590305_พุทธศาสนาตามภูมิ พ่อครูและสมณะเดินดิน วิธีดูอรหันต์เก๊หรือจริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
590305_พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครูและสมณะเดินดิน วิธีดูอรหันต์เก๊หรือจริง ราชธานีอโศก
สมณะเดินดินว่า...วันนี้วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2559 ที่บ้านราชเมืองเรือ วันนี้มีทั้งญาติธรรมและญาติพี่น้องจากมหาสารคาม ส่วนหนึ่งศึกษาแพทย์วิถีธรรม ส่วนหนึ่งเป็นผู้อายุยาว ได้ข่าวว่าค่อนข้างที่จะไม่ใช่ธรรมดา พร้อมจะซักถามสมณะตลอดเวลา พ่อครูจะเปิดโอกาสให้ซักถามได้ ได้ฟังมาว่าคนอายุมากไม่ต้องฟังเทศน์มากก็ได้ เพราะหมดแรงทำความชั่วแล้ว ถูกต้องไหมครับ พ่อครูว่า… ไม่ถูกต้องหรอก เพราะการทำความชั่วแม้แต่แค่คิด ก็ไม่ได้ใช้แรงอะไร คิดชั่วก็ทำได้แล้ว พูดชั่วก็ไม่ได้ใช้แรงอะไรมากมาย แม้จะอายุมากแล้วก็พูดได้อยู่ ก็ยังพูดชั่วได้ ทำชั่วแบบไม่ได้ออกแรงไปฆ่าฟันใครก็ได้ ไปขโมยของเขานิดหน่อยก็ชั่วได้
สื่อธรรมะพ่อครู (สุขภาพบุญนิยม ) ตอน แพทย์วิถีธรรมกับพระไตรปิฎก สมณะเดินดินว่า...วันนี้ที่มาส่วนหนึ่งสนใจแพทย์วิถีธรรม หมอเขียวเอาพระไตรปิฎกมาเป็นเรื่องรักษาโรค มีส่วนอย่างไรครับ พ่อครูว่า… เรื่องการรักษาโรค โดยเฉพาะหมอเขียว เป็นคนที่พยายามเอาความหมายในคำสอนพระพุทธเจ้า เอามาทำความเข้าใจ แล้วก็เอามาประกอบทำการรักษาโรค ความทุกข์จากโรคของคนเกิดได้ทั้งแบบเชื้อโรค และแบบความไม่สมดุลของดิน น้ำ ไฟ ลม ในเลือด ในลมของชีวิตร่างกาย และความขัดแย้งอย่างหนักในจิตวิญญาณ เรื่องของเชื้อโรคนั้นไม่ใช่หน้าที่ของพระพุทธเจ้าทีเดียว ท่านก็ไม่ได้มีสูตรอะไรมาก ท่านไม่ใช่หมอ พระพุทธเจ้าไม่ได้พาทำการรักษาเชื้อโรคแบบนั้น แต่โรคที่เกิดความไม่สมดุลของอวัยวะเจ้าการในอาการ 32 ของร่างกาย ถ้าอาการ 32 มันบกพร่องไม่สมดุล ซึ่งอาการ 32 นี้มีจิตเป็นตัวสั่งการ เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณ ทั้งอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ไม่สมดุล อวัยวะเจ้าการทำง
อ่านต่อ
านไม่สมดุลก็เจ็บป่วยได้ อันนี้มีอยู่ในคำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนในพระไตรปิฎก หมอเขียวก็หาประเด็นต่างๆ เหล่านี้มาใช้ ตั้งแต่มันไม่สมดุลในความร้อนความเย็น นี่ก็เลือดลม และอย่างอื่นอีกที่ไม่สมดุล ทำแล้วก็ได้ผลอย่างหมอเขียว แม้แต่ที่สุดเป็นไซโคซิส Psychosis ก็คือ จิตตัวนี้ที่มีกิเลสทำร้ายตัวเองให้ป่วย ซึ่งไม่ง่ายแต่หมอเขียวทำได้ ถ้าเป็นโรคจากเชื้อโรค หากไม่รู้จักสมมุติฐานทำลายเชื้อโรคไม่ได้ ก็ไม่หาย 60% ของโรคเกิดจากที่ไม่เกี่ยวกับเชื้อโรคเลย โดยเฉพาะในจิต
สมณะเดินดินว่า... ตอนนี้พ่อครูบอกว่า เรื่องศาสนากำลังเกิดปรากฏการณ์อย่างสนุกเลย
สื่อธรรมะพ่อครู (ศีล สมาธิ ปัญญา ) ตอน ศีล เป็นพุทธธรรมนูญของศาสนา พ่อครูว่า...ถึงวันนี้ วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2559 เหตุการณ์ของศาสนามันปั่นป่วนมานาน มาถึงวันนี้แล้วเสื่อมโทรมมาก จนปิดบังยาก เรียกว่าผิดธรรม ผิดวินัย กันอย่างหยาบคายตกต่ำมาก จนเลี่ยงไม่ออก ยังดิ้นกันอยู่ เพราะฉะนั้นคนที่มีใจไม่เลวร้ายก็เห็นก็รู้ แม้แต่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองก็ชัดเจน คงกำลังช่วยกันอยู่ ทุกวันนี้เห็นง่ายมีคลิป มีหลักฐานยืนยันอ้างอิงได้ แล้วก็ให้ดูกันว่าอย่างนี้ถูกไหม เข้าท่าไหม อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไหม ร้ายแรงไหม ก็เสนอสื่อสารกัน มีเทคโนโลยีทำได้ง่ายสะดวก เป็นผลดีต่อสังคม ทำให้ไหวทันรู้ทันช่วยกันไม่ให้ลุกลาม
สมณะเดินดินว่า... อย่างสรยุทธถูกบอยคอตตอนนี้เรื่องจรรยาบรรณสื่อ อย่างครูก็ต้องมีจรรยาบรรณครู แล้วพระมีจรรยาบรรณวิชาชีพไหม จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลเป็นอะไร พ่อครูว่า...จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นธรรมนูญศาสนาพุทธ เมื่อมาบวชในศาสนาพุทธแล้วต้องถือศีล เพราะการศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้ามี ศีล สมาธิ ปัญญา จุลศีลจะขัดเกลาจิตให้เกิดสัมมาสมาธิ หรืออธิจิต เพื่อให้ถึงปัญญาคือ วิมุติญาณทัสนะ แต่ทุกวันนี้ศาสนาเพี้ยนไปแล้วจนไม่รู้จัก จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แม้มาบวชพระแล้วก็ไม่รู้จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไม่ได้ให้ภิกษุรับศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลเลย แต่สมณะอโศกทุกรูปมาบวชก็ต้องให้ถือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่มหาเถรสมาคมไม่มีศีลแล้ว ไปนับถือแต่วินัย 227 ซึ่งไม่ใช่ศีล ต่างกัน ศีลไม่มีโทษ เหมือนธรรมนูญก็ไม่มีโทษ แต่ศึกษาฟ้องร้องเอาคดีความได้ แต่ในวินัยมีโทษบอกไว้เลย ตั้งแต่ปาจิตตีย์ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ สังฆาทิเสส ปาราชิก เหมือนกับกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายลูก ใช้ทั้งคู่ วินัยและศีล แต่จะใช้ศีลเป็นหลัก เป็นพุทธธรรมนูญของศาสนา แต่ทุกวันนี้เขาไม่มีกันแล้ว จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล โดยเฉพาะมหาศีลที่เป็นศีลองค์รวมของพุทธ ที่จะต้องเว้น ต้องขาด ต้องงด เลิกให้ได้ ตามพระพุทธเจ้าว่าไว้ ยกตัวอย่างในมหาศีล ไม่มีน้ำเป็นสื่อ ไฟเป็นสื่อ รดน้ำมนต์ จุดกำยานเป็นควัน ใช้ขี้เลื่อยจุดเป็นควันก็ห้าม แต่ทุกวันนี้ไม่มีศีล ก็เลยมีรดน้ำมนต์เสกเป่า ทั้งที่ท่านห้ามไว้ ทุกวันนี้เสื่อมไปหมดน่าสงสาร ถามว่าพระถือศีลเท่าไหร่ ก็บอกว่า 227 ของพระพุทธเจ้าในจุลศีลไม่ใช่แค่บอกว่าไม่ฆ่าสัตว์เท่านั้นนะ
จุลศีล ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล? 1. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้ เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. 2. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. พ่อครูว่า… แล้วพวกที่ไปหลอกเอาบุญมาหลอกคนให้วาดวิมานหวัง แล้วมาทำบุญเพื่อหวังวิมาน แต่พระพุทธเจ้าว่า ต้องการแต่ของที่เขาให้ ถ้าเขาไม่คิดจะให้ก็อย่ากระตุ้นให้เขาให้ นี่เป็นเหตุการณ์จริงในวงการศาสนาพุทธในเมืองไทย จริงๆ แล้วอาตมาและพวกเราชาวอโศก เป็นพุทธที่เป็นนานาสังวาส กับสงฆ์หมู่ใหญ่ เราประกาศลาออกมาเป็นนานาสังวาสตั้งแต่ 2518 เราก็มา บริหารกันเอง ไม่ขึ้นกับการปกครองสงฆ์หมู่ใหญ่ แต่เป็นพุทธเช่นกัน แต่นานาคือต่างกันในทิฏฐิในศีล ทางโน้นไม่มีศีล ก็ไม่เสมอสมานกัน ไปกันไม่ได้ ปฏิบัติไม่เหมือนกัน ทางโน้นใช้เงินได้ ทางนี้ไม่ใช้ การอธิบายธรรมะ การอธิบายศีลต่างกัน ศีลเราขัดเกลาจิตให้เกิดสมาธิ แต่ทางโน้นนั่งหลับตาสะกดจิตสมาธิ ยุคพระพุทธเจ้าท่านให้เลิกแบบเก่า มาทำแบบสัมมาสมาธิ มีมรรค 7 องค์ ทำให้เกิดสัมมาสมาธิ ทำอาชีพอย่างพ้นมิจฉาอาชีวะ 5 ถ้าปฏิบัติได้จะมีสัมมาสมาธิ ไม่มีมิจฉาทางคิด พูด ทำ อาชีพ ไม่ทำงานที่เอาลาภแลกลาภเลยได้ แม้เป็นพระเป็นเจ้าไปเทศน์แล้วรับเงินนี่ก็ผิด เพราะไม่ศึกษา ไม่มีศีลแล้ว สมาธิก็สมาธินอกทาง ไม่ง่ายที่จะรู้สัมมาสมาธิ สมาธิพระพุทธเจ้าต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ มีปหาน 5 ได้ อาตมาประกาศว่าอาตมาเป็นอรหันต์ เขาก็ว่าอรหันต์เก๊ โพธิสัตว์เก๊ รักชาติเก๊ นายกฯ เก๊ พวกที่เขาไม่ใช่อย่างนี้ก็เลยว่าไม่เก๊ แต่คำว่าเก๊นี่ไม่ถูกต้อง คำว่าไม่เก๊นี้ถูกต้อง ก็พิจารณาว่าเก๊นี้ของใครกันแน่ อาตมาจะอ่านมหาศีลข้อ 1 และ 7
{น.98} มหาศีล 1. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธี เติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอ ทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์ 7. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่น อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกระเทย ให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยา แก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
พ่อครูว่า… ยุคของพระพุทธเจ้าตอนแรกยังไม่มีพระ มีแต่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ที่เป็นนักบวชทุกสำนัก แม้ของพระพุทธเจ้าเองท่านก็เรียกว่า สมณพราหมณ์ด้วย พอมาเป็นนักบวช ศาสนาพุทธตั้งขึ้นก็เรียกว่าสมณพราหมณ์ ไม่มีชื่อเรียกนักบวช แต่ว่าพระพุทธเจ้าเรียกท่านเองว่า เราตถาคต ไม่ได้เรียกท่านว่าพุทธ คำว่าพุทธคือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นคุณสมบัติผู้บรรลุธรรม เป็นอาริยบุคคลมีสติตื่นเต็ม ต่างจากฤาษีนะ ยุคพระพุทธเจ้ายังไม่มีเรียกว่าพุทธ แต่พุทธเป็นภาษาบาลี การบรรลุธรรมของพุทธเรียกว่าพุทธธรรม เมื่อมีสาวก เป็นสาวกสังโฆ ได้บรรลุเป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ได้วิชชาจรณสมบัติ เป็นอุตริมนุสธรรม หรือคุณสมบัติพิเศษ คือคุณสมบัติที่เรียกว่าพุทธ เมื่อพระพุทธเจ้า ประกาศ วิชชาและจรณะ ปฏิบัติแล้วจิตเกิดไฟฌาน ที่มีพลังงานพิเศษกำจัดราคะ โทสะ โมหะได้ เป็นพลังงานพิเศษ ที่ไม่ใช่นั่งหลับตาจิตนิ่งตื้ออยู่ในภพ แต่ของพระพุทธเจ้าเป็น โพธิปักขิยธรรม เป็น system analysis ไม่ใช่ hypnosis พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาใหม่ๆ ก็ยังไม่ได้เรียกศาสนาพุทธ แต่เมื่อท่านปรินิพพานแล้วจึงเรียกว่า ศาสนาพุทธที่มี พุทธคุณ 9 สาวกปฏิบัติก็จะมีคุณธรรม 9 นี้เช่นกัน แต่ก็หย่อนกว่าของพระพุทธเจ้า เมื่อปฏิบัติเป็นโพธิสัตว์ตามลำดับ ก็มีพุทธธรรมสูงขึ้นเรื่อยๆ เต็มก็เป็นสัมมาสัมพุทโธ เป็นธัมมสามีเลย ตรัสรู้เอง เป็นเจ้าของธรรมะ เป็นผู้ดำเนินไปสูงสุดแล้วในพุทธธรรม 9 ข้อ เปรียบเหมือนสารถีที่จะนำพาคน สอนคนให้พ้นโอฆสงสาร ให้พ้นทุกข์ ถึงฝั่งนิพพานได้ อยู่ในพุทธคุณ 9 หรือพุทธธรรม ที่เป็นความรู้วิเศษมาก ทฤษฎีใดสามารถศึกษาปฏิบัติแล้วได้พุทธคุณ 9 จึงเรียกว่าเป็นศาสนาพุทธ จะต้องเข้าใจ พุทธคือพุทธคุณ 9
สมณะเดินดินว่า… เมื่อกี้นี้มีภาพว่า พ่อครูเป็นอรหันต์เก๊ แล้วจะดูอย่างไรว่าจริงหรือไม่? พ่อครูว่า… อรหันต์เก๊ หรือจริงก็ตรวจสอบตามพระไตรปิฎกเลย ต้องมีจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อย่างน้อยถ้ารดน้ำมนต์อยู่นี่ ก็ไม่มีมหาศีลแล้ว ไม่ใช่อรหันต์แน่ ศีลจะขัดเกลาจิตให้อวิปปฏิสาร เกิดปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ วิมุติญาณทัสสนะ อย่างนี้เป็นต้น มีในพระไตรปิฎก ถ้าพระไม่ทำตามพระไตรปิฎกไม่ใช่พระ แล้วคนที่ไม่มีศีล จะเอาไปตั้งเป็นใหญ่เป็นสังฆราชได้อย่างไร แล้วศาสนาพุทธพระพุทธเจ้า ไม่อนุญาตให้ตั้งใครเป็นใหญ่ มันผิดที่พระพุทธเจ้าสอนไว้หมดเลย มันตั้งไม่ได้ ให้ธรรมวินัยทั้งหมดในพระไตรปิฎกเป็นใหญ่ แต่นี่ไปมีเงินเดือนอีกเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ก่อนบวชเขาก็จะถามว่าเป็นราชะภะโตหรือไม่ คือเป็นข้าราชการหรือไม่ แต่ก่อนบวชไม่ใช่ข้าราชการ แต่มาบวชแล้วเป็นก็ไม่ได้ ไม่ได้ใส่ความ ไม่ได้แกล้งว่า แต่ว่าถ้าถือเอาพระไตรปิฎกเป็นธรรมนูญของศาสนาพุทธ ในประเทศไทย ก็มาพูดกัน ถ้าไม่ถือก็ไม่ต้องพูด คณะใหญ่ศาสนาพุทธจะถือเอาพระไตรปิฎกยืนยันหรือไม่?
สื่อธรรมะพ่อครู (ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลคือข้อกำหนดตามฐานะ _ถามมาว่า ผมไทแท้ ไม่เข้าใจศีลทั้งหมด เป็นอย่างไรครับ พ่อครูว่า ...ศีลคือข้อกำหนด เช่น เราฟังง่ายๆ ศีลข้อ 1 ไม่ใช่ไม่ฆ่าสัตว์อย่างเดียวนะ 1. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้ เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. เมื่อมาบวชแล้วก็ต้องรับศีล แต่เขาไม่ได้รับกัน อย่างเก่งตอนบวชเณรก็ได้ ศีล 10 แต่ก็ละเมิด เขาไม่ให้รับเงินรับทอง ไม่ให้มีเงินมีทอง แต่เขาก็ละเมิด พระมีเงินมีทองไม่ได้ จะต้องสละทรัพย์สินบ้านช่องเรือนชาน โภคขันธาปหายะ มีไม่ได้ ถ้ามีก็อาบัติ ไม่สละออกไม่ปลงอาบัติสำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ว่าจะไม่ละเมิดอีก ต้องเอาออกก่อนจึงปลงตก อาตมาบวชมาย่าง 47 ปีแล้ว สมณะของอาตมานั้น เราไม่เรียกพวกเราว่าพระ เราไม่อยากเรียก กฎหมายก็ไม่ให้เราเรียกด้วย เราก็เรียกพวกเราว่าสมณะ สมณะของเราไม่มีเงินไม่มีทอง แม้แต่มีที่ดิน ก่อนบวชต้องเซ็นสละให้คนอื่น มาแต่ตัวกับหัวใจ ไม่มีทรัพย์สินเงินทองใดๆ ทุกวันนี้สมณะเราก็ทำได้ แม้แต่สิกขมาตุก็ถือศีล 10 ได้บริสุทธิ์ แต่ศาสนาหมู่ใหญ่ทำไม่ได้ แล้วก็มาแย้งเถียงตะแบง เอาพระไตรปิฎกมาจับก็เลี่ยงสารพัด แถกจนสีข้างแตกหมดแล้ว แม้แต่ฆราวาสมาอยู่ที่อโศกถือศีลหมดทุกคนทุกวัย ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด ก็ไม่มีอบายมุข เหล้าไม่มี บุหรี่ไม่มี ทุกชุมชนชาวอโศกปฏิบัติเช่นนี้ ใครละเมิดก็ลงทัณฑ์ แม้เด็กผิดศีลก็ชำระ แม้เด็กผิดศีลหนักต้องเอาออกไปจากที่นี่ก็มี พ่อแม่ต้องร้องห่มร้องไห้เลย ศีลคือข้อกำหนดตามฐานะ อย่างฆราวาส ไม่ฆ่าสัตว์ แม้จะมีจิตโกรธไม่เอ็นดูบ้างก็อนุโลมชั้นต้น แต่ถ้ามาบวชเป็นภิกษุต้องถือตามทุกคำทุกข้อ ให้ขาด ให้เว้น ให้ละขาด อย่าทำ ตามที่ท่านบอก กายกรรมไม่ฆ่า ปากไม่พูดให้ฆ่า ใจก็ไม่มีอาการอยากให้ฆ่า
องค์ 5 ของปาณาติบาต สัตว์มีชีวิต รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต มีเจตนาฆ่า พยายามฆ่า สัตว์ตายลง ผู้ใดทำครบองค์ 5 ก็ผิดศีล พระพุทธเจ้าอนุญาตให้กินได้แต่อุทิสสมังสะ (เดนสัตว์กิน) และปวัตตมังสะ (แก่ตายหรือตายเอง) เดนสัตว์กิน คือพวกสัตว์กินเนื้อ กินแล้วเหลือ อย่าไปแย่งมันนะ แล้วอีกอันหนึ่ง
ทำบุญแต่ได้บาป 5 ลำดับ 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 พระพุทธเจ้าว่า ถ้าได้ยิน หรือได้เห็น หรือสงสัย ว่าสัตว์นั้นจะถูกฆ่ามาก็กินไม่ได้ คือเนื้อนั้นไม่บริสุทธิ์โดยส่วนสาม กินไม่ได้ หลักฐานในองค์ปาณาติบาต 5 และหลักฐานในการทำบุญแต่ได้บาป 5 อย่างนี้ก็ชัดเจนเลย เพราะฉะนั้นทำอาหารเนื้อไปถวายพระจึงบาป บาปคือ อกุศลที่ติดอัตภาพเป็นวิบากผูกจองเวรกับสัตว์ที่ตายลงไป ส่วนบุญคือ การรู้จิตของเราว่ามันอยากฆ่าสัตว์ เราอ่านตัวที่อยากฆ่า ไม่เมตตา เราก็พยายามต้องมีเมตตาเอ็นดู ควรให้เจริญไปด้วยกัน ผู้นั้นเมื่อมีใจปรารถนาเช่นนั้นแต่ตนก็ปฏิบัติกับใจตน ถ้าใจเรายังอยากฆ่า หรือไม่เอ็นดูไม่ปรารถนาดีต่อสัตว์ก็อ่านอาการจิตแล้วกำจัดกิเลสให้ได้ ก็คือบุญ บุญคือเครื่องมือกำจัดกิเลส บุญไม่ใช่กุศล กุศลเป็นผลให้อาศัย มันช่วยให้เราสบาย ช่วยให้เราได้อันนั้นอันนี้ ทำให้เราได้ดี กุศลคือเครื่องอาศัย แต่บุญไม่ใช่เครื่องอาศัย บุญคือเครื่องมือปหานกิเลส เมื่อใช้แล้วกิเลสตายก็ไม่ต้องใช้บุญอีก บุญสมมุติว่าเหมือนมีดตัดขาดอันนี้ เมื่อใช้เสร็จแล้วก็ทิ้งไป งานจบแล้วก็สิ้นบาป บุญก็สิ้นด้วย จึงเรียกว่าผู้สิ้นบุญสิ้นบาปสำหรับอรหันต์ ปุญญาปาปปริกขีโณ บุญเหมือนเครื่องประหารหัวสุนัขของเปาบุ้นจิ้น พระอรหันต์คือ ผู้ไม่ทำบาปทั้งปวง จบแล้ว ก็ทำแต่ดี กุสลัสสูปสัมปทา เป็นคนมีประโยชน์ต่อโลกต่อคนอื่นอาศัยกุศล กุศลคือเครื่องอาศัย
_อ.เป็นต้น นาประโคน ถามว่า…ในประเทศไทยมีโรงฆ่าสัตว์อยู่ทุกจังหวัด พ่อครูว่า...จริงๆ แล้วเมื่อเอามิจฉาวณิชชา 5 มายืนยัน จะเห็นได้ว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธที่เหลวไหลมาก มีการค้าขายอาวุธ การค้าขายเป็นเรื่องฆราวาส ไม่ใช่เรื่องของภิกษุนะ ท่านห้ามไว้ ชาวพุทธต้องปฏิบัติไม่ให้เป็นมิจฉา มิจฉาวณิชชา 5 การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วิสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177) พุทธศาสนิกชนเดี๋ยวนี้ทำกันหมดเลยทั้ง 5 ข้อ รวยด้วย
_อ.เป็นต้นว่า ถ้าฆ่าสัตว์ในโรงฆ่าถือว่าถูกกฎหมาย แต่ถ้าฆ่านอกโรงฆ่าก็ผิดกฏหมาย และขอความกรุณาพ่อท่านอธิบายเรื่อง สุกรมัทวะ ที่สงสัยกันมาก พ่อครูว่า...สุกรมัทวะ แปลว่า เห็ดที่หมูชอบกิน สุกรมัทวะไม่ใช่เนื้อหมู แต่เป็นเห็ดหายาก เห็ดเนื้ออ่อนนิ่ม ทั้งคนทั้งหมูต่างก็ชอบกินเห็ดนี้ อาตมาทำหมู่บ้านชาวอโศกมาตั้งแต่ปี 27 เป็นหมู่บ้านชุมชนคนมีศีล จะบอกว่ายาก แต่อาตมาก็พาทำได้ จนเกิดหมู่กลุ่มหมู่บ้านแบบนี้ ศาสนาอิสลามเคร่งคัดตามวินัยเขาก็ทำได้สงบสุข คริสต์ก็ทำได้ตามแบบเขา แต่พุทธนี่ดีมาก แต่ว่าเสียได้ เพราะไม่บังคับ อิสรเสรี แต่อิสลามเขาบังคับเลย เด็กเล็กต้องศึกษาธรรมะของศาสดา ละหมาดวันละห้าครั้ง บังคับก็ยังได้ผล แต่ของพระพุทธเจ้าไม่บังคับเลย อิสรเสรีภาพ ก็เลยหย่อนยานตามใจกิเลส ผู้ใดปฏิบัติศีล 5 ได้ แม้แต่แค่กาย ใจยังไม่บริสุทธิ์ ใจกดข่ม ไม่ละเมิดกาย วาจา ทำได้ ฐานะของคุณจะดีขึ้น เราอบรมมาเยอะแล้ว แม้แต่แค่ไม่ติดอบายมุขอย่างเดียวเงินทองก็เพิ่มมากขึ้นแล้ว ไม่หลงแต่งตัวจัดจ้านแค่นี้เงินเหลือแล้ว พ่อบ้านแม่บ้านเป็นที่รักของลูก อบอุ่นเลย เงินเหลือ แค่ศีล 5 นี้ ฐานะดีขึ้นมาเลย เอาจริงให้ดี ถ้าไม่กินเนื้อสัตว์มันยากไปก็เอาแค่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร แล้วไม่พูดปด ถ้าไม่พูดปดได้นี่ยิ่งใหญ่ ไม่ติดในสุราเมรยมัชชะ เลิกสิ่งเสพติดมอมเมา ในของหยาบเรียกว่าสุรา ก็เลิกมา ไปเมาในการพนันสิ่งเสพติด เมาเรื่องกามจัดจ้าน เรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจัดจ้านก็ไม่เอา แบรนด์เนมก็ไม่เอาพอแล้วนั่นคืออบายชั้นต่ำ ไปหลงว่าชั้นสูงไฮโซคือชั้นต่ำ ถูกหลอกให้โง่ตามเขา ลดลงมาก็ทำในสิ่งเสพติดมอมเมาระดับกลางต่อมา แล้วมัชชะคือมอมเมาในรูปภพ อรูปภพ เราไม่เสพติดในทวารนอกแล้วเหลือแต่ทวารใน เรียนปฏิบัติไปตามลำดับ พระพุทธเจ้าว่าลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน อาหาร 4 กับคาถาสู้กิเลส _ตอนนี้กำลังฝึกการไม่ทานอาหารที่เป็นพิษร้อน ทำได้ 20 วันแล้ว อยากทราบว่าพ่อครูมีวิธีให้พลังใจให้เข้มแข็ง ไม่พ่ายแพ้กิเลสอย่างไร พ่อครูว่า ...ให้คาถา "เลิกให้ได้ ตายเป็นตาย" อาตมาขอท้าเลย ถ้าสู้กับกิเลส ใจแข็งเลยนะ กิเลสตาย คุณไม่ตาย แค่เลิกอาหารบางอย่างก็ไม่ตาย แต่กิเลสจะตาย นั่นแหละคาถา เอาให้ได้ ไม่ยอม “เลิกให้ได้ ตายเป็นตาย”
_พ่อครูช่วยอธิบายในการปฏิบัติอาหาร 4 ให้ถึงอรหัตตผล พ่อครูว่า… อาหาร 4 นี่ครบ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 1. กวฬิงการาหาร คืออาหารที่หยาบที่สุด คือคำข้าว พิจารณาอย่าไปติดรส อย่ากินเนื้อสัตว์ ต้องพิจารณา รู้ทันกิเลสก่อนจะกิน และอ่านกิเลสขณะกิน กิเลสมันอยู่ในเรื่องอาหารนี้เยอะ 2. ผัสสาหาร คืออาหารที่กำลังสัมผัส ทั้งอาหาร แก้วแหวนเงินทอง แม้เรื่องคน เรื่องกาม เรียนรู้กิเลสที่เกิดจากสัมผัส 3. มโนสัญเจตนาหาร ต้องอ่านเจตนา อ่านอาการจิตอกุศลทุจริตให้ได้ แล้ว เลิกตามขั้นตอน ไปเลิกทีเดียวทั้งหมดไม่ได้ ต้องทำตามศีลหรือกรรมฐาน มันจะอยากเสพติดอย่างไรก็ต้องอ่านแล้วเลิก 4. วิญญาณาหาร ต้องเรียนรู้นามรูป จิตเจตสิกต่างๆ ให้เรียนรู้ธรรมะสอง แล้วล้างกิเลสให้หมด ให้เหลือเนกขัมมสิตเวทนา อย่างเดียว แต่เราก็อยู่กับโลกเหมือนเดิม คนที่มีจิตโลกุตรจิตแล้ว ก็ไม่เกิดทุกข์ ไปกับมันได้ ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา ทุททสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา บัณฑิตเวทนียา จบ