340411 ตอบปัญหาส่วนตัว โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ งานพุทธาภิเษก ครั้งที่ 15 ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์376 KB
วันที่แก้ไข10 สิงหาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

340411 ตอบปัญหาส่วนตัว โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 15 ศาลีอโศก

ตอบปัญหาส่วนตัว โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2534 เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 15 ณ พุทธสถานศาลีอโศก อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์

เอาละ วันนี้ก็ตอบปัญหาส่วนตัว ส่วนตัวเลยนะ พ่อท่านคะ มิทราบว่าพ่อท่านคิดอย่างไร ถึงอยากออกมาบวช เขียนมาด้วยนะ กศน.ปฐมอโศก คิดอย่างไรถึงอยากออกบวช อาตมาก็ตอบให้ตรงประเด็น ประเด็นถามว่า อาตมาคิดอย่างไร ถึงอยากออกบวช ที่อาตมาอยากจะออกบวช ก็คงไม่ใช่ความหมายลึกอะไรนักหนา เป็นความหมายธรรมดาน่ะว่า บวชก็คือมาทำพิธีแล้วก็เข้าพิธีมาเป็นพระอย่างนี้ล่ะนะ อาตมาคิดอยากบวชตอนนั้นก็เพราะว่า ได้ไปแสดงธรรมแล้วในชุดที่เขาหาว่าอาตมาบ้า ตอนนั้นอาตมาโกนหัวแล้ว เสื้อก็ใส่เสื้อคอกลมธรรมดา นุ่งขาสั้น รองเท้าก็ไม่ใส่ เดินแบฟูต ทั้งๆที่อาตมานี่ เด็กๆนี่ไม่รู้หรอก แต่ก่อนนี้อาตมาก็เป็นดารานะ แต่ก็ไม่ดังเท่าเบิร์ดหรอก เป็นดารานี่คนรู้จักดี แต่ก่อนโทรทัศน์มันมีอยู่ 2 ช่อง แล้วโทรทัศน์ช่องที่อาตมาทำงาน ก่อนนี้เป็นดาราโทรทัศน์ ก็เหมือนดาราโทรทัศน์เดี๋ยวนี้ หลายๆคนน่ะ อาตมาก็มีชื่อพอสมควรเพราะว่าออกโทรทัศน์มาก โดยเฉพาะเด็กๆรู้จักอาตมาเยอะ เพราะอาตมาออกจน คือว่าไม่ต้องดูโทรทัศน์หรอก หลับตาก็ยังได้ยินเสียง เพราะว่าออกทั้งเสียงทั้งภาพใช่ไหม ถ้าเปิดโทรทัศน์แล้ว แต่ก่อนเขาต้องเปิดด้วย เพราะว่าโทรทัศน์มันมีอยู่แค่นั้น มันไม่ มีช่องอื่นหรอก แล้วรายการที่อาตมาจัดนี่ รายการของช่อง 7 ก็ไม่มีรายการเด็ก รายการอะไรช่อง 7 ก็ไม่มี สู้ช่อง 4 ก็ไม่ได้ อาตมาอยู่ช่อง 4 ก็จัด อาตมาจัดรายการเด็กอยู่ เรียกว่าคนเดียวเลย ตอนนั้น ไม่มีใครเขากล้าจัด อาตมาต้องจัดรายการเด็ก แล

อ่านต่อ

้วอาตมาก็จัดรายการผู้ใหญ่ด้วย รายการสาระต่างๆนานา สารคดีเรื่องโน่นเรื่องนี่อะไร เรื่องพวกนี้ อาตมาจัดการหมดแหละ ไอ้เรื่องธรรมชาติสิงสาราสัตว์ ต้นหมากรากไม้ อาจารย์ระพี สาคริก นี่เชิญมาประจำเลย ใครต่อใครอีกเยอะแยะ คนที่มีความรู้ในด้านเหล่านั้น หรือ แม้แต่วิทยาศาสตร์ แม้แต่พุทธศาสตร์ แม้แต่เรื่องภาษา อย่างกับคนเก่งภาษาอังกฤษเลยนะ อาตมานี่ทำรายการสอนภาษาอังกฤษทางโทรทัศน์เลยนะ ทำตำราแจกโอ้โฮ แหมใหญ่นะ รัก รักพงษ์ นี่ ที่แท้พูดภาษาอังกฤษไม่เป็น แต่สอนวิชาภาษาอังกฤษทางโทรทัศน์ ทำมาเยอะแยะ จนคนเขาเข้าใจว่า อาตมานี่ โอ้โห คงจบปริญญามาไม่น้อยใบนะ ทำรายการสาระเยอะ มันทำมาก มันดังเพราะมันทำมาก สรุปแล้ว ดังก็แล้วกันน่ะ แต่พอมาปฏิบัติธรรมแล้ว อาตมาก็กลายมาเป็นเหมือนคนบ้า เดินอยู่ เขาก็รู้นะ นี่รัก รักพงษ์ เอ้า โกนหัวแล้ว ใส่เสื้อแขนสั้นคอกลม นุ่งกางเกงขาสั้นด้วย รองเท้าก็ไม่ใส่ แล้วก็เดิน แหม (นักเรียนหัวเราะ) แต่ก่อนนี้ เดินสงบ สำรวมมากนะ เดินสุขุม เขาบอกไปแล้ว นี่ บ้าน่ะ คนเขาไม่ศรัทธาเลื่อมใส เราจะพูดสัจจะยังไง เทศน์ยังไง บรรยาย มีคนเข้าใจ เขาก็ดึงตัวมาบรรยายธรรมะ เสร็จแล้วอาตมาก็เห็นว่า มันไม่ได้ผล คนยังติดในรูปสมมุติ ตอนนั้น อาตมาทิ้งสมมุติมากไป ก็เข้าใจในเรื่องสมมุติมากขึ้นว่า อ้อ สมมุติต้อง เพราะฉะนั้น พิธีบวชนี่ก็คือเอาสมมุติ โดยใจจริงแล้วนี่ ไม่อยากจะไปคลุกคลีเกี่ยวข้องกับการบวชเลย อาตมานี่จะหาที่อยู่ถึงไม่อยากจะมาบวช แล้วไม่ต้องมาบวชง่ายๆ อาตมาไม่ยอมไปบวชด้วย เพราะว่าบวชแล้วไม่เอาจริง อาตมาเห็นว่า พระเยอะแยะมากมาย บวชแล้วไม่เอาจริง คือไม่เอาจริงก็นอกทาง อาตมาก็ไปช่วยเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็จะอยู่สงบของเรา ตอนนั้นมันก็เหมือนกับเคยเล่าแล้วว่า เรา พระพรหมยังไม่ได้อาราธนา พระพรหมยังไม่ได้มาอาราธนา มันอยากจะเอาส่วนตัวไปเลย เราสงบแล้ว เราได้ผลแล้ว เราเลิก ไม่ต้องยุ่งเกี่ยว พวกนี้นี่ สอน มันจะไปรู้เรื่องหรือ ทำดัดจริตพูดเหมือนพระพุทธเจ้าเสียด้วยนะ พระพุทธเจ้าท่านก็เหมือนกัน ตอนนั้นท่านก็บอกว่า แหม มันจะเสียเวลาเปล่ามั้ง คนหมกมุ่นไปด้วยกาม หมกมุ่นไปด้วยมานะมากอย่างนี้ จะไปสอนเขาได้หรือ ตอนนั้นเราก็ไม่อยากจะสอนอะไรมากมายน่ะ แต่เสร็จแล้ว มันก็ไม่ได้น่ะ โดยจิตของเรานี่ ตั้งจิตมาอย่างนี้ก็เลย พอมาบรรยาย มาอะไรแล้ว เขาก็ไม่รับ เพราะว่ามันเป็นคนละสมมุติ ก็เลยคิดว่า เอ๊ ก็แค่เรายอมรับสมมุตินี้ มาทำพิธีบวชเสียให้เขาได้ให้เครื่องแบบมา นี่ทางด้านโน้นเขายังเอาไปเล่นแง่อาตมานะ หาว่าอาตมาไม่ได้อยากบวช นี่เข้ามาบวชมามีเล่ห์เหลี่ยม จะมาทำลายศาสนา นี่ ไปเล่นแง่โน้นอีกนะ โอ้โฮ ยอดเยี่ยมเลย แหม มองไปในแง่ร้ายได้เสมอ อาตมาเลยบวชเถอะเขาจะได้ไม่ติดสมมุติ แล้วเขาก็จะได้เชื่อถือ โอ้โห พออาตมาบวชปัง ก็คิดอย่างนี้ ที่ถามว่าคิดยังไง ก็คิดอย่างนี้ถึงบวช พอบวชปังเท่านั้นแหละ อื้อหือ ทีนี้ผิดกันคนละคนน่ะ ญาติโยมก็ยอมรับต่างกันเลย ยิ่งเป็นพระที่โกนหัวเข้า ดี ไม่ใส่รองเท้า แต่นุ่งห่มจีวร โอ้โห ทีนี้ เป็นพระขลังเลยเดินสงบยิ่งเจ๋งเลย โอ้โห เห็นเดินเท่านั้นต้องเหลียวหลังแล้ว อื้อหือ อย่างนี้สิพระ เดี๋ยวนี้พวกเรา โอ้โห แม้แต่อาตมาเอง ก็ไม่ไหว ก็แก้ตัวอยู่อย่างนั้นล่ะ ไม่ค่อยดีนักนะ สำรวม สังวร ระวังนี่ มันก็เป็นประโยชน์เราจริงๆน่ะ เรียบร้อย สุขุม ประณีตนี่ดีน่ะ เอ้า นี่อธิบายยาวหน่อยแล้ว โอ้โฮ จับใบขึ้นมานี่ ตัวหนังสือเล็กนิดเดียว ยาวเยื้อยเลย 3 ข้อ 4 ข้อนี่ เอ้า อาตมาตัดทิ้งไปข้อหนึ่ง เพราะว่ามันไปซ้ำกับของคนอื่นเขา อาตมาอ่านตรวจมาก่อนน่ะ อยากทราบว่า พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน หลังจากทานเนื้อสุกรอ่อนตามตำราในพระไตรปิฎกของไทย หรือจากเห็ดชนิดหนึ่ง ที่หมูชอบกิน บางตำราโดยเฉพาะของฝรั่งบอกว่า หลังจากรับประทานเนื้อหมูเน่า ที่ช่างตีเหล็กผู้หนึ่งนำมาถวาย จึงอยากทราบว่าตำราเล่มไหน ถูกมากกว่า ตำราเล่มไหน เขาก็ว่าของเขาถูกมากกว่าทุกเล่มไป คุณถามตำรา อาตมาก็ต้องตอบตำรา แต่ถ้าถามใจอาตมานี่ คุณไม่ได้ถามใจอาตมาเลยนะ จะตอบดีหรือไม่ดีนี่ นี่ถามตำรา เล่มไหนถูกกว่า อาตมาจะไปตอบแทนตำราได้ยังไง ก็คนเขียนตำราไม่ใช่อาตมา ก็ต้องไปถามคนเขียนตำรา เขาก็แน่ใจว่าของเขาถูก เจ้าที่เห็นว่าเห็ดถูก เจ้าที่เห็นว่าเนื้อหมูเน่าถูก เจ้าที่เห็นว่าเนื้อหมูอ่อนถูก เขาก็ว่าของเขาถูกน่ะ ฟังอาตมาแล้ว อาตมาขอยืนยันว่า มันเป็นเห็ดชนิดหนึ่งน่ะ ไม่ใช่เนื้อหมู เนื้ออะไรหรอก สุกรมัทธวะ ไม่ใช่เนื้อหมูอ่อน ไม่ใช่ ภาษาบอกว่าเนื้อหมูอ่อน แต่เป็นชื่อของเห็ดชนิดหนึ่งชื่อสุกรมัทธวะ เดี๋ยวนี้ยังมีเห็ดชนิดนี้อยู่ ในอินเดียก็มี เขาทำอัดกระป๋องขายด้วยนะ เขาว่าเนื้อดี กินดีเหมือนกันเนื้อชนิดนี้ ถามนายห้างเกร์ดู นายห้างเกร์ ยังเคยพูดถึงน่ะ เดี๋ยวนี้ก็ยังมี แต่หายากขึ้นแล้ว หาไม่ได้ง่ายๆเหมือนเก่า ไอ้เห็ดสุกรมัทธวะนี่ เหมือนกับเราเรียกเห็ดหูหนูอย่างนี้ ไม่ใช่หูหนูนะ เห็ดนะ จะไปเรียกว่า เออ มีชื่อหนู หนูด้วยนะ แล้วก็เลยบอกว่า อ๋อ ไอ้นี่หูหนู เห็ดไม่ใช่ มันพืชไม่ใช่หูหนู ไม่ใช่ไปเอาตัดมาจากหนู ส่วนหนึ่งอวัยวะของหนู ไม่ใช่ ขนมไข่เหี้ยไม่ใช่ไข่ของเหี้ย นั่นล่ะเหมือนกัน สุกรมัทธวะคือชื่อของเห็ดชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วพอดีมันมีพิษ เห็ดสุกรมัทธวะกินได้ แต่ว่ามันมีพิษเข้าไปตอนนั้น มันก็เลยไม่ดี ต่อมา ประวัติของพระพุทธเจ้า ตอนประสูติ พระนางสิริมหามายากำลังทรงพระครรภ์แก่ เสด็จผ่านลุมพินีวัน ขณะเอื้อมมือโน้มกิ่งอโศก แหม บอกว่า ตอนนั้น โน้มกิ่งอโศกด้วยนะ เพื่อเก็บดอกไม้หรือเปล่าไม่รู้นะ โน้มกิ่งอโศก ต้องใช้พละกำลังมา ทำให้มีลม ก็เลยทำให้มีลมเบ่งออกทางหน้าท้องทำให้ประสูติพระพุทธเจ้า แสดงว่าต้นอโศกเป็นต้นไม้ต้นแรกที่เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าประสูติ พ่อท่านจึงเรียกชาวอโศกว่าชาวอโศกใช่หรือไม่ นี่ โอ้โห รู้ยิ่งกว่ารู้ไปอีกเชียวนะนี่ ไปหาข้อมูลจากไหนมา อาตมาไม่ได้ไปคิดถึงปานนั้น ถึงแม้เป็นว่าพระพุทธเจ้าจะประสูติ เพราะกิ่งอโศก พระพุทธเจ้าก็พระพุทธเจ้า โพธิรักษ์ก็คือโพธิรักษ์ คนละรูป คนละองค์ อาตมาจะไปเกี่ยวอะไรกับพระพุทธเจ้าเล่า พระพุทธเจ้าก็ไปเกี่ยวกับอโศก อโศกก็ไปเกี่ยวกับอโศกซิ โพธิรักษ์จะเกี่ยวกับอโศก ไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านไปเกี่ยวกับต้นโพธิ์ ท่านก็ไปเกี่ยวกับต้นโพธิ์ ท่านจะเกี่ยวกับต้นอโศกต้นนั้น ก็เป็นเรื่องของท่านน่ะ ไม่ใช่ของอาตมานะ เพราะฉะนั้นอาตมาบอกได้ตรงๆ ไม่ได้เลี่ยงนะ ว่าไม่ได้ตั้งชื่อชาวอโศก คำว่าอโศกนี่ ไม่ได้คิด ไม่ได้คำนึง ไม่ได้เอาเกี่ยวข้องกับอันอื่น มาจากประวัติหรือมาจากเรื่องราวของคนอื่น มันเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับอาตมาโดยตรง ในเรื่องของอโศกเคยเล่าให้ฟังแล้วหลายอย่าง หลายๆนัย โดยปัจจุบันก็เคยเล่า แต่ในเรื่องที่ลึกลับ ในเรื่องที่เกี่ยวกับอโศกอะไรอื่นๆ ที่มันไม่มีใครรู้ด้วย อาตมาไม่พึงพูดถึง เพราะว่าพูดไปแล้ว มันก็เหมือนพูดอยู่คนเดียว พวกคุณจะไปรู้อะไรกับอาตมา อาตมาโกหกอะไรก็ได้ แต่ที่จริงไม่โกหก คุณก็ไม่รู้ด้วย เพราะฉะนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากมาย ถ้ามันมีประโยชน์บ้าง อาตมาแง้มๆบ้างนิดๆหน่อยๆ ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกบำเพ็ญทุกข์กิริยา โดยการอดอาหาร ตำราพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลจากพระไตรปิฎกของมหายานในประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่าพระพุทธเจ้าอดอาหารทุกชนิด โดยทานอาหารแต่เพียงถั่ววันละหนึ่งเม็ด จนพระวรกายซูบผอม เห็นแต่ซี่โครง เอามือกดหน้าท้อง ก็สามารถคลำถึงกระดูกสันหลัง ที่อยู่ด้านหลังได้ ตราบจนพระองค์ก็ทนไม่ไหวเนื่องจากขาดอาหารอย่างมาก จนคอลแลบ หรือสลบไป มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งผ่านมาพบเข้าก็สงสารมาก จึงได้เอาน้ำข้าวต้ม หรือแป้งเปียกผสมนม จึงทำให้พระองค์ฟื้นขึ้นมา ระลึกขึ้นมาได้ว่า ควรรับประทานอาหารดีกว่า จึงจะมีชีวิต เพื่อให้สมองดี แจ่มใส จึงมีทางตรัสรู้ได้ พระองค์จึงดำเนินสายกลางคือมัชฌิมาปฏิปทา แล้วตรัสว่า ตรัสรู้ในเวลาต่อมา อยากทราบว่า เป็นไปได้อย่างไร ที่มนุษย์ โอ้โห เล่านิทานมาเยอะเลยนะ กว่าจะถามปัญหา เป็นได้อย่างไร ที่มนุษย์ธรรมดาทานถั่ววันละหนึ่งเม็ดเป็นเวลาหลายปี จึงยังมีพระชนม์ชีพอยู่ พ่อท่านมีความเห็นอย่างไร เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เกินเชื่อนะ ไม่ต้องเอาอะไรหรอก ปัจจุบันนี้ก็ได้ให้พวกเรานี่ ไปอดข้าวแข่งกันน่ะ เชื่อไหมว่า บางคนอดข้าว 3 วัน 5 วันตาย บางคนเดือนหนึ่งตาย บางคน 2 เดือนตาย บางคนนานเลยหลายเดือนถึงจะตาย ขนาดที่อะไรล่ะ ที่อังกฤษน่ะ ถูกขังคุกแล้วเขาก็อดข้าวประท้วงในคุกน่ะ พวก Ireland น่ะ พวกนั้นน่ะ บ้อบบี้ แหมจำได้แม่น บ้อบบี้ นั่นน่ะ อดข้าวกว่าจะตายเท่าไหร่ 50 หรือ 60 กว่าวัน หือ คนแรก ลูกน้องเขาอีก 50 กว่าวัน คนที่เป็นตัว หัวเรือใหญ่นี่ ดูเหมือนจะ 60 กว่าวัน ตายนะ พวกคุณจะอดถึง 60 กว่าวันหรือ ไม่กินข้าว สงสัยก่อนมั้ง เสร็จก่อนเขา แต่ผู้มีอินทรีย์พละ ยาวนานนี่ อดได้น่ะ เกินกว่านั้น เพราะฉะนั้นที่พระพุทธเจ้าท่านอดข้าว แล้วกินแต่ถั่วเม็ดเดียว วันละเม็ดๆนี่ก็ตามนะ อยู่ได้เป็นปีอะไรอย่างนี้ เป็นเรื่องที่จะคำนึงคำนวณอินทรีย์พละของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามีอินทรีย์พละที่ได้สั่งสมแข็งแรงเกินกว่าที่จะคิดมากมายๆ อินทรีย์พละเหล่านี้ซับซ้อนชั้นเชิงด้วยนะ จะไปดูถูกว่าคนนี้อดข้าวได้น้อยวัน บารมีต่ำกว่าคนอดข้าวได้หลายวันก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ จะไปเอามิติต้นๆตื้นๆ อย่างนี้มาตี ตีความตัดสินทีเดียวก็ไม่ได้ ไม่ได้น่ะ อย่าพึ่งไปตีความอย่างนั้น มันมีความซับซ้อนอยู่หลายชั้นหลายอย่างน่ะ เพราะฉะนั้นสรุปคำตอบ ก็คือว่า ตามความเห็นของอาตมา หรือยังไม่เห็นธรรมดา อาตมามีอะไรที่เห็นมากกว่านั้น ก็บอกให้ทราบได้ว่า เป็นไปได้จริง เป็นไปได้น่ะ เป็นภาวะที่เกินที่เราจะคาดคะเน เช่นเดียวกันกับในนี้ ถามมาเหมือนกัน แต่ไม่ได้อยู่ในหมวดนี้ ถามมาว่า เหาะได้จริงๆหรือล่ะคน เหาะได้จริงๆ แต่สมัยนี้มันเหาะไม่ได้จริงๆ สมัยนี้มันเหาะไม่ได้จริงๆ แต่สมัยโน้นน่ะเหาะได้ คนเหาะได้จริงๆ ไม่ใช่เรื่องประหลาด อย่างนี้เป็นต้น คุณจะเชื่อได้ยังไง คนเหาะได้ ทำได้ยังไง น้ำหนักคนตั้งขนาดนี้ แล้วเหาะขึ้นไป อาตมาไม่รู้นะ ไม่เคยเห็นจริง มีแต่คนเขาพูด เขาบอกว่าพวกทำสมาธิอะไรนี่ มันก็ลอยตัวได้สูง อะไรนี่...ที.เอ็ม. (TM=Transcendental meditation) นี่ เขาทำสมาธิ แล้วเขาก็ลอยขึ้นมาได้จริงๆ วัดได้เลย ถ่ายรูปมาดูกันด้วย ขึ้นมาได้ ก็น้ำหนักคน ตั้ง 50,60 กิโล นี่แหละก็เหาะขึ้นมาได้ ลอยขึ้นมาได้ด้วยพลังงานที่พิเศษ ที่เกินที่คุณจะคาดถึง อย่างนี้เป็นได้ เพราะฉะนั้นในภาวะที่อด ต่อภาวะอย่างนี้ เป็นได้เหมือนกันน่ะ ก่อนที่พ่อท่านจะมาบวชเป็นสมณะ ได้แต่งเพลงมากี่ปีครับ อาตมาแต่งเพลงมาตั้งแต่อายุ 14 กี่ปีล่ะ เดี๋ยวนี้อายุ 56 เพราะหยุดไว้แค่ นั้น หา แต่งมา 42 ปีแล้ว นี่ถามแค่นี้ ก็ตอบแค่นี้จบ ทำไมท่านจึงคิดอย่างมั่นใจว่า วิธีการของชาวอโศกนี่แหละที่จะช่วยมนุษย์โลกได้ เหมือนท่านเชื่อมั่นวิธีที่ท่านกำลังนำทำอยู่นี่ดีที่สุดยอดที่สุด (โดยเฉพาะระบบบุญนิยม) นี่เป็นแค่ฝัน (เฟื่อง) หรือเปล่า อันนี้นี่นะ เรากำลังสอนทรัพย์ของมนุษย์ ทรัพย์ของมนุษย์ข้อที่ 1. ศรัทธา ศรัทธานี่เป็นนามธรรม เป็นจิตวิญญาณ มันจะเชื่อถือ หรือจะเชื่อฟัง หรือจะเชื่อมั่นนี่ มันเป็นธาตุจิตของมนุษย์ทุกคน มีมากมีน้อยแล้วแต่ บางคนไม่ค่อยเชื่ออะไรนักหนาหรอก ร่องๆแร่งๆ คนพวกนี้น่ะเหลาะแหละทั้งนั้น ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร แล้วคนจะเชื่อมั่นด้วยญาณปัญญา ด้วยสัจธรรม คนเราเชื่อ ด้วยความเชื่อที่งมงาย ตัดสินก็มี นั่นเรียกว่าเขาไร้ปัญญาแล้วถูกครอบงำ เขาเชื่อง่ายตัดสิน ไปตามนั้น ได้ มีเยอะ คนที่เชื่อด้วยปัญญาของตัวเองนี่ คนเราทุกคน อยากจะเชื่อด้วยปัญญาของตัวเองใช่ไหม ไม่มีใครอยากจะเชื่อด้วยปัญญาของคนอื่นหรอก อยากจะเชื่อด้วยปัญญาของตัวเอง นี่เป็นสัจธรรม เป็นเรื่องของสัญชาตญาณของสัตว์โลกที่ทุกคนจะต้องมี มี จะเรียกว่า กิเลสก็ได้ จะเรียกว่า สัจจะก็ได้ สัจจะมันจะเป็นอย่างนั้นแล้วในสาระของพระพุทธเจ้าก็ให้สัจจะอันนี้ ให้คุณเชื่อของคุณ ด้วยตนเอง เชื่อด้วยปัญญา เชื่อด้วยความรู้แจ้งเห็นจริง ของจริงสิ่งจริงของตนเอง อาตมามีทรัพย์อันนี้ มีศรัทธาอันนี้ มีศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละอันนี้ ว่าชาวโลกนี้จะแก้ไขได้ด้วยวิธีการ อันนี้คือวิธีการ ที่อาตมาเชื่อมั่นว่าเป็นของพระพุทธเจ้าด้วย แล้วอาตมาได้เรียนมา เป็นลูก เป็นลูกศิษย์ที่ถ่ายทอดรับเอามาได้อย่าง อาตมาว่าได้มาไม่ใช่น้อย มากล่ะ จึงเอาสิ่งนี้มาท้าทายให้พิสูจน์ แล้วให้พวกเราทำตาม ก็ละลดโลภ โกรธ หลง จนกระทั่งได้พิสูจน์กลุ่มหมู่มนุษย์ขึ้นมา แก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาความเดือดร้อน หลายๆอย่าง แก้ปัญหาจริงๆ ทุกข์น้อยลง สุขสบายขึ้น ยืนยันพิสูจน์รอบถ้วน ตีลังกาเลย แต่ก่อนคนเชื่อว่ามีเงินมากๆจึงจะเป็นสุข มาทำให้พวกคุณเชื่อ เชื่อตาม เห็นจริง จนกระทั่งกล้าทิ้งทรัพย์ศฤงคารลงมา น้อยลงๆ แล้วคุณก็เป็นสุข คุณก็อยู่เบิกบานร่าเริงสบายใจขึ้นแล้วเห็นจริงขึ้น เกิดศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละขึ้นมาตามนี้เรื่อยๆๆได้ อาตมาเชื่อมา ให้พวกเราพิสูจน์ เชื่อตามขึ้นมาเรื่อยๆด้วย แล้วก็มีของจริงเกิดด้วย เป็นระบบ เป็นวัฒนธรรม เป็นจารีต เป็นประเพณี เป็นสิ่งที่มนุษย์ได้อาศัยรองรับ จะเรียกว่าระบบบุญนิยม โดยชื่อ โดยภาษา ก็คืออย่างนี้ๆแหละ แล้วยังมีลึกซึ้งสูงส่งไปได้กว่านี้ ปฏิบัติหรือประพฤติไปได้ดีกว่านี้ เรากำลังจะพัฒนาระบบบุญนิยมด้วย การค้าก็บุญนิยม การเกษตรก็บุญนิยม การกระทำกิจการอะไรก็บุญนิยม โดยจิตเราจะเป็นผู้สร้างสรร เสียสละ เกื้อกูล ด้วยจิตบริสุทธิ์ ที่ไม่ต้องการโลภมาให้แก่ตัว ไม่มีของตัว ของตน ไม่มีตัวตน ไปถึงจุด ปลาย ปานนี้แหละ อาตมากล่าวมานี้ก็หลักการของพระพุทธเจ้า และสิ่งที่อาตมาได้พิสูจน์ตามหลักการ มีของจริง ความจริง จึงเชื่ออย่างนี้ ไม่ใช่มาฝัน อาตมามีสติเต็มที่ไม่ฝัน มันอาจจะเฟื่องฟูขึ้นไปได้เรื่อยๆ อยู่จริง แต่ไม่ใช่ฝันเฟื่องๆ ซึ่งภาษาไทยก็คงจะรู้ว่า ฝันเฟื่องมันคือฝันเพ้อเจ้อ แต่นี่ไม่ฝันเพ้อเจ้อ เพราะมีสิ่งจริงขึ้นมาเรื่อยๆ คนที่ยังไม่เชื่อนี้ โปรดตามไปดูน่ะ ตามไปดู หรือจะตามพิสูจน์ ตามไปด้วยก็ยิ่งดี ตามไปดูเฉยๆ ก็ได้ แต่ดูน่ะนะ พ่อท่านบวชตอนอายุกี่ปี อาตมาบวชตอนอายุ 36 ปี พ่อท่านบวชครั้งแรกที่ไหน จึงได้มีอโศกขึ้นมา เอ้อ ช่างถามนะ อาตมาบวชที่วัดอโศการามน่ะสิ ครั้งแรก มันจึงเป็นเค้าเงื่อนอันหนึ่งที่เป็นชาวอโศก เออ ดีเหมือนกัน ถามอันนี้ขึ้นมา ถามเท่านี้ ตอบเท่านี้ คือมีถามเยอะ พวกนี้มาจาก กศน. เสียเยอะ คำถามเขา ฟังดูก็รู้ เขาถามง่ายๆ ถามไม่มีเชิงชั้นอะไรมาก ก่อนพ่อท่านจะมาบวช พ่อท่านทำงานอะไรครับ ก่อนที่อาตมาจะมาบวชนั้นน่ะ อาตมาทำงาน ทำงานหลักน่ะก็อยู่ที่โทรทัศน์ช่อง 4 นอกจากนั้นทำงานอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่าง ทำงานไปในทางด้านธุรกิจบันเทิง เขียนหนังสือ แต่งเพลง สอนหนังสือ เป็นครูด้วยน่ะ เป็นครู ถึงแม้ว่า อาตมาก่อนจะมาบวชก็ยังเป็นครูอยู่นะ สอนหนังสือด้วย พ่อท่านบวชมาประมาณกี่ปีแล้วครับ อาตมาบวชมา 20 ปี กำลังย่างขึ้นปีที่ 21 พ่อท่านเคยเขียนเรื่องสั้นอะไรบ้าง โอ๊ย ! อาตมาจำไม่ไหว ไม่ได้ เขียนทิ้งก็เยอะ เขียนแล้วก็ เดี๋ยวนี้ก็ยังมีแฟ้มน่ะ มีแฟ้มเรื่องสั้นที่อาตมา เป็นเรื่องสั้นๆๆๆ แล้วเอาไปออกวิทยุ ตอนนั้นออกวิทยุ เป็นเรื่องสั้น โอ้โฮ คิดกันแทบเป็นแทบตาย เรื่องสั้นนี่เขียนยาก เรื่องยาวนี่บางทีไม่ต้อง plot ยากหรอก ตั้งตัวพระเอก Character ของพระเอก นางเอก หรือว่าตัวสำคัญในเรื่องมาแล้วก็ไปเรื่อยๆ ประเดี๋ยวก็เก็บตัวละครตามไปเรื่อยๆเขียนไปเดี๋ยวก็ต้อง เอ๊ ต้องมีตัวละครเข้ามาแถมแล้วไอ้เรื่องนี้ ตอนนี้ ไม่อย่างนั้น ประเดี๋ยวเรื่องมันจะไม่คลี่คลาย ไม่ ไม่ขยาย ไปได้เรื่อยๆ เขียนยาวนี่ plot ต่อไปเรื่อยๆก็ได้ เอาละ อาจจะมีเป้าหมาย ว่าจะจบอย่างไรหรือว่าสร้างเค้าแก่นของเรื่องว่า จะเจตนาสื่ออะไรเท่านั้นไว้ ก็พอแล้ว แต่เรื่องสั้นนี่ โอ้โห จะสื่ออะไร จะต้องรัดกุม จะต้องขนาดนั้น ขนาดนี้ เยิ่นเย้อก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ดี ไม่เช่นนั้น มันก็เหมือนกับเขียนกลอน เขียนโคลง เขียนกวีนี่ เราจะต้องเยิ่นเย้อ ยุบยับก็ไม่ได้ หาคำ หาความ หาลักษณะมาให้สั้นๆ พอสมควร เขียนเรื่องสั้นเขียนยากน่ะ อาตมาเคยเขียนเรื่องสั้นเยอะน่ะ เป็นร้อยๆนะ แต่ว่าไม่เหลือ ทิ้งขว้างไป เสียเยอะ เหลือไม่กี่อัน สุดท้าย ทิ้งจริงๆ อาตมาเอาโยนทิ้งจริงๆไม่ได้เก็บได้งำ แต่ก่อนเก็บหมดนะ ลงหนังสือพิมพ์นั่นนี่ อะไรเอามาใส่ จนกระทั่งกรอบหมดเลยนะ ลงหนังสือพิมพ์เรื่องนั้นเรื่องนี้ เอามาสะสมไว้ เก็บ พอตอนหลังเอาเก็บไว้บนห้องสมุดนี่ เอาไว้บน อาตมามีชั้น มีตู้นะ เอาใส่ แล้วมัน ไอ้ความร้อนของมันติดกับเพดาน ติดกับหลังคา ความร้อนก็อบ กรอบหมดเลย พวกหนังสือต่างๆ ที่เก็บไว้พวกนี้ กรอบ พอพลิกมาปั้บหัก เปราะถึงขนาดนั้นแน่ะ เก็บไว้ หมดสูญหาย ไม่มีเหลืออะไร เค้าของหลักฐานพวกนี้ ไม่มี แล้วเราก็ไม่คิดจะตามด้วย เหลือเก็บได้ ไอ้ที่มันใกล้ไม้ใกล้มือมา อาตมาเอามาลงในแสงสูญก็ไปตามดู เรื่องสั้นที่อาตมาลงในแสงสูญที่ใช้นามปากกาว่า โบราณนวทัศน์กับโบราณใหม่เสมอ ให้มันย้อนแย้งกันซะ โบราณนวทัศน์ นั่นก็คือ พวกหัวใหม่ โบราณก็หัวเก่า ชื่อหัวเก่า นามสกุลหัวใหม่น่ะ ตอนนั้นอาตมาใช้นามปากกานี้ที่มาใช้ แต่ที่จริงเมื่อก่อนนี้ใช้นามปากกาเยอะ ในเรื่องแต่ละเรื่อง แม้แต่เรื่องสั้นก็แยกแยะลักษณะอย่างนี้ ใช้นามปากกานี้ ลักษณะอย่างนี้ ใช้นามปากกานั้น ลักษณะอย่างนั้น ใช้กันเปรอะไปหมด จนตัวเองก็ชักจะเมาๆเหมือนกัน มันตอนนั้นน่ะ งานเขียนเยอะน่ะ ไป เหลือๆ ก็ไปอ่านดู ในชีวิตที่เป็นพระนี่ มาบวชแล้วนี่ เขียนเรื่องสั้นอยู่ 1 เรื่องลงในแสงสูญนั่นแหละ เรื่องแรก ในเล่มแรก เล่มที่ลงไม่ใช่เล่มแรก ยังไม่ลง เล่มไหนก็ยังไม่รู้ จำไม่ได้ ในแสงสูญเล่มไหนไม่รู้ เริ่มลงเรื่องสั้น เรื่องสั้นเรื่องนั้น เรื่องแรกที่อาตมาเขียนในตอนเป็นพระนี่ แล้วก็ยังไม่ได้เขียนอีกเลย เขียนเรื่องนั้นเรื่องเดียว นอกนั้นเขียนตั้งแต่เป็นฆราวาสหมดเลย แล้วเอามาลงซ้ำเฉยๆ จากพระไตรปิฎก กล่าวถึงพระพุทธเจ้าในชาติก่อนตอนเป็นสุเมธพราหมณ์ นี่เขาต้องสุเมธดาบส เขาเรียกสุเมธดาบส ได้ไปบวชเป็นสุเมธดาบส อ๋อ สุเมธพราหมณ์ ได้ไปบวชเป็นสุเมธดาบส ณ ชายป่าแห่งหนึ่ง ได้บำเพ็ญเพียรภาวนา จนสำเร็จได้บรรลุ และได้อภิญญา ต่อมาพระทีปังกรพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึง ชาวบ้านได้พากันถางป่าและถางหญ้า เพื่อเป็นทางเดินมาจนถึงบรรณศาลาของสุเมธดาบส ซึ่งดีใจมาก ทีปังกรพุทธเจ้าได้เสด็จมาถึง จึงใช้ผ้าคากรอง และขนสัตว์ปูลงไปในเปือกตม พร้อมทั้งสยายผม และทอดร่างลงในเปือกตมนั้น เพื่อให้พระทีปังกรพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระอรหันต์อีก 4 แสนองค์ ที่ตามเสด็จเหยียบร่าง ข้ามเปือกตมนั้น แล้วพระทีปังกรพุทธเจ้าได้มีพุทธทำนายไว้ว่า สุเมธดาบสนี้ จะเป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้าคือไปอีกประมาณ 4 อสงไขยแสนกัป ซึ่งคิดเป็นจำนวนปีปัจจุบันคงได้ 4 คูณร้อยล้านคูณแสนคูณร้อยปี หรือคิดเป็นตัวเลข ก็เท่ากับ 4 คูณร้อยล้าน แล้วก็คูณแสน แล้วก็คูณร้อย ได้จำนวนเท่ากับ 4 พัน 4 พันล้านล้านน่ะ ต้อง 4 พันล้าน นี่บอกว่า 4 ล้านๆ 4 ที่เขียนมานี่คูณตัว 0 ออกมานี่ อาตมานับตาม 0 นี่ มัน 4 พันล้านล้านปีนะ แต่นี่มาเขียนเอาเองว่า 4 ล้านล้านปี ไม่ใช่ 4 ล้านล้านปี พันล้านล้านปีนะ ที่คุณเขียนนี่ เอาละ ไม่ได้คูณ อาตมาคิดคณิตศาสตร์ไม่เก่ง แต่ก็ฟังเอาเถอะ คุณฟังไปก็แล้วกัน ขนาด 4 ล้านล้าน หรือ 4 พันล้านล้าน นี่มันก็แหม มันกี่ปีกันล่ะ จึงสงสัยว่า พระพุทธเจ้าชาติปางก่อน ไม่ได้อยู่ในโลกของเรานี้แน่นอน เพราะโลกเรานี้เพิ่งมีอายุ โดยแยกจากดวงอาทิตย์มาประมาณ 4,500 ล้านปี โอ้โห ช่างคิด แหม ช่างคิดจังเลยหนอ นี่หนอ และสิ่งมีชีวิตเริ่มเกิดขึ้นมาในโลกเมื่อ 6 ร้อยล้านปี มนุษย์เพิ่งแยกสายพันธ์มาจากพวกเอฟ เมื่อประมาณ 2 ล้านปี แต่มนุษย์นี้เริ่มมีวัฒนธรรม หรือศาสนา คงจะเริ่มจากมนุษย์ที่เริ่มเจริญแล้วหรือยุคหิน คือมนุษย์ แหมนี่ ชื่อกลุ่มมนุษย์ชุดนั้นอ่านอะไรล่ะ เนเดิลทอลล์หรือเนอันนีเอลทอล เนอันเดอร์ทอลล์ และมนุษย์โคมันยองน่ะซึ่งมีอายุราว 80,000 ถึง 35,000 ปี ก่อนยุคปัจจุบันนี้เท่านั้น ดังนั้นพระพุทธเจ้าของเราในชาติก่อน คงจะเป็นมนุษย์ต่างดาวอย่างแน่นอน แหม คิดไปไกลนะนี่ มันก็มีเหตุผลนะ แต่สงสัยว่ามนุษย์ต่างดาวอย่างสุเมธพราหมณ์ ทำไมเหมือนกับมนุษย์โลกเราในปัจจุบัน หรือยุคพุทธกาล คือมี 2 แขน 2 ขา สยายผมได้ มีป่า มีหญ้า มีเปือกตม มีผ้าขนสัตว์ ตลอดจนมีพราหมณ์และดาบส มีพระอรหันต์ แถมนับถือศาสนา มีการกลับชาติมาเกิดหลายๆชาติ เหมือนกับโลกมนุษย์เราเปี๊ยบเลย แล้วยิ่งพ่อท่านเคยเทศน์ว่า เราเคยมีพระพุทธเจ้า ในอดีตจำนวนมากมาย นับจำนวนเท่ากับเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทร ซึ่งแสดงว่า พระพุทธเจ้าในดวงดาวต่างๆ มีจำนวนนับไม่ถ้วน ในดวงดาวต่างๆ ในอดีต ในปัจจุบันควรมีเช่นกัน แต่ทำไมเราส่งยานอวกาศไปสำรวจดวงดาวต่างๆ ทำไมไม่พบพระพุทธเจ้า หรือมนุษย์ต่างดาวในอวกาศบ้างเลย ไม่พบป่าหญ้า หรือโคลนตม แม้พราหมณ์ หรือมนุษย์ธรรมดา เราก็ยังไม่เคยพบเลย พ่อท่านกรุณาอธิบาย ช่างคิดจัง ระวังหัวแตกเป็นเสี่ยงๆนะ แต่ก็ได้เหตุผล คิดด้วยเหตุผล ก็เอาเหตุผลมาคิด ไปมีส่วนถูกต้องทุกอย่าง ที่พูดมา ที่คิดมา วางเค้าโครงเรื่องอะไรมานี่ ถูกนะ จริงๆอาตมาเคยบอกนะว่า เอาละ พวกนี้ พวกออกไปนอกโลกนี่นะ ทำเป็นที เป็นเก่ง จะหาโลกใหม่อยู่ ไปหาพระจันทร์ ก็อกหักมาทีหนึ่งแล้ว เพราะอยู่ไม่ได้ ได้หินมาก้อนกระจิ๊ด เสร็จแล้วก็เอามาลอยเอาไว้ ตอนนี้ไม่มีใครสนใจแล้ว ตอนแรกๆมาใหม่ก็สนใจ มันก็ไอ้หินเหมือนโลกเรานั่นแหละ จะมีภาวะสังเคราะห์ มันก็อาจจะหินชนิดนั้น อยู่ในบรรยากาศของโลกพระจันทร์ ซึ่งมันร้อนมาก มันอยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ได้นะ อากาศมันก็ คนอยู่ไม่ได้ ก็เลยไปแสวงหาที่จะต้องมีน้ำ มีอากาศ มีอะไรต่ออะไรที่จะมีอุณหภูมิ มีสิ่งแวดล้อม มีองค์ประกอบของธาตุต่างๆ ที่คนจะอยู่ได้ ตอนนี้ก็หวังไปซิ โลกพระอังคาร ดาวพระอังคาร ดาวพระศุกร์ อาตมาก็เคยพูด อาตมาไม่อยากพูดมากนะ เพราะว่าพูดเรื่องนี้แล้ว มันอวดอุตริมนุสธรรมเกินการ เกินไป ในสุริยจักรวาลของเรานี่ มีดวงดาว 9 ดวง ในดวงดาว 9 ดวงนี้ มีดวงโลกนี่แหละ ดาวโลกที่เราอยู่นี่แหละ เป็นดวงที่เจริญที่สุดของสุริยจักรวาล ซึ่งเป็นจักรวาลเล็กนิดเดียว เป็นจักรวาลเล็กนิดเดียวที่มีดาวเคราะห์ 9 ดวง เล็กมากนะ เป็นจักรวาลที่เล็กมาก ไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย ธรรมดาจักรวาลแต่ละจักรวาลของเขานี่โอ้โห นับเป็นล้านๆดวง ดวงดาวน่ะ แต่ละจักรวาล บางจักรวาลมีพระอาทิตย์ตั้ง 5 ลูก 8 ลูก มีทั้งนั้น แล้วเขาจะมีดาวอะไรอีก และในหมู่ดาว ในหมู่จักรวาลเหล่านั้น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน