590304_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จริงแท้ที่สุดอยู่แค่จุดปัจจุบัน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590304_ พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครู บ้านราชฯ จริงแท้ที่สุดอยู่แค่จุดปัจจุบัน

พ่อครูว่า… วันนี้วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2559 แรม 11 ค่ำเดือน 3 ปีวอกหรือปีมะแม ที่ราชธานีอโศก ก็แล้วแต่ใครจะเอาปีไหน โลกนี้ก็มีการยึดมั่นถือมั่นกันไป เราก็เข้ามาสู่รายการพุทธศาสนาตามภูมิ อาตมาก็จะว่าไปตามความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ ด้วยความปรารถนาดี มีภูมิเท่าไรก็สาธยายไป มั่นใจว่าจะไม่ขบถต่อศาสนา ไม่ขบถต่อธรรมะเท่าที่เราจะมีภูมิ ที่จะมาประกาศสืบสานศาสนาของพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรที่นอกเหนือไปจากความจริงที่มีเจตนารมณ์นี้ ผิดหรือถูกอาตมารับผิดชอบทุกประการ ซึ่งตั้งใจว่าจะไม่ให้ผิด ใครเห็นผิดก็กรุณาท้วงติง มาตรวจสอบกัน ทำมาอย่างไม่สงสัยลังเลเลย ทำมาตั้งแต่มาบวชได้ 45 ปี ปีที่ 46 ก็เห็นผล เริ่มต้นจากสามเส้าของ 15 เลย เข้าสู่ทศวรรษที่ 5 แล้วก็ยิ่งชัดเข้าไปใหญ่ เกิดการสังเคราะห์อย่างมาก ผู้ที่มีภูมิปัญญาเข้าถึงจะเห็นว่ามันสนุก ผู้ที่มีภูมิปัญญาไม่ถึงจะรู้สึกหวาดเสียว รู้สึกจะพาเสียหายได้ มันเป็นได้ทั้งสองนัย ไม่เสียก็ดีทั้งนั้นมีสองสภาพ แต่แท้จริงแล้วตามภูมิปัญญาอาตมา มันเอนเอียงไปทางที่ดีขึ้น ดีวันดีคืน มีทั้งตัวแกนหลัก และมีตัวปฏิสังเคราะห์กัน คือมีตัวพระเอกกับผู้ร้าย

มาตอบปัญหาและ sms _ มีคำถามสสธ.ม.1 กราบนมัสการค่ะหลวงปู่ 1.หลวงปู่เคยกลัวบาดเจ็บไหม? พ่อครูว่า… ตอบเป็นสัจจะสองขยัก ตอบตรงๆ ก็กลัว ถ้าใครเอาบาดเจ็บมาให้ไม่สนุกหรอก แต่ถ้าเห็นว่าจะบาดเจ็บแล้วกลัวไหม ก็ไม่กลัว เจ็บก็คือเจ็บ จะบอกว่ากลัวมั้ย ก็เป็นสัญชาตญาณของคน เราไม่มาโซคิสม์นี่ เราต้องหลบเลี่ยงไม่ให้เกิดบาดเจ็บกับตนเอง มันไม่ดี อะไรไม่น่าจะให้เกิด

_ 2 . ทำไมถ้าถึงยุคแย่ๆ พระพุทธเจ้าไม่มาคะ แต่ถ้ามา ทำไม ไม่ให้พระโพธิสัตว์มาแทน

อ่านต่อ

พ่อครูว่า… มีสองแบบ แบบหนึ่งแย่จริงๆ พระพุทธเจ้ามาแล้วเสียของ ไม่มาหรอก พระพุทธเจ้าจะมาต้องไม่แย่เกินไป อย่างยุคพระสมณโคดมนี้แย่แล้ว แต่ไม่แย่จนเสียของ พอช่วยได้ ท่านก็ต้องตัดสินตรวจสอบว่าจะสร้างศาสนาได้ไหม แล้วก็ให้พระโพธิสัตว์มาแทนแล้วนี่ไง

_3.เขา(พระข้างนอก) พูดว่า พระพุทธเจ้ารู้แจ้งแล้ว แต่ไม่รู้จะสู้กับมาร หรือช่วยคน ท่านจึงนั่งเข้าสมาธิเพื่อถามพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ว่าจะทำอย่างไร? พ่อครูว่า ...พระพุทธเจ้าไม่ต้องเข้าสมาธิถามใครหรอก ท่านจะรู้ทันทีไม่ต้องถามใคร ท่านเป็นเจ้าแห่งธรรมะแล้ว ไม่มีใครให้ถามแล้ว ที่ถามมานี้คือผู้ไม่มีความรู้ หรือรู้ผิดๆ มาทั้งนั้น พระพุทธเจ้าไม่ต้องนั่งสมาธิ แต่สมาธิท่านขณะลืมตา รู้ทันทีทันใดเลย ไม่ต้องไปนั่งเอา คำถามก็ถามผิดๆ ท่านจะปราบมาร ก็คือการช่วยคน เหมือนกันเลย หรือจะพูดว่าให้เอียงไปนิดๆ คือ ปราบมารก่อน หรือจะช่วยคนให้มีกำลังไปปราบมารก็ได้ แต่เสียเวลา แต่ถ้าให้คนปราบมารเองก็ดีแต่ช้า

SMS 4 มี.ค.59 _ 0897146xxx ฟังพระไตรปิฎก มัชฌิมศีล ต่อจากเมื่อวานกับพ่อท่านอ่านเองไม่กระจ่าง

_0805925xxx วันนี้นั่งคำนับมือถือเหมียนเลิมเสียงเบามาก?

_0893867xxx จรธ.นร.สัมมาสิกขาเยาวชนคนกองทัพธรรมกองทัพ ชาวมังสะวิรัติกองทัพเดียวในโลกที่หล่อเลี้ยงมวลชนด้วยเสบียงธรรม เติมพลังปัญญาสู้โดยสงบสันติอหิงสา!

_0893867xxx มรรคมีองค์ ๘ เป็นข้อปฏิบัติเพียงแค่ไปสู่ความเป็นอาริยะเท่านั้นใช่ไหม? ถ้าปฏิบัติธรรมสู่ทางพระนิพพาน ต้องปฏิบัติโพธิยปักขิยธรรม37 ให้ครบถ้วนถูกไหม?skk พ่อครูว่า… โพชฌงค์ (การก้าวเดิน) กับมรรคมีองค์ 8 (ทางเดิน) เข้าคู่กันก็ขยายเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 คือธรรมะสองของสองอันนี้ เริ่มนับโลกุตระตั้งแต่ กายในกาย จนถึงเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ข้อสุดท้ายเลย มีอุเบกขาแข็งแรงตั้งมั่น มีองค์คุณ 5 ตั้งมั่นสมบูรณ์แบบสุดยอดของสัมมาสมาธิ ที่จะมีผลถึงอุเบกขา เนกขัมมสิตอุเบกขา มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมัญญา ปภัสสรา

_0893867xxx พ่อครูสอนธรรมะแก่เด็กนร.สสข.จนเกิดพุทธบุตรผู้เข้าถึงธรรมก่อนผู้ใหญ่ นักปฏิบัติหลายคน เด็กเหล่านี้จะบวชตามรอยสามเณรราหุลได้ไหม?

_0893867xxx สามเณรราหุลองค์แรกในพุทธศาสนา พระศาสดาทรงยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ใคร่ในการศึกษา สามเณรราหุลตั้งความปรารถนาว่า ข้าพเจ้าขอให้ได้รับคำสั่งสอนจากสำนักพระศาสดาพระอุปัชฌาย์ พระอ.ทั้งหลายให้ได้ประมาณเท่าเม็ดทรายในกำมือหนึ่งของข้าพเจ้า! คงมีนร.สสข. เจริญรอยตามเป็นพุทธบุตรหลายคน! พ่อครูว่า… สามเณรราหุลเป็นนิมิต พระพุทธเจ้าไม่น่าจะมีห่วง และความจริงพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ห่วง แต่ราหุลเป็นห่วง ที่เป็นบัญญัติที่จะมากำหนดให้เห็นว่าต้องมีบัญญัติ ในโลกต้องมีบวก ลบ คู่กันจึงเกิดสาม ที่เป็นพลังงาน เป็นวงวนที่หมุนได้สัดส่วน ที่บอกว่าสามเณรราหุลได้ตั้งใจจะขอเป็นผู้ศึกษา สามเณรคือผู้ศึกษา จะเก่งเท่าไหร่ก็เป็นนักศึกษา เป็นนิมิตที่ลงตัวสูงสุด

_0892297xxx ท่านไพบูลย์สู้สู้รีบจัดการกับช่วงช่วงรถหรูกะหลินฮุ่ยจานผีให้จบๆ เสีย พ่อครูว่า… ขณะนี้มีรูปกับนามลงตัว สายการเมืองก็มี ไพบูลย์ สายธรรมก็มี ไพบูลย์ สายการเมืองเอานิติธรรมมาคุม ส่วนเรื่องธรรมก็เอา ไพบูลย์ นิติตะวัน มาก็เป็นสิ่งจริง แม้แต่ตรีมูรติก็มีครบ เราก็ติดตามไป จะได้รู้ว่ามีจริง เป็นใครบ้าง อย่ากะพริบตา ตอนนี้เกิดภาวะที่เมืองไทย แล้วจะเจริญพัฒนาไปตามจริง อาตมาก็พูดไปตามภูมิอาตมา เมืองไทยจะเป็นเมืองที่นำโลก จะช่วยโลกไว้ด้วยธรรมะ เป็นแกนของสังคมมนุษยชาติ เป็นธรรมะโลกุตระ เป็นธรรมะอาริยะของพุทธ คนที่จะช่วยก็ตั้งใจช่วยตามบารมี อุตสาหะวิริยะไปตามจริง ก็อยากจะเตือนพวกเรา ว่าพวกเราจะเป็นแก่นแกนแท้ๆ ขอให้พวกเราต้องอย่าประมาท ให้อุตสาหะพากเพียร อย่าประมาท อย่าปล่อยปละละเลย ต้องช่วยกัน เพราะถ้าเราเอาจริงแล้วผลได้ไม่ใช่อยู่ที่คนอื่น เราจะเป็นผู้ได้ผู้เป็นผู้มีเอง แล้วก็จะเป็นผลไปช่วยสังคม ช่วยคนอื่นต่อไปเอง ศาสนาเป็น อุภยัตถะ เป็นประโยชน์สองส่วน ทำประโยชน์ตนแล้วไปสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง เรื่องของโลกๆ เป็นเรื่องทุจริต คนโกงเริ่มทยอยถูกจัดการ เป็นแต่เพียงว่า โกงแล้วก็แสดงความหน้าด้านต่อไป เอาไปเอามามีคนถามว่า คุณช่วงช่วงกับคุณสรยุทธ ทาง DSI ก็ชี้มูลมาแล้ว ทางนี้ศาลก็ตัดสิน แต่ทำไมทีพระแล้วยังทนอยู่ได้ แต่ทางด้านฆราวาสเขาหยุด เขาก็เลิกจากหน้าที่แล้ว ทนไม่ได้ก็เลิกราไป แต่ทำไมสายพระยังทนอยู่อีก มันหมายถึงอะไร มันก็หมายถึงความล้มเหลวของสัจธรรม อย่าไปเหมาธรรมะทั้งหมด แต่เป็นความล้มเหลวของธรรมะกระแสหลัก มันเป็นวิบากของเขาเอง เขาทำของเขาเองเลยไปกันใหญ่ เละไปหมด ก็ไม่อยากจะไปซ้ำเติม เพราะเรื่องวิบากกรรม เป็นไปตามสัจจะของเขาเป็นเอง เราไม่มีหน้าที่จะไปซ้ำเติมให้ใจเราไม่ดี ใจเราต้องดี ไม่ต้องซ้ำเติมใคร สิ่งจริงๆ ที่จะมีปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ให้เห็น ตอนนี้ของเราก็เอาหลักฐานประวัติศาสตร์เข้ามาแสดงมาเสนอ จะได้เห็นเป็นข้อเปรียบเทียบว่าสองมาตรฐาน ใครคือใครกันแน่ แล้วใครทำใครปฏิบัติ ใครเป็นคนที่ถูกรังแก ใครเป็นคนรังแก ใครเป็นคนที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย จะเห็นความจริงอันนั้นชัด มาเข้าสู่บทเรียนของเรา

สื่อธรรมะพ่อครู (ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศาสนาพุทธไม่เอาเดรัจฉานวิชา พ่อครูว่า… คำว่า ดิรัจฉาน หมายถึงสัตว์ก็มี แล้วหมายถึงจิตใจที่ยังไม่สูงก็มี ก็จะแสดงออกสองทาง 1. ทางความรู้ 2. ทางพฤติกรรม พฤติกรรมต้น คือความรู้มิจฉาทิฏฐิ เขาก็แสดงออกมาเป็นการสัมผัสได้ เป็นภาษา กถา คำพูด เรียกว่า เดรัจฉานกถา ถ้ามากไปก็มีกายวิญญัติ มีเคลื่อนไหวทางนัจจะ มีคีตะ ภาษาสำเนียงร่วมกับลีลากายกรรมหมดเรียกว่า นัจจะ คีตะ วาทิตะ ครบสามเส้า รวมแล้วคือ สื่อความรู้ ถ้าเอาแต่ภาษาเรียก เดรัจฉานกถา แต่ถ้า เดรัจฉานวิชา เอาทั้งกาย วาจา ใจ เลยยิ่งหนัก เดรัจฉานวิชา เช่น การทำนายทายทัก ถือว่าในวัดวาคือทำนายได้ดี แต่ขนาดนั้นก็กระจายสู่ฆราวาส อาชีพทำนายในวัดก็จางลง สู้ฆราวาสไม่ได้ แต่ทีนี้พิธีที่เป็นเจ้าพิธี การบูชาไฟ ศาสนาพุทธไม่มีการใช้ไฟเป็นสื่อในพิธีกรรมศาสนา ศาสนาพุทธในเมืองไทยมีแต่เดรัจฉานวิชาเต็มไปหมด แต่ก็ยังมีเหลือที่ สัมมาทิฏฐิอยู่ นอกนั้นไม่มีอีกแล้วในที่อื่น แต่อย่าประมาท ศาสนาพุทธไม่เอาธูปเทียนบูชาไฟ เสกเป่าบูชาไฟ ถามว่าจริงไหม.. ก็ตอบว่าจริงมั่ง ไม่จริงมั่ง แล้วจริงมากหรือไม่จริงมาก.. ก็ตอบว่าไม่จริงมากกว่า ที่มันลงตัวได้เพราะเหตุปัจจัยมากกว่า เช่น ขี้หมากองหนึ่ง คนเอาดอกไม้มากลบ คนก็เอามากลบต่อ คนอื่นไหว้ก็ทำให้คนอื่นไหว้ตาม ใครก็ไม่กล้าแตะกองขี้หมานั้น สมมุติว่าศักดิ์สิทธิ์ ถ้าสมใจที่บนบานก็จะมาแก้บน คนมาบนบานหนึ่งพันคน ก็มีส่วนได้ตามที่จะมี ต่อให้พันคนถูกแค่ร้อยเดียว อีกเก้าร้อยไม่ถูก คนมาทำพิธีแก้บนก็มาปรากฏที่กองขี้หมานั้นร้อยคน แต่อีกเก้าร้อยคนจะไม่มา คนก็มาเจอแต่คนถูกคนมาแก้บน ไม่ได้เห็นคนเก้าร้อยนั้น เพราะฉะนั้นหยุด อย่าไปยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้เลย ศาสนาพุทธให้แก้เหตุที่ทุกข์ตามปัจจุบันธรรม ความเป็นปัจจุบันนั้นลึกซึ้งที่สุด

สื่อธรรมะพ่อครู ( ปฏิจจสมุปบาท รูปนาม ) ตอน ปฏิบัติธรรมต้องรู้จักกาย พ่อครูว่า… ถ้าแยกกายแยกจิตนี้ไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิบัติธรรมบรรลุมรรคผลถึงขั้นสูงสุดได้แน่ๆ ขอยืนยัน เพราะคนไทยทุกวันนี้ ได้หลงเข้าใจผิดกันสนิทแล้วในคำว่า กาย นั้นหมายเอาแค่รูปร่างภายนอกเท่านั้น กาย คือส่วนประกอบของ ดิน น้ำ ไฟ ลม เท่านั้น นี่เขายึดถือกันเช่นนั้น หรือจะแถมอากาศอีกก็ได้ ที่ประชุมกันอยู่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับจิตมโนวิญญาณเลย มีแต่แค่ ดิน น้ำ ไฟ ลม คนไทยทั้งหลาย เชื่อมั่นกันว่า กายไม่มีส่วนพัวพันถึงจิตมโนวิญญาณเลย ไม่คอนเซิร์น concern เลย เชื่อมั่นว่ากายจะไม่เกี่ยวกับจิตมโนวิญญาณเลย คนไทยทุกคนมีความคิดมีความเห็นองค์รวม concept ก็ดี หรือการต่อเนื่องเกี่ยวกับความคิดความเห็น conceptual ก็ดี โยงไปถึงความคิดเห็นก็ดี อำนาจของความคิดอันเป็นพลัง หรือองค์รวมความคิดที่มีพลังยิ่ง หรือคอนเซ็ปชั่น conception ได้ปักมั่นสนิทไปในทางวัตถุ ดิน น้ำ ไฟ ลม หรือภายนอกเท่านั้น คนไทยจะเห็นว่ากายนั้นไม่เกี่ยวกับจิตมโนวิญญาณเลย ไทยเข้าใจอย่างนี้กัน นี่แหละคือความเห็นผิดไปแล้ว เพราะว่ากายนั้น ตามความหมายของพระพุทธเจ้าจะขาดจากจิตมโนวิญญาณไม่ได้ ต้องเกี่ยวกับจิตมโนวิญญาณ ไม่เกี่ยวไม่ได้ กายจะต้องมีส่วนของจิตมโนวิญญาณเสมอ จะอยู่ในภาวะที่เหลือส่วนของดิน น้ำ ไฟ ลม เกี่ยวข้องอยู่น้อยนิดเท่าใด ก็ขาดจิตมโนวิญญาณไม่ได้ แม้ว่าจะขาดดิน น้ำ ไฟ แต่ก็ยังเหลือลมอยู่ เช่น ตอนนั่งอานาปานสติ ก็ยังไม่ให้ขาดลมหายใจ แต่ถ้าขาดลมหายใจเข้าออก ไปอยู่แต่ในจิตก็ไม่ใช่กาย ไม่มีการปฏิบัติธรรมได้ถ้าไม่มีกาย กายจะต้องเป็นภาวะ ธรรมะสอง เทวธัมมา เสมอ ขยายออกมาเป็นรูปกับนามขาดกันและกันไม่ได้ กล่าวคือ รูป ได้แก่สิ่งที่ถูกรู้ แม้แต่เป็นจิตเจตสิก หรือมโนวิญญาณก็อยู่ในสภาวะที่ถูกรู้ คือเป็นรูปได้ นามได้ แก่ตัวธาตุรู้ หรือตัวประธานที่รับรู้ แต่วัตถุดิน น้ำ ไฟ ลม มันรู้อะไรไม่ได้ด้วยตัวของมันเอง มันจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นนามเลย จึงเป็นรูปได้อย่างเดียว ส่วนจิตมโนวิญญาณ หรือจิตเจตสิกทั้งหลายเป็นนามแท้ๆ แต่ก็มีโอกาสเป็นรูป คือมีโอกาสอยู่ในฐานะถูกรู้ คือเป็นรูปได้ด้วย ดิน น้ำ ไฟ ลม และอากาศไม่มีสิทธิ์เป็นนามเลย แต่จิตเจตสิกหรือนามทั้งหลายมีโอกาสเป็นรูปได้ แม้ปุถุชนผู้ไม่สดับคำสอนของพุทธ จะพึงเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในดิน น้ำ ไฟ ลม ก็ยังได้เลย แม้ไม่ได้ยินคำสอนพระพุทธเจ้าก็เบื่อร่างนี้ได้ เพราะมันไม่เที่ยง พิการ ไม่สวยงาม ก็เบื่อได้ จนที่สุดไม่อยากอยู่แล้วตายจากร่างนี้ไป คนไม่ปฏิบัติธรรมก็เบื่อดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ แท่งนี้ได้ ส่วนจิตนั้น หากไม่ได้เรียนรู้ทฤษฏีสัมมาทิฏฐิจากพระพุทธเจ้า หรือสาวกพระพุทธเจ้าผู้มีมรรคผลมาบอกสอน ก็ไม่สามารถเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากกิเลสได้เลย จะต้องเป็นผู้มีวิชชาจรณสมบัติจริงจึงรู้จักกาย แต่ตถาคตเรียก กาย ว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง อย่างไม่สงสัย เพราะได้ปฏิบัติกายในกาย จนเห็นแจ้งเวทนาในกาย จิตในกาย ธรรมะในกาย ได้อย่างแจ่มแจ้งเป็นจริง

สื่อธรรมะพ่อครู ( สมาธิพุทธ ) ตอน จริงที่สุดอยู่แค่จุดปัจจุบัน พ่อครูว่า…ก็ในเมื่อจิตอันเป็นต้นตอ หรือประธานของสิ่งทั้งปวงไม่เกิด ไม่เป็นมาก่อน อะไรจะตามมาได้อย่างไร แล้วคนที่จะเบื่อหน่ายคลายจากกาย ที่เป็นภาวะปรากฏจริงในปัจจุบันได้คืออย่างไร? ตามคำว่า ปัจจุบัน ให้ดี …. จะมีอยู่จริงในปัจจุบันที่เป็นความจริง โดยเฉพาะจิตมโนวิญญาณที่เราสามารถร่วมรู้กันอยู่ในปัจจุบัน พิสูจน์กันได้โต้งๆ หลัดๆ ทนโท่อยู่นี่ ความจริงนี้ยืนยันอยู่เป็นหนึ่งเดียว ก็คือปัจจุบันเท่านั้น จิตมโนวิญญาณจะมีอยู่ในหนึ่งเดียว คือปัจจุบันเท่านั้น ในภาวะสามของโลกที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต ปัจจุบันนี่แหละคือหนึ่งเดียวที่จริงที่สุด เพราะอดีตก็คือภาวะที่ผ่านไป หายไปแล้ว ผ่านปัจจุบันไปแล้ว กลายเป็นอดีตไปแล้ว ส่วนอนาคตก็คือภาวะที่ยังอยู่ข้างหน้า ยังมาไม่ถึง เพราะฉะนั้น อนาคตหรืออดีต ก็เป็นภาวะที่ไม่มียืนยันปรากฏให้ตนสัมผัสอยู่ ณ บัดนี้ โดยตนและผู้อื่นไม่สามารถจะสัมผัสได้ด้วยกัน เว้นจากภาวะสามอย่างนี้แล้ว ในเอกภพก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว มีแค่อดีต ปัจจุบัน อนาคต เท่านั้น ดังนั้นเว้นจากอดีต ปัจจุบัน อนาคต แล้วอะไรอะไรก็ไม่มีในโลก ในประดาภาวะที่มีกับไม่มีก็คือปัจจุบันนั่นเอง ที่เป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียว ใช่ไหม ที่มีเป็นจริงยิ่งกว่าภาวะอีกสองนั้น หมดสิ้นปัจจุบันแล้วก็คือไม่มีอะไรอีกแล้ว ปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นจริงที่สุด และปัจจุบันใด ถ้าไม่มี สันตติ ฟังให้ดีตรงนี้เป็นไคลแมกซ์ ถ้าปัจจุบันใดไม่มีสันตติคือความสืบต่อ ปัจจุบันนั้นก็เป็นอันสั้นที่สุดเร็วที่สุด ยิ่งกว่าความเร็วของแสงเป็นไหนๆ ผู้สามารถไปได้เร็วกว่าแสงก็จะพบอดีต แต่ผู้ที่มีปัจจุบันแล้วไม่มีสันตติ คือผู้ที่หายไปจากเอกภพได้โดยแท้จริง แม้อดีตก็ไม่เหลือ ผู้สามารถไปได้เร็วกว่าแสงก็จะพบกับอดีต ยังมีอดีตได้ ยังเป็น สอง เทวธัมมา แต่ผู้ที่มีปัจจุบัน ไม่ไปไม่มาแล้ว สันตติก็ไม่เอา ผู้นี้ก็จะหายไปจากเอกภพได้เลย ปัจจุบันจึง จริง เร็ว สั้น เล็ก ยิ่งกว่าอดีตใดใด โดยไม่ต้องพูดถึงอนาคต และถ้าปัจจุบันเป็นดังกล่าว สิ่งที่จริง ที่เร็ว ที่สั้น ที่เล็ก ที่ปรากฏให้เห็นได้คือปัจจุบัน อดีตจะเหลือหรือไม่เหลือ ถ้าเขาเองต่อสันตติก็มีอดีต ถ้าไม่ต่อสันตติ ปัจจุบันนั้นสั้นลงเลยก็จบ ความจริงเบื้องต้น และเบื้องสุดท้ายในโลกจึงสั้นและเร็วเกินกว่า จะนำมายืนยันว่า เป็นความมีจริงเป็นจริงในโลกนี้ได้ ไม่มีอะไรจะหยิบมาพูด ความจริงจะมีเบื้องต้น และเบื้องสุดท้ายมันไม่มี ความจริงเบื้องต้น และเบื้องสุดท้ายในโลกจึงสั้นยิ่งกว่าปัจจุบันที่ไม่มีสันตติ การเรียนรู้แบบพุทธไม่ไปเสียเวลาแรงงาน กับภาวะที่เป็นอดีตและอนาคตอันไม่ใช่ปัจจุบัน ไม่มัวหลงงมอยู่กับอดีตและอนาคตให้สูญเปล่าอย่างโง่โง่แล้ว ให้เรียนภาวะที่เป็นปัจจุบันนี้แหละ จะรู้ยิ่งในสิ่งทั้งหลายครบ แต่อย่าหลงปัจจุบัน แล้วตีทิ้งลบหลู่ หรือประมาทอดีตกับอนาคตเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นคุณจะแย่ที่สุด โง่ที่สุด ไร้ค่าที่สุด หรือสูญเสียทุกอย่างชนิดที่ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว เรียกว่า ความชิบหายทั้งมหาเอกภพ พระพุทธเจ้าสรุปไว้ใน พรหมชาลสูตร ว่า ในวิธีปฏิบัตินั้น การหลับตา ทำสมาธิ หรือเข้าไปเรียนรู้แต่ในภพภายในนั้น ถ้าไม่มีการรับรู้ภายนอกด้วยและไม่มีภายในด้วย ขาดกันไม่ได้ พร้อมไปกับปัจจุบัน ก็จะมัวแต่งมอยู่กับอดีตที่ผ่านไปแล้วสามารถระลึกรู้ได้จากสัญญาที่บันทึกไว้ในอนุสัย ภาวะอดีตนั้นมี 18 ลักษณะ และอีกอันหนึ่งคืออนาคต ซึ่งภาวะอนาคตนั้นทั้งหมดทั้งสิ้นมี 44 ลักษณะ และอนาคตที่สามารถระลึกรู้ได้จากสัญญา จากความจำจากอนุสัย ที่เป็นภาวะอนาคต อปรันตะ คือภาวะที่เคยคิด เคยหวัง เคยยึดถือ ผ่านมาแล้ว ยังไม่ได้สมใจ เพราะภาวะอนาคตนี้ พระพุทธเจ้าทรงรวมเอานิพพาน 5 ที่หลงผิด คือการระลึกหลงว่านิพพาน คือภาวะที่ตนถือเป็น ปรมังสุขัง แต่ละคนก็ยึดสุขสุดยอดต่างกัน วัดเทียบกันไม่ได้ ไม่ว่ากามคุณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ยังมีลัทธิกามสุขทั้งนั้น เขาก็ถือว่าเป็นนิพพานของเขา หรือจะไปยึดฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 ยึดตรงไหนว่าเป็นสุขสุดก็ได้ทั้งนั้น ต่างล้วนหลงว่าเป็นความสุขจริง ที่ตนอาศัยเสพไว้ในชีวิต จึงชื่อว่านิพพาน 5 ที่ต่างคนต่างหลงอารมณ์สุขนั้นๆ ของตน โดยเหมาอารมณ์สุขนั้นว่าเป็นจริง สัญญายนิจจานิ กำหนดว่าเที่ยงจริงของตน ตั้งแต่ขนาดอ่อนเบาบาง ไปถึงสุขอย่างยิ่ง ปรังมังสุขัง นี่คือความจริงสัจจะในโลกียารมณ์ของปุถุชน แต่เป็นความเท็จในอารมณ์ความรู้สึกของอาริยชน กามคุณ 5 หรือ ฌาน 1 ถึง 4 ผู้ใดยึดเอาแต่ละกามหรือฌานนั้นว่าเป็นสุข เขายึดแต่ละฐานว่าสุข คนไหนยึดว่าสุขก็เสพสุข การเสพสุขก็ต้องเสพกับปัจจุบัน อยู่ดีๆ เขาไม่มีปัจจุบันด้วยทวารนอก เขาก็ระลึกมาเสพ เป็นลมๆ แล้งๆ รูปภพ อรูปภพ แล้วรูปภพ อรูปภพกับสัมผัสจริงอันไหนจริงกว่า ก็ต้องสัมผัสมันจริงกว่า ถ้าจะเปรียบคือ เสพจริงคืออาหาร กินแล้วเป็นขี้ แล้วก็เอาขี้มาขยำ เป็นรูป ไม่มีขี้แล้วยังดมกลิ่นมันอยู่ เป็นอรูป อาริยชนจะรู้สึกว่าไม่จริง มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์แท้ๆ ที่มาจากเหตุ ดับเหตุมันได้มันก็ไม่มีตัวตน อนัตตาได้ จากภาวะเดียวกันแท้ๆ ต่างคนต่างสัมผัสแล้วรู้สึกต่างกัน รวมทั้งหมดมี 44 ลักษณะนี้เท่านั้น ไม่มีอนาคตใดเกินกว่านี้ไปได้ ปฏิจจสมุปบาท มีอยู่ แต่ปุถุชนไม่เรียนจากความจริง เพื่อรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงกัน แม้จะมีก็เห็นผิด หรือเห็นกันไปคนละขั้วอย่างสวนทางกัน เพราะปุถุชนหรือผู้มิจฉาทิฏฐิยังไม่มีนามรูป ที่ประกอบไปด้วย ชาติ 5 ภพ 3 อุปาทาน 4 ตัณหา 6 เวทนา 6 อายตนะ 6 ผัสสะ 6 นาม 5 รูป 28 วิญญาณ 6 สังขาร 3 ในสาย ปฏิจจสมุปบาท ล้วนแต่ยืนยันความเป็นปัจจุบัน โดยเ ฉพาะไม่มีผัสสะ 6 และเวทนา 6 มาเป็นฐานแห่งการปฏิบัติ ไม่มีกรรมฐานในการทำงานลดกิเลสเลย ย่อมเป็นผู้ไม่รู้ อชานโต ผู้ไม่เห็น อปัสสโต เป็นการแส่หาดิ้นรนของผู้มีตัณหา จึงอยู่แค่นี้ ในพระไตรปิฎก ล.9 ข้อ 51 ถึง 63 ผู้อวิชชามิจฉาทิฏฐิไม่เข้าสูตรตาม พระอนุสาสนีย์ของพระพุทธเจ้า โชคดีที่ตำราของพระพุทธเจ้ายังดีอยู่ เอามาให้ปฏิบัติก็ได้ผลกันดี

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ผู้ยอมได้คือพุทธแท้ พ่อครูว่า…ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นจะไม่มีสงคราม เพราะผู้ชนะจะยอมแพ้ ผู้ที่แพ้แต่มันไม่ยอมแพ้ พอได้ชนะก็นึกว่าตนชนะ แล้วก็ได้กิเลสผยองได้อัตตา สุดท้ายผู้รู้จะยอมแพ้เอง สุดท้ายยอมตายเหมือนพระโมคคัลลานะ ที่สุดแห่งที่สุดพุทธจะไม่เกิดสงคราม ศาสนาพุทธของแท้จะไม่ตีกันจนเกิดสงคราม ถ้ามีชาวพุทธแท้อยู่ด้วยจะไม่ยอมตีเขา การยอมให้คนอื่นเขาชนะมันไม่ดี เขาจะได้อัตตา แต่มันสุดวิสัยนะ ถ้าเราจะลงมือทำร้ายเขาด้วยรุนแรงเราไม่ทำ เรายอมตายดีกว่า ผู้รู้จริงบรรลุธรรมไม่มีปัญหาเรื่องตาย ตายแล้วจะปรินิพพานก็ได้ หรือจะกลับมาเกิดอีกก็ได้ ในหลวงท่านอยู่ในฐานะที่ต้องมีตามฐานะ แต่ท่านไม่เคยยึดถือ ท่านไม่ได้ต้องการ ท่านรับแต่ของที่เขาให้ แล้วท่านก็ทำ ถามจริงว่า ในหลวงเป็นผู้ที่จะได้รับการกระทบพระทัยไหม...ใช่ ถ้าไม่เป็นโพธิสัตว์ไม่อยู่ยงคงกระพันถึงขนาดนี้หรอก สิ่งที่จริงในประเทศไทยจึงมีพระโพธิสัตว์อุบัติในโลกนี้ แล้วท่านก็ทรงตามหน้าที่ของท่านจนพระชนมายุป่านนี้แล้ว จะเข้า 89 ปีแล้ว อาตมาก็เกิดมา อย่างทุกวันนี้ก็มีท่านพุทธอิสระทำงานตามหน้าที่ ผู้ที่ทำหน้าที่ตามบารมีเคยทำผิดพลาดไหม อย่างพระเจ้าอโศกมหาราชก็ผิดพลาด พระพุทธเจ้าก็เคยผิดพลาด ก็ได้รับวิบากแล้วก็แก้กลับ การไปถือสาว่าท่านต้องบริบูรณ์ ร้อยเต็มมันไม่มี ขนาดพระพุทธเจ้าก็ต้องรับวิบาก สิ่งบริสุทธิ์สุดยอดไม่มี สิ่งบริสุทธิ์สุดยอด คือปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตัวส่งเสริมอาจขัดแย้งไม่เท่ากัน แต่สิ่งไม่เท่ากันคือแรงทด ที่จะเกิดพลังงาน ถ้าไม่มีแรงทด ต่างคนต่างเท่ากัน เฉยกันทั้งคู่ก็ไม่เกิดพลังงาน ไม่เกิดปฏิกิริยา มันต้องมีทศนิยม จึงเกิดประโยชน์คุณค่า พลังงานที่มีทิศทางตรงกันแล้ว อันที่สามที่เกิดจะเป็นพลังงานสร้างตัว สร้างสภาพเจริญขึ้นๆ แล้วถึงวาระที่เจริญเต็ม จากนั้นก็จะต้องเสื่อม จะพยายามอย่างไรก็ได้แค่ชะลอลง ถ้าถึงวาระที่จะถึงขีดสุดของการเสื่อม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วเสื่อมลง ผู้ที่ชลอแล้วก็ชักบุญเก่ามากิน ตอนนี้จะขยายความ ธรรมะสอง คือ จรณะกับวิชชา จรณะคือบทบาทลีลา กรรม วิชชาคือความรู้ อาตมาเคยบอกว่า ชีวิตคือกรรมกับกาละ จรณะกับวิชชาคือชีวิต คือกรรมกับความรู้ ความรู้นั้นคือกาละหรือเวลา ถ้าใครสามารถทำกาละของตนเองเลยปัจจุบัน แล้วสามารถทำให้ต่อหรือไม่ต่อได้ คุณก็จบ คนที่ทำให้ต่อได้หรือไม่ต่อได้ คือคนสามารถทำปุงลิงค์ และ ทำนปุงสกลิงค์ได้สำเร็จ ในพลังงานที่ตนดูแลควบคุมนั้น ปุงลิงค์คือ 1 นปุงสกลิงค์คือ 0 อรหันต์ที่หมดอาสวะไม่หมดอนุสัย ก็ทำได้แค่ 1 แต่ทำ 0 ไม่ได้ ตนเองไม่เป็นพิษภัย แต่มีภาระที่หนักอยู่ เบากว่านี้ไม่ได้ ถ้าสามารถทำ 0 ได้ก็พักได้ มีสองส่วน ขยายสองส่วนมาคือ เมตตา กับ อุเบกขา อยู่ในโลกก็มีภาวะเมตตากับอุเบกขา เป็นฐานพรหม ยิ่งใหญ่สุดในโลก ถือว่าเป็นสิ่งมี ไม่ใช่สิ่งสูญ ศาสนาพุทธมีสิ่งมีและสิ่งสูญ แต่ศาสนาพระเจ้าทำ 0 ไม่ได้ เขามีให้ดีที่สุดเท่าที่มีบารมี นิรันดรได้ เราก็วิจารณ์ได้ตามควร แต่ไม่ควรไปลบหลู่ บางเหตุปัจจัยก็ยาก บางทีมันแรงจนเราว่าน่าจะจัดการได้ แต่จัดการไม่ได้ ถ้าถึงเหตุปัจจัยครบ จะมีตัวมาช่วยจัดการเอง

สื่อธรรมะพ่อครู (ศิลปะโลกุตระ) ตอน ป่ากาม เพลงโลกุตระ พ่อครูว่า… ตอนนี้อาตมาเอาเพลงป่ากาม มาใส่หนังสือ ชื่อเดิมของเพลงนี้คือ เพลงเทพโหด เนื้อหาว่า เทวดาทำไมโหดร้ายให้เราพรากรัก แต่อาตมาเปลี่ยนเป็นเพลงป่ากาม ใช้เพลงนี้สอน ฉันทนา กิติยพันธ์ ร้องเพลง ตั้งแต่เป็นเด็กเลย ..จะนึก จะคิด จะชิดชม แต่ตอนนี้ป่ากาม คือโลกนี้ มีไหม ใครมิเคย...อันนี้เป็นเพลงโลกุตระแล้ว

ป่ากาม โลกนี้มีไหมใครมิเคย เอ่ยงามเอ่ยสวย ใครช่วยเชิญไข ให้ความหมายรูปรสกลิ่นเสียง เพียงแตะใจกาย รื่นรมย์หลากหลาย ย่อมกลายย้ำกามเหิมเกริม ใครสวยใครเสริมจนเยิ้มงาม ค่าใดใคร่ถาม ที่เห่อเกินหาม ห่ามใจเหิม เปลืองไหมแพงไหม ใยได้แต่เสริม อย่าเติมเหิ่มหาบ้าร้ายห่าร้ายลงเมือง (ซ้ำ) ใยไม่คำนึงนึกถึงความจริง มารสิงใจจนป่นเปลือง ป่ากามเข้มเต็มเมือง ร้อนเรืองลามไหม้ลนก่นทรมาน คนเอ๋ยเคยหวนทวนคิดกัน แค่ใดใช่ผัน ตามก้นคนฝัน สร้างทางผลาญ มองหามาเห็นทางให้ใจหาญ ต้านโลกีย์สาน ม่านศีลสร้างสรรสังคม

ศิลปะอาตมาแบ่งเป็น 5 ระดับ คือลามก ราคะ สาระ ธรรมะ โลกุตระ ขั้นลามกที่คนเรียกศิลปะๆ แท้จริงแค่ลามก ขั้นราคะนี่เยอะ นึกว่าเป็นของต้องสุข แต่จริงๆ หยำฉ่าเยิ้มมากมาย พอขั้นสาระเริ่มรู้จักศิลปะในการปรุงแต่งขึ้นมา จนเป็นธรรมะคือขั้นที่สี่ ทรงไว้ซึ่งมงคลอันอุดมตามลำดับ ไม่ใช่ข้าศึกแห่งกุศลเต็มรูป จนชัดเจนในการประมาณ เป็นโลกุตระขั้นที่ห้า ได้สัดส่วนพอเหมาะเป็นคุณค่า พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะทางธรรม ทุกวันนี้ อาตมาเอาเหตุการณ์มาเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบศิลป์ ในการทำศิลปะโลกุตระ มีพลังงานสมส่วนที่สัมผัสแล้วมีฤทธิ์ผลักไปสู่ goal, interest point สู่จุดหมายได้

สื่อธรรมะพ่อครู (กรรม-วิบาก) ตอน อย่าประมาทในกรรม พ่อครูว่า…สังคมมีคนมีกิเลสมากกว่า ผู้ใดปรุงให้เข้ากับกิเลสคน คนก็นิยม เลยรับกิเลสอ้วนหมีพีมัน แล้วก็ได้เงินเยอะ คนนั้นบาป อย่างธัมมชโยเป็นต้น หรือแม้แต่ค่ายคนรวย ที่มอมเมาคน โดยเอากิเลสที่ถูกใจคนเป็นองค์ประกอบ ให้ได้เงินจากคนเหล่านั้นมา บอกให้รู้ตัว ว่าจะเป็นวิบากเลวร้ายแก่ตนเองมาก ให้หยุด ถ้าหยุดคุณจะจนลงเลย ที่บาปมากคือเจ้าตัวเองรู้ว่าไม่ดีนะ ตัวเขาเองไม่แตะลิ้นนะ แต่เอาไปมอมเมาคนทั่วโลก แล้วเราได้เงิน ลึกๆ แล้วรู้ตัวอยู่ แต่อดไม่ได้ กิเลสมันบังคับตนเอง อย่าไปอ่อนแอแก่กิเลสเลย ชีวิตไม่ได้สั้นแค่ชาติเดียวนะ วิบากมันข้ามชาติ กรรมเป็นอันทำ ตนต้องเป็นทายาทของกรรม กรรมเป็นของๆ ตน ทำในที่ลับหรือแจ้ง ทำน้อยหรือมาก ก็เป็นของคุณ ไม่ระเหยระเหิดเลย อยู่เต็มๆ คุณต้องเป็นทายาทของกรรมที่จะตามมาเล่นงานคุณ อย่ามาแก้กรรมอวดเก่งเลย ไม่ได้หรอก ศาสนาพุทธมีวิธีทำให้อกุศลตามมาได้ยากหรือไม่ทัน คือหยุดอกุศลในทุกปัจจุบันเลย แล้วทำแต่กุศลให้ถึงพร้อม เมื่อทำอันนี้มันมากก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน