้วเราก็ไม่ดีอย่างที่เขาว่านั่นแหละ ก็ไม่รู้ตัว มืดมัวโมหะ ถ้าเราเป็นคนอย่างนั้น เราก็ไม่เจริญน่ะ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แต่ถ้าเราไม่เป็นคนเช่นนั้น เราเป็นคนที่ เออ! เขาจะว่าจะด่าอะไรเราได้ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก เราต้องมีวิบากอย่างนั้นทุกคนแหละ น้อยบ้าง มากบ้าง ไม่ว่าใครทั้งนั้นแหละ มีทุกคนแหละ ไปเจอมา ต่อให้ดิบให้ดีขนาดไหน คำพังเพยก็ขนาดพระปฏิมายังราคิน ขนาดพระพุทธรูป พระปฏิมาคือพระพุทธรูปปั้น ยังโดนว่า โดนด่าเลย ไปเอานิยายอะไรกับคนที่กระดุ๊กกระดิ๊กได้ มีภาษา มีกิริยา มีชีวิตชีวา ขนาดสิ่งที่ไม่มีชีวิต เป็นรูปปั้นแท้ๆ ยังโดนว่าโดนติ ฉะนั้นคนธรรมดา มันต้องโดนว่า ตามวิบาก ไม่ว่าใครต่อใคร เพราะฉะนั้นเมื่อเขาว่าเราแล้ว เราก็จะต้องตั้งรับ ตั้งรับให้ดี ทำใจในใจอย่างไร ทำกายวาจาอย่างไร ที่เราควรจะกระทำ ฝึกเข้าไป เรามาอย่างนี้ เรามาด้วยฝึกทั้งนั้นแหละ มันเป็นเรื่องดี แล้วอาตมาไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียอะไร พูดย้ำ พูดซ้ำ มาไม่รู้กี่ทีแล้วล่ะ เป็นเรื่องดีนะ เป็นโอกาส เป็นเรื่องที่เราจะต้องเป็นต้องไป จริงมันอาจจะต้องเหน็ดเหนื่อยหน่อย อาจจะต้องลงทุนลงรอน สิ่งเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ เป็นบทฝึกหัดทั้งสิ้น เป็นบทฝึกหัดที่เราจะได้พิสูจน์ เราจะได้อบรมฝึกฝน ฝึกฝนตนให้อยู่ในทุกสถานะ จะเกิดเหตุการณ์อย่างไร สถานการณ์อย่างไร เราก็ได้ฝึกได้ฝน เราก็ได้ใช้สิ่งเหล่านี้แหละ เป็นเรื่องแท้ ไม่ใช่เรื่องสมมุติ ไม่ใช่เรื่องมาตี๊ต่างเอา เรื่องจริงนะนี่ ไม่ใช่เรื่องมาเล่นละคร ไม่ใช่ละคร เป็นเรื่องจริงที่เราจะต้องสำนึกแล้วก็จะต้องใช้สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์คุณค่าให้เสมอ เป็นคนได้บุญได้กุศลทุกเวลาทุกขณะ เราจะต้องให้ได้บุญ ได้กุศล ได้ประโยชน์จากเวลาที่ผ่านไป แต่ละเวลาๆได้ประสบ ได้กระทำ ได้ฝึก ได้ฟัง ได้กระทบสัมผัสทางกาย วาจา ใจ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสใดๆก็แล้วแต่ที่เราได้กระทบ ได้สัมผัส ได้อะไร เราก็พยายามฝึกไป เป็นองค์ประกอบของธรรมชาติ ตามชีวิต ตามวิบาก เรามีชีวิต เรามีวิบากที่จะจรไป โคจรไป จะไปคติ คตัง คโต จะดำเนินไป มันก็ดำเนินไปเรื่อยๆ จะดำเนินไปอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างที่มันกำลังเป็นนี่ มันก็ดำเนินไปอยู่เรื่อยๆแหละ ดำเนินไปแล้วเราก็สังวรระวัง เราก็ฝึกปรือของเราเอาเอง เราก็พยายามที่จะสำรวม สังวร พยายามที่จะมีสติสัมปชัญญะ รู้กาย รู้เวทนา รู้จิต รู้ธรรม ธรรมะ รู้ ต้องรู้จริงๆนะ สติปัฏฐาน 4 นี่ต้องเข้าใจ กายคือองค์ประชุม องค์ประกอบ ขณะนี้องค์ประกอบ สิ่งแวดล้อมเราอยู่ในห้องประชุมของโรงเรียนชายของนครสวรรค์นี่ มีสิ่งแวดล้อมอันโน้นอันนี้ อะไรต่ออะไร ได้ขนาดนั้นขนาดนี้ ถ้าเราเข้าใจว่าเราเองเราไม่ใช่น้อยๆหรอก เรามีบุญพอสมควรน่ะแล้วก็มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ที่จะมากระทบมาสัมผัสมา...ซัก มาให้ หรือว่ามาเอา เขาจะมาเอาอะไรจากเราบ้าง เขาจะมาให้อะไรแก่เราบ้าง มันให้แล้วมัน เราก็ได้รับ ถ้าผู้ที่รับเป็น ก็จะมีกาย วาจา ใจ มีปัญญา มีกรรมกิริยาของเรานั่นแหละ เรารู้จักรับ รับอย่างนี้ดี รับด้วยกายอย่างนี้ กายกรรมอย่างนี้ รับด้วยวาจาอย่างนี้ รับด้วยใจอย่างนี้ โดยเฉพาะใจต้องเป็นใจที่อ่อนน้อม เคารพนบนอบ มีสัมมาคารวะ ต่อให้คนเขาทำร้ายทำเลวกับเราอย่างไรๆ เราก็ไม่ต้องไปแรง แต่มันก็ ถึงสัมมาคารวะ แต่มันมีเหมือนกันนะ บทบาทที่โต้ตอบ สัมมาคารวะนี่ มันก็มีความหมายลึกซึ้ง สัมมาคารวะก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไหว้เขาตะพึดตะพือ ไม่ใช่ สัมมาคารวะคือได้ลักษณะ แม้ผู้ใหญ่ก็มีสัมมาคารวะกับเด็ก หมายความว่า ผู้ใหญ่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นคน...ทำอำนาจบาตรใหญ่ เป็นคนเบ่ง คนข่ม จะเป็นผู้ใหญ่ก็จะเบ่ง ข่ม ผู้น้อยเรื่อยไป ก็ไม่ใช่ สัมมาคารวะก็คือ ความมีคารวะเคารพ เราเคารพน่ะ เคารพในความเป็นฐานะ แต่ละฐานะ เคารพความเป็นผู้ควร ฐานะที่ควร ผู้ควรเคารพ อย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อกี้เราก็สวดท่องไป ผู้ควรเคารพขนาดนั้นขนาดนี้อะไร มีทุกฐานะ ทุกขนาดแหละ แล้วเราก็เคารพกันและกัน ผู้ใหญ่เคารพผู้น้อย เคารพที่ว่านี่ ก็คือให้เกียรติแก่กันและกัน ไม่ลบหลู่ แสดงกิริยาอย่างนี้เหมาะสม ผู้ใหญ่แสดงกิริยาอย่างนี้แก่ผู้น้อย อย่างนี้ ขนาดนี้ เรียกว่าไม่ดูหยาบคาย ไม่ดูรุนแรง ดูเหมาะสม ดูได้สัด ได้ส่วน ได้ลีลาที่ดี เรียกว่าสัมมาคารวะ ผู้น้อยแสดงกับผู้ใหญ่อย่างนี้ๆ เออ! เป็นกิริยาที่ดี เป็นกิริยาที่เหมาะสม อ่อนน้อม สัมมาคารวะขนาดนั้น ขนาดนี้ เราจะบอกตายตัวไปทีเดียวนี่ มันบอกไม่ได้หรอก แต่มันก็มีขนาดของมัน ที่เราจะต้องฝึก ต้องฝึกจริงๆเลยกับคนนั้นคนนี้ คนนี้คนนั้น ซึ่งไม่เท่าเทียมกัน คนที่มีองค์คุณ มีคุณธรรม มีบุญมีบารมี มีสิ่งที่น่าเคารพ...คารวะ มีสิ่งที่น่าให้น่าเป็น แม้แต่จะเป็นเด็กเป็นผู้มีอายุน้อย เขาก็มีสิ่งที่น่าให้น่าเป็น สภาพของสัจธรรมพวกนี้ มันก็ มีของจริงตามจริงล่ะนะ ไม่ใช่ว่าเราซื่อบื้อจนกระทั่ง เอาแต่รูปนอก ไอ้นี่มันเด็ก มันต้องไม่มีอะไร ไอ้นี่มันหยาบ มันไม่ได้เรียนสูง ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีอะไรดี แล้วมันมีภาวะซับซ้อน คนที่มีเรียนมารยาทสังคม มารยาทสังคมนี่ ถ้าเรารู้จริงๆแล้วนะ อย่างที่อาตมาเคยพูดตั้งมากตั้งมาย มารยาทสังคมนี่คือ ลูกแท้ๆ ลูกในไส้ของมารยา มารยาทสังคมน่ะ ส่วนมากเป็นลูกในไส้แท้ๆของมารยา คือสภาพที่กลบเกลื่อน แต่เขาเรียกว่ามารยาท ไม่ใช่มารยา ก็เป็นปัญญานะ เป็นปัญญาที่จะปรับว่า เออ! อย่างนี้ทำมารยาทแค่นี้ ทำกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมกับเขาอย่างนี้ก็พอแล้ว ก็ดีแล้ว ก็ยอมให้เขาบ้าง ทำอย่างนี้ๆ ไม่เกิดกรณีร้ายแรงรุนแรงหรือเสียหาย หรือไม่สุภาพ อย่างนี้แหละ ทำอย่างนี้ขนาดนี้ดีแล้ว สุภาพเรียบร้อย ไม่เสียหาย จะเป็นประโยชน์ เป็นคุณค่า แล้วเราก็ประมาณเอา ประมาณกาย วาจา จากใจเรานี่แหละ ถ้าใจคนที่ได้อบรมฝึกฝนดีแล้วนี่ ใจจะไม่ร้อน ไม่ร้าย ไม่แรงอะไรหรอก ใจจะเย็น ใจจะดี ไม่ร้าย แล้วก็ใจจะสุภาพเรียบร้อย ไม่แรง ใจไม่ร้อนไม่ร้ายไม่แรง ใจจะสุภาพจะดีจะเย็นจะสบาย แล้วจะเป็นใจที่มีความนึกคิด มีการไตร่ตรอง ไม่วูบวาบด้วยอารมณ์ร้อน อารมณ์ร้าย อารมณ์แรงอะไร อารมณ์ร้อน ร้าย แรง นี่มันทำลาย ทำร้ายตั้งแต่ใจของเราเองเลย มันจะไม่เรียบร้อย มันจะไม่สุภาพ มันจะไม่ไตร่ตรอง มันจะไม่ละเอียดลออ จะไม่สุขุมไม่ประณีตน่ะ กลายเป็นอะไรที่ผิดๆพลาดๆได้ง่าย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าผู้ใดมีใจเย็น ใจดี ใจสุภาพ ใจที่ไม่ถูกอารมณ์กิเลสอะไรเข้าไปครอบงำ เป็นใจที่แข็งแรง ก็จะมีแต่ปัญญา มีแต่ความพินิจพิจารณา มีแต่ตัวที่จะวินิจวิเคราะห์ แล้วก็จะเกิดวจีสังขารน่ะ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ จะออกมาเป็นวจีสังขารา เพราะจิตจะมีตัววินิจฉัยจากตักกะนั่นแหละ คิดไตร่ตรอง ตักกะ วิตักกะ เขาแปลกันว่าตริว่าตรองน่ะ ตักกะก็ดี วิตักกะก็ดี เป็นการนึกการคิดการสังขารในเรื่องของจิต สังกัปปะก็คือความนึกคิด ความปรุงในจิต เป็นสังขารธรรมในจิต สังขารปรุงไปด้วยปัญญา ในสายของตักกะ วิตักกะ สังกัปปะนี่ เป็นเรื่องของความคิดทางปัญญา ส่วนสายของทางด้านอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ซึ่งเป็นองค์ธรรมของจิต ที่ได้ฝึกฝนดีแล้ว จะเป็นองค์ธรรมของสังกัปปะ จะไปเป็นสัมมาแล้วเราจะต้องเข้าใจแล้วว่า นี่ตรรกะแล้ว กำลังไตร่ตรองแล้ว กำลังตริ กำลังนึก กำลังคิด กำลังไตร่ตรอง กำลังวินิจฉัย สังกัปปะก็เป็นตัววินิจฉัย ตัวอัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา นั่นเป็นตัวเจตสิก ที่มันมั่นคง มันไม่หวั่นไหว มันไม่มีอารมณ์วูบวาบ ไม่อ่อนแอให้กิเลสเข้านั่นเอง แน่วแน่ แข็งแรง อัปปนา นี่ แนบแน่น แน่วแน่ อาตมาแปลว่าแน่ว ว่าแน่ แข็งแรง จิตมันแน่ว มันแน่ มันแข็งแรง มันมั่นคง เป็นจิตที่ได้ฝึก จะถูกกระทบต่อแรงโลกข้างนอก กระทบด้วยอะไรต่ออะไร สิ่งที่มันยั่วให้เกิดโกรธ ให้เกิดกิเลสนั่นเอง จิตมันยั่วให้เกิดโลภ หรือราคะ จิตมันยั่วให้เรานี่มัวเมา หลงใหล หลงผิด หลงอะไรก็แล้วแต่เถอะ โมหะ มันก็หลง เราก็ไม่หลง ไม่โลภ ไม่โกรธ แข็งแรง จิตที่ได้ฝึก จะเกิด อัปปนะ อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา มันจะเกิดจริงๆ เกิดแข็งแรงขึ้นตามจริงเลย แล้วตัวปัญญา ก็เป็นปัญญาที่ทำงานไม่มีกิเลสเข้าร่วมด้วย ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ก็จะไม่เกิดกิเลสเข้าไปผสม เมื่อไม่ผสม มันก็บริสุทธิ์ ไม่ลำเอียง ไม่มีอคติใดๆ ไม่ใช่อคติเพราะโกรธ อคติเพราะรัก เพราะโลภ หรือเพราะยินดี ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ไม่มีลำเอียงเพราะโมหะ เพราะหลง หลงผิด หลงใหล หลงมัว หลงเมา อะไรไม่มี หรือแม้แต่ อคติเพราะกลัว ภยาคติ ไม่ลำเอียง ลำเอียงทั้ง 4 เลย เมื่อจิตไม่ลำเอียง มันก็ไตร่ตรอง ใช้ตัวปัญญาเท่าที่เรามี เป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล เราจะมีกำลังของปัญญาเท่าใดๆ มีสัจจะความจริงของตัวปัญญา มันก็มาทำงาน ทำงานในสังกัปปะนี่แหละนะ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แล้วจิตที่แข็งแรงนั่นน่ะ ก็เป็นองค์เป็นสภาพจริงของจิต อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนาแค่ไหน จิตของเราแข็งแรงแค่ไหน ได้ฝึกบ่อยๆก็เหมือนนักมวยซ้อมบ่อยๆ นักวิ่งซ้อมบ่อยๆ นักยกน้ำหนักได้ยกบ่อยๆ นักทำงานทำการก็ชำนาญแข็งแรงได้ฝึกทำงาน ฝึกประสบ ฝึกตากแดด ฝึกเดิน ฝึกอะไรก็แล้วแต่ มันก็เป็นความแข็งแรง นอกจากแข็งแรงแล้ว ก็ยังจะมีการสัมผัส รับรู้ แล้วเอามาใช้นึก ใช้คิด เอามาไตร่ตรอง เอามาค้นหาสัจจะความจริง ไปเจอจาก ภาวะธรรมชาติภาวะความจริงที่เราได้กระทบได้สัมผัสทั้งนั้น แล้วก็ได้ฝึกฝน จิตใจสังกัปปะนี่เป็นตัวหลักม้าก มากของทางมโนกรรม ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ เรารู้ เราฟัง เราเข้าใจ ศึกษามาแล้ว เป็นความเห็นที่ถูกทาง ถูกต้อง ปฏิบัติอย่างไร ที่อธิบายอยู่นี่ อธิบายภาคภาษาให้คุณรู้ เอาไปปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติใจในใจอย่างไร แม้แต่สังกัปปะ เราจะปฏิบัติ...ปฏิบัติให้เป็นสัมมาสังกัปปะก็อย่างนี้แหละ ไตร่ตรอง เมื่อเรารู้ เราจำได้ว่านี่เป็นบัญญัติ เป็นทฤษฎี เป็นหลัก เป็นศีล เป็นตบะ เป็นความหมาย ความหมายของความถูกต้อง กุศลหรือสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่เป็นสุจริต สิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่าเป็นอย่างนี้ ในหลักการอย่างนี้ เราก็เรียนหลักการ เรียนทฤษฎีมา เรียนความหมายมา แล้วเราก็สมาทาน เราได้สมาทานว่าเราต้องทำให้ได้อย่างนี้ๆน่ะ ตัวสิ่งเหล่านี้แหละเป็นความรู้ของเรา เป็นความเข้าใจของเรา ก็เอาไปประกอบในการที่จะตัดสิน ในการที่จะแบ่ง ในการที่จะ เลือกเอาว่า เราจะให้แรงให้เบาอย่างไร สังขาร แรงหรือเบานี่ก็คือสังขาร เอาอย่างนี้แหละ จะแสดงกายกรรมออกมาอย่างนี้ มันก็จะเกิดมาตั้งแต่จิตนั่นแหละ ฝึกเอาน่ะ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ แล้วก็อัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา มันก็เป็นตัวหลักของเจตสิก ที่มีบทบาทของเจตสิก บทบาทของตักกะแล้วก็วิตักกะ สังกัปปะหรือบทบาทของอัปปนา พยัปปนา เจตโส อภินิโรปนา บทบาทของจิต หรือลีลาของจิต หรือความเป็นจริงของจิตของเรา มันได้แค่ไหนก็แค่นั้น ของแต่ละคนๆ มีบุญบารมีเท่าใด ได้ฝึกได้ฝนมา แล้วมันก็ออกมาเป็นวจีสังขารหรือวจีสังขารา องค์ทั้ง 7 ของสังกัปปะนี่เป็นตัวสำคัญ เป็นตัวได้ฝึกฝนจริงๆ เสร็จแล้วมันก็ยังมีตัวไตร่ตรอง มาถึงเป็นวจีสังขารแล้วเสร็จ เออ! ได้ขนาดนี้ จะต้องออกเป็นกายกรรมอย่างนี้ จะออกไปเป็นวจีกรรมอย่างนี้ ยังไตร่ตรองคัดเลือก จิตจะเร็ว นี่แหละ มุทุภูเต จิตจะแววไว จิตจะแข็งแรง จิตจะดัดจะปรับอยู่ในนี้ อาการของการทำสังกัปปะทั้ง 7 นี่น่ะ องค์ธรรมทั้ง 7 ของสังกัปปะนี่แหละคือสภาพของมุทุธาตุ ถ้าเราได้ฝึกแล้วจิตของเราจะเป็นจิตที่ อ่อน น่ะ มุทุนี่แปลว่าอ่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าอ่อนแอนะ จิตจะแววไว มันไว มันอ่อนนี่ คือมันดัดไว รู้ไว แววไว ไวเร็ว แล้วก็ดัดได้ ปรับได้ไว น่ะ ดัดได้ ปรับได้ไว นี่แหละ มุทุภูตธาตุ มุทุภูเต จิตมันจะเป็นองค์ที่ฝึกฌาน นี่แหละการฝึกฌาน มุทุภูเตแล้วจะทำออกไปเป็นกรรม กัมมนิเย มันสังเคราะห์กันเสร็จแล้ว มันสังขารกันเสร็จแล้วก็จะออกไปเป็นกรรม ก็จะเป็นกายกรรม เป็นวจีกรรม ที่ตามออกไปเกิด เพราะฉะนั้นกายกรรม วจีกรรม ที่มันเกิด เกิดหลังจากวจีสังขาร หรือวจีสังขารานี่ เป็นตัวไตร่ตรอง เสร็จแล้วก็ปล่อยออกไปเป็นกรรม จากสังกัปปะ ก็ออกไปเป็นวจีกรรม เป็นวาจา หรือเป็นกายกรรม เป็นกัมมันตะ เป็นอาชีวะ มันก็จะเกิดจากจิตนี่แหละเป็นตัวมาก่อน มโนปุพพัง คมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา จิตเป็นประธาน สิ่งทั้งปวงมันจะเกิดจากจิตนี่แหละ สั่งสมแล้วมันก็จะฝึกปรือ อบรมไป ออกไปเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ตามจริงที่เรามีภูมิธรรม แล้วก็จะเหมาะสมกับเหตุการณ์ เหมาะสมกับกาละ เวลา เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม เรียกว่ากาโย องค์ประชุม สติปัฏฐาน 4 มีกายในกาย รู้กายนอกกาย กายในกาย รู้องค์ประชุมของทางจิต แล้วก็ปรับจิต ปรุงจิตได้อย่างดี แล้วก็แสดงออกทางกาย วาจา เมื่อแสดงออกทางกาย วาจา จะดีไม่ดีอย่างไรเกิดจากการได้ฝึกปรือของจริงความจริงพวกนี้ ทั้งนั้นแหละ เราจะรู้จากเวทนา เป็นตัวที่ก่อให้เกิด เวทนานี่ ถ้าเผื่อว่าเราไม่รู้ อารมณ์รู้สึก เรารู้สึกทุกข์ รู้สึกสุข รู้สึกชอบ รู้สึกชัง รู้สึกเหล่านั้น มันมีกิเลสเข้ามาประกอบ มันสมใจในสิ่งที่เราพอใจ ยินดี ก็เป็นกิเลสแบบโลกๆสมใจ เป็นความสุข ความพอใจ ความยินดีแบบโลกๆ เราไม่สมใจ ไม่พอใจแบบโลกๆ ไม่ได้สมใจตามที่เรายึดเราติด เราจะไม่ชอบใจ ก็เป็นความทุกข์ เป็นความไม่ชอบใจ ไม่สบายใจ เป็นเวทนา แต่ถ้าเผื่อว่าเราตื้อๆเฉย มากระทบสัมผัสอะไร ก็อยู่ในอารมณ์ไม่ปรุงไม่ร่วมไม่อะไร ไม่คิดอะไร ตื้อ สุขก็ไม่สุข ทุกข์ก็ไม่ทุกข์ ตื้อๆ แบบนั้น แบบอัพยกฤต เวทนาเป็นไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่ดีไม่ชั่ว แบบตื้อๆ แบบอวิชชา แบบโมหะ แต่ถ้าเราเอง จิตใจของเราโปร่งใส รับรู้เลยแล้ววางเฉย อุเบกขา อุเบกขาของธรรมะนั้นควรกระทำ จิตของเราไม่สุขไม่ทุกข์ หรือเราไม่ชอบไม่ชังอย่างวางเฉยได้ นั่นเป็นผลของการปฏิบัติธรรมได้เจตสิกชั้นสูง เป็นอุเบกขาในระดับฌาน ที่ถึงฌาน 4 แน่ะ ปฏิบัติจนกระทั่ง ฝึกฝนจนฌานนี่เป็นอุเบกขาฐาน เป็นฐานของฌาน 4 โน่นแน่ะ เพราะฉะนั้นจิตที่เป็นอุเบกขาอย่างนั้น เฉยอย่างนั้น เป็นเฉยที่รู้อยู่เลยว่าจิตของเรานี่เฉย ไม่ได้เฉยเพราะว่าเราไม่ได้รู้เรื่องอะไร แต่เรารู้ชัดเจนนะ กระทบอย่างไร สัมผัสอย่างไร จะยั่วให้เกิดกิเลส เราก็ได้ฝึกฝน มันไม่ยั่วให้เกิดหรอก เรารู้ในเนื้อหารายละเอียด เราไม่ใช่ตื้อๆ เฉยไม่เอาเรื่อง ลืมไม่รับรู้ ไม่ใช่ รู้กับเขาเลย เขาด่ามาแรง เขาว่ามาร้าย เขากิริยาแสดงมาหยาบคาย กิริยาแสดงมานี่ ดุเดือด ยั่วยุ จะเป็นกามก็ยั่วยุทางกาม เพื่อให้เกิดราคะชัด จัด มาแรงอย่างไรเราก็เข้าใจ เข้าใจวาง ปลงได้จริงๆเลย จิตวางเฉยได้จริง ก่อให้เกิด ยั่วให้เกิดอย่างไร ให้เกิดราคะ ให้เกิดโทสะ โมหะอย่างไร ก็เฉย วางได้ แล้วเราก็รู้อารมณ์ใจของเราอยู่ วาง เพราะไม่เกิดกิเลส วางอย่างรู้ละเอียด ไม่ใช่ว่าไม่รับรู้ แล้วก็เกิดจิตซ้อนไปว่าจะเกิดเมตตา จะเกิดกรุณา เกิดสงสารเขา เกิดสมเพช เกิดเห็นใจ เกิดการจะเกื้อกูล จะช่วยเหลือ หรือว่าเกิด ก็พิจารณาในตัว มันจะมีตัวซ้อนเยอะเลย เอ้อ! คนนี้ทำอย่างนี้นี่ เราจะช่วยเขาไหวไหม ถ้าเขาหยาบขนาดนี้ เขาแรงขนาดนี้ มันจะแววไว จิตมันจะไว มันจะไตร่ตรอง คนนี้เราเคยรู้จัก คนนี้เคยมีเรื่องเก่ากับเรามามาก เรื่องเก่าต่างๆนานานี่ มันจะเข้ามาร่วมสังเคราะห์ มันจะร่วมเข้ามาสังขาร ร่วมเข้ามาปรุงเป็นเหตุปัจจัยให้เราวินิจฉัย อยู่ในตัวของมันเรื่อยแหละ ไอ้คนนี้ไม่เคยรู้จักนะ เพิ่งรู้จัก แล้วก็เมื่อแสดงกายกรรมอย่างนี้ แสดงวจีกรรมอย่างนี้กับเรานี่นะแล้วเราจะทำอย่างไรกับเขาดี เรายังไม่รู้จักเขามากมาย วางไว้ก่อนเถอะ เฉยๆไว้ก่อน ทำสุภาพเรียบร้อยกลางๆไว้ก่อนเถอะ มันจะตัดสิน มันจะบอกเราเอง เราจะทำไปอย่างสมเหมาะสมควรที่สุด เรียกว่าสัมมา จะทำไปอย่างสมเหมาะสมควร ยิ่งไม่มีอารมณ์กิเลส ไม่มีโลภ ไม่มีโกรธ ไม่มีรัก ไม่มีชัง ไม่มีริษยาอิจฉา ไม่มีแม้แต่กิเลสชนิดใดๆ ก็แล้วแต่เถอะ เข้าไปร่วมประกอบด้วย ก็ยิ่งจะสะอาดบริสุทธิ์ การแสดงออกมาก็จะสัมมาคารโว เป็นสัมมาคารวะหรือเป็นสุภาพ เป็นความถูกสภาพ เป็นความที่เหมาะที่ควร เป็นสภาพมัชฌิมา เป็นสภาพสัมมา เป็นสภาพที่ได้สัดส่วนที่ดีที่สุดออกมาเองจริงๆ เลยน่ะ เพราะฉะนั้นกรรมกิริยาหรือการงาน จะเรียกการงานก็ได้ เรียกกรรมก็ได้ จะเรียกการกระทำก็ได้ ออกมาทางกาย วาจา ใจ กับสิ่งที่กระทบสัมผัส หรือแม้แต่ทำการงานนี้ ทำงานทำการ จะขุด จะถาก จะแบก จะหาม จะทำโน่นทำนี่อะไรอยู่ ทำงานการสร้างสรรอะไรก็ตาม บางทีมันก็หงุดหงิด บางทีมันก็เกิดอารมณ์ สัมผัสอย่างโน้นอย่างนี้ ไอ้นี่ไม่ชอบใจ แหม! ไอ้คนนี้เอามาวางที่นี่ทำไมวะ ไอ้คนโน้น โอ๊! อย่างโน้นอย่างนี้ เรียกว่าแว้งไปหมดเลย ถ้าเป็นคนที่อารมณ์ไม่ดีล่ะนะ ชังคนนั้นเกลียดคนนี้ อะไรก็จะแว้งเขาไปหมดน่ะ แต่ถ้าเผื่อว่าเราไม่เป็นคนอย่างนั้น ได้ฝึกปรือแล้ว เออ! ไอ้นี่ คนเอามาวางนี้ ใครนะเอามาวาง รู้ พอตวัดจิตไปนิดหนึ่ง ก็รู้แล้ว อ๋อ! คนนั้นเอามาวาง คนนี้นี่ เออ! เขาไม่ค่อยชอบหน้าเรานะ เขาจะแกล้งเราหรือเปล่า อะไรเราหรือเปล่า เราจะรู้ทันที มันไว จิตนี่ แม้เขาแกล้ง ถ้าคนที่ใจดีแล้ว อ๋อ! นี่เขาเจตนาแกล้งเราแท้ๆเลย ส่อเลยนี่ ลักษณะเจตนาจะแกล้ง เราก็อ่านรู้ว่าเขาแกล้ง แล้วก็จัดแจงไม่ให้มันเกิดการรุนแรง ไม่ให้เกิดการเลวร้ายอะไร เขาจะแกล้งก็แกล้งเถอะ เราก็ปรับไปให้ดีๆ ไม่ต้องไปยั่วยุกัน ให้เกิดโกรธเกิดชังกันให้มากกว่านั้น ถ้าจะทำให้เขารู้ตัวก็บอกเขา หรือว่าหาวิธีอะไรให้เขารู้ตัวว่า อย่าแกล้งกันเลย มันไม่ดี ก็พูดไป หรือกระทำกิริยาไปอย่างนั้นอย่างนี้อย่างเหมาะสม กิริยาแสดงออกก็จะอย่างเหมาะสม อย่างไม่ลำเอียง อย่างไม่ประชดประชัน อย่างไม่ยั่วยุกันให้เกิดโลภ เกิดโกรธ เกิดหลง ร้ายแรงกว่านั้น จะไม่ทำให้มันเกิดอกุศล อย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าใจไม่ดี ใจเลว ใจร้าย อย่างไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวอะไรเลยนะ ไอ้นี่แกล้งกูนี่หว่า ซัดมันเสียเลย เสร็จ ไอ้แอ๊คชั่น รีแอ๊คชั่น บทบาท มันจะต้องปะทะกัน ประเดี๋ยวมันจะต้องทะเลาะกัน มันก็ยิ่งเกิดโกรธ เกิดโลภ เกิดหลงในใจทั้งคู่ ก็ยิ่งเกิดกันไป นี่เป็นธรรมดาสามัญของคนไม่รู้จักจิต เจตสิก ไม่รู้จักปรมัตถ์ ไม่รู้จักความจริงพวกนี้ เขาก็จะทำอย่างนั้นแหละนะ เราทุกคนนี้ อาตมาเชื่อว่าเคยทำกันมามากบ้างน้อยบ้าง เขาเคยทำกันมา แต่เราโดยมาก ฝึกเป็นนักปฏิบัติธรรมแล้ว เราจะเข้าใจ อย่างที่อาตมากล่าวนี่ จะเห็นจริงด้วย ที่อาตมาพูดนี่ ไม่ได้พูดโดยตำรา ไม่ได้อ่านตำราอะไรมาหรอก เอาของจริงๆที่อาตมามีเองเป็นเองนี่ เอามาพูดสู่ฟัง ได้ฝึกมาอย่างนี้ แล้วก็ได้เห็นอย่างนี้ได้รู้อย่างนี้ แล้วก็อ่านออกมาเป็นอย่างนี้ อ่านออกเป็นภาษาเจตสิก เป็นภาษาอภิธรรมนะ ที่พูดให้คุณฟังเดี๋ยวนี้นี่ ขณะนี้กำลังเล่าอยู่นี่เป็นภาษาอภิธรรมนะ อาตมาแจกเจตสิก แจกจิตปรมัตถ์ ที่ฟังอยู่เดี๋ยวนี้นี่ ฟังธรรมะขั้นอภิธรรมนะ ไม่ใช่ขั้นต้นๆตื้นๆอะไรหรอกนะ จิตเรารู้สึกอย่างไร แล้วกิเลสจะเข้าไปร่วมอย่างไร ไม่ได้พูดอุงๆอังๆตังๆอะไร อาตมาก็เคยท่องกับเขาบ้างเหมือนกันละ มันก็จะไม่อังกับเขาแล้วเดี๋ยวนี้ มันลืมเกือบจะหมดแล้วเหมือนกัน ไม่ได้มีกิเลสพวกนี้ มีอกุศลจิตเข้าไปประกอบร่วม แล้วก็ปรุงออกมา เรารู้เท่าทันอกุศลจิตจริงๆ มันกิเลส อกุศลจิตนั่นคือกิเลส ไปเรียกมันตรงๆก็คือกิเลสนั่นแหละ อกุศลจิตตัวไหนก็แล้วแต่ ส่วนกิเลสเขาไม่เรียกมันว่ากิเลส แต่เขาเรียกว่าอกุศลจิต กิเลสนั่นแหละ อาการที่มันมีฤทธิ์มีเดชอยู่ในจิต แล้วมันก็มีบทบาท ทำให้เราปรุงออกมา สังขารออกมา เหมือนกับเราทำกับข้าว ใส่เค็ม ใส่เปรี้ยว ใส่หวาน ก็ใส่เข้าไป ปรุงเข้าไป มันก็มีรสมีชาติไปตามที่ตัวเองใส่น่ะ อยากให้มันเผ็ดก็ใส่พริกมากๆ มันก็เผ็ด อยากจะให้มันแรงๆ อยากจะให้มันร้อนๆ อยากให้มันหยาบๆก็ใส่เข้าไป อารมณ์กิเลสแรงๆ อย่างโน้นอย่างนี้ เอากิเลสโกรธ กิเลสไม่ชอบใจ กิเลสที่จะประชดประชัน กิเลสที่จะแดกดัน กิเลสที่จะทำให้กายกรรมเป็นอย่างนั้น กิเลสที่จะทำให้วจีกรรมเป็นอย่างนี้ มันก็ใส่เข้าไปเรื่อยๆแหละ มันก็ปรุงออกมา แล้วมันก็จะปฏิบัติตามที่ตัวเองปรุง ออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรม ที่ออกมาเป็นอย่างนั้น แล้วก็เกิดการปะทะกันไป ปะทะกันมาน่ะ ถ้าเรารู้เท่าทัน อย่างที่อาตมากล่าวนี่นะ ฝึกปรือไป มีมุทุภูตธาตุ รู้จักธาตุในจิต แววไวนะ ปรุงไว รู้ไว แล้วก็อ่านได้ไว จิตของเราก็จะเข้าใจมุทุภูตธาตุ หรือมุทุภูเต แล้วเราก็ปรับมันได้ คือเราเรียนรู้สังกัปปะนี่แหละ ในองค์ธรรม 7 ประการนี่แหละ แบบตรรกะเราก็รู้ ใจเราเร็วนะ นี่เรียกว่า ขั้นนี้นี่เรียกว่าแค่ตรรกะ แค่นี้นี่ปรุงเพิ่มขึ้นมาแล้ว วิตรรกะ ขณะนี้นี่กำลังคิด กำลังไตร่ กำลังตรอง กำลังวินิจฉัย จนกระทั่งมาเป็นสังกัปปะ จนกระทั่งมาเป็นองค์ของความคิ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน