590301_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สัจจะสามอย่าง.docx
เนื้อหาในไฟล์
590301_ พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครู สันติอโศก สัจจะสามอย่าง
พ่อครูว่า. ..วันนี้วันอังคารที่ 1 มีนาคม 2559 เทศนาที่สันติอโศก ห้องกันเกรา จะเป็นปีวอกหรือปีมะแมก็ว่าไป
สื่อธรรมะพ่อครู (พระสูตรอื่นๆ ที่สำคัญ) ตอน จูฬวิยูหสูตร สัจจะ 3 ประเด็น แต่ละคนกำหนดหมาย เข้าใจว่าคนนั้นกำหนดหมายเอาอย่างนี้อย่างนั้น ไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อนก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าขัดกับสิ่งที่เป็นคุณค่าต่อส่วนรวม ก็ค่อยว่ากันว่าอย่างนั้นไม่ควรนะ สิ่งที่เขาเห็นดีเห็นด้วยกันเป็นหมู่กลุ่มเป็น สมมติสัจจะ กันแล้ว มันก็น่าจะอย่าไปขัดแย้งเขา ทำให้ไม่ลงตัว ไม่สามัคคี เรื่องการขัดแย้งก็ย่อมมีกันในสังคมโลก ก็ต้องทำความเข้าใจ รู้จัก อยู่กันอย่างมีการปรับการบอก ทำความเข้าใจให้เปลี่ยนแปลง หากจะอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน ถ้าไม่ได้ก็ปล่อยให้ยึดถือไป ปนเปไป ถ้ามีมากจนขัดแย้งรวนเรปั่นป่วนวุ่นวาย ก็ต้องทำการลดให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะด้านการเมืองหรือด้านต่างๆ ในสังคม หรือแม้ด้านธรรมะ แม้ด้านศิลปะ ที่ควรเข้าใจกันอย่างสอดคล้องกลมกลืน แต่ถ้าไม่รวมลงเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกัน ก็ดูไม่สงบเรียบร้อยและไม่มีพลังที่ดี คำว่าสัจจะ พระพุทธเจ้าแยกเป็นสามประเด็น 1. สัจจะไม่มีในโลก 2. สัจจะมีหนึ่งเดียว 3. การยึดถือของคน ว่าอันนี้แน่นอนเที่ยงแท้จริงจัง สัญญายนิจจานิ 3 ประเด็นหลักนี้ยากจะเข้าใจ ถ้าเข้าใจแล้วที่ว่า สัจจะไม่มีในโลก ที่ถือว่าจริง แล้วเรายึดไว้ ก็อยู่ในข่าย สัญญายนิจจานิ กำหนดหมายว่าอันนี้แน่นอนไม่เปลี่ยน เที่ยงแท้ ของคนใดก็แล้วแต่ก็ยึดกันไป จะเหมือนหรือต่างกันบ้าง ยิ่งยึดต่างกันมากก็อยู่ยาก ไม่เรียบร้อย ถ้าคล้ายกันแล้วลงตัวเป็นมวลใหญ่ แต่จะไม่เหมือนกันไปหมดหรอก แต่เท่าที่ถือกันในหมู่ใหญ่ก็เป็นสัจจะหนึ่งเดียว แต่ถ้าข
อ่านต่อ
ัดแย้งมากก็ต่างกันมาก ก็ทำร้ายฆ่ากันเลยถ้าแย้งมาก ในจูฬวิยูหสูตร คนเข้าใจแล้วไม่ขัดแย้ง แล้วสามประเด็นนี้อันไหนดีสุด? ก็สัจจะมีหนึ่งเดียวดีสุด ก็ใช้สมมติสัจจะนี้ร่วมกัน มันก็อบอุ่นดี สามัคคีพร้อมเพรียง ไปมาด้วยกันเป็นสามัญญตา ร่วมไปด้วยกันได้ อันนี้ก็ดีที่สุด
วันนี้ตั้งใจจะเอาประเด็นของเด็กชายนโม (ไม้เมืองพุทธ กรุณา) ม. 1 สส.ฐ. ปฐมอโศก มาแสดงออกทางธรรม หลายทีแล้วแต่ละอันๆ เป็นการแสดงออกที่น่ามาขยายความสู่ผู้ใหญ่ฟังดู คือ อันแรกนี่เขาแสดงมา เขียนเป็นตัวหนังสือเขา
สื่อธรรมะพ่อครู (กรรม) ตอน ทำกรรมอย่างไรให้เกิดบุญ _การมองความสำคัญของเวลาแบบจิตที่มีโลกีย์สูง ผู้นี้จะเป็นผู้มองไม่เห็นค่าของเวลาที่เปลี่ยนทุกวินาที และที่สำคัญคือวินาทีที่ผ่านไป มีแค่ครั้งเดียวในชีวิต ซึ่งแน่นอน ผู้นี้ย่อมไม่รู้จักกับปัจจุบันอย่างแน่นอน ผู้นี้ย่อมไม่เจริญอย่างแน่นอน เพราะมีภพอยู่กับความไม่จริง ความไม่เที่ยงไม่แท้ไม่แน่นอน จิตจมอยู่กับอดีต และเพ้ออยู่กับอนาคต ไม่รู้ความจริงตามความจริง ผู้นี้ย่อมไม่มีสัจจะ มีแต่ความไม่รู้ และอวิชชา (ไม่เรียนรู้อัตตาในปัจจุบันและหลงในวิปลาส 3) การมองความสำคัญของเวลาแบบจิตที่เป็นโลกุตระ ผู้ที่ก้าวเข้าสู่เส้นทางของโลกุตระ ผู้นั้นย่อมเรียนรู้ศึกษาปัจจุบันที่เป็นสัจจะ เป็นความจริงอันสูงส่งของพุทธ ที่ทำได้ยากยิ่ง ซึ่งผู้ที่รู้จักกับปัจจุบันได้นั่นแหละคือ อาริยชนผู้เจริญ (โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์) ผู้นี้จะรู้สึกว่าเวลาบนโลกช่างเร็วเหลือเกิน เพราะรู้ว่าชีวิตนี้น้อยนัก ชีวิตนี้สั้นนัก และยังคิดที่จะพัฒนาให้จิตสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา เวลาของผู้นี้จึงเร็วกว่าปุถุชนที่หนาด้วยกิเลส เพราะผู้นี้อยู่กับปัจจุบันที่เป็นสัจจะเท่านั้น มีแต่ปัจจุบันที่จะสามารถสร้างกรรมได้ ดังนั้น ทุกเศษเสี้ยววินาทีคือบุญ ผมเข้าใจถูกไหมครับ (นโม ดช.ไม้เมืองพุทธ กรุณา ม.1 สส.ฐ.) พ่อครูว่า...อาตมาขอยืนยันว่า ทั่วไปไม่รู้จักคำว่า "บุญ" แม้แต่ธัมมชโยก็ไม่รู้จัก "บุญ" ได้แต่หลอกเขา เอาวิมานมาหลอกเอาเงินคนอื่น มีคนเขียนจดหมายไปลองของดูว่า พ่อตายแล้วไปวิมานไหน อ.ไม่ใหญ่ก็ทำนายชัดเลยว่าอยู่วิมานชั้นไหน กรรมทำได้แต่ปัจจุบัน ผู้ใหญ่นั้นรู้ไหม เหมือน ดช.นโม ที่ได้เขียนมา ในชีวิตเรามีเพชรนิลจินดา ผู้คน ต้นไม้ ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย นอกจากกรรมของเรา คุณทำกรรมชั่วก็เป็นของคุณ ทำกรรมดีก็เป็นของคุณ ต้องเข้าใจให้สัมมาทิฏฐิว่า กรรมแบบไหนเป็นกรรมที่สัมมาทิฏฐิ ทำกรรมอย่างไรจะเกิดบุญ บุญเป็นเครื่องมือตัดกิเลส เพราะฉะนั้นทุกกรรม คุณก็มีเครื่องมือตัดกิเลสไปด้วยทุกทีๆ ทุกกรรมคุณก็มีบุญ ทุกกรรมก็ได้ชำระกิเลสไป ฆ่ากิเลสได้หมดก็เป็นอรหันต์ สรุปคือคุณต้องสำคัญในกรรม ชีวิตคือกรรมกับกาละ นโมเขาเจาะลงไปเลยว่า กรรมคือกาละในปัจจุบัน แล้วรู้กรรม ใครสำคัญในกรรมกับกาละ ก็สังวรระวังแล้วเข้าใจให้ได้ อุบายเครื่องออกคือ เราจะไปสำคัญทุกกรรมสัมผัสทั้งหมด แล้วทำทั้งหมดไม่ได้ ไม่มีพลัง หลายอย่างยาก จึงเอาที่ต้น พระพุทธเจ้าก็ตั้งไว้แล้ว กรรมที่จะฆ่าสัตว์ ที่จะลักทรัพย์ เรื่องเพศ เรื่องพูดปด เรื่องอบายมุข นี่คือเบื้องต้น เมื่อทำได้แล้ว รู้จักสัมภาระการจัดทำ เมื่อกำลังกระทำ กำลังปฏิบัติ ทำทางกาย วาจา จริงๆ คือให้ใจเป็นประธาน เรียกมนสิกโรติ จับตัวเหตุ ทุกอย่างมาแต่เหตุ เหตุเป็นอำนาจเป็นพลังให้ทำ เป็นแต่เพียงเราไม่รู้ เพราะมันเร็วมันไวเป็นอัตโนมัติเป็นเองเลยตถตา กิเลสเป็นตัวบงการแท้ๆ คนก็จับตัวมันไม่ได้ มันมีอำนาจครอบงำเรา แล้วสั่งให้เราทำ จากจิตมาก่อน มโนปุพพังคมา ธัมมา แล้วมาออกทางกายกรรม วจีกรรม เราเองก็จะได้ผลนั้น เสร็จแล้วเราโง่ เกิดผลขึ้นมาเราก็ไปชอบใจกรรมนั้นที่เป็นบาป กรรมนั้นเป็นผลของกิเลส จนเกิดอารมณ์อย่างนี้ รสชาติอย่างนี้ ได้มาก็ดูดดึงในใจ ชอบใจชื่นใจผูกยึดไว้ ว่าต้องได้อย่างนี้ต้องเป็นอย่างนี้ ยึดไว้เป็นเราเป็นของเรา เช่น เห็นเงินก้อนนี้ budget นี้เรามีสิทธิ์จัดการ กิเลสในใจก็ขึ้นว่าอยากได้เลย เราก็รู้จิตตัวนี้แล้วก็ว่ามันไม่ใช่ของเรา ต้องอ่านให้ได้ มันไม่ใช่ของเราแต่อยากได้ ถ้าอยากได้ก็ทำอย่างสุจริต ยังไม่มีหนี้บาปอกุศลที่จะเชื่อมต่อมา แต่คุณก็ยึดเป็นเราเป็นของเรา นั่นแหละล้างยาก แม้แต่ตากระทบรูป ได้มาก็ชอบใจ แล้วก็พักยก แล้วจำไว้ในใจ เพื่อจะได้เสพอีกในอนาคต แล้วเกิดอาการไม่ชอบใจถ้าไม่ได้มา สะสมเป็นอัตภาพ ในอนุสัยอาสวะของเรา นี่เป็นวิชาการพระพุทธเจ้าที่จะสอน ที่สำคัญ ท่านสอนแล้วจะเกิดจริงเป็นจริงเมื่อมีสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ต้องดิ้นรนแสวง แต่จะพบ โลกธรรม สรรเสริญ เราก็รู้ได้ แม้จะละเอียดถึงอรูป ก็จะรู้ได้ ตามลำดับที่เรายังมีภพชาติอยู่ เราเรียนรู้แล้วไม่ได้หนีไป เกิดตากระทบรูป เป็นวัตถุอันนี้ มีกรรมกริยากระทบอันนี้ อะไรก็แล้วแต่ที่เรากระทบสัมผัสอยู่ ซึ่งเป็นของจริง ไม่ใช่นั่งคิดปั้นสร้างขึ้นมาเอง อย่างนั้นไม่ต้องเลย ปั้นมาเอง 2. มันไม่ใช่ของจริงเลย เป็นสัญญาความจำที่ระลึกขึ้นมา จำไม่พอนะ ยึดว่าเป็นเราเป็นของเราด้วย ยึดว่ามีอยู่ที่เรา เป็นสัญญา
สื่อธรรมะพ่อครู (นิยามชีวิต 5) ตอน พัฒนาการ อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ พ่อครูว่า…สัญญามันมีความจำ ความจำก็ไม่ใช่ของเรา แต่เป็นสภาวะอย่างหนึ่งที่คุณจำได้ และเป็นพลังงานชนิดนึงของแต่ละอัตภาพที่ต้องมี เริ่มตั้งแต่เป็นพีชนิยามเป็น self เป็นตัวของมันแล้ว มันยึดเอาและจะสร้างความเป็นตัวของมัน เรียกว่า self แล้วมันอยู่ได้ยืนยาว ไม่ยอมสลายอัตภาพง่ายๆ พีชะก็ตาม แต่ถ้าอุตุนิยามไม่ได้ยึดตัวตน แต่เป็นเหตุปัจจัยดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วเกิดเป็นธาตุฟิสิกส์ ความร้อนแสงเสียงไฟฟ้า แล้วมีพลังงานทำลายหรือสลาย ดูดหรือผลักเท่านั้น รวมเป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น เป็นธาตุหนัก ส่วนสัมผัสแล้วกระจายหายไปเป็น ฟิชชั่น แต่พอเป็นจิตนิยามแล้วมีรายละเอียดมากขึ้น เป็น ish คือจาก self เป็น selfish คือต่างกันเป็นลิงคะ มีอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ รวมเป็นสามรวมกันอย่างเหนียวแน่น แต่มีตัวแยกเพศ ว่า I คือไอ คือฉัน แล้ว s คือ she และ h คือ he อีก ก็ชักทะเลาะกันในที เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ มีอะไรใหม่ ก็แย่งมาเลย แย่งมาให้ I แล้ว she กับ he มันเอาไหม ก็จะเอาด้วย แต่ I มันเป็นใหญ่จะเป็นหลักต้น ในภาวะสาม กำลังของภาวะหนึ่งเป็นเอก อีกสองอันก็จะมาทีหลัง ถ้ามีอะไรใหม่ที่สี่มาก็เข้ากับ หนึ่ง แต่ถ้าเป็น self จะไม่แย่งไม่ยึดเป็นตัวกูของกู แต่รวมเป็นกูเป็นอันเดียวกัน แต่พอเริ่มมีอันใหม่ จะเห็นแก่ตัว ก่อนที่จะแสดงเดชออกจากตัวอื่นอีกทีหนึ่ง นี่คือพัฒนาการที่ละเอียดลึกซึ้งมาก เกิดจากพลังงานรวมตัวเป็นสสาร แล้วก่อเกิดตัวตน มีอัตโนมัติหรืออัตตา ตั้งแต่เป็นพีชะ จนมาเป็นสัตว์ เรียกว่าพลังงานนั้นว่าจิตหรือวิญญาณ จิตนิยามที่ไม่มีปัญญาที่ไม่รู้กรรม คืออเวไนยสัตว์สอนไม่รู้เรื่อง จนพัฒนามาเป็นมนุโส เป็นจิตสูงก็เรียนรู้กรรมได้ มีพัฒนาการมา กว่าจะมีพลังความฉลาดของปัญญาที่จะรู้จัก เริ่มต้นตั้งแต่อะไรดีหรือไม่ดีอยู่ในสังคม ดีกับไม่ดีเกี่ยวกับสังคมเป็นหลัก คุณเกิดมาจะอยู่เดี่ยวเลยอยู่ไม่นานก็ต้องตาย ถ้าอยู่ก็ต้องเกี่ยวกับคนอื่น สัตว์อื่น เป็นอะไรที่ต้องสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้ ความรู้หรือธาตุจิตจะค่อยเจริญ แล้วค่อยสังเคราะห์กันไป เกิดผลักกับดูด เมื่อมีอัตโนมัติ มีสัญญา พีชะมีสัญญากับสังขาร กำหนดรู้อะไรแล้วเอามาเป็นตัวมัน มาเป็นสัตว์ก็มีเวทนามีจิตวิญญาณ ตั้งแต่เริ่มต้นก็เริ่มมีตัวตน มีความชอบหรือชังเพิ่มขึ้น นิดนึงเท่าไหร่เมื่อไหร่ไม่รู้ เมื่อเป็นสัตว์มีหลายเซลล์ขึ้นมาก็จะเห็นว่าแย่งกันทะเลาะกัน แรกๆ มันก็รับแค่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม กับพืช แต่ต่อมาเลยเถิดเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม สัตว์ แล้วสัตว์ด้วยก็เกิดเบียดเบียนกัน พืชไม่มีชอบหรือชัง ไม่มีเรากับเขา ไม่มี selfish พืชแม้จะกินสัตว์มันก็เอาธาตุนั้นเท่านั้นจากสัตว์ที่ตายแล้ว มันจะไม่เป็นภัยกับใคร แต่เริ่มเป็นสัตว์ขึ้นมาเป็นแบคทีเรียก็กินตัวเราภายในได้ นอกตัวเรามันก็กิน ก็ชักเป็นภัย ตั้งแต่ตัวน้อยๆ ก็เป็นภัยคือเชื้อโรค แต่มันไม่รู้หรอก โทษมันไม่ได้ ถ้าเป็นภัยก็ทำลายอย่างเดียวเลยถือว่าบาปไม่ได้ พระพุทธเจ้าว่ามันเล็กมาก อย่างเชื้อโรคนี่ มันไม่มีธาตุที่เป็นกรรม ผูกพยาบาทไม่ได้ สัตว์เล็กมากเกินไป ก็นิดๆหน่อยๆ ฐานความจำสัญญาในตัวมันไม่พยาบาทผูกพันมากได้ ก็ยังไม่สูงส่งอะไร จนมันพัฒนามากขึ้น ค่อยยึดถือเป็นของเราเป็นเขาก็มีดูดผลักมากขึ้น เห็นแก่ตัวจัดขึ้น selfish จนกระทั่งมีศาสดารู้ว่า สัตว์เดรัจฉานที่ไม่เห็นแก่ตัวจัด ก็มีแต่กินกับอยู่เท่านั้น ไม่สะสมเป็นเราเป็นของเรา เบ่งอำนาจรวบมาเป็นเจ้าโลก ไม่มีตัวไหนทำ มีแต่มนุษย์ แล้วยิ่งเห็นแก่ตัวจัด ก็ยิ่งต่ำยิ่งร้ายแรง แล้วจะฉลาดที่จะประกอบกรรม อวิชชาไม่รู้จักกรรม ไม่รู้ว่าที่เราทำเป็นภัยต่อผู้อื่น เห็นแก่ตัวอย่างไร อเวไนยสัตว์ไม่รู้เรื่อง พอเริ่มต้นเป็นผู้รู้ เป็นศาสดา ตนเองไม่ทำกรรมไม่ดี ศาสนาหลายศาสนามีแต่ลงนรกกับขึ้นสวรรค์น้อยๆ มีวิบากแคบๆ ไม่ซับซ้อน จนมีศาสนาที่รู้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้คลายความยึดติดง่ายๆ เลย ขั้นแรกจะรู้ขั้นโลกีย์ ยังเสียสละช่วยคนอื่น ดีกว่าที่เราจะเห็นแก่ตัว ถ้าเรามีกรรมทำแล้วมีผลผลิตเป็นสิทธิของเรา เช่น จับจองที่ดินที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพราะโลกใบนี้เป็นของส่วนกลาง ถ้าเราใช้สิทธิ์ของเราให้คนอื่นได้นี่คือคุณค่า ปราชญ์หรือศาสดาจะรู้จักสิทธิ์ของเราแล้ว เผื่อแผ่สิทธิ์ของเราให้คนอื่น มีการให้การเสียสละแบ่งปันคนอื่นเพิ่มขึ้น สัตว์เดรัจฉานที่ไม่ได้พัฒนามีปัญญาพอ แล้วมีวิบากกลับไปเป็นเดรัจฉาน แต่สัตว์หลายตัวรู้ตอบแทนคุณคน ก็คือเคยเกิดเป็นมนุษย์มาแล้ว ได้กลับเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้าสัตว์ที่ยังพัฒนาตนเองก็จะรู้จักให้แก่ตัวเอง อย่างเก่งก็ช่วยลูกของมัน เพราะเป็นธาตุที่แยกจากร่างของมัน มันจะมีสัญชาตญาณ แม้สัตว์เล็กจะรู้ว่า นี่ DNA ของอั๊วเองนะ แยกออกมาเป็นชิ้นต่างๆ พอเป็นผู้มีปัญญาจะรู้จักกรรม แล้วก็จะรู้ไปตามลำดับ คือธรรมะ เป็นสิ่งที่อยู่ ศาสดาบางท่านจะไม่รู้ว่าทรงอยู่อย่างไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร อธรรมไม่ให้เกิดอย่างไร แต่สิ่งที่ทำแล้วสะสมแล้วเป็นทรัพย์เป็นวิบาก สิ่งที่เป็นอัตภาพของแต่ละคนออกฤทธิ์ออกผล ก็จะรู้ถึงอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์สะสมพลังพวกนี้ ถ้าสะสมสิ่งไม่ดีก็ได้วิบากไม่ดี จึงสอนให้สะสมแต่สิ่งที่ดี ศาสดาเริ่มรู้กรรม เรามีกรรมเป็นทายาทเป็นเผ่าพันธ์ ถ้าเป็นพันธ์ุสัตว์นรกแล้วเราไม่รู้ ก็จะต่อนรกไปเรื่อยไม่จบ ต้องไม่ทำ ถ้ามีแล้วต้องหาเอาเชื้อที่เป็นตรงข้าม กุศลให้มันกัน ที่สะสมเป็นกุศลอกุศลแล้วมัน ไปไหน หลายศาสนาบอกว่าอำนาจกรรมดีไม่ดีที่ทำแล้วล้างกรรมได้ ล้างบาปได้ ไม่ใช่ เป็นแต่เพียงกรรมที่ทำแล้วลบล้างไม่ได้ ของใครของมัน พระพุทธเจ้าก็ล้างให้ใครไม่ได้
ผู้ที่เป็นสังฆราชยังไม่รู้ว่ากรรมนี้ล้างไม่ได้ แต่ว่าทำผิดแล้วปลงอาบัติได้ แท้จริงโดยกรรมมันเป็นแล้ว ทางกฎหมายว่าเป็นกรรมที่ทำสำเร็จแล้ว รับโทษตามนั้น ถ้าโทษตามศาสนา กรรมที่ไปเอาของเขาเกิน ห้ามาสก ก็ปาราชิกแล้ว ลบล้างไม่ได้แล้ว แต่ถ้าไม่ถึงห้ามาสกก็ไม่ถึงปาจิตตีย์ แต่กรรมเป็นแล้ว ได้วิบากแล้ว แต่ปลงอาบัติคือมาสารภาพว่าจะไม่ทำอีกเท่านั้นเอง แล้วยิ่งเป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ไม่ใช่แค่สารภาพว่า ไปเอาของที่ไม่ใช่ของตน มาโดยไม่ควร ก็ต้องคืนของนั้นไปด้วยสละออกไปด้วยจึงปลงอาบัติตก ความรู้เช่นนี้ยังไม่มีแล้วจะไปเป็นสังฆราช ผู้ออกบวชต้องโภคขันธาปหายะ กับญาติปริวัตตังปหายะ คือมีทรัพย์สินอะไรให้สละออกหมด มีสามีภรรยาก็ต้องเซ็นหย่าให้หมด เป็นข้าราชการไม่ได้ ถือว่าเป็น ราชะภะโต แต่นี่มีอัตราเงินเดือนพระเลย ก่อนบวชเขาก็ต้องถามแล้วว่าเป็นราชปัตโตหรือไม่? แต่เขาก็ทำกันเต็มเลย อาจโมเมว่าสิกขาบทเล็กน้อยละเมิดได้ ทั้งที่เถรวาทนี้ไม่เลิกอะไรเลยในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ตอนสังคายนา พระอานนท์ว่าอาบัติเล็กน้อย พระพุทธเจ้าว่าให้เลิกได้แต่ว่าตกลงในการสังคายนาว่าไม่ให้เลิกเลย ในกฏเกณฑ์ของพระพุทธเจ้ามีสติวินัย อย่างสงฆ์อโศกก็ยกให้อาตมา ยกสติวินัยให้แล้ว ก็ต้องมีความซ้อนในระเบียบวินัยอีก อย่างในหลวงก็ต้องมีข้อยกเว้นให้
สื่อธรรมะพ่อครู (อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 พ่อครูว่า…ขอย้ำอีกว่าศาสนาพุทธเป็นโลกุตรธรรม หลุดพ้นจากความเป็นคนสามัญกับโลกๆ เขา อยู่เหนือความเป็นคนสามัญธรรมดา จึงเรียกว่าคนเหนือโลก เหนือโลกีย์ แต่ก็จะมีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ มีทรถะ ไม่ถึงกิลมถะที่มีเศษส่วนแห่งมานะอุทธัจจะ อวิชชา อนาคามีขึ้นไป แต่ไม่ได้เป็นโทษภัยกับใครคนอื่นแล้ว มีแต่ทำประโยชน์แก่คนอื่น อนาคามีจะชัดเจนว่ามีแต่ พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ มีแต่ทุกข์สำหรับตนเอง ยิ่งอรหันต์ก็หมดทุกข์ในตนเอง มีกายปาคุญญตา เวทนา สัญญา สังขารทำงานคล่องแคล่วเร็วไว ยิ่งบรรลุยิ่งจิตสว่าง มีสัปปุริสธรรม 7 ประการ แน่แท้ ทำงานกับโลกได้ดี ชัดเจนอย่างกลมกลืนในสิ่งที่ต่างกัน คนมีศิลปะโลกุตระสูง ก็จะจัดองค์ประกอบสิ่งที่ต่างให้อยู่รวมกันได้อย่าง มหาปเทส 4 ที่เป็นปัจจุบันธรรม มีสัปปุริสธรรม 7 ในสัปปุริสธรรมพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว แต่ในนั้นมีข้อความที่พระพุทธเจ้าให้ตัดสินเองในปัจจุบันตามยุค ตามเวลา โอกาส สถานที่ประกอบมันไม่เหมือนเดิม เช่น ยุคนี้ควรมีแว่นตา มีรถยนต์หรือไม่ อย่างอาตมานี่เขาบอกว่านี่รถพ่อท่าน อาตมาจุกทุกที ชื่อของอาตมาเป็นเจ้าของทะเบียนก็ไม่มี กลัวด้วย อย่าเชียวนะ รถญาติโยมเห็นแล้วว่าเดินอย่างยุคพระพุทธเจ้านั้นไม่ทัน เล่าตั้งแต่อดีตอาตมาไม่เอานะ จะให้ขึ้นเครื่องบินมันแพง อาตมาไม่ได้ยึดติดเป็นของตน แต่เท่าที่เห็น คนที่ยึดว่านี่ที่ดินของตน รถของตน สมบัติพัสถานใดก็ใส่ชื่อของตนไว้ ทั้งที่มาบวชให้มาโภคขันธาปหายะ ไม่ได้ว่าใครนะ แต่เป็นปรากฏการณ์จริง ก็ต้องตำหนิสิ่งควรตำหนิ ยกย่องสิ่งควรยกย่อง ศาสนาพุทธเป็นศาสนาช่างตำหนิ ต้องตำหนิมากกว่ายกย่อง เป็นสิ่งที่ควรสร้างสรร สังคหะคือการตำหนินี่แหละ ตำหนิแต่ตำหนิให้คนรับได้ สำนวนท่านว่า ทำคำตำหนิให้เป็นของควรดื่ม อันนี้แหละเป็นปิยวาจา ตำหนิให้เขาดื่มคำตำหนิได้ ถ้าไปชมให้เขารับได้มันไม่มีฝีมือหรอก ประเล้าประโลมยกยอปอปั้นหลอกกันด้วย น่าเกลียด นักสั่งสอนจริงๆ คือนักตำหนิให้เขาดื่มคำตำหนิได้ คือปิยวาจา เป็นคำพูดที่ควรน่ารักน่านับถือ สิ่งที่ดีเป็นนิสัยเป็นวิสัยของคุณที่ทำอยู่แล้วก็ไม่ต้องพูดถึง แต่สิ่งไม่ดีที่แรงร้ายควรรีบบอก เหมือนมีผ้าชุบน้ำมันลุกเป็นไฟอยู่บนหัวควรรีบเอาออก ยิ่งมากยิ่งแรงยิ่งต้องบอกให้รู้ ยิ่งรีบตำหนิ แต่ทำดีไม่ต้องไปพูดหรอก ไม่เป็นโทษภัยกับใคร ไม่ต้องไปเอาออกด้วย แต่สิ่งไม่ดีต้องรีบเอาออก อย่างอาตมาไม่ไปพูดชมเชยอะไรมากมายหรอก เขารู้เข้าใจก็ไม่ต้องพูดซ้ำ แต่สิ่งชั่วที่หนาด้านต้องตอกย้ำ ซ้ำทวน วันๆ ยกค้อนปอนด์ไม่รู้กี่ที หวดตูมๆๆ ทั้งด้านทั้งแข็งทั้งหนา แต่อาตมาไม่มีทางเลี่ยง ก็ต้องทำด้วยเต็มใจยินดี เหนื่อยมีแต่ไม่หน่าย เพราะเห็นเป็นกรรมที่ควรทำ เป็นหน้าที่เป็นงานของอาตมาเลย
สื่อธรรมะพ่อครู (กรรม) ตอน การทำกุศลนับอย่างไร _อีกอันหนึ่งของดช.นโม คำถามดช.นโม การทำกุศลนี่นับอย่างไรครับ นับจำนวนหรือนับครั้ง หรือนับที่ใจ พ่อครูว่า... กรรมที่เป็นกุศลนั้นมีทั้งกาย วาจา ใจ แต่ใจเป็นประธาน เหมือนกับเราไม่ได้สั่งการให้พูดหรือทำเช่นนี้ แต่มันมากับพลังงานต้นรากจากสัญญาเลย คือจากสัญชาติ เรียกว่าสัญชาตญาณ คือสิ่งที่เกิดแล้วเป็นสัญญาอยู่ในใจ แล้วมันเป็นอัตโนมัติ เป็นวิสัย มันยิ่งกว่านิสัย ไม่ต้องรู้ตัวมันก็มีตัวเจตนา คือ ในนามธรรมมีเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ตัวเจตนา มีโดยสัญญามันคบกัน กำหนดหมายให้ทำถ้าถึงเวลานะ จากต้นรากของจิตที่มันเป็นอนุสัย ...ถึงเวลาแล้วสั่งให้ทำกาย วาจาเช่นนี้ บางคนสั่งให้เป็นวจีกรรมโดยไม่รู้ตัวเรียกว่าละเมอ แต่ตัวสัญญากับเจตนามันสั่ง ตามสัญญากำหนด แล้วก็มีจุดหมายไป แล้วก็ทำงานเป็นกายกรรม วจีกรรม ถามว่า กรรมนับอย่างไร อย่าไปนับมันเลย กุศลอย่าไปนับมันเลย เรารู้ว่ากุศลก็ทำเลย นับไม่ไหว อกุศลก็นับไม่ไหว แต่อย่าทำเลย ไม่ต้องเสียเวลานับ ขอให้กำหนดชัดว่ากุศล ทำให้ดีที่สุดเลย
สื่อธรรมะพ่อครู (ปกิณกะ_ตาย) ตอน ฝันหลังตายคืออย่างไร _ของดช.นโม อีกอัน… การตายคือการนอนหลับ แล้วฝันไปแบบไม่ตื่นใช่ไหมครับ... พ่อครูว่า…ถ้าไม่ตื่นเลยก็อันนั้นแหละคือการตาย แล้วจะจริงกว่าตอนเป็นๆ อีก เพราะตอนเป็นๆ มีอวัยวะแชร์พลังงานจิต รับพลังงานนั้นมาปรุงแต่ง แต่ตายแล้วไม่มีอาการ 32 เป็นตัวฝันแท้ๆ เต็มๆ ขนาดตัวตอนเป็นๆ ก็ฝันเพ้อไปตามเรื่องแล้วก็สับสน เวลามันจริง ตายไปแล้วจึงจริงกว่า เพราะทุกข์สุขขณะเป็นๆ เท่านี้ ตายไปแล้วมากกว่าเป็นร้อยเท่า อย่างน้อยก็มากกว่า 32 เท่า เพราะคุณหมดอาการ 32 แล้ว มีแต่อาการ 33 แล้วอยากให้ได้ดาวดึงส์ แต่จะได้หรือ? เพราะไม่สามารถสร้างได้ให้เป็นแก่นแกน จริงๆ แล้วก็สร้างไม่ได้ เพราะสิ่งที่ทำเป็นอดีต ตายไปแล้วมีแต่ปัจจุบัน คุณอยากสุข มันเป็นสุขทางทวารนอกเป็นหลัก คุณหลับตาแล้วก็ปั้นอะไรเสพไป มันก็ไม่ใช่รสชาติสมบูรณ์แบบหรอก เอาแต่นั่งปั้นวิมาน แล้วก็กินข้าว กินน้ำ กินอาหาร แม้แต่กินก็ยังเสพในนั้นอีกเยอะ ถ้าศึกษาก็ตัดแต่อาหาร แม้เรื่องอาหารเรื่องเดียวทำให้เป็นอรหันต์ได้เลย การปฏิบัติไม่ผิด 3 ประการ กิเลสอยู่ในอาหารการกินนั้นแหละ สรุปแล้วแม้ฝันเป็นเรื่องอนุสัยธาตุ แล้วอนุสัยนี้มันเกิดมาเป็นฝัน ฝันนอกจากจะเพ้อพกไปตามอดีต มันยังคิดใหม่ได้เป็นสัญญา ถ้ามีปัจจุบันมีทวารนอกดึงออกไป มันจะฝันปรุงมากขึ้น แต่ถ้าตายไปแล้วไม่มีทวารนอก จะจมปรุงในสัญญาเยอะ หรืออนุสัยที่ยึดไว้แล้วก็มีสัญญาอยู่ในนั้นด้วย มันก็จะทำงานกันเต็มไปหมด สรุปคือคำถามนี้คมมาก ที่ว่า การตายคือการนอนหลับ แล้วฝันไปแบบไม่ตื่นใช่ไหมครับ?
สื่อธรรมะพ่อครู (พิธีกรรม) ตอน สวดมนต์อย่างไรให้เกิดประโยชน์ _อีกข้อหนึ่ง เมื่อวานได้คุยกับญาติผู้ใหญ่ที่เชื่อแบบเทวนิยม เขาก็ว่าต้องทำการสวด ถ้าไม่สวดวิญญาณจะไม่สงบ การจัดงานศพแบบนี้ไม่ถูกต้อง เอาแต่พูดเทศน์จะได้อะไร ผมก็สงสารเขา ก็บอกว่าเอาแต่สวดจะเกิดประโยชน์อะไร เอาเวลาไปทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่า ผมก็ยิ่งสงสารผู้นั้นอีก จึงอธิบายต่อว่า การที่สมณะมาเทศน์หน้าศพเป็นสิ่งที่ดีทีสุดแล้ว อาม่าก็ได้กุศล คนที่ได้มาก็ฟังสัจธรรมที่แท้ ผมพูดไม่ทันจบเขาดุแล้วก็เดินหนี ผมก็ยิ่งสงสาร ผมไม่มีจิตโทสะ ผมทำถูกใช่ไหม (พ่อครูว่าถูกแล้ว) แล้วผู้นี้เป็นผู้อวิชชามากใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...ใช่แล้ว ถูกต้องที่สุด พ่อครูว่า...ยังมีคนอวิชชาอย่างนี้มากหลายกระบุงโกย ไอ้หนูคนนี้ สัมมาทิฏฐิพ้นอวิชชาไปหลายกระบุงเลย ที่บอกว่าการสวดนี่แหละ เทวนิยมไม่อธิบายมากหรอก สมมุติว่า สวดในงานศพ ถ้าการสวดนั้นเอาธรรมบทมาสวด สวดงานศพส่วนมากก็สี่รูป แต่ถ้าเอาธรรมบทอย่างอภิธรรมมาสวดตั้งแต่สองรูป ให้ฆราวาสฟังนี้ก็อาบัติเต็มๆ เลย พระพุทธเจ้าว่าเอาธรรมโดยบทมากล่าวต่อหน้า อนุปสัมบันก็ต้องอาบัติจิตตีย์ ถ้าเราสวดเพื่อรักษาคำสอนไว้นี่ ก็ดีสำหรับเผยแพร่เรียนรู้เข้าใจ แล้วจะได้ทำตามคำสอนธรรมบทของพระพุทธเจ้า ก็เกิดประโยชน์ ธรรมบทต่างจากประณามคาถา ซึ่งประณามคาถาคือคำยกย่องบูชาพระรัตนตรัย ก็สวดพร้อมกันได้ไม่เป็นไร ชักชวนกันมาสวดกันให้มากก็ดี แต่ทำไมพระพุทธเจ้าไม่ให้เอาธรรมบทไปสวดพร้อมกัน เพราะว่าศาสนาอื่นลัทธิอื่นมีสวดกันอยู่แล้วทั่วโลก ศาสนาพุทธจะไปทำทำไม แต่ตอนนี้ก็สวดจังเลย ถือว่าได้กุศลได้เจริญ การสวดธรรมบทของพระพุทธเจ้าคือจับกังแบกลังทอง คนที่สวดนี้ไม่ได้ประโยชน์จากการสวดเลย ไม่ได้ทองเลย ได้แต่ค่าจ้างแบกทอง เอาธรรมบทไปสวดแล้วรับค่าจ้างคือจับกังแท้ๆ อย่างน้อยสวดแลกอาหาร อย่างดีเอาไปบรรยายไปเทศน์ แล้วเขาให้อาหารก็ไม่เชิงรับจ้าง เป็นการทำประโยชน์แก่กันตามควร เราให้ธรรม เขาก็ให้อาหาร มีทายกและปฏิคาหก ก็ใช้ได้ แต่นี่จะเกณฑ์กันสวดข้ามปี กันเป็นล้านคน ซึ่งมันออกนอกไปไกลเลย จะไปแต่หลงการสวดมนต์ มิจฉาทิฏฐิออกนอกรีตไปไกลเป็นโทษ พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้ทำเว้นขาด ไม่ได้มาฉีกหน้าเอามาว่านะ แต่กำลังพูดพุทธศาสนาตามภูมิ ถ้าจะสวดเพื่อจำบทมนต์แล้วเอาไปปฏิบัติแล้วสอนต่อนี่ดี แต่อย่าเอาไปใช้เป็นเครื่องมือหากิน แล้วทำเป็นเครื่องหลอกให้เกิดสิริมงคล ทั้งที่ไม่รู้ว่าสิริมงคลคืออะไร สิริมงคลคือมีปัญญาเข้าใจเนื้อหาของบทมนต์ ว่าสิ่งนี้เป็นอกุศลควรเลิก ศีล 5 นี้ควรทำอย่างไร ควรเลิกอะไร แล้วก็ทำตาม พยายามอรติ วีรติ ปฏิวีรติ อย่างนี้บทมนต์นั้นจะขลังได้ประโยช์ ถ้าจะสาธยายก็ไม่ต้องสวดเป็นทำนองเกินกาล แต่ให้สวดทีละคน อธิบายทีละคน
พ่อครูว่า… ศาสนาหรือธรรมะกับการเมืองอันไหนสำคัญกว่า ถ้ามีแต่การเมืองแต่ไม่มีธรรมะนั้น ฉิบหาย แต่ถ้าคนมีแต่ธรรมะแม้ไม่มีการเมืองก็อยู่ได้ ถ้าจะปฏิรูปประเทศ ต้องปฏิวัติอันนี้ยิ่งกว่าการเมืองเลย แต่ไม่เห็นความสำคัญ เมื่อจะทำการเมืองให้เปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนธรรมะด้วย การเมืองตอนนี้มีอำนาจพอจะจัดการธรรมะได้ และย้ำเลยว่าต้องทำ คุณจะปฏิวัติการเมือง ต้องปฏิวัติศาสนานี่ แล้วการปฏิวัติการเมืองจะดีขึ้นง่ายขึ้น ได้ผลดีกว่าที่ทำ ถ้าไม่ทำหนักกว่านี้ ถ้าการเมืองแพ้ธรรมะ เชื่อไหมว่า คณะเจ้าคุณเมธีธรรมาจารย์ ซึ่งบางคนตั้งให้ว่าเป็นแก๊งโจรเหลือง แล้วแก๊งนี้เชื่อมโยงกับการเมืองเสื้อแดงไหม ? จะต้องปฏิวัติอย่างไรสำคัญอย่างไร ถ้าปฏิวัติแล้วไม่จัดการอันนี้แล้วไม่ได้เลย เพราะเป็นรากฐาน อันนั้นเขาเคารพนะ มีอิทธิพลหลายอย่างด้วย ถ้าไม่ตัดไฟแต่ต้นลมไปไม่ออกเลย อาตมาไม่ได้ยุแยงนะ แต่พูดสัจธรรมสู่ฟัง ตามควร ตามภูมิอาตมา
_คนเขียนมาว่า...มีผู้สูงวัยกำลังนิยมซื้ออาหารกระป๋องธัญพืช ที่นพ.ท่านหนึ่งที่เคยมาออกบุญนิยมทีวี ก็นิยมมากก็ซื้อจำนวนมากก็เลยเหลือราคาลดลง อยากให้รู้ว่า ธัญญพืชกระป๋องมีคุณค่าอาหารมากกว่าอาหารสดใหม่ ที่ชาวอโศกปลูกเองตอนนี้ เป็นไปไม่ได้ ชาวอโศกมีพืชถั่วงาแต่กลับนิยมอาหารกระป๋อง อยากให้ครัวกลางปรุงให้เอื้อผู้สูงวัย เด็กนร.แต่ละแห่ง ให้ย่อยง่ายดูดซึมง่าย จะได้ไม่ส่งเสริมทุนนิยม พ่อครูว่า...ก็ขอบคุณที่ให้ข้อมูลมา ...จบ