590302_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปราบอัมพัฏฐมานพ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590302_ พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครู บ้านราชฯ ปราบอัมพัฏฐมานพ

พ่อครูว่า ...วันนี้วันพุธที่ 2 มี.ค. 2559 เทศนาที่บ้านราชฯ เราก็ได้สาธยายในพระไตรปิฎกมา เราก็จะต่อไปอีก… ภูมิใจว่าอาริยบุคคลเกิดในเมืองไทยจริงๆ มีตัวตนบุคคล มีพฤติกรรมมีองค์ประกอบของเหตุปัจจัย เราไม่สะสมทรัพย์สินเงินทองข้าวของบ้านช่องเรือนชาน อยู่ร่วมกันไปในสังคมสาธารณโภคี พวกเราแม้แต่เป็นฆราวาสก็ทำได้ มีตัวตนบุคคลยืนยันอยู่ในชาวอโศกจริงๆ เป็นสิ่งยืนยัน ปาตุสัจจะหรือปาตุภาวะ หรือ phen omen on และไม่ใช่ปีเดียว แต่ต่อเนื่องมานานปี มีหลายบุคคล หลายวัย จนเป็นหมู่กลุ่มพฤติกรรมสังคมวัฒนธรรม มีการดำเนินชีวิต องค์รวมมีพฤติกรรมชัดเจน มีลักษณะครบพร้อม 1. ลักษณะ 2. สัมภาระ 3. อารัมณะ 4. สมมุติ มีตัวจริงยืนยัน มีลักษณะจริง มีการเอาภาระกัน แม้ที่สุดอ่านอารมณ์เป็น จับอารมณ์ได้ แล้วรู้ความต่างของอารมณ์และทำอารมณ์สำเร็จ ถึงขั้นเรียกว่านิโรธ และวิมุติ ทั้งนิโรธและวิมุติ เป็นอันเดียวกัน แต่คนละมุม นิโรธคือมันดับสลายไป แต่วิมุติคือหลุดพ้น เป็นภาษาสื่อสภาวะ เราเข้าใจอาการอารมณ์ได้ สุดท้ายเป็นสมมุติกำหนดให้รู้ร่วมกันได้เป็นนิมิต เป็นภาษาอะไรก็แล้วแต่ สมมุติขึ้นมาอยู่ร่วมกันเข้าใจร่วมกัน อธิบายกันได้ แม้เป็นนามธรรมละเอียดลึกซึ้งเกิดจริงเป็นจริง ได้อาศัยเป็นสังคมมนุษยชาติ สิ่งนี้เป็นหลักฐานต่างๆ ในภาษาที่อาตมาหยิบมาใช้

มาดู SMS

0805925xxx พ่อคะถ้าทิ้ง(ช่วง)ไม่มีสังฆราชช่วงนี้ก็จะดีเนอะ หนูไม่อยากได้? พ่อครูว่า… คำว่าช่วง แปลว่า สมยะ คือสมัย เป็นกาละที่สั้นนิดเดียว จุดเดียว เหมือนกับ ดช.นโม ที่บอก ความจริงอยู่ที่ปัจจุบันนิดเดียว ผ่านปัจจุบันไม่มีความจริง ไม่มีกาละ ผ่านไปแล้วเป็นอดีต มาไม่ถึงเป็นอนาคต ปัจจุบันเท่า

อ่านต่อ

นั้นคือความจริง สมยะ คืออันนี้ อาตมาก็ขอปฏิกโกสนาซ้ำ ว่ากาละนี้มันลงตัว เพราะมันต้องมีคนชื่อช่วงในช่วงนี้ แล้วช่วงนี้ไม่ใช่ตัวจริง มันแค่ช่วงเดียว เป็นตัวละครตัวหนึ่ง แล้วแม้แค่นิสสัคคิยปาจิตตีย์ยังไม่รู้เรื่อง แม้แค่ศีล มาลาคันธวิเลปนธารณฯ ก็ไม่รู้เรื่อง ชื่นใจที่ได้เดินเหยียบดอกไม้ แค่นี้ก็ไม่มีความเหนียมอาย แล้วนิสสัคคิยปาจิตตีย์มีทรัพสินอยู่ก็ไม่คืน แล้วจะปลงอาบัติ ถ้าไม่สละของคืนจะปลงอาบัติตกได้อย่างไร แล้วคนอย่างนี้จะมาเป็นสังฆราชของศาสนาพุทธในประเทศไทย แม้อาตมาเป็นนานาสังวาสแต่อาตมาก็เป็นคนไทยนะ ไม่ได้ลาออกจากคนไทยนะ วิเคราะห์แค่นี้ก็แล้วกัน ช่วยอาตมาหน่อยเถิดผู้ที่ช่วยได้ในกาละนี้ ตัดไฟแต่ต้นลมได้เลย

SMS 1มี.ค.59

0805925xxx เสียงพ่อเบาหนูเอียงหน้าฟังติดมือถือปวดคอ:-) พ่อครูว่า… อาตมาก็สงสัยเหมือนกัน ช่วยกันดูหน่อย

_0893867xxx ธรรมของหลานไม้เมืองพุทธเตือนตนเตือนสติผู้ใหญ่ได้ดี!เวลาไม่เคยคอยใคร พึงมีสติทุกเวลาในทุกการคิดพูดทำ! นั้นคือรู้ทันตัวตนทุก ปัจจุบันขณะ! ขอบคุณskk

สื่อธรรมะพ่อครู (พิธีกรรม) ตอน การสวดมนต์ทำให้เสื่อม _ 0881543xxx สวดแปลว่าสา ธยาย มนต์แปลว่าความรู้ รวมความว่าสาธยายความรู้ จากเจ็ดสู้สูญญตา พ่อครูว่า...เรากำลังอธิบาย อัมพัฏฐสูตร ประเด็นที่อาตมาเห็นว่าน่าจะพูด คือความเสื่อม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่ศาสนาพุทธยังเจริญดีอยู่ การสวดคือสาธยาย แต่การร้องที่พูดออกมานี่คือแค่ความจำได้ การสวดคือสาธยายไป อธิบายไป แล้วมนต์คือความรู้และความจำได้ แล้วการเอามนต์มาสาธยาย คือเอามนต์มาเปิดเผยสาธยายออกให้คนรู้จะได้สื่อต่อกันไป การสวดที่สุญโญจริงๆ คือได้แต่จำบ่นท่องออกไป นี่คือความสูญแล้วของศาสนา แต่ยังได้รักษาบทมนต์คัมภีร์นี้มาก็ยังดี คำสอนของศาสดาใดๆ คำสอนที่เป็นความจริงที่จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ แม้จะชื่อว่าพุทธ หรือบทมนต์อื่นๆ ที่เรียกว่าพุทธ ก็สวดก็ท่องกันมา ที่ถูกต้องที่ใช้ได้ การที่จำมาก็เป็นคุณประโยชน์ ผู้ที่จำมาคือเป็นจับกังแบกลังทอง ทุกวันนี้เสื่อมไปหมดแล้ว เหมือนอัมพัฏฐะ ที่ได้แต่ท่องบทมนต์เก่ง ซึ่งใน อัมพัฏฐ สูตรนั้น พระพุทธเจ้าว่า แม้แค่ความเสื่อมในพราหมณ์ของพวกเธอ เธอก็ยังเสื่อมจากความเสื่อมเหล่านั้นเลย อย่าว่าเสื่อมจากความถูกเลย เช่น ศาสนาพุทธทุกวันนี้เสื่อมไปหมดแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู (พระวินัย) ตอน ความเสื่อมของนิสสัคคิย์ พ่อครูว่า… อย่างสมเด็จช่วงนี้ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ยังเสื่อมเลย ออกกฏหมายมาให้มีเงิน ทั้งที่พระมีเงินไม่ได้ เขายังไม่ได้เลยแม้แค่ความเสื่อม คนในยุคนี้เป็นยุคสุดท้ายแล้วที่จะเข็นขึ้น ยุคต่อไปเข็นไม่ขึ้นหรอก ต่อไม่ติด ตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่านี้ ที่มีตัวอย่างมาถึงยุคนี้ก็มีตัวอย่างยืนยันจริง ตอนนี้อาตมาว่าลึกๆ ผู้จะทำงานฟันธงลงไปนั้นเกรงมวลของเขานะ แต่ถ้าทำแล้วฟันลงไปจริงๆ ใช้รัฏฐาธิปัตย์ที่มีจะทำได้ เพราะในยุคนี้ มีในหลวง มีนักรบ ยุทธะคนนี้ มีท่านประยุทธ์ ปยุตโต มีความครบพร้อมแล้ว เรื่องสังฆราชนั้น พระพุทธเจ้าไม่ให้ตั้งใครมาเป็นใหญ่ แต่ให้ทำตามพระธรรมวินัยให้องค์สงฆ์เป็นใหญ่ ตั้งแต่ สังฆ 4 รูปขึ้นไป เป็นภาวะที่จะเกิดได้มีได้ต่อไป เกิดภาวะสองของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรูปนาม หรืออุตุนิยามที่เกิดสุดท้ายของนิวเคลียส แตกตัวก็เป็นสอง นี่คือรายละเอียดที่อาตมาว่าเป็นที่สุดแล้ว อาตมามั่นใจว่าอาตมาจะเป็นผู้อธิบายรายละเอียดถึงที่สุดได้ ถ้าไม่มีอาตมามาอธิบายนี้ ก็ไม่มีใครมาอธิบายในยุคนี้ เพราะฉะนั้น นิสสัคคิย์ แปลว่า สิ่งที่ควรละควรเลิก สิ่งที่ไม่ควรรับเอา หรือควรทิ้งเสีย พระพุทธเจ้าท่านยันเอากับอัมพัฏฐะว่า วรรณะกษัตริย์ใหญ่สุดในวรรณะทั้งหลาย และพระพุทธเจ้ายืนยันว่า อัมพัฏฐะเป็นลูกนางกัณหะ คือลูกทาส อัมพัฏฐะก็จำนน แล้วตกลงกษัตริย์บริสุทธิ์กว่า พราหมณ์กับกษัตริย์นั้นจะผลัดกันสูงกว่าในแต่ละยุค แต่พระพุทธเจ้าไล่เรียงพบว่า อัมพัฏฐะเป็นลูกทาส พระพุทธเจ้าเป็นลูกกษัตริย์ แม้ความรู้ก็แพ้พระพุทธเจ้า แต่เขาไม่ยอม เลยต้องเอาวรรณะมายืนยัน ยุคนั้นพราหมณ์ห่มขาว พระพุทธเจ้านุ่งผ้าย้อมน้ำฝาด ยุคนี้พระเป็นพระมหาศาล แต่สมณะไม่ใช่สมณะมหาศาลนะ ดูแค่การยึดรถเบนซ์นี่สิ แล้วไม่ใช่แค่ว่าที่สังฆราชนะ แม้พระครูก็มีรถจากัวร์นะ ยืนยันว่าเสื่อมเลย คำว่าพราหมณ์หรือกษัตริย์ก็ล้อเลียนกันในยุคโน้น ยุคนี้พระก็ล้อเลียนกับสมณพราหมณ์ ทางโน้นเขาไม่ให้เราเรียกว่าพระ ให้เรียกเราว่าสมณพราหมณ์แทน เจ้าคุณโสภณคุณาภรณ์ที่เป็นตัวตั้งตัวตี จับเราไปขึ้นศาลท่านยังสะดุดเลย มาตกลงกันแล้วว่าเราเรียกว่าสมณพราหมณ์ เจ้าคุณก็อุทานว่าสมณพราหมณ์เป็นคำเรียกพระอรหันต์ ไปให้เขาได้อย่างไร… เขาเลือกเองนะ คำว่ากาย คำว่าบุญ คำว่ากุศล เดี๋ยวนี้ในสังคมไทยเราก็เข้าใจผิดเพี้ยนไปหมด ทำให้การปฏิบัติธรรมไม่เกิดมรรคผลของศาสนาพุทธ กายต้องมีสอง คือรูปกับนาม ไม่ใช่หนึ่งเพียงวัตถุธาตุ ส่วนบุญเป็นเครื่องมือจำกัดกิเลส แต่ไปเข้าใจว่าบุญเป็นกุศลเป็นวิมาน ทั้งที่กุศลเป็นเพียงสิ่งที่พออาศัย ให้ทำได้อย่างสบายบ้างอย่างมีกำลังบ้างเท่านั้น สวดหมายถึงสาธยาย ผู้จะสาธยายได้ก็ต้องมีความรู้จริงที่ถูก ไม่เช่นนั้นก็สาธยายสิ่งผิด ผู้ที่สวดได้ท่องจำได้แต่เป็นแค่จับกังแบกลังทอง จะสาธยายไม่ออก ไม่ครบ ผู้ที่ยังหลงอยากได้อำนาจตำแหน่งฐานะหน้าที่มันน่าอายทั้งนั้น มีคนว่าอาตมาจะพยายามขึ้นเป็นสังฆราช ในความหมายคือผู้มีอำนาจเป็นใหญ่ อาตมาเองอาตมารู้ธรรมะเหล่านี้ดี จะเอามาทำอะไร ทุกวันนี้อาตมาไม่สะสมก็ยังเหลือเฟือ มีแต่ระบายออก อาตมาจะไปเป็นสังฆราชไปทำไม ถ้าอาตมาไม่มีตำแหน่งหน้าที่นี้อาตมาอิสระ แต่ถ้ามีก็ต้องถูกผูกมัดไว้ อาตมาคิดว่าอาตมาไม่โง่นะ ใครโง่จะไปมีตำแหน่งก็เชิญ อาตมาอิสระ ยุคนี้จึงมีพุทธอิสระออกมาโลดแล่น

สื่อธรรมะพ่อครู (ความเสื่อมชาวพุทธ) ตอนวิชชาและจรณะไม่อ้างชาติหรือโคตร พ่อครูว่า… ทีนี้มาพูดถึงคำๆ หนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านว่า [147] อัมพัฏฐะ แม้นางนกไส้ก็ยังเป็นสัตว์พูดได้ตามความปรารถนาในรังของตน ก็พระนครกบิลพัสดุ์เป็นถิ่นของพวกศากยะ อัมพัฏฐะไม่ควรจะข้องใจ เ พราะการหัวเราะเยาะเพียงเล็กน้อยนี้เลย. ท่านโคดม วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ เวสส์ ศูทร บรรดาวรรณะ 4 เหล่านี้ 3 วรรณะ คือ กษัตริย์ เวสส์ ศูทร เป็นคนบำเรอของพราหมณ์พวกเดียวโดยแท้. ท่านโคดม ข้อที่พวกศากยะเป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ แต่ไม่สักการะพวกพราหมณ์ไม่เคารพพวกพราหมณ์ ไม่นับถือรพวกพาหมณ์ ไม่บูชาพวกพราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมพวกพราหมณ์นี้ไม่เหมาะไม่สมควรเลย. อัมพัฏฐมาณพ กดพวกศากยะว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ นี้เป็นครั้งที่สาม ด้วยประการฉะนี้. [148] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐมาณพผู้นี้ กล่าวเหยียบย่ำพวกศากยะอย่างหนัก โดยเรียกว่า เป็นแต่พวกคฤหบดีแท้ๆ ถ้ากระไร เราจะพึงถามถึงโคตรเธอดูบ้าง แล้วพระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้กับอัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ เธอมีโคตรว่าอย่างไร? กัณหายนโคตร ท่านโคดม. อัมพัฏฐะ ก็เธอระลึกถึงโคตรเก่าแก่อันเป็นของมารดาบิดาดูเถิด พวกศากยะเป็นลูกเจ้า เธอเป็นลูกนางทาสีของพวกศากยะ ก็พวกศากยะเขาพากันอ้างถึง พระเจ้าอุกกากราชว่าเป็นบรรพบุรุษ. ว่าด้วยศากยวงศ์ [149] อัมพัฏฐะ เรื่องเคยมีมาแล้ว พระเจ้าอุกกากราช ทรงพระประสงค์จะพระราชทานสมบัติให้ แก่พระโอรสของพระมเหสีผู้ที่ทรงรักใคร่โปรดปราน จึงทรงรับสั่งให้พระเชฏฐกุมาร คือพระอุกกามุขราชกุมาร พระกรกัณฑุราชกุมาร พระหัตถินีกราชกุมาร และพระสีนิปุระราชกุมาร ออกจากพระราชอาณาเขต พระกุมารเหล่านั้น เสด็จออกจากพระราชอาณาเขตแล้ว จึงไปตั้งสำนักอาศัยอยู่ ณ ราวป่าไม้สากะใหญ่ริมฝั่งสระโปกขรณีข้างภูเขาหิมพานต์ พระราชกุมารเหล่านั้น ทรงสำเร็จการอยู่ร่วมกับพวกพระภคินีของพระองค์เอง เพราะกลัวพระชาติจะระคนปนกัน. อัมพัฏฐะ ต่อมาพระเจ้าอุกกากราชตรัสถาม หมู่อำมาตย์ราชบริษัทว่า บัดนี้พวกกุมารอยู่กัน ณ ที่ไหน?. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ขอเดชะ มีราวป่าไม้สากะใหญ่อยู่ริมฝั่งสระ โบกขรณีข้างภูเขาหิมพานต์ บัดนี้ พระราชกุมารทั้งหลายอยู่ ณ ที่นั้น พระราชกุมารเหล่านั้น ทรงสำเร็จการอยู่ร่วมกับพวกพระภคินีของพระองค์เอง เพราะกลัวพระชาติจะระคนปนกัน. อัมพัฏฐะ ที่นั้นพระเจ้าอุกกากราชทรงเปล่งพระอุทานว่า ท่านทั้งหลาย พวกกุมารสามารถหนอ พวกกุมารสามารถยอดเยี่ยมหนอ. อัมพัฏฐะ ก็พวกที่ชื่อว่าศากยะปรากฏตั้งแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมา และพระเจ้าอุกกากราชพระองค์นั้น เป็นบรรพบุรุษของพวกศากยะ และพระเจ้าอุกกากราชมีนางทาสีคนหนึ่งชื่อทิสา นางคลอดบุตรคนหนึ่ง ชื่อกัณหะ กัณหะพอเกิดมาก็พูดได้ว่า แม่จงชำระฉัน จงให้ฉันอาบน้ำ แม่จ๋า ขอแม่จงปลดเปลื้องฉันจากสิ่งโสโครกนี้ ฉันเกิดมาเพื่อประโยชน์แก่แม่. อัมพัฏฐะ มนุษย์สมัยนี้เรียกปีศาจว่า ปีศาจ ฉันใด มนุษย์สมัยนั้นก็ฉันนั้น เรียกปีศาจว่า คนดำ มนุษย์เหล่านั้นจึงกล่าวกันเช่นนี้ว่า ทารกนี้พอเกิดมาก็พูดได้ คนดำเกิดแล้วปีศาจเกิดแล้ว. อัมพัฏฐะ ก็พวกที่ชื่อว่ากัณหายนะ ปรากฏตั้งแต่กาลครั้งนั้นเป็นต้นมา และกัณหะนั้นเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ. อัมพัฏฐะ เธอระลึกถึงโคตรเก่าแก่อันเป็นของมารดาบิดาดูเถิด พวกศากยะเป็นลูกเจ้า เธอเป็นลูกทาสีของพวกศากยะ ด้วยประการฉะนี้แล. ว่าด้วยวงศ์ของอัมพัฏฐมาณพ [150] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว มาณพเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าพระโคดมผู้เจริญ ขอพระองค์อย่าทรงเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพ ด้วยพระวาทะว่า เป็นลูกทาสีให้หนักนักเลย ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐมาณพมีชาติดี เป็นบุตรผู้มีสกุล เป็นพหูสูต เจรจาไพเราะ เป็นบัณฑิต และเธอสามารถจะโต้ตอบในคำนี้ กับพระโคดมผู้เจริญได้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะมาณพเหล่านั้นว่า ถ้าพวกเธอคิดเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐมาณพมีชาติทราม มิใช่บุตรผู้มีสกุล มีสุตะน้อย เจรจาไม่ไพเราะ มีปัญญาทราม และไม่สามารถจะโต้ตอบในคำนี้กับ พระสมณโคดมได้ อัมพัฏฐมาณพ จงหยุดเสียเถิด พวกเธอจงโต้ตอบกับเราในคำนี้ ก็ถ้าพวกเธอคิดเช่นนี้ว่า อัมพัฏฐมาณพมีชาติดี เป็นบุตรผู้มีสกุล เป็นพหูสูตร เจรจาไพเราะ เป็นบัณฑิต และสามารถจะโต้ตอบในคำนี้ กับพระสมณโคดมได้ พวกเธอจงหยุดเสียเถิด อัมพัฏฐมาณพจงโต้ตอบกับเราในคำนี้. มาณพเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อัมพัฏฐมาณพมีชาติดี เป็นบุตรผู้มีสกุลเป็นพหูสูตร เจรจาไพเราะ เป็นบัณฑิต และสามารถจะโต้ตอบในคำนี้ กับพระโคดมได้ พวกข้าพเจ้าจักนิ่งละ อัมพัฏฐมาณพ งโต้ตอบกับ พระโคดมในคำนี้เถิด. [151] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะอัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ ปัญหา ประกอบด้วยเหตุนี้แล มาถึงเธอเข้าแล้ว ถึงแม้จะไม่ปรารถนา เธอก็ต้องแก้ ถ้าเธอจักไม่แก้ก็ดี จักกลบเกลื่อนด้วยคำอื่นเสียก็ดี จักนิ่งเสียก็ดี หรือจักหลีกไปเสียก็ดี ศีรษะของเธอจักแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ณ ที่นี้แหละ อัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ยินพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์ และปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร พวกกัณหายนะเกิดมาจากใครก่อน และใครเป็นบรรพบุรุษของพวกกันหายนะ. เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว อัมพัฏฐมาณพได้นิ่งเสีย. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถาม อัมพัฏฐมาณพแม้เป็นครั้งที่สองว่า อัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ยินพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์ และเป็นปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร พวกกัณหายนะเกิดมาจากใครก่อน และใครเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ. แม้ครั้งที่สอง อัมพัฏฐมาณพก็ได้นิ่งเสีย. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะอัมพัฏฐมาณพว่า อัมพัฏฐะ เธอจงแก้เดี๋ยวนี้ บัดนี้ไม่ใช่เวลาของเธอจะนิ่ง อัมพัฏฐะ เพราะผู้ใดถูกตถาคตถามปัญหาอันประกอบด้วยเหตุถึงสามครั้งแล้วไม่แก้ ศีรษะของผู้นั้นจะแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ณ ที่นี่แหละ. [152] สมัยนั้น ยักษ์วชิรปาณีถือค้อนเหล็กใหญ่ลุกโพลงโชติช่วง ยืนอยู่ในอากาศเบื้องบน อัมพัฏฐมาณพ คิดว่า ถ้าอัมพัฏฐมาณพนี้ถูกพระผู้มีพระภาคตรัสถามปัญหาที่ประกอบด้วยเหตุ ถึงสามครั้งแล้ว แต่ไม่แก้ เราจักต่อยศีรษะของเขาให้แตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ณ ที่นี้แหละ. พระผู้มีพระภาค และอัมพัฏฐมาณพเท่านั้นเห็นยักษ์วชิรปาณีนั้น. ครั้งนั้นอัมพัฏฐมาณพ ตกใจกลัวขนพองสยองเกล้า ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคนั่นเองเป็นที่ต้านทาน ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคนั่นเองเป็นที่เร้น ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคนั่นเองเป็นที่พึ่ง กระเถิบเข้าไปนั่งใกล้ๆ แล้วกราบทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ได้ตรัสคำอะไรนั่น ขอพระโคดมผู้เจริญ โปรดตรัสอีกครั้งเถิด. อัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอได้ยินพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้เป็นอาจารย์ และปาจารย์เล่ากันมาว่าอย่างไร พวกกัณหายนะเกิดมาจากใครก่อน และใครเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ?. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ยินมาเหมือนอย่างที่ พระโคดมผู้เจริญตรัสนั่นแหละ พวกกัณหายนะเกิดมาจากกัณหะนั้นก่อน และก็กัณหะนั้นเป็นบรรพบุรุษของพวกกัณหายนะ. [153] เมื่ออัมพัฏฐมาณพกล่าวเช่นนี้แล้ว มาณพเหล่านั้นส่งเสียงอื้ออึงเกรียวกราวว่า ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า อัมพัฏฐมาณพมีชาติทราม มิใช่บุตรผู้มีสกุล เป็นลูกทาสีของพวกศากยะ ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่าพวกศากยะเป็นโอรส ของเจ้านายอัมพัฏฐมาณพ พวกเราไพล่ไปสำคัญเสียว่าพระสมณโคดม ผู้ธรรมวาทีพระองค์เดียว ควรจะถูกรุกรานเสียได้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงตำหนิเช่นนี้ว่า มาณพเหล่านี้พากันเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพด้วยวาทะว่า เป็นลูกทาสีหนักนัก ถ้ากระไรเราพึงช่วยปลดเปลื้องให้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้กะมาณพเหล่านั้นว่า ดูกรมาณพ พวกเธออย่าเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพ ด้วยวาทะว่า เป็นลูกทาสีให้หนักนัก เพราะกัณหะนั้นได้เป็นฤาษีคนสำคัญ เธอไปยังทักษิณาชนบทเรียนมนต์อันประเสริฐ แล้วเข้าไปเฝ้าพระอุกกากราช ทูลขอพระราชธิดาพระนามว่ามัททรูปี พระเจ้าอุกกากราช ทรงพระพิโรธขัดพระทัยแก่พระฤาษีนั้นว่า บังอาจอย่างนี้เจียวหนอ ฤาษีเป็นลูกทาสีของเราแท้ๆ ยังมาขอธิดาชื่อว่ามัททรูปี แล้วทรงขึ้นพระแสงศร ท้าวเธอไม่อาจจะทรงแผลง และไม่อาจจะทรงลดลง. [154] ดูกรมาณพ ครั้งนั้น หมู่อำมาตย์ราชบริษัทพากันเข้าไปหากัณหฤาษี แล้วได้กล่าวคำนี้กะกัณหฤาษีว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอความสุขสวัสดีจงมีแต่พระราชา ขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา ฤาษีตอบว่า ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา แต่ว่าท้าวเธอจักทรงแผลงพระแสงศรลงไปเบื้องต่ำ แผ่นดินจักทรุดตลอดพระราชอาณาเขต อำมาตย์กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา ขอความสวัสดีจงมีแก่ชนบท ฤาษีตอบว่า ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา ความสวัสดีจักมีแก่ชนบท แต่ท้าวเธอจักทรงแผลงพระแสงศรขึ้นไปเบื้องบนฝนจักไม่ตกทั่ว พระราชอาณาเขตถึงเจ็ดปี อำมาตย์กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอความสวัสดีจงมีแด่พระราชา ขอความสวัสดีจงมีแก่ชนบท ขอฝนจงตกเถิด ฤาษีตอบว่า ความสวัสดีจักมีแด่พระราชา ความสวัสดีจักมีแก่ชนบท ฝนจักตก แต่พระราชาต้องทรงวางพระแสงศรไว้ที่ พระราชกุมารพระองค์ใหญ่ ด้วยทรงพระดำริว่า พระราชกุมารจักเป็นผู้มีความสวัสดี หายสยดสยองดังนี้. ดูกรมาณพ ลำดับนั้นพระเจ้าอุกกากราช ได้ทรงวางพระแสงศรไว้ที่พระราชกุมารพระองค์ใหญ่ ด้วยทรงพระดำริว่า พระราชกุมารจักเป็นผู้มีความสวัสดี หายสยดสยอง ดังนี้ ครั้นท้าวเธอทรงวางพระแสงศรไว้ที่ พระราชกุมารพระองค์ใหญ่แล้ว พระราชกุมารก็เป็นผู้มีความสวัสดี หายสยดสยอง พระเจ้าอุกกากราชทรงกลัวถูกขู่ด้วยพรหมทัณฑ์ จึงได้พระราชทานพระนางมัททรูปีราชธิดาแก่ฤาษีนั้น. ดูกรมาณพ พวกเธออย่าเหยียดหยามอัมพัฏฐมาณพ ด้วยวาทะว่า เป็นลูกทาสีให้หนักนักเลย กัณหะนั้นได้เป็นฤาษีสำคัญแล้ว. [155] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะอัมพัฏฐมาณพว่า ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ขัตติยกุมารในโลกนี้พึงสำเร็จการอยู่ร่วมกับนางพราหมณกัญญา เพราะอาศัยการอยู่ร่วมกันของคนทั้งสองนั้น พึงเกิดบุตรขึ้น บุตรผู้เกิดแต่นางพราหมณกัญญากับขัตติยกุมารนั้น จะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? ควรได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์จะควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย ในการเลี้ยงเพื่อการมงคลในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี หรือในการเลี้ยงเพื่อแขกบ้างหรือไม่? ควรเชิญเขาให้บริโภคได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์จะควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? ควรบอกให้ พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรจะถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? เขาไม่ควรถูกห้ามเลย พระโคดม ผู้เจริญ. เขาควรจะได้รับอภิเษกเป็นกษัตริย์ได้บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่ควรเลย พระโคดม ผู้เจริญ. เพราะเหตุอะไร? เพราะเขาไม่บริสุทธิ์ข้างฝ่ายมารดา. [156] ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณกุมารในโลกนี้พึงสำเร็จการอยู่ร่วมกับนางขัตติยกัญญา เพราะอาศัยการอยู่ร่วมของคนทั้งสองนั้น พึงเกิดบุตรขึ้น บุตรผู้เกิดแต่ขัตติยกัญญากับพราหมณกุมาร จะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? ควรได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์จะควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย ในการเลี้ยงเพื่อการมงคล ในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี หรือในการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่? ควรเชิญเขาให้บริโภคได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? ควรบอกให้ พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? เขาไม่ควรถูกห้ามเลย พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรจะได้รับอภิเษกเป็นกษัตริย์ได้บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่ควรเลย พระโคดม ผู้เจริญ. เพราะเหตุอะไร? เพราะเขาไม่บริสุทธิ์ฝ่ายบิดา. [157] ดูกรอัมพัฏฐะ เมื่อเทียบหญิงกับหญิงก็ดี เมื่อเทียบชายกับชายก็ดี กษัตริย์พวกเดียวประเสริฐ พวกพราหมณ์เลว ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พราหมณ์ทั้งหลาย ในโลกนี้ พึงโกนศีรษะพราหมณ์คนหนึ่ง มอมด้วยเถ้า เนรเทศเสียจากแว่นแคว้น หรือจากเมืองเพราะโทษบางอย่าง เขาจะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? ไม่ควรได้เลย พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย ในการเลี้ยงเพื่อการมงคล ในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี หรือในการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่? ไม่ควรเชิญเขาให้บริโภคเลย พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? ไม่ควรบอกให้เลย พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? เขาควรถูกห้ามทีเดียว พระโคดมผู้เจริญ. [158] อัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน กษัตริย์ทั้งหลาย ในโลกนี้พึงปลงเกศากษัตริย์องค์หนึ่ง มอมด้วยเถ้า แล้วเนรเทศเสียจากแว่นแคว้น หรือจากเมืองเพราะโทษบางอย่าง เขาจะควรได้ที่นั่งหรือน้ำในหมู่พราหมณ์บ้างหรือไม่? ควรได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรเชิญเขาให้บริโภคในการเลี้ยงเพื่อผู้ตาย ในการเลี้ยงเพื่อการมงคล ในการเลี้ยงเพื่อยัญพิธี หรือในการเลี้ยงเพื่อแขกได้บ้างหรือไม่? ควรเชิญให้เขาบริโภคได้ พระโคดมผู้เจริญ. พวกพราหมณ์ควรบอกมนต์ให้เขาหรือไม่? ควรบอกให้ พระโคดมผู้เจริญ. เขาควรถูกห้ามในหญิงทั้งหลายหรือไม่? เขาไม่ควรถูกห้ามเลย พระโคดมผู้เจริญ. ดูกรอัมพัฏฐะ กษัตริย์ย่อมถึงความเป็นผู้เลวอย่างยิ่ง เพราะเหตุที่ถูกกษัตริย์ด้วยกันปลงพระเกศา มอมด้วยเถ้า แล้วเนรเทศเสียจากแว่นแคว้น หรือจากเมือง ดูกรอัมพัฏฐะ แม้ในเมื่อกษัตริย์ถึงความเป็นคนเลวอย่างยิ่งเช่นนี้ พวกกษัตริย์ก็ยังประเสริฐ พวกพราหมณ์เลวด้วยประการฉะนี้. สมจริงดังคาถาที่สนังกุมารพรหมได้ภาษิตไว้ ดังนี้ คาถาสินังกุมารพรหม [159] กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์. [160] ดูกรอัมพัฏฐะ ก็คาถานี้นั้น สนังกุมารพรหมขับถูกไม่ผิด ภาษิตไว้ถูก ไม่ผิด ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เราเห็นด้วย ดูกรอัมพัฏฐะ ถึงเราก็กล่าวเช่นนี้ว่า [161] กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์.

พ่อครูว่า...ทุกอย่างกลับไปกลับมาเหมือนก้นหอย วนไปวนมาไปทางซ้ายหรือไปทางขวา มีขึ้นสู่ที่สูงกลับวนลงต่ำ ไปทางซ้ายกับทางขวาแค่นั้น จะสูงจริงเป็นสัจจะหรือไม่เท่านั้นที่สุดยอด สุดท้ายอัมพัฏฐมานพแพ้แล้ว จบ ภาณวารที่หนึ่ง

วิชชาจรณสัมปทา [162] อัมพัฏฐมาณพทูลถามว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉน. พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอัมพัฏฐะ ในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยม เขาไม่พูดอ้างชาติอ้างโคตร หรืออ้างมานะว่า ท่านควรแก่เราหรือท่านไม่ควรแก่เรา อาวาหมงคล วิวาหมงคล หรืออาวาหวิวาหมงคล มีในที่ใด ในที่นั้นเขาจึงจะพูดอ้างชาติบ้าง อ้างโคตรบ้าง หรืออ้างมานะบ้างว่า ท่านควรแก่เรา หรือท่านไม่ควรแก่เรา ชนเหล่าใดยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ยังเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ หรือยังเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล ชนเหล่านั้น ชื่อว่ายังห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม การทำให้แจ้งซึ่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยมย่อมมีได้ เพราะละการเกี่ยวข้องด้วยการอ้างชาติ ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างโคตร ความเกี่ยวข้องด้วยการอ้างมานะ และความเกี่ยวข้องด้วยอาวาหวิวาหมงคล. [163] ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ จรณะนั้นเป็นไฉน วิชชานั้นเป็นไฉนเล่า. ดูกรอัมพัฏฐะ พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมพระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง คฤหบดี บุตรคฤหบดี หรือผู้เกิดเฉพาะในตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ย่อมฟังธรรมนั้น ครั้นฟังแล้วได้ศรัทธาในพระตถาคต เมื่อได้ศรัทธาแล้ว ย่อมเห็นตระหนักว่า ฆราวาสคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง

พ่อครูว่า...ใครที่จะมาอย่างไม่บวชเป็นรูปแบบ แต่มาอยู่ปฏิบัติธรรมที่มีตั้งแต่ศีล 5 เป็นพื้นฐานแน่ๆ ไปนิพพานแน่ๆ มีผู้ไปแล้วได้ด้วย คำว่าบวช คือเข้ามาร่วมเรียกว่า สัมปวังโก ทุกอย่า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน