340309 พิษร้าย-ไฟราคะ โดย สมณะเดินดิน ติกขวีโร ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข7 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

340309 พิษร้าย-ไฟราคะ โดย สมณะเดินดิน ติกขวีโร ณ พุทธสถานสันติอโศก

พิษร้าย-ไฟราคะ โดย สมณะเดินดิน ติกขวีโร เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2534 ณ พุทธสถาน สันติอโศก

อาตมารู้สึกว่า มันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายนะ ชีวิตของพวกเราแต่ละคนๆที่มากันนี่ เพื่อที่จะพัฒนาตัวเราเอง เพื่อที่จะมาเป็นประโยชน์กับมนุษยชาติ ได้ฟังข่าวคราวพวกเรา ก็มีมาอยู่บ่อยๆ เดี๋ยวคนนั้นก็ต้องไปแต่งงาน คนนี้ก็เป็นคนที่ทำงานมากเสียสละมาก คนนี้ก็ออกไปแต่งงานอีกแล้ว ฟังแต่ละครั้งมันเหมือนกับฟังข่าวเพื่อนเราจมน้ำตาย เห็นกันอยู่ต่อหน้าต่อตา แล้วก็จมน้ำตายเสียแล้วละ โอ้โฮ! เขาขึ้นฝั่งอยู่ดีๆน่ะ โดดลงไปในน้ำตายเฉย ช่วยไม่ได้เลยนะ ถ้าเขาอยู่ เขาจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอีกมากน่ะ แต่คนนี้ก็ ตายอีกแล้ว คนนี้ก็ตายอีกแล้วนะ ตายไปแล้วก็ช่วยตัวเองไม่ได้อีกแล้วนะ จะไปช่วยคนอื่นก็ช่วยยาก อาตมาเคยฟังนะ พวกเราที่เขาไปแต่งงานแล้วนะ แล้วเขาก็มาให้ข้อคิดกับคนที่ไม่ได้แต่งงาน เขาบอกว่าเขาพลาดนะ พลาดไปแต่งงานแล้วนี่ แล้วก็อยากจะให้คนที่ยังไม่ได้แต่งงานนี่ได้รับรู้เอาไว้เลยว่า อย่าไปแต่งงานเลย เขาบอกว่า ไอ้การไปแต่งงานนี่ ไปกอดกองไฟตายยังดีกว่า เขาว่าอย่างนั้นนะ เพราะกอดกองไฟตายนี่ มันก็ทุกข์ทรมานแค่นั้นแล้วก็ตายไป แต่ว่าไอ้ต้องไปมีชีวิตคู่นี้ มันยิ่งกว่ากอดกองไฟนะ มันร้อนเร่ายิ่งกว่ากอดกองไฟ เพราะว่ามันต่างก็เพิ่มอนุสัยอาสวะกิเลส ให้แก่กันและกันมากขึ้นๆ ต้องปรุงแต่งอารมณ์ ต้องสะสมกามารมณ์อะไรต่างๆนานา นี้ให้มากให้จัดจ้านหนักขึ้นยิ่งกว่าเก่า มันเป็นทางแห่งการเพิ่มอาสวะกิเลสให้ตัวเองนี่ไม่จบสิ้นไปได้ ยิ่งอาตมาฟังดูข้อที่เขาสรุปให้ฟัง เป็นข้อที่น่าคิดตรงที่ว่า แค่เรามีขนาดนี้นี่ มีสะสมมาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ เหลืออยู่แค่นี้ได้เหลื

อ่านต่อ

ออยู่แค่นี้นี่ มันก็ยังไงล่ะ ก็ต้องหัวฟัดหัวเหวี่ยงนะ ทุกข์ทรมานอยู่พอสมควร มันก็ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่น่ะ แต่ถ้าต้องไปเพิ่มนะ ไปเพิ่มขึ้นมามาก สะสมแต่ละวันแต่ละคืน อาสวะกิเลสของเรานี่ก็เพิ่มพูนขึ้นมามากไปกว่าเก่าอีก ยังงั้นนี่มันก็ไม่เห็นทางว่ามันจะจบสิ้นลงตรงไหน ถ้าสังเกตดูว่า แม้แต่ชีวิตของสมณะ ชีวิตของนักบวชของพวกเรานี่ บางคนที่ต้องหลุดร่วงตกลงไปนี่ ก็เห็นถึงราศีว่า พวกเราบางคนถ้าออกไปเคร่งถือศีล พรหมจรรย์ไปได้ดี ก็ดูว่ามีราศีมีความผ่องใสนะ แต่ถ้าไปเทียบ คนไหนไปใช้ชีวิตครอบครัวอะไรนี่ ก็ดูหน้าดำคร่ำเครียดดี ก็ดูว่าราศีก็ค่อยๆหายไป วรรณะก็หายไป ก็เห็นถึงว่า โอ้โฮ! ชีวิตก็คงจะถูกราคักคี โทสัคคี โมหัคคี ไฟคือราคะ คือโทสะ คือโมหะ เผาให้ไหม้เกรียมออกมาทางผิวหน้า ผิวเนื้อ ผิวตัว ข้อสรุปนี้เขาถึงบอกว่า กอดกองไฟแล้วก็ตายไปเลยนะ แต่ว่าการไปมีชีวิตคู่นี่ มันต้องเพิ่ม เป็นที่ให้ก่อเกิดอาสวะกิเลสเพิ่มพูนให้แก่จิตวิญญาณของตัวเอง สะสมความหลงโมหะมากขึ้นๆ อาตมารู้รู้สึกว่า อันนี้ก็พูดจากสภาวะของเขาที่เขาต้องไปแต่งงาน แล้วเขาก็ไม่อยากให้คนที่ยังไม่แต่งงาน ต้องไปพลาดอย่างเขามา เราฟังดูแล้วก็เลยเก็บมาเล่าสู่กันฟังว่า เรามีนักวิทยาศาสตร์นะส่งไปทดลองแล้วได้ประสบผลอย่างไรก็ เขาจะส่งผลงานวิจัย เขาบอกว่าไปแต่งงานแล้วนี่นะ ตอนที่ยังไม่แต่งงาน ก็เหมือนฟังที่พ่อท่านบอก สมณะบอก ก็เหมือนกับฟังทฤษฏีไป มันไม่ได้เห็นชัด แต่ว่าพอแต่งไปแล้วนี่ ที่ท่านเคยได้บอกเอาไว้นี่ได้เห็นหมดเลย เป็นยังไงๆก็ได้เห็นชัดเจน ได้ฝึกภาคปฏิบัติ ดังนั้นสิ่งที่ได้เห็นอย่างหนึ่งว่าพวกเรามานี่ เหมือนกับเมื่อวานนี้ พ่อท่านพูดเรื่องปลาไม่เห็นฟ้า คือปลาที่อยู่ในน้ำ ก็ย่อมมองไม่เห็นบก มองไม่เห็นฟ้า เขาจะเล่าเรื่องบนบกเรื่องบนฟ้า ก็ย่อมไม่เห็น ก็ได้ฟังเรื่องเล่าเฉยๆ ทีนี้ พวกเราก็เหมือนกัน พวกเราก็เหมือนผู้ที่จะขึ้นบนฝั่ง ขึ้นมาบนฝั่ง ขึ้นมาศึกษาชีวิตบนบก ขึ้นมาบนฟ้า พัฒนาตัวเองให้สูงขึ้น แต่การที่เราต้องจมไปในกามโอฆะ กระแสแห่งกาม มันก็กลับไปสู่ชีวิตเก่า เป็นชีวิตที่ไม่มีทั้งประโยชน์ตัวเอง ไม่มีทั้งประโยชน์ผู้อื่น เป็นเรื่องที่เหมือนกับว่า ไม่น่า ไม่น่าที่เราจะต้องไปพลาดหรือสูญเสียอนาคต แต่ถึงพลาดก็มาคิดดูว่า ความจริงพวกเราอาตมาคิดว่า เคยคุยกะท่านยุทธวโรนะ ท่านเป็นผู้เพ่งเพียรในการพิจารณาอสุภะ ท่านก็บอกว่า ภันเต คนที่มาวัดนี่ ไม่มีใครคิดหรอก ท่านมักจะพูดขึ้นว่า ไม่มีคิดหรอกที่จะมารักคนนั้นคนนี้ ไม่มีใครคิดที่จะมาแต่งงาน มาหาคนในวัดนะ มาเอาคนในวัดไปทำยาอะไรยังงี้ คงไม่คิดมีใครมาเอาไปทำยงทำยาอะไร อาตมาก็เห็นสอดคล้องนะว่า จริงๆแล้วนี่ ปณิธานของพวกเราแต่ละคนๆ ก็มุ่งหมายที่จะมาทำความพ้นทุกข์ ทำความเจริญให้กับตัวเราเอง คงไม่มีใครคิดนะ อย่าว่าแต่คนในวัด อย่าว่าแต่พวกเราเลย อาตมาเห็นคนข้างนอก ที่เขายังไม่ได้เข้ามาอยู่ในวัดนี่ ที่เขาไปแต่งงานนะ ก็เห็นแต่ละรายที่ไปแต่งงาน เขาก็บอกเหมือนกันว่า ไม่เคยคิดจะแต่งงานเลยนะ แต่ที่แต่งนี่ ก็เพราะว่าบางทีเห็นใจนะ บางทีก็รู้สึกว่าเข้าใจ ทำงานแล้วมันเข้าใจกันดี มันสัมพันธ์กัน หรือบางทีก็มีความจำเป็นต่างๆ ที่เขาอ้างขึ้นมา เขาก็ไม่ได้คิดเหมือนกันว่า จะต้องไปแต่งงาน ไม่เคยคิดด้วยซ้ำ ซึ่งคนนอกๆนี่เขาก็ไม่คิดเหมือนกัน พวกเราที่มาศึกษาธรรม ที่ต้องไปแต่งงาน เขาไม่คิดจะแต่งงานเหมือนกัน แต่ว่ามันสัมพันธ์กันไปแล้ว มันก็สุดท้าย ความสัมพันธ์มากๆบางทีไม่อยากจะแต่งเลยนะ แต่คนภายนอกนี่เขามองไม่ดีแล้ว ก็รู้สึกว่าจะเกิดความเสียหาย ก็เลยจำเป็นต้องไปแต่ง ยังงี้พอฟังแล้วก็ โอ้โฮ! รู้สึกว่า ยังงั้นจุดที่แม้แต่พวกเรากันเอง อาตมาคิดว่าไม่มีใครไปคิดพิเรนๆว่ามาปฏิบัติธรรมแล้วจะมาหาเนื้อคู่ในวัด คงไม่มีใครคิดยังงี้ อาตมาคิดว่าร้อยคนพันคนก็ไม่มีใครคิดยังงี้ แต่สิ่งที่ก่อให้เกิดเหตุที่มันไม่คาดคิด หรือว่าเกินที่จะคิดก็คือ ความสนิทสนม ความสัมพันธ์นะ ความสัมพันธ์ที่พระพุทธเจ้าท่านให้ระวังนะว่า แม้แต่แม่ของตัวเอง ก็ยังประมาทไม่ได้นะ ในพระไตรปิฎกเตือนภิกษุไว้เลย เตือนนักบวชไว้เลยว่า ขนาดแม่ของตัวเอง ก็จะไปประมาทไม่ได้นะ เพราะว่าพอพวกเรามุ่ง กิเลสมันจะมีธรรมชาติอย่างหนึ่งว่า พอเรากดมัน เราบีบมัน เราจะเอามันตายนี่ มันก็พร้อมที่จะเอาเราตายได้เหมือนกันนะ ถ้าเราคอยส่งเสบียงส่งส่วยให้มันบ้างนิดๆหน่อยๆ มันก็ดูไม่มีปัญหา มันก็พอเรียกว่ามีชีวิตอยู่ได้ แต่เมื่อไหร่ที่เรารีบไปบีบคอมันนี่ มันก็จะเอ๊ะ! จะตายนี่นะ ยังไงๆขอส่งท้ายเถอะ มันอาจจะบอกยังงี้ก็ได้นะ แต่มันจะไม่บอกเราโดยตรงหรอก มันจะอะไรนิดอะไรหน่อยนี่ มันจะเอา มันจะได้นะ มันจะไปขอแลบๆเลียๆนิดๆหน่อยๆ มันก็จะเรียกว่าเป็นสังโยค มันขอโยคนะ มันจะตายแล้วขอโยคเสียหน่อยหนึ่ง โยคะนี่คือขอโยคนิดๆหน่อยๆก็ดี ขอให้ได้ฟังเสียง ขอให้ได้เห็น ขอให้ได้ดู ขอให้ได้พูดได้คุย ยังงั้นปัญหาอยู่ตรงที่ว่า กิเลสมันใกล้จะตาย มันก็จะขึ้นมาเล่นงานผู้ที่ประมาทได้นะ ความสัมพันธ์ที่ทำงานอยู่ใกล้ชิดกัน อาตมาคิดอย่างที่บอกแล้วว่าพวกเรามุ่งมาสู่ความเจริญ ไม่มีใครคิดที่จะมาในทางต่ำ แต่ความประมาท ความสัมพันธ์ ความผูกพันนี่ แยกเป็นสองตัวคือ ผูกกันบ่อยๆนะ จิตที่ผูกกันบ่อยๆ จิตที่พออกพอใจ และพวกเรานี่ เรื่องรูปธรรมนี่ พ่อท่านบอก คนมาอยู่วัดนี่มันก็ไม่ได้มีอะไรแล้ว ยิ่งสมณะนี่หัวก็ยิ่งโล้น แต่ก่อนนี้ไว้คิ้วใหม่ๆนี่ เห็นหน้ากันแล้วขำกันทุกที เพราะว่าแต่ก่อนโกนคิ้ว พอ เราประกาศออกจากเถรสมาคมก็มาไว้คิ้ว ใหม่ๆเห็นหน้ากันแต่ละองค์ๆ ก็ตลกนะ คือมันยังไงล่ะ มันแปลกๆ พ่อท่านว่าเหมือนลิงนั่นน่ะ แต่ก่อนเราไม่มีคิ้ว ก็เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง พอไว้คิ้วขึ้นมานี่ เห็นหน้ากันแล้วยิ้มเลยนะ เหมือนกับลิงอะไรไม่รู้นะ แต่พออยู่ไปนานๆแล้ว มันก็เลยเหมือนปกติ ทีนี้ใครไปโกนคิ้วมา ดูแล้วก็ เอ๊ะ ! เหมือนคนยังไง คนไม่ค่อยเต็มอะไรยังงี้นะ มันก็คล้ายว่าความคุ้นตานี่นะ ความคุ้นตาคุ้นบ่อยๆนี่ สูตรท่านปุณณสมโณ หรือไง ท่านเคยอบรมเด็กว่า ถั่วเหลืองนี่กินบ่อยๆก็อร่อยไปเองน่ะ ความใกล้ชิดก็เหมือนกันแหละ ตอนแรกก็ไม่เห็นจะหล่อจะสวยอะไร แต่ว่าคบคุ้นกันบ่อยๆๆๆ มันก็ค่อยๆอร่อยขึ้นมานะ มันก็ค่อยพอใจขึ้นมา แล้วเป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า แม้แต่ญาติธรรมของเราที่ออกไปแต่งงาน ส่วนใหญ่ที่ออกไปแต่งงานนี่ ดูแล้วก็พวกที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ออกไปแต่งงานนี่ พวกที่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ค่อยได้ระวังตัวนะ คิดว่าไม่มีปัญหาเท่าไหร่ อยู่นอนมาแล้วก็เลยนอนไปเลย อาหารก็ไม่ค่อยติดเท่าไหร่ เรื่องรสชาตินั่น ถ้าจะติดก็จะติดวิตามิน มีคุณค่าอาหาร ติดด้วยคุณค่าอาหารมากๆ อะไรยังงี้ จะยินดีพอใจมากกว่านะยังงั้น แม้แต่กามในเรื่องของเมถุนนี่ก็เหมือนกัน ไอ้รูปธรรมเรื่องรูปเรื่องอะไรนี่ ก็ปลงอสุภะมาเยอะแล้วหละ มันไม่เที่ยง มันร่วงโรยอะไรไปได้นะ แต่นามธรรมนี่ยังไม่ได้ปลงเท่าไหร่ ความขยัน ความสงบ ความสุภาพ ความเรียบร้อยอะไรยังงี้ มันรู้สึกว่าปลงอสุภะยาก มันเป็นความดี ความงาม ความสุนทรี ก็เลยทำให้เกิดความยินดีพอใจ นิสัยก็เหมือนกับเรา ขยัน เรียบร้อยดี อะไรยังงี้ ก็ทำให้อันนี้มันจะปลงตกแล้วนะ แล้วมันก็ตรงกะสเป็ค พ่อท่านแปลว่า ความเป็นเวรานุเวรซึ่งกันและกัน มันจะก่อให้เกิดความเป็นเวรซึ่งกันและกันนะ จะกลายเป็นคู่ สุดท้ายก็จะกลายเป็นคู่ ที่จะมาทำลายล้างซึ่งกันและกัน ความจริงชีวิตของเราแต่ละคนๆนี่ ควรจะเป็นคู่ส่งเสริมคุณงามความดีซึ่งกันและกัน ทีนี้ถ้ามองอีกทีหนึ่งว่า แม้ตอนนี้พวกเราจะไม่ติดในเรื่องรูปนะ แต่มาติด มายินดี มาพอใจ ในเรื่องนาม ในเรื่องคุณงามความดี ที่เขามีเราไม่มี หรือว่าเขามีตรงกับที่เรามี เราก็ยินดีพอใจ อันนี้มันก็อยู่ใกล้ๆกันด้วยและทำงานใกล้ๆกันด้วย แต่ละวันแต่ละคืน ผูกกันเข้าไปๆ ทั้งผูกทั้งพัน ผูกกันมากๆๆเข้า คราวนี้ก็ไม่ต้องมีภาษาเป็นตัวพูดแล้ว รู้กัน สองเราเข้าใจกันดี คราวนี้ก็เต็มหัวใจเลยนะ มันรู้ดี มารู้ตัวอีกทีหนึ่ง อาตมาเคยฟังบางคนเขาอุทานให้ฟังว่า ไปรู้ตัวอีกทีหนึ่ง โอ้โฮ! ทีนี้เต็มหัวใจเข้าแล้วนะ คราวนี้แก้ยากแล้วนะ แต่เขาว่าไม่ได้ติดรูปร่าง รูปร่างก็ไม่ได้เอาไหนหรอก แต่ว่าความดีของเขานี่เข้ามาเต็มหัวใจหมดเลย ไม่รู้จะควักออกตรงไหนด้วย มันเข้ามาเต็มหัวใจแล้ว เจอสถานการณ์อย่างนี้นี่ อาตมาก็หมดยาเหมือนกันนะ ไม่รู้ที่จะควักยายี่ห้ออะไรให้ มันเต็มหัวใจแล้วนี่ ตอนนี้คือเล่าให้ฟังว่า จุดอันตรายจากการที่ใกล้ชิดสัมพันธ์กัน แล้วก็ไม่ได้ระมัดระวัง มันค่อยๆผูกเข้าไปก่อนแล้ว ผูกแล้วก็พัน พันกันไปเรื่อยๆๆๆ แล้วก็เป็นการสัมพันธ์กันลึกซึ้ง แล้วสุดท้ายมันก็จะค่อยๆพัฒนา ไม่ใช่สืบ นาคะเสถียรนะ มันเป็นสืบอย่างอื่น สืบเผ่าสืบพันธุ์ สร้างความทุกข์ในโลกให้เกิดขึ้นต่อ เป็นวิวัฒนาการของกิเลสที่มันค่อยๆเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ที่อาตมาบอกว่า ตรงสเป็ค ที่พ่อท่านบอกว่า มันเป็นเวรานุเวรก็ตรงที่ว่า สุดท้ายก็จะกลายเป็นคู่ศัตรู คู่เวรานุเวรซึ่งกันและกัน ก็ตรงที่ว่า ความจริงที่ชอบอาจจะเป็นว่าชอบความดีงามประทับใจเขา แต่คราวนี้มันจะเป็นเวรานุเวรตรงที่ว่า สุดท้ายแล้วนี่ มันก็จะเป็นการทำลายคุณงามความดีที่มีอยู่ซึ่งกันและกัน พอมาผูกพันก็ชักจะเกิดการหึงหวง เกิดการยึดถือเอามาเป็นของเราอย่างเดียว เกิดความใจแคบน่ะ แล้วก็สุดท้าย ถ้าไม่สามารถควบคุมวิวัฒนาการของกิเลสนี้ได้ ก็อาจจะต้องไปแต่งงานหรืออยู่ด้วยกันล่ะ ความดีที่เคยจะเติบโตไป เหมือนต้นไม้นี่กำลังจะเติบโต เคยมีน้ำใจให้แก่กันและกันแล้ว ทีนี้ก็จะกลายเป็นน้ำร้อนแล้วนะ ถ้าไม่ได้อย่างใจ ไม่ได้เป็นอย่างใจเรานี่นะ เคยมีน้ำใจซึ่งกันและกัน ทีนี้ก็จะเกิดความยึดถือมาให้เป็นอย่างใจของตัวเอง อาตมาเห็นคนที่เขาแต่งงานน่ะ ก่อนที่จะแต่งงาน ก็เคยคุยกะเขา ไปบอกเขาว่าชีวิตเรานี่ แค่เรายึดถือตัวเราเองนี่ มันก็ทุกข์แล้วนะ ความจริงที่พวกเราทุกข์นี่ อาตมาก็รู้สึกอย่างหนึ่งว่า ทุกข์ไม่ใช่ทุกข์จากอย่างอื่นหรอก ทุกข์จากเพราะเรายึดตัวเราเอง ยึดให้เป็นไปอย่างใจตัวเอง สมใจตัวเราเอง ยึดให้ได้กามอย่างตัวเราเองชอบ ถูกสเป็คของเราอะไรต่างๆ ยึดในกามก็ดี ยึดในภพก็ดี แค่ยึดอย่างเดียวนี่นะ ชาตินี้ไม่รู้จะล้างกันหมดหรือเปล่า ไอ้แค่ยึดถือตัวของเราคนเดียวแค่นี้ เรียกว่าต้องปฏิบัติธรรมด้วยใบหน้านองน้ำตา ต้องปฏิบัติธรรมขนาดหัวฟัดหัวเหวี่ยงกันพอสมควรนะ ยังไม่ใช่จะหมดง่ายๆ แต่ถ้าเราไปเพิ่ม ไปมีคู่รักแล้ว ไปแต่งงาน มันจะต้องเพิ่มปริมาณการยึดของเรานี้อีกเท่าตัวทีเดียวนะ แล้วไม่รู้เขาจะยึดมากหรือยึดน้อยกว่าเรา แต่ถ้าไปเจอเขายึดมาก แต่ถ้าคนเขายึดมาก ขนาดเราศึกษาธรรมขนาดนี้นะ ถ้าเขาไม่ได้ศึกษาธรรมะ ไม่มีบารมี ไปเจอคนที่ยึดมากกว่าเรานี่ ความทุกข์ของเรานี่ มันก็ต้องขยายตัวออกไปอีก แล้วก็สังเกตดู ก็เห็นอยู่นะว่าพอไปแต่งงานจริงๆเข้าแล้ว เขาก็อยากจะได้ธรรมะเพิ่ม อาตมาก็รู้สึกว่าตอนหลังนี่เขาอยากได้ธรรมะให้แก่ตัวเขาเอง แต่ที่จริงไม่ใช่หรอก เขาอยากจะได้ธรรมะไปให้แฟนเขาด้วยน่ะ อยากได้ธรรมะ อยากให้แฟนเขาได้รู้ธรรมะเพิ่มขึ้น อาตมาก็ โอ พื้นที่แห่งความทุกข์นี่มันเริ่มขยายตัวแล้วนะ พื้นที่แห่งความทุกข์เริ่มขยายตัว อาตมามาคิด เอ๊ะ แค่คุยกะเขาเองนี่ยังไม่รู้ ยังยากที่จะให้ธรรมะหรือไปให้มันพอดี หรือว่าให้เขาปฏิบัติได้ ก็ยังยากอยู่แล้ว นี่ยังจะเอาไปให้คนอื่นต่อ และความทุกข์เขาก็คือ อยากจะให้แฟนรู้ธรรมะ อยากจะให้แฟนมีธรรมะ อยากจะให้แฟนเข้าใจธรรมะ มันก็เป็นเรื่องที่ พยายามที่จะไปยึดกำหนดคนอื่นต่อ ก็ได้เห็นพื้นที่แห่งความทุกข์ว่า มันก็เริ่มขยายตัวออกไปอีก ก็ไม่ค่อยคิดถึงตัวเองเท่าไหร่ แต่ก็ได้เห็นอย่างนี้แหละว่า สุดท้ายที่ว่าจะเป็นเวรานุเวรก็คือว่า มันอย่างพวกเรานี่ เหมือนกับผู้ที่จะมาสั่งสมบารมี สร้างบารมี สร้างคุณงามความดีให้มากขึ้นๆ สุดท้ายแล้วก็เหมือนเครื่องบินที่เจออุบัติเหตุน่ะ ก็ต้องตกลงมา คุณงามความดีที่จะสร้างต่อไป ก็หยุดชะงัก อย่างที่อาตมาพูดถึงเขา คนที่สรุปชีวิตแต่งงานของเขาว่าสุดท้ายแล้ว มันก็เหมือนกับการที่ไปเพิ่มอาสวะกิเลสของตัวเองให้มากมาย หนักหนายิ่งขึ้นไปกว่าเก่า คราวนี้ความดีที่เคยมีนั้นก็จะแคระแกร็น ดีไม่ดีก็จะค่อยสลายไป แต่อาสวะกิเลสของเก่าที่เคยคั่งค้าง ที่ชำระล้างไม่หมดนี่ มันจะขึ้นมาแทนล่ะนะ แต่ก่อนที่อยู่ในวัดนี่ เคยกดเอาไว้ได้น่ะว่าต้องฟังธรรมะ ฟังอะไรไปต่างๆนานา อยู่กับเพื่อน อยู่กับกัลยาณ มิตร อยู่ในหมู่กลุ่มนี่ สิ่งต่างๆเคยกดไว้ได้ ก็ยังไม่กล้าโผล่หน้าโผล่ตาขึ้นมา แต่ว่าตอนนี้ มันไม่ต้องกดอะไรอย่างเก่าแล้ว มีแต่หาทางออกๆๆๆ ของเก่าที่เคยกดๆๆเอาไว้นี่ มันจะขึ้นมามากมายเพิ่มพูนอย่างเก่า ที่คิดว่าจะตายก็ไม่ตาย ดีไม่ดีก็ลามไปถึงอบายมุขได้ด้วยนะ ฟังข่าวพวกเรานี่บางทีก็เอ๊ะ! ไม่น่าเชื่อ อบายมุข ละมาแล้ว สุดท้ายก็กลับไปหาอบายมุขอย่างเก่า ก็เป็นไปได้ นี่จะเห็นได้ว่า เรื่องของเวรานุเวร สุดท้ายก็น่าเสียดายตรงที่ว่า ต้นนั้นถ้าเป็นพุทธชาติ หรือต้นแห่งคุณงามความดีนี่ มันเติบโตขึ้นมาแต่ว่ามันก็ต้องสะดุดกลางคัน แล้วสุดท้ายก็เป็นผลกระทบนะ แม้แต่พ่อท่านพูดถึงว่า แม้แต่พ่อแม่เรานี่ก็อาจเสียใจ ทำให้พี่น้องเข้าใจผิด อาตมาเห็นบางคนนี่ ตอนที่ยังมาบวช ในชีวิตที่บวชอยู่นี่ พ่อแม่ก็ตามมาทำบุญด้วย มีศรัทธาเลื่อมใสอะไรดี แต่พอสึกออกไป สึกออกไปที พอจะกลับมาวัดใหม่นี่ พอไปบอกแม่ว่าจะมาวัดใหม่ แม่เขาบอกว่า มึงยังจะบ้าอยู่อีกหรือ คำถามนี้ อาตมาฟังดูแล้ว โอ้โฮ! มึงยังจะบ้าอยู่อีกหรือนะ รู้สึกว่า มันทำให้พ่อแม่เข้าใจผิดไปเลยนะ ตอนที่ยังอยู่ พ่อแม่ก็ยังรู้สึกว่ายังเลื่อมใสอยู่นะ แต่พอกลับไปแล้วนี่ แล้วเขาจะกลับมาใหม่นี่ จะมาทำบ้าๆบอๆอะไรอีก นี่ก็ทำให้พ่อแม่ของเรานี่พลอยเกิดมิจฉาทิฏฐิ หรือว่าจิตเสื่อมต่ำไปด้วย ยังงั้น จะเห็นได้ว่า ความผิดพลาดนี่ เป็นผลกระทบที่ไปอย่างกว้างไกล ทั้งพ่อแม่ ทั้งพี่น้อง ทั้งเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ทั้งมนุษยชาติที่จะได้เป็นประโยชน์จากศาสนานี่ ก็พลอยพลาดไปด้วย อุบัติเหตุนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย ที่ควรจะได้ระมัดระวัง สิ่งที่ควรจะได้ระมัดระวัง ก็คือว่า ความสนิทสนม ความสัมพันธ์ อาตมารู้สึกว่า มันต้องตัดใจจริงๆ ถ้ามีปัญหาอย่างนี้แล้วนี่ ต้องพยายามที่จะพราก พยายามที่จะห่าง พยายามที่จะไม่เข้าไปคลุกคลี ต้องพยายามพรากออกมา ถ้าใครเคยระลึกถึงพระไตรปิฎกสูตรที่ พระพุทธเจ้าพูดถึงมนุษย์ที่เสพเมถุนเป็นคู่แรก แต่ก่อนนี้มนุษย์นี่ถือศีล 8 บริสุทธิ์บริบูรณ์ แต่ว่ามนุษย์คู่แรกนี่ ธรรมชาติของเขามาแต่ดั้งเดิมนี่ ไม่ได้เสพเมถุนหรอก แต่ว่าเกิดการเสพเมถุนนี่ ก็เพราะว่ามาติดใจในง้วนดิน พอกินง้วนดินเข้าไป แล้วก็เกิดรสเกิดชาติ เกิดความเอร็ดอร่อยขึ้นมา พอเกิดความเอร็ดอร่อยขึ้นมาแล้วนี่ ยินดีในการบริโภคง้วนดินแล้วนี่ ก็เลยทำให้ แต่ก่อนนี้ไม่มีเพศด้วยซ้ำไป เริ่มมีลักษณะที่แตกต่างกันไป เริ่มมีเพศหญิง มีเพศชาย พอเริ่มติดในกามแล้ว ก็เริ่มแบ่งเพศ มีลักษณะคนนี้สวย คนนี้งาม คนนี้ดี คนนี้ไม่ดี เริ่มมีการแยกแยะกันขึ้นมา พอเริ่มแบ่งเพศขึ้นมาแล้วนี่ เพศที่มันต่างกันแล้วนี่ ก็เริ่มมีการจ้องมองดูกัน พอจ้องกันไปจ้องกันมา จ้องกันนานๆเข้า สุดท้ายก็จับคู่น่ะ แล้วก็ไปเสพเมถุนแก่กันและกัน พอพวกนี้ไปทำมิดีมิร้ายแล้วนี่ พวกที่เหลืออยู่นี่ ก็พากันเอาท่อนไม้เอาดินเอาฝุ่นนี่ โรยใส่พวกนี้นะบอกว่าจงไป จงไปทำมิดีมิร้ายยังงี้ ก็ถูกขับไล่ออกไป คนคู่นี้ก็เลยต้องไป สุดท้ายก็เลยไปปลูกบ้าน ทำที่อยู่อาศัย ทำที่กำบัง พูดถึงวิวัฒนาการของกิเลสมนุษย์น่ะ ว่าสุดท้ายพวกนี้ ก็ต้องไปทำที่กำบัง ทำที่มุงที่บังเพื่อปกปิดการกระทำไม่ดีของตัวเอง แต่ก็ในสูตรนี้ พระพุทธเจ้าพูดถึงว่า คนเรานี่ที่ต้องไปทำมิดีมิร้ายอะไรอย่างนี้ ก็เนื่องมาจากการคอยจ้องมองดูกัน การได้เห็นกันบ่อยๆ ซึ้งกันไปซึ้งกันมา สุดท้ายแล้วก็เหมือนคนตกภพน่ะ พอคนอยากจะแต่งงานนี่ ในโลกนี้แทบจะไม่มีใครอยู่ในสายตาเลย มีแต่เราเท่านั้นเองนั่นแหละ ใครจะเสีย ใครจะหาย ศาสนาจะป็นอย่างไร พี่น้องจะเกิดความรู้สึกยังไง คนอื่นเขาจะรู้สึกยังไง จนนี่เขาบอกว่า พระจะสึก ไข่จะแตก จะรวมทั้งแต่งงานด้วยหรือเปล่า คือ คนที่สึกออกไป ก็ถ้าจะสึกไปแต่งงานนี่ จะดึงยังไงๆ ก็รั้งไม่อยู่ คิดถึงแต่ตัวเอง คนแต่งงานจมอยู่ในภพของตัวเอง จมอยู่ในโลกของตัวเอง มีสองคนเท่านั้นเองน่ะ จะเป็นยังไง ใครจะเป็นยังไง ก็จะไม่มีความรู้สึกนึกคิดอะไรเท่าไหร่ จุดสำคัญต้องระวังคือว่า ต้องระวังที่ไม่ให้ชีวิตของเราตกไปอยู่ในภพ จมไปอยู่ในภพอันนั้นน่ะ ซึ่งการตกภพก็คือ การที่ไม่ระมัดระวังในการสัมผัสสัมพันธ์ แล้วก็เกิดยินดีพอใจ แล้วสะสมหยอดใส่กระป๋องออมสินไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายเต็มกระป๋องออมสิน แล้วก็ไม่มีใครช่วยเราได้ เมื่อวานนี้ พ่อท่านพูดถึงจุดหนึ่งนะว่า ชีวิตของคนเรานี้ อาตมาฟังแล้วก็รู้สึกว่าสะดุดนะ แล้วทำให้เกิดความรู้สึก เกิดความคิดอย่างมากทีเดียวว่า เรามีโอกาสที่จะล้างกิเลสตัณหาของเรานี่ ในภาวะที่เราได้เป็นมนุษย์น่ะ มีสติสมบูรณ์ มีร่างกายแข็งแรง มีสุรภาโว มีสติมันโต นี้เท่านั้น แต่ว่าถ้าวิบากของเรามาถึงเมื่อไหร่น่ะ เรามีอันต้องขันธ์ของเรามันสิ้นกรรม มันต้องตายไปนี่ เราจะเหลือแต่จิตวิญญาณของเรา มันจะมีแต่ภพของจิตวิญญาณเท่านั้นน่ะ มันไม่ได้ไปเมืองสวรรค์หรือไปเมืองนรกอะไร เมืองสวรรค์เมืองนรก ก็คือภพแห่งจิตวิญญาณของเรา จิตวิญญาณเรามีภพอะไรไว้ มีนรกจริง มีสวรรค์ลวงอยู่เท่าไหร่ มันก็จะต้องเป็นไปตามอำนาจแห่งภพ ที่เราสะสมเอาไว้ ซึ่งถ้าเราไปสะสมภพ บางคนไม่เคยฟัง บางคนนี่มีคนรักยังงี้ พอมีอันจะจากกันนี่ โอ้โฮ ทุกข์ทรมาน แล้วก็ฟัง แล้วมาคิดดูว่าในความทุกข์ทรมานอย่างนี้ ถ้ามันไม่มีร่าง ไม่มีขันธ์นี่ พ่อท่านเปรียบเทียบว่า มันความจริงแล้วมันก็เหมือนชีวิตเป็นๆ นี่ แต่มันจะไม่เหมือนทีเดียว มันเหมือนกับคนนอนฝันร้าย ควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วก็ฝันไปอีกยาวนาน ไปตามอารมณ์ตามความยึดถือแห่งวิญญาณของเรา แห่งภพภูมิ แห่งวิญญาณของเราที่เรายึดถือเอาไว้ มันก็คงจะทุกข์ทรมานไปอีกยาวนานทีเดียว ฉะนั้นโอกาสที่เราจะล้างภพล้างภูมิ ล้างความยึดถือต่างๆได้นี่ มันมีโอกาสที่เรายังมีขันธ์ 5 มีสติมันโต มีสุรภาโว มีกายหยาบ มีสติที่เข้มแข็ง ที่จะล้างอารมณ์ ล้างจิตของเรา มันมีในขณะชาตินี้เท่านั้นเอง ถ้าเราไม่ล้างวันนี้นี่ มันจะต้องไปทุกข์ทรมานอีกยาวนาน เหมือนกะเราต้องนอนฝันร้ายอีกยาวนาน อยู่ในภพภูมิแห่งจิตวิญญาณของเรา มันเป็นเรื่องที่น่ากลัว ที่ถึงตอนนั้นแล้วนี่ ใครก็ช่วยอะไรเราไม่ได้ หมู่กลุ่มที่ไหน จะมีพระพุทธเจ้าที่ไหน ก็ช่วยเราไม่ได้ ยังงั้นในขณะที่เป็นๆนี่ มันเป็นโอกาสเดียวเท่านั้น ที่เราจะรีบล้างภพแห่งจิตวิญญาณของเรานี่ ให้บริสุทธิ์สะอาดขึ้นมา ยังงั้นก็จงอย่าเป็นเวรานุเวรซึ่งกันและกันเลย จงอยู่เป็นสุขๆเถิด อันไหนที่ช่วยกันได้ก็ช่วยกันไปเถิด แต่ว่าอย่าได้ทำลายล้างซึ่งกันและกัน จงช่วยกันที่จะ พยายามที่จะ ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีโอกาสผิดพลาดได้ ขนาดพระพุทธเจ้ายังเคยกล่าวเอาไว้ว่า เป็นฤาษีแล้วไปหลงรักพระมเหสีขึ้นมานี่ พระมเหสีก็ช่วยนะ ช่วยพระเจ้าแผ่นดิน ตอนนั้นรู้สึกว่า พระเจ้าแผ่นดินจะเป็นพระอานนท์หรือยังไง พระเจ้าแผ่นดินเป็นพระอานนท์ พูดถึงชาดกพระพุทธเจ้าบอกว่า สมัยนั้นเราป็นฤาษี พระเจ้าแผ่นดินเป็นพระอานนท์นะ พระมเหสีองค์นี้ก็เป็นอัครสาวิกา ชื่อนางเขมา หรือยังไง จำไม่ได้แล้ว แต่ว่าสมัยนั้นพระพุทธเจ้าของเราไปหลงรักพระมเหสี พระเจ้าแผ่นดินก็ยกให้ แต่ก็บอกอุบายว่าเอาฤาษีนี่ให้เข็ดเลย จับหัวกดกับพื้นเลย คือให้แล้วก็ให้เรือนหอไปอยู่ที่ส้วม อยู่ที่เว็จอะไรนี้ ให้ฤาษีถูพื้นทำความสะอาดส้วม แล้วก็จับหัวกดไว้ แต่ก่อนนี้เราเคารพบูชา แต่ทำไมตอนนี้จึงมาแปรเปลี่ยน โอ้โฮ! ฤาษีถูกกดหัวแล้วสะดุ้งเฮือกขึ้นมาเลย นึกถึงเมื่อก่อนนี้ เราไปไหนมาไหน เหาะไปเหาะมา คนเคารพนับถือบูชาเรา แต่ทีนี้ ต้องมาล้างส้วมนะ มาถูกกดหัวยังงี้ เลยพอเสียทีกาม ฤาษีก็พอได้ฟังยังงี้ ก็เกิดได้สติขึ้นมานะ แล้วก็เลยเหาะเข้าป่าหิมพานต์ ไม่กลับมาเมืองมนุษย์อีกเลย เข็ดเลยในเรื่องกาม ยังงั้นนี่ถ้าจับหัวกดได้ก็กดไปเลยนะ ถ้าไปเจอฤาษีอย่างนี้ เจอฤาษีเปลี่ยนใจ เอ! ว่าจะมาอย่างนี้ ทำไมเปลี่ยนใจเสียแล้ว แล้วก็มันก็มีโอกาสพลาดได้เหมือนกัน ขนาดพระพุทธเจ้าเรานี่ เขาบอกว่ามีอภิญญา 5 สมาบัติ 8 ไปไหนมาไหนเหาะเหินเดินอากาศอยู่ในป่ามาตลอด ก็มีพลาดได้เหมือนกัน แต่ว่าก็มาได้ข้อคิดแล้วก็ได้ปฏิบัติธรรมต่อ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็มีโอกาสผิดพลาดได้นะ ในชีวิตของพี่น้องของพวกเรามาอยู่ด้วยกันแล้วนี่ มีโอกาสพลาด แต่ถ้าได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปเพื่อความดีงาม เป็นไปเพื่ออนาคตของแต่ละคน ก็เจริญขึ้น พูดถึงเรื่องกามนี้ มันเป็นภพของจิตอันหนึ่งที่มันเหลือเชื่อ มันเป็นเรื่องของทุกข์ทรมานให้แก่จิตวิญญาณของเรา อาตมาจะมาเข้าในเรื่องอิตถีภาวะต่อ อยากจะเริ่มตั้งแต่ที่เขาพูดถึง คุณ ลักษณะอิตถีภาวะข้อที่ 23 เธอจะมีความจำแม่น แต่เธอยึดแน่นจนเป็นพยาบาท คราวนี้ มันจะมีสองส่วน พวกเรานี่ ปัญหาของจิตวิญญาณ ถ้ามันไม่ดูด มันก็จะผลัก มันจะเกลียดชัง ผลัก พยาบาทสิ่งนี้ ที่อยากจะเน้นนี้ก็เพราะว่ามันเป็นนิวรณ์ นิวรณ์นี้ คือเครื่องกั้นความเจริญของชีวิต นิวรณ์คู่แรกก็มีกาม มีพยาบาท การ กระทำในเบื้องต้นนี่ ต้องล้างกันมากก็คือว่า ล้างกาม ล้างพยาบาท ให้เบาบางลงไป พอกาม พยาบาทเบาบางลงไป ก็มาสู้กับด่านที่สองต่อ มีถีนมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ ก็ต้องมาศึกษาต่อในเรื่องความฟุ้งซ่านนะ ถ้าฟุ้งซ่านมากไปก็จะทำให้เกิดหลับง่าย ต้องมาศึกษาในด่านที่สอง ความหรี่หลับกับความฟุ้ง มาตามดูจิต ลึกๆของเรา แต่ว่าจะมาถึงด่านที่สองได้ มันก็จะต้องมาล้างด่านแรกให้เบาบางลง ไปก่อน เรื่องกามกับพยาบาท ความแค้น ความไม่ชอบใจ ความไม่พอใจซึ่งกันและกันแล้วเก็บเอาไว้ ลักษณะของอิตถีภาวะนี้ เขากล่าวเอาไว้ว่าจะมีความจำแม่นแต่เธอก็จะยึดแน่นจนเป็นพยาบาท 3 ปี 4 ปี 5 ปี ก็ยังจำเอาไว้ได้ตลอด ที่เคยทำกับเราเอาไว้นี่ไม่เคยล้างออกไป ยึดฝังเอาไว้ อาตมาดูแล้วว่ามันก็ไม่เห็นสุขสบายอะไร การที่ได้จดจำความชั่ว ความไม่ดี ความแค้นใจเอาไว้นี่ เราก็ทุกข์ร้อนนะ มันเป็นเรื่องที่อยู่ดีๆเราเอาความชั่วของเขามาไว้ ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรแก่เรา แต่ก็อยากให้เห็นว่ายังงั้นนี่ เราต้องล้างออกไป ถ้าเราไม่ล้างออกไปนี่ มันจะติดเราไปอีกนานับชาติ ถ้าชาตินี้ล้างไม่ได้ ชาติต่อๆไปมันก็ยึดถือเอาไว้อยู่อย่างนี้แหละ ยังงั้นการมาเป็นนักปฏิบัติธรรมแล้วไม่ชอบคนนั้น ไม่ขอพูดกะคนนี้ อาตมาว่าพวกนี้ก็เป็นเชื้อพยาบาท แม้เล็กแม้น้อยนะ ไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน