590306_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ตอบปัญหา นศ. ป.โท ม.รังสิต(สื่อสาร).docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590306_วิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู บ้านราชฯ ตอบปัญหา นศ. ป.โท ม.รังสิต (สื่อสาร)

พ่อครูว่ า...วันนี้วันที่ 6 มีนาคม 2559 ที่ราชธานีอโศก เจริญธรรมทุกคน ก็ยินดีต้อนรับผู้ที่มาทุกคน ที่นี่คือราชธานีอโศกอาตมาเรียกว่า ชุมชนบวร คือชุมชนที่มีความเป็นอยู่ร่วมกันสามเส้าระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน อยู่กันอย่างกลมกลืน อยู่กันอย่างรวมกัน ไม่แยกกัน คือ ธรรมะหรือวัดก็อยู่รวมกัน บ้านก็คือสังคมมนุษย์ก็อยู่ร่วมกัน โรงเรียนก็คือแหล่งการศึกษาก็อยู่ด้วยกัน ซึ่งอยู่รวมกันอยู่อย่างสนิทเนียนไม่แยกส่วน มีพฤติกรรมตั้งแต่ตื่นนอน จนกระทั่งถึงเวลากลับไปนอนอีก เวลานอนเท่านั้นที่แยกกัน เวลาตื่นออกมาประสานร่วมกันหมด ทำงานร่วมกัน กินร่วมกัน อยู่ร่วมกัน มีอะไรปรึกษาหารือกัน ประชุมกัน เป็นประชาธิปไตยอันมีธรรมาธิปไตยจริงๆ เป็นสังคมหมู่บ้าน สังคมมนุษย์ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า ผู้ที่มานี้อาจมีศาสนาอื่น ซึ่งศาสนิกของทุกศาสนาก็สอนให้เป็นคนดีอยู่ร่วมกันได้ มีอะไรดีที่เห็นด้วยก็เอา อะไรยังไม่เห็นด้วยก็ยังไม่เอา เป็นอิสรเสรีภาพสูงสุดส่วนตัว ไม่มีใครละลาบละล้วงได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร มีแต่ปัญญาอย่างเดียวก็จบ คนที่มีปัญหาก็ทุกข์ต่อไป คนจบปัญหาแล้วมีแต่ปัญญา รู้เข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว มีปัญญาจริงๆ คนนั้นก็จบ อาตมาไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นก็จะตอบปัญหาของพวกคุณที่ถามมา วันนี้วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม 2559 ที่ราชธานีอโศก วันนี้ก็มีคณะสื่อสารมวลชน เป็นนักศึกษาปริญญาโท อาจารย์นำมา จะมีอะไรเกริ่นก่อนก็เชิญ

_อาจารย์ไก่… กราบนมัสการพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ดิฉัน ผศ.ดร.ลักษณา คล้ายแก้ว เป็นผู้อำนวยการ หลักสูตรนิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต ของคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วันนี้ได้นำนักศึกษาปริญญาโทรวมกันแล้ว เราได้แบ่งกันเป็น

อ่านต่อ

6 กลุ่ม ลงพื้นที่ศึกษา 6 ฐานด้วยกัน วัตถุประสงค์ในการมาศึกษาก็เพื่อที่จะให้มีการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของชีวิต ในด้านต่างๆ ของราชธานีอโศก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองเกี่ยวกับการศึกษา จะเห็นได้ว่าที่นี่มีกิจกรรมเยอะแยะมากมายหลายแง่มุมให้กับนักศึกษา ได้ทำการศึกษาวิจัย นักศึกษาได้ลงพื้นที่มาแล้วเมื่อวาน วันนี้ได้มีโอกาสอันดี ที่จะได้กราบพ่อครู และจะให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มได้เรียนสอบถามเพิ่มเติม

สื่อธรรมะพ่อครู( ปฏิจจสมุปบาท ) ตอน ความจริงคือปัจจุบันเท่านั้น _คำถามว่า ตั้งแต่บริบทสังคมโลกเปลี่ยนแปลงไป มีความก้าวหน้าขึ้น ทางพุทธสถานมีการปรับเปลี่ยนปรัชญาในการเผยแพร่ศาสนา ในรูปแบบทิศทางใด เพื่อให้สังคมไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร พ่อครู ว่า...เปลี่ยนแปลงอะไรในบริบทที่ควรจะเป็น ในยุคนี้มันมีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาล ตามองค์ประกอบเป็นธรรมดาธรรมชาติ คำตอบก็คือ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงทฤษฎีของพระพุทธเจ้าเลย ทฤษฎีของพระพุทธเจ้านั้น absolute ultimate แล้วเรียบร้อย ไม่ต้องไปแก้ไขอะไรเลย จบและทันสมัย ใหม่เสมอ ไม่เคยเก่า นำสมัย ทันสมัย ล้ำสมัย เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เช่น ยุคนี้เขาประชาธิปไตยของโลก เป็นระบอบที่นิยมกันทั่วโลก หรือว่าแม้แต่คอมมิวนิสต์ก็อ่อนแอแล้ว เผด็จการก็แพ้เด็ดขาดแล้ว เสร็จแล้วเขาก็ยังเข้าใจประชาธิปไตยไม่ได้ ประชาธิปไตยดีและอิสระที่สุด ประชาธิปไตยนั้นทำเพื่อผู้อื่น จริงใจที่สุด และศาสนาพุทธนั้น รู้จักจิตวิญญาณที่เป็นแกนหลัก จิตวิญญาณมีอาการสองอย่างเป็นหลัก เป็นธรรมะสอง เทวธัมมา ลักษณะที่ไม่เคลื่อนไหว ที่นิ่งที่สุด ทางฟิสิกส์สรุปได้ก็คือนิวเคลียส ถ้าใครสามารถไปตีนิวเคลียสให้แตกได้ มันจะเกิดเป็นสภาวะของธรรมะสอง เทวธัมมา สิ่งหนึ่งจะวิ่งทางตรงแล้วกระจายออกไปเป็นไอโซโทป มีบวกมีลบกระจายไปจนอ่อนจางหายไป ไม่มีใครตามไอโซโทปนั้นได้ เป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน เป็นพลังงานที่ออกไปอย่างเต็มแรง ทะลุทะลวง กับพลังงานอีกอันหนึ่งมารวมกัน เรียกว่านิวเคลียร์ฟิวชัน เป็นธาตุหนักแล้วก็จะรวมตัวเป็นต้นตอ จะมีพลังงานอย่างนี้ ทั้งเชิงฟิสิกส์และจิตวิญญาณ ศาสนาพุทธเจาะลึกถึงพลังงานนี้ได้ และควบคุมได้ทั้งนิวเคลียร์ฟิชชัน ควบคุมนิวเคลียร์ฟิวชันได้ ซึ่งเป็นลักษณะบวกหรือลบที่อยู่จับตัวกันนิ่ง แต่ถ้าตีแตกแล้วก็จะเกิดเป็น ภาวะสอง ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณ หรือพลังงานทางฟิสิกส์ หรือสสารก็ตาม เราจะสามารถรู้อาการของจิตได้ ในลักษณะอาการของจิตทั้งหมดที่นิ่งให้รู้ได้ ละเอียดสุด เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ก็จะเป็นรูป 28 ลักษณะ นามธรรมหรือจิตวิญญาณธาตุรู้เรียกว่าปัญญา สามารถจะทำความเข้าใจ รูป28 นั้นให้สุดจบ เมื่อจบแล้วก็จะเหลือปัจจุบัน อดีต อนาคต ภาวะปัจจุบันเป็นความจริงสูงสุด นอกจากปัจจุบันแล้วไม่มีอะไรมี ไม่มีอะไรเหลือเลย มีแต่ศูนย์อย่างเดียว ผู้ใดรู้จักปัจจุบันสูงสุด แล้วก็สามารถควบคุมปัจจุบันได้ ไม่ให้มีความเลว ให้มีแต่ความดีตลอด ผู้นั้นจบ เป็นมนุษย์ผู้มีจิตวิญญาณ มีปัญญาญาณสูงสุด สามารถควบคุมพลังงานปัจจุบันได้ ผ่านไปแล้วก็เป็นอดีต ที่ยังมาไม่ถึงก็เป็นอนาคต ความจริงคือปัจจุบันเท่านั้น และผู้ที่สามารถควบคุมปัจจุบันนี้ได้ สามารถที่จะตัดหรือจะต่อก็ได้ ควบคุมให้ต่อไปก็ได้ให้มันเกิด ถ้าไม่ต่อมันก็ตัดก็สูญ ผู้นี้คือผู้ควบคุมทุกอย่างได้ ในฟิสิกส์ก็คือ space and time ตามไอสไตล์บอก ส่วนของพระพุทธเจ้าก็คือ กรรมกับกาละ being and time of continuum สามารถจะตัดสันตติ หรือจะต่อไปได้ ถ้าจะตัดสูญก็ได้ ถ้าจะต่อก็ต่อแต่ดี คำสอนของพระพุทธเจ้าคือ สัพพปาปัสสะ อกรณัง กุสลัสสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง คือคนนี้ไม่มีจิตวิญญาณเป็นบาปเกิดแล้ว ถ้าจะทำกรรมกิริยาต่อก็มีแต่ กุศล เราไม่เรียกว่า บุญ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเข้าใจคำว่าบุญผิด บุญไม่ใช่เอาไว้ขายหากิน แต่บุญคือเครื่องมือตัดกิเลส บุญเหมือนเครื่องมือของท่านเปาตัดหัวหมา บุญคือเครื่องมือตัดกิเลส หรือล้างบาปของตนเอง คนอื่นทำให้ไม่ได้ เมื่อทำการตัดกิเลสได้ถาวรจนไม่เปลี่ยนแปลง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) สูงสุดเป็น อมตบุคคล จะตายแล้วเกิดอีก กี่ชาติก็ได้ จะสูญแยกธาตุไม่เกิดอีกเลยก็ได้ สมมุติว่าเราเป็นธาตุน้ำ เราจะทำลายความเป็นน้ำของเรา น้ำคือ hydrogen กับ oxygen เราสามารถทำลาย h กับ o นี้ให้แตกแยกกัน ออกไปกลายเป็นธาตุแก๊ส ธาตุน้ำก็หายไป ไม่มีอีกเลย พระพุทธเจ้าสอนถึงขั้นทำพลังงานให้จิตเราสูญหรือจะต่อก็ได้ นี่คือสุดยอดของศาสนาพุทธที่สอนคนให้บรรลุได้ จึงเป็นประโยชน์แก่โลกตลอดกาลนาน

สื่อธรรมะพ่อครู (เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน โรงปุ๋ยพลังชีวิต _ได้ทำเกี่ยวกับฐานโรงปุ๋ยพลังชีวิต พ่อครูมีแนวทางต่อยอดตัวผลิตภัณฑ์ไปสู่ชุมชนอื่นๆ รอบข้างอย่างไร พ่อครูว่า… ที่ถามมาก็น่าจะรู้โดยปฏิภาณ ว่าเราต้องต่อยอดสิ่งดีเสมอ เราอย่าเพิ่งไปเข้าใจผิดว่า สิ่งที่เราได้ทำเป็นองค์ประกอบอะไรก็แล้วแต่ เราจะไม่ไปกำหนดว่ามันสูงสุดแล้วไม่มีอะไรต่อ ไม่ใช่แน่นอน เราก็ต่อไปสู่ชุมชนรอบข้าง เช่น ปุ๋ยที่เราผลิตเราใช้กับพวกเราเผื่อแผ่กันไป หรือการขาย เราก็ขายอย่างขาดทุนแก่มนุษย์ เราจะไม่ขายเอากำไร การค้าพาณิชย์ของเราคือ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา Our loss is our gain. เป็นพระราชดำรัสของในหลวง ผู้ที่ค้าขายให้ขาดทุนอย่างไม่โกหกหลอกโลก จึงจะถือว่าได้กำไร เป็นสัจจะที่ยิ่งใหญ่ ผู้ใดค้าขายให้ขาดทุนได้ คือผู้ได้กำไร แต่ผู้ที่ค้าขายให้ได้กำไรนั้นคือผู้ขาดทุน ในหลวงตรัสเรื่องนี้ เรื่องปุ๋ยนี้ เราก็ขายอย่างขาดทุน แล้วเราก็แจกเท่าที่จะทำได้ คนที่จะได้รับการแจกจากเราตลอดเวลา เราก็ประกาศว่า คนในย่านนี้ชักชวนกันทำกสิกรรม เมื่อผู้ใดจะทำกสิกรรมเห็นว่าอยากได้ปุ๋ยก็มาบอก เราก็เอาไปแจกให้ บางทีเราก็กองไว้ เขาก็มาขนไป ตักไป บางทีก็รถปิคอัพมาตักไป ก็ทำอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น เราไม่เอาเปรียบ โกงเราไม่ทำอยู่แล้ว เราเสียสละได้เราก็ทำ หรือไม่ก็เท่าทุน เรายืนอยู่ระดับเท่าทุนหรือเสียสละ แต่ถ้าเลยไปขีดที่จะเอาเปรียบเราไม่ทำ

สื่อธรรมะพ่อครู (เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน บุญนิยมทีวี มีแต่ให้ความจริง _ถามว่า วัตถุประสงค์บุญนิยมทีวีคืออะไร พ่อครูว่า .. เป็นสถานที่สื่อสารเผยแพร่ให้แก่มวลมนุษย์ ในสิ่งที่เรามีภูมิธรรม ว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดีก็บอกว่าสิ่งนี้ไม่ดี เราก็ข่ม ก็ดูถูก แสดงให้เห็นว่าสิ่งนี้ไม่ดีไม่น่าเป็นตาม ส่วนที่ดีเราก็ยกย่องบูชาแสดงออก สรุปคือ สื่อนี้แสดงการเผยแพร่ความจริง จริงใจที่สุด ชวนให้คนมาทำสิ่งดี เลิกสิ่งชั่วจริงๆ เลิกถึงเหตุแห่งชั่วจริงๆ แล้วเราจะเป็นคนทำแต่ดี เผื่อแผ่คนอื่น สรุปแล้วมีแต่ให้ and the ให้ สรุปคือสถานีนี้มีแต่ให้ ไม่โฆษณาเรี่ยไรทั้งนั้น

_ความจริงในทัศนะของพ่อครูคืออะไร พ่อครูว่า… มีพิสูจน์ถึงปัจจุบัน ปัจจุบันนี้เร็วยิ่งกว่าแสง ผู้ใดสามารถกำหนดรู้อาการของจิตในปัจจุบันได้ ผู้นั้นสามารถทำความเร็วของจิตให้เร็วกว่าแสงได้ และควบคุมจิตตัวนี้ได้ โดยมีความรู้จิตตัวนี้ว่า ถ้ามีอาการไปในทางนี้คือชั่ว มีอาการไปทางนี้คือดี จงทำแต่ดี กุสะลัสสูปะสัมปะทา อย่าทำชั่วเป็นอันขาด ฝึกจิตแล้ว จิตจะควบคุมกิริยาของจิตนี้ได้ ไม่ทำชั่วเด็ดขาดอย่างแน่นอนถาวรเลย ทำแต่ดี กุสะลัสสูปะสัมปะทา สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง ไม่ทำบาปทั้งปวง นี่คือที่สุดแห่งที่สุดของความจริง อยู่ที่ปัจจุบัน สั้นที่สุด เล็กที่สุด เร็วที่สุด นี่คือความจริง ผู้นั้นจะรู้อันนี้และมีอันนี้ จิตตนเองจะต้องทำเช่นนี้ได้ นี่คือความจริง รู้แล้วตามความจริงให้ได้ อยากให้คุณได้นะ

_มีวิธีขยายขอบเขตการนำเสนอบุญนิยมทีวีอย่างไร พ่อครู ว่า… ก็ทำตามกำลังความสามารถ เพราะบุญนิยมทีวีเป็นสถานีที่ไม่มีจ่ายเป็นเงินเดือนให้แก่พนักงาน อยู่กันอย่างระบบสาธารณโภคี เป็นเศรษฐศาสตร์หรือเป็นเศรษฐกิจสูงสุดที่พระพุทธเจ้าค้นพบ เช่น ชุมชนชาวอโศก ที่นี่เป็นชุมชนสังคมที่เป็นกงสีใหญ่ กินใช้ร่วมกัน ทุกคนทำผลผลิตได้เข้ากองกลางหมด ยิ่งใหญ่กว่าคอมมิวนิสต์ คนที่เป็นประชาธิปไตยต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาล เอาเงินเข้าส่วนกลาง ของเราก็เสียภาษีโดยไม่บังคับ ใครไม่อยู่ก็ไม่มีปัญหา และคุณมาอยู่ที่นี่คุณเองคุณทำงานที่นี่ เรียกว่าประเทศนี้ รัฐนี้ ชุมชนนี้ คุณทำที่นี่ก็ต้องทำฟรี ทำแล้วจะเอาส่วนได้ออกไปไม่ได้ เป็นสิทธิของเราอย่างนี้เป็นต้น คุณจะทำข้างนอกอย่างไรก็เรื่องของคุณ เพราะฉะนั้นในลักษณะของแนวทางการนำเสนอของบุญนิยมทีวี เราจะนำเสนออย่างให้ บุญนิยมทีวีไม่เอาอะไรจากใคร ให้จริงๆ อย่างบริสุทธิ์ คนมาบริจาค เราก็ไม่เอา ถ้าคุณไม่มาเป็นสมาชิกชาวอโศก ถ้าคุณเป็นสมาชิกชาวอโศก เราถึงจะรับเงินบริจาคให้มาทำงาน เช่น จะบอกว่าให้ไปช่วยในด้านสื่อสารก็บอกไว้ ช่วยในด้านสื่อสารโทรทัศน์ จะไม่ไปใช้ผิดประเภท ขออธิบายต่อว่า เงินนี้มาจากไหนที่จะมาใช้ในกิจการโทรทัศน์ มีเงินมาใช้ในกิจการโทรทัศน์จากการทำขยะเป็นหลัก จะมีชุมชนอย่างเราที่สันติอโศก ที่ทำรายได้มากจากขยะวิทยา เป็นจำนวนเดือนละล้าน แต่ละเดือนแต่ละเดือนเป็นหลักที่นั่น นอกนั้นก็จะรวมกันจากสมาชิกเจ้าอื่น ซึ่งเป็นการใช้จ่ายที่ถูกกว่าทางโลกหลายเท่า เพราะของเราเป็นเศรษฐศาสตร์บทที่เยี่ยมที่สุดของพระพุทธเจ้า เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ประโยชน์สูงประหยัดสุดที่สุดเท่าที่จะมีในโลก เพราะฉะนั้นจึงถูกที่สุด แต่เป็นประโยชน์สูงสุดได้ เป็นธรรมชาติที่สุด

_เวลาพ่อท่านเทศน์สอน เอาแต่ความรู้ไปใส่หัวคน (พ่อครูว่า ไปสอนแมวไปสู้สอนคนไม่ได้นะ) คนไม่อยากมาหาเพราะว่าความรู้มันร้อน คนยังไม่หน่ายคลาย ฟังแล้วก็ทำไม่ได้ เช่น การฆ่าสัตว์ เพราะรู้แต่ยังบอดอยู่ ควรสอนภพชาติที่ลึกซึ้งๆ ความรู้กับความเห็นไม่เหมือนกัน การบรรลุแตกฉานปริยัติก็อาจจะไปถึงที่สุดแห่งโพธิได้ เพราะมาทำบารมี พ่อครู ว่า... ความรู้ที่ถูกต้องจะเย็น ถ้าคุณยังมีคอนฟลิคทจะร้อน ถ้าความรู้นี้เกิดคอนฟลิคทมันยังงง มันยังสงสัย มันต้องคิดต่อมันก็ร้อน เกิดจากปฏิกิริยากัน แต่ความรู้ที่หมดคอนฟลิคทแล้วหมดการกระทบสัมผัสแล้ว ก็สงบนิ่งจบนิ่ง เย็นไม่ร้อน คุณยังสงสัยอยู่ก็ทำไม่ได้ เช่น การฆ่าสัตว์ ถ้ารู้แล้วจะสว่างไม่มืดบอด ความรู้กับความเห็นเหมือนกัน คุณเองเข้าใจกับความรู้กับความเห็นไม่ได้ ก็เลยไม่รู้ความหมาย คำว่าเห็นนั้นเกิดจากทวารตา คำว่ารู้นั้นเกิดจากทวารใจ เมื่อรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ตรงกันก็จบ แต่คุณเองคุณเข้าใจรู้และเห็นยังไม่ได้ มันก็เลยไม่ตรงกัน การรู้แต่ปริยัติไม่จบ ต้องจิตเป็นได้ด้วยจึงจะจบ โพธิของคุณรู้แต่ปริยัติ แต่โพธิของอาตมาทั้งรู้และทำได้ การเห็นต้องใช้ตา ได้ยินก็เรียกเสียงได้ยิน ได้กลิ่นก็กระทบประสาทจมูก ถ้ารสก็รับรู้ทางลิ้น ทางกายก็ทุกองคาพยพ เพราะฉะนั้น การเห็นกับการรู้ ถ้ารู้ทวารใจ จะเป็นตัวรวมจบ ทั้งตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสเสียดสีแล้วจบที่ใจ เห็นกับรู้ไม่ขัดแย้งกัน ได้ยินกับรู้ไม่ขัดแย้งกัน ได้กลิ่นกับรู้ไม่ขัดแย้งกัน ได้รสกับรู้ไม่ขัดแย้งกัน ได้สัมผัสเสียดสีกับรู้ไม่ขัดแย้งกัน ตรงกันหมด จบที่รู้

_อยากให้พ่อครูอธิบายว่า ทำไมการศึกษาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ หรือทำให้นร.นศ. ยุคนี้ไม่สามารถพึ่งพาตนเองทั้งจิตใจร่างกายได้ ทั้งที่มีวัตถุมาก พ่อครูว่า… อันนี้ตอบช่วงนี้ไปก่อนว่ามาเรียนรู้ทฤษฎีพระพุทธเจ้า อ่านอาการ แม้แต่นามธรรม จิตก็มีอาการของมัน เรารู้อาการให้ได้ แล้วอาการนี้มันเรียกว่าชั่วหรือดี ถ้าอาการชั่วเราต้องหยุดอาการนี้ให้ได้ ให้มีแต่อาการดี จนสามารถทำจิตเราไม่ให้เกิดชั่วอีกเลย จะกระทบสัมผัสคนที่จะยั่วยวนอย่างไรให้เราชั่ว จิตเราก็แข็งพอ ไม่ทำชั่วอย่างยั่งยืนนิรันดร ไม่มีอะไรทำลายได้เลย มันไม่ยอมทำชั่ว ทำแต่ดีตลอดกาล ทำได้ก็บรรลุสูงสุด

สื่อธรรมะพ่อครู (ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน บุญนิยมทีวี สื่อที่ไม่มอมเมา _พ่อครูคิดว่าคุณธรรมจริยธรรมสื่อที่ดีควรทำอย่างไร เพราะสื่อยุคนี้มอมเมาเหลือเกิน หาสื่อที่ดีดูได้ยากมาก มีแต่ปริมาณ ไม่มีคุณภาพเท่าไหร่ พ่อครู ว่า...ผู้ถามมามีดวงตาปัญญาที่สูงมาก เพราะเป็นกรณีที่เกิดในยุคนี้ บุญนิยมทีวีเป็นสื่อหนึ่งเดียว อยู่ในช่องของดาวเทียมหรือฟรีทีวีก็ตาม ในกระบวนสื่อที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มอมเมาทั้งสิ้น มอมเมามากหรือมอมเมาน้อยเท่านั้น ขอยืนยันว่าบุญนิยมสถานีเดียวที่ไม่มอมเมา เพราะเข้าใจคำว่ามอมเมาดี แล้วปฏิบัติตนได้จริงไม่ให้มอมเมา จนแม้แต่ตนเองหรือผู้ใกล้เคียงลูกหลานก็ไม่มอมเมากัน ยิ่งถ้าคนข้างนอกเราก็ยิ่งต้องรับผิดชอบสูง ไม่ไปมอมเมาคนข้างนอก เพราะมันมีผลมาถึงเรา ภัยนั้นมาถึงเราเพราะเราร่วมอยู่ด้วย อย่าไปทำ เพราะพลังงานข้างนอกเป็นพลังงานบีบรัดเข้า และมีจำนวนมากมาหาข้างในหมด เข้ามาหาจุดเล็กทั้งหมด จุดเล็กจะสู้พลังงานส่วนใหญ่ไม่ได้ อย่าไปส่งเสริม เราจึงละเว้นการที่จะมอมเมาข้างนอกก่อน แม้ที่สุดเราจำเป็นจะมอมเมาตนเองเราก็รับโทษเราเอง แล้วเราก็อย่าให้มีรังสีหรือกัมมันตภาพรังสีออกไป แต่ถ้ามันเล็กจริงๆ กัมมันตภาพรังสีมันไม่มาหรอก ของเราจึงรักษาตัวให้ดีที่สุด และรักษาคนอื่นก่อน ไม่ให้คนอื่นเกิดพิษภัยก่อน รับผิดชอบก่อน เสร็จแล้วเรามารักษาตนเองให้หมดพิษภัยก็จบ เท่านั้นเอง สถานีนี้ทำเพื่อให้ อย่าหมั่นไส้นะพูดแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู (รูป 28) ตอน ลักขณรูป 4 พ่อครูว่า… เราสามารถที่จะรู้ปัจจุบันได้ ถ้ารู้ว่าปัจจุบันนี้ไม่ดีก็อย่าให้ต่อ ถ้ารู้ว่าปัจจุบันนี้ดีก็ให้ต่อได้ แม้เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมละเอียดถึงรูปที่ 28 ประการ โดย 4 ประการสุดท้ายเรียกว่า ลักษณะ 4 1. อุปจายะ คือลักษณะที่มันเกิด 2. สันตติ คือลักษณะที่จะต่อไป เกิดแล้วต่อ ถ้าเกิดแล้วดับเลยมันก็ไม่มีเสียหายอะไร มันเกิดแล้วก็ดับของตัวเอง ไม่ออกไปหาใคร แต่ถ้าไม่ดีก็อย่าให้ต่อ ถ้าสิ่งที่เกิดแล้วดีให้ต่อไปได้ 3. ชรตา สิ่งที่ดีนี้ต่อไปแล้วมันก็ยังจะเสื่อม เรียกว่า ชรตา ถ้าควบคุมได้ในสามเส้านี้คือ ก ารเกิด การต่อ และการชรา ถ้าควบคุมสามเส้านี้ได้ก็จบในตัว เป็น cyclic order เป็น สามหน่วยของนิวเคลียส ไม่ว่าจะเป็นพลังงานฟิชชันหรือฟิวชันคุมกันอยู่ได้ เป็นพลังงานสูงสุด คือ E=mc 2 ของไอน์สไตน์ ระเบิดได้พลังงานสูงมาก ทั้งทางฟิสิกส์และทางนามธรรม คนควบคุมจุดนี้ได้จะเหนือนิวเคลียสได้ เอามาใช้ประโยชน์ได้ 4. อนิจจตา สามเส้าที่ควบคุมไม่ได้ ไม่เที่ยง

สื่อธรรมะพ่อครู (เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน พาณิชย์บุญนิยม 4 ระดับ _ระบบพาณิชย์บุญนิยมมีวิธีเผยแพร่และช่วยสร้างสรรค์อย่างไรกับสังคม พ่อครูว่า… สื่อสารออกไปอยู่ตลอดเวลาทางบุญนิยมทีวี 24 ชั่วโมง แนะนำแก่ผู้เข้ามาอบรมอยู่ตลอดอย่างไร? ก็อย่างที่เราพาทำ แล้วทำอย่างไร? ทำอย่างพระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้าสอนอย่างไง? คุณก็ต้องมาศึกษา พระพุทธเจ้าพาทำอย่างไร? ก็อย่างที่เรากำลังอธิบาย กำลังสอน มาทำความเข้าใจแล้วไปปฏิบัติ พาณิชย์บุญนิยมคืออะไร? พาณิชย์บุญนิยมนั้น ต้องทำการค้าขายแบบขาดทุนให้ได้ ถ้าทำการค้าขายแบบขาดทุนก็คือคนดี ถ้าทำการค้าขายแบบกำไรก็คือเป็นคนเลว ในหลวงเราตรัสว่า Our loss is our gain . แล้ว ขาดทุนจะอยู่ได้หรือ? อยู่ได้เพราะเราขยัน เรามีสมรรถภาพ เราไม่หลง brand name หลงทุนนิยมภายนอก แค่นี้เราพอ ขยัน สมรรถภาพ มักน้อยสันโดษ คนกลุ่มนี้จึงสร้างสรรขยันทำได้มากกว่าที่ตนกินตนใช้ เราก็อาศัยกินใช้ ส่วนที่ตนสร้าง ส่วนที่เหลือก็คือเราไปขาดทุนให้แก่ผู้อื่น เช่น สมรรถนะเราตีราคาได้ 1,000 เรากินใช้ส่วนตัว 200 เอง เพราะฉะนั้นในอีก 800 เราไว้ทำต้นทุนทำงานต่อ 300 เหลืออีก 500 สะพัดให้แก่ผู้อื่นไปเลย นั่นแหละคือเป็นการขาดทุนให้คนอื่น 500 เราทำมาแล้วพิสูจน์แล้วว่าเป็นได้ แต่ถ้าถูกมอมเมาหลงว่าอันนั้น น่าได้ น่ามี น่าเป็น ขี้หมาทาสี เขาหลอกก็ไปซื้อมาแพงๆ เพราะสังคม maximize profit แต่ของเรา minimize profit เรามีการค้าแบบ " พาณิชย์บุญนิยม 4 ระดับ" 1 . พาณิชย์บุญนิยมระดับ 1 คือ ขายต่ำกว่าท้องตลาด มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพียงแต่พอเป็นเครื่องอาศัยตามความจำเป็นของชีวิต ซึ่งมีระดับความสันโดษไม่เท่ากันไม่เหมือนกัน ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็นบุญนิยมทีเดียว เช่น ร้านค้าในชุมชนชาวอโศกทั่วไป ก็ถือเป็นพาณิชย์บุญนิยมระดับ 1 2. พาณิชย์บุญนิยมระดับ 2 คือ ขายเท่าทุน ยังไม่มีบุญ แต่ไม่มีบาป ให้พออาศัยต่อทุนทำงานต่อไป ถือว่าเป็นการเริ่มต้นบุญนิยมขั้นแรก 3. พาณิชย์บุญนิยมระดับ 3 คือ ขายราคาต่ำกว่าทุนที่ลงไป โดยอาจไม่รวมค่าแรง ค่าโสหุ้ยต่างๆ ค่าวัตถุดิบซึ่งผลิตเอง หรือเก็บจากธรรมชาติ ขายต่ำลงได้มากเท่าไรก็เป็นบุญมากเท่านั้น เช่น ตลาดอาริยะ ซึ่งจะมีการจัดตลาดอาริยะครั้งใหญ่ประจำปี ที่ชุมชนราชธานีอโศก ช่วงสงกรานต์ปีใหม่ไทย ถือเป็นมหกรรมขายสินค้าราคาต่ำกว่าทุนประจำปีชาวอโศก มีผู้มาใช้บริการเรือนแสน และยังมีตลาดอาริยะย่อยๆ อีกหลายครั้ง และในหลายสถานที่ในแต่ละปี 4. พาณิชย์บุญนิยมระดับ 4 คือ แจกฟรี

_อยากทราบว่าน้องๆ ในราชธานีอโศกมีส่วนร่วมในการออกเสียง และมีช่องทางอย่างไร พ่อครูว่า… ในกลุ่มของเขาก็มีคณะ มีการประชุม มีการตัดสินกันในส่วนย่อย และก็มีส่วนที่โตขึ้นมาร่วมกับส่วนอื่นส่วนกลาง ทุกคนมีอิสรเสรีภาพทุกรูปแบบหมด ไม่ว่าตัวเล็กตัวน้อยจนถึงคนที่อายุมาก เปิดมีอิสระ

สื่อธรรมะพ่อครู (เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ปุ๋ยสะอาด _กลุ่มปุ๋ย เท่าที่ทราบมาว่า ที่นี่น้ำท่วมทุกปี การทำปุ๋ยก็เป็นส่วนสำคัญ ของชุมชนนี้ ช่วงทำปุ๋ยไม่ได้เราทำอย่างไร พ่อครูว่า ...เราทำไม่ได้เราก็ไม่ทำไง...เมื่อทำไม่ได้เราจะทำอะไร เราสามารถ ไม่จำนนเลย ถ้ามันจะท่วมไปสามปี เราก็ไม่งอมืองอเท้า เราทำแพโฟมบนน้ำ เราเอาดินมาใส่ แล้วก็เอาวัสดุต่างๆ ที่เขาเหลือใช้เป็นขยะมาทำปุ๋ย ปลูกผักบนแพ

_ที่นี่ค้าขายขาดทุน แล้วมีการจัดสรรงบประมาณ ในการจัดซื้อวัตถุดิบมาผลิตปุ๋ยอย่างไร พ่อครูว่า...วัตถุดิบที่จะมาทำปุ๋ยนี่คือขยะหรือของเสีย หลายแห่งมีมากและเป็นพิษภัยกับเขา เขาต้องการทิ้ง เราก็รับมา บางทีก็ซื้อในราคาถูกเพราะเป็นของเสียแล้ว เราเอาของเสียเดี่ยวๆ มารวมกันปรุงเป็น mixture แล้วมันจะกลายเป็นของที่มีคุณค่า นี่คือ การสร้างปุ๋ย วัตถุดิบของการทำปุ๋ยไม่มีหมด อาตมาท้าเลย เขายิ่งอยากให้เราไปขนมาเพราะเขาไม่ไหวแล้ว เป็นงานที่น่ารังเกียจ ของทิ้ง บางทีแบคทีเรียเหม็น เพราะฉะนั้น อาตมาตั้ง "สามอาชีพกู้ชาติ" ไว้แล้ว กสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด ขยะวิทยา กสิกรรมพอเข้าใจกันว่าพืชผักไม่ควรขายแพง ใครขายแพงเป็นคนโหดเหี้ยม เพราะทุกคนต้องกินอาหาร แล้วคนจนมีมากกว่าคนรวย ถ้าขายแพงคนจนตาย ส่วนปุ๋ยสะอาดก็ไม่เป็นพิษภัย ขยะวิทยาเราก็ทำให้ดีได้ ทั้งขยะเปียกและแห้ง แล้วเราก็เอามาหมุนเวียนกลับมาเป็นสิ่งที่ดี

_หลักคำสอนของที่นี่มีส่วนให้คนในชุมชนร่วมอย่างไร พ่อครูว่า… ให้คนล้างกิเลส กิเลสของคนคือความเห็นแก่ตัว เมื่อล้างกิเลสออกได้จริง ต้องจริงนะ ก็ล้างความเห็นแก่ตัวออกได้จริง เมื่อล้างความเห็นแก่ตัวออก หมดเกลี้ยงจากจิตแล้ว จิต หรือ ish selfish ความเห็นแก่ตัวหมดไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีแต่เอื้อเฟื้อเจือจานกัน

_ บุญนิยมถือเป็นเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธได้หรือไม่ จะขยายผลอย่างไร พ่อครูว่า ...ได้ ใช่เลย แต่จะทำอย่างไร? ก็มาทำอย่างอโศก เก่งเท่านี้ ถ้ามีเก่งกว่านี้ก็ช่วยมาบอกด้วย บุญ คือเครื่องชำระกิเลส นิยม ก็คือชมชอบ บุญนิยมของเราคือนิยมชมชอบการชำระกิเลสให้หมด เมื่อหมดก็ไม่เห็นแก่ตัว เพราะกิเลสคือเห็นแก่ตัว หมดเห็นแก่ตัวก็ช่วยคนอื่นต่อหากมีชีวิตต่อ ถ้าจะสูญก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน

_การที่จะให้คนๆ หนึ่งได้มาเรียนศึกษากระบวนการทั้งงานของจิต ให้เห็นสิ่งที่เหลือที่สุด คือ การควบคุมปัจจุบัน อาการของจิตให้ได้นี้ จะเป็นสิ่งที่จะทำให้เขามีความสุขได้จริงอย่างที่เขาแสวงหา เราจะมีวิธีการอย่างไร ให้เขามาเอา มาใส่ใจเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ แทนที่เขาจะไหลไปตามกระแสโลก พ่อครูว่า… คำถามก็เชิงนั้น แต่คำตอบก็คือ คุณนั่นแหละรีบมา คุณเองยังเป็นไม่ได้ แล้วจะถามต่อไปเรื่อยๆ โดยการเกี่ยงให้คนอื่นเป็น คุณมาเป็นแล้วจะรู้ว่าอยากได้อย่างนี้มากๆ เหมือนกัน แต่เก่งเท่านี้ ทำได้เท่านี้ ถ้าเก่งกว่าก็ช่วยมาทำ ถามว่าทำอย่างไร ก็ทำอย่างที่อาตมาทำ

สื่อธรรมะพ่อครู (ศิลปะโลกุตระ) ตอน หลักการดูหนัง 4 ข้อของพ่อครู _ชุมชนนี้มีสื่อสาร บุญนิยมทีวี รายการของบุญนิยมทีวี ท่านเคยอยากทำรายการให้เหมาะกับเด็ก สอดแทรกธรรมะเข้าไปหรือไม่ เราก็สามารถดึงดูดเด็กให้ออกจากติดการ์ตูน ได้หรือไม่? พ่อครูว่า… ถามเข้าเป้า คุณรู้จักอาตมาไหม อาตมาเป็นดาราตั้งแต่เป็นฆราวาส อาตมาเป็นคนทำรายการเด็กช่องแรกของไทย คือช่องสี่ ชื่อรายการ "คนเก่งรุ่นจิ๋ว" ตั้งชื่อเอง ทำรายการเอง เริ่มทำตั้งแต่ตอนยังเรียนเพาะช่าง ให้เด็กตอบปัญหา มีรางวัลให้ ตอนแรกอาตมาเป็นพิธีกรช่วย แต่ทำไปได้สองครั้งพิธีกรหลักเกิดป่วยยาว อาตมาก็เลยเป็นพิธีกรเอง ทำแล้วออกมาดี หนังสือพิมพ์ชมว่ามีชีวิตชีวา อาตมาก็กลายเป็นเจ้าของรายการตั้งแต่นั้นมา แล้วก็มีรายการผู้ใหญ่ รายการคนแก่ อื่นๆ ต่อมา

_มีวิธีให้เยาวชนและคนในวัดดูสื่ออย่างไร? พ่อครูว่า ...ความจริงแล้วสังคมทุกวันนี้มันแย่ ทางสังคมหรือทางธรรมะก็แย่ สังคมก็เละทุจริตขี้โกง เราจะทำตามใจคนผิดไม่ได้ สุดวิสัยเราจำนนบ้าง แต่เป็นทางสุดท้ายต้องอนุโลม ให้ดูบ้าง แต่ เรามี หลักการดูหนังดูละครอยู่ จะต้องปฏิบัติ ดูแล้วต้องเกิดอาริยญาณ ให้มีภูมิปัญญา รู้เท่าทันเห็นทุกข์ ทำการปฏิบัติ รู้จิตมีกิเลส ต้องอย่าให้เกิดกิเกสต่อ อัดพลังกุศล อะไรเป็นสิ่งดีต้องทำให้ดีต่อ 4 . ฝึกฝนโลกวิทู เราก็ต้องรู้พฤติกรรมโลกที่เป็นอยู่ ไม่ตกเป็นทาสโลก เพิ่มพูนพหูสูตรให้รู้เพิ่มขึ้นอีก คนของศาสนาพุทธตัดประเด็นว่าโง่ไปเลย แรกๆ นี่อาตมาตัดสินใจเอาหนังละครโทรทัศน์มาในวัด อาตมาต้องเตรียมการเซ็นเซอร์ เริ่มเรื่องแรกคือเรื่องโอชิน อาตมาก็นั่งกำกับ พูดว่าอย่าเผลอใจนะ ต่อมามีหนังเสี่ยวเหนียน จนเขามีภูมิคุ้มกันมีปัญญา อาตมาก็ไม่ต้องเซ็นเซอร์ มีคณะเขาทำได้ ก็ให้เขาทำต่อ

สื่อธรรมะพ่อครู (ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ปฏิบัติธรรมเริ่มที่ศีล _ถามว่านศ.ม.รังสิตและพ่อแม่ชาวมหาสารคาม ถ้าจะปฏิบัติธรรมจะเริ่มปฏิบัติต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า… ไม่ต่างกัน เริ่มต้นมีศีลก่อน ไม่ว่าจะฐานะไหน จะไม่ได้เรียนหรือจบดอกเตอร์ เป็นนักบวชก็ตา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน