590824_พุทธศาสนาตามภูมิ จุดเทียนแห่งพุทธเพื่อเปลี่ยนชีวิต.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590824_ พุทธศาสนาตามภูมิ จุดเทียนแห่งพุทธเพื่อเปลี่ยนชีวิต

พ่อครูว่า...วันนี้ วันพุธที่ 24 สิงหาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก วันนี้ก็เป็นการเทศนาหน้าศพของ คุณเทียนพุทธ พุทธิพงศ์อโศก สถานีโทรทัศน์บุญนิยมทีวี ของชาวอโศก เดิมชื่อ FETV (For The Earth Television) สถานีโทรทัศน์เพื่อแผ่นดิน แต่เนื่องจากชื่อพ้องกับพรรคการเมืองเพื่อแผ่นดิน ที่ตั้งขึ้นภายหลัง จึงได้เปลี่ยนชื่อสถานีเป็น FMTV (For Mankind Television) หรือ โทรทัศน์เพื่อมนุษยชาติ มีผู้อำนวยการคนแรกชื่อ เทียนพุทธ พุทธิพงศ์อโศก ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น บุญนิยมทีวี เนื่องจากมีการรัฐประหารโดย คสช.เมื่อปี 2557 คุณเทียนพุทธ พุทธิพงศ์อโศก หรือชื่อเดิมคือ คุณชูศักดิ์ วารีสระ เกิดวันที่ 21 พฤษภาคม 2495 ภูมิลำเนาอยู่ ที่จ.นครพนม ตำแหน่งล่าสุดก่อนลาออกมาเป็นสมาชิกชุมชนชาวอโศกคือ ผู้จัดการ ฝ่ายกฏหมายไทยโมบาย ที่ขับเคลื่อนเรื่องสหภาพแรงงานมาโดยตลอด เป็นผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิรู้รักสามัคคีพนักงาน ทศท. เพื่อให้พนักงานอยู่กันด้วยความเข้าใจและอบอุ่น รวมทั้งตรวจสอบการบริหารงานในองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยให้โปร่งใสด้วย อีกทั้งยังเป็นประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ ที่ก่อตั้งกันมาเพื่อต่อต้านนายทุนปล่อยเงินกู้แพง ตั้งแต่สหกรณ์มีเงินไม่กี่ตังค์ จนปี 2550 มีสินทรัพย์ประมาณ แปดพันกว่าล้านบาท เพื่อช่วยเหลือให้พนักงานที่จำเป็นต้องใช้เงินไม่ให้ถูกนายทุนเอาเปรียบ เมื่อชาวอโศกได้ออกไปร่วมชุมนุมทางการเมืองอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ปี 2549 ในการขับไล่ทักษิณ ชินวัตร ภายหลังจากชุมนุมในปี 2550 ชาวอโศกจึงได้ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ “เพื่อแผ่นดิน” For the Earth Television หรือ FE.TV ขึ้นโดยมีคุณเทียนพุทธ เป็นผู้อำนวยการคนแรก ต่อมาจึงได้เปลี่ยน FMTV และบุญนิยมทีวีใน

อ่านต่อ

ปี 2557 จากเงินเดือน แสนบาท มาสู่เงินเดือน 0 บาทที่ FMTV คุณเทียนพุทธได้เลือกเส้นทางสู่โลกุตระนี้แล้วว่า เป็นเส้นทางที่ดีที่สุด มีเป้าหมายคือสู่ความพ้นทุกข์ เอาตัวเองเข้ามาพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติสมาธิลืมตา เป็นคนจนมหัศจรรย์ที่ลดละขยัน กล้าจน ทนเสียดสี หนีสะสม นิยมสร้างสรร สวรรค์นิพพาน แรกเริ่มก่อนเข้าวัด ได้เข้าไปช่วยงานที่ชุมชนปฐมอโศก โดยทำงานอยู่ที่ฐานทำกลด อยู่ 5 ปี ไปๆกลับๆวัดกับบ้าน ทำให้ได้ฝึกความละเอียดละออในการทำงาน และได้ฟังธรรมพ่อครูแล้ว เข้าใจ เข้าถึงธรรมะได้ สามารถลดละอบายมุข คว่ำแก้วเหล้าเดินเข้าวัดได้ในปี 2545 โดยไม่เวียนกลับไปเสพอีกเลยตลอดชีวิต คุณเทียนพุทธยังได้ร่วมต่อสู้ทางการเมืองกับชาวอโศก และประชาชนผู้รักชาติมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 2549 -ปี 2557 ร่วมกินนอน ร่วมเป็นร่วมตาย เคียงข้างมวลมหาประชาชนอยู่บนถนนการเมือง อย่างไม่เห็นแก่ความเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะสุดท้าย คุณเทียนพุทธเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากประมาณ 5 ปีก่อนเข้าวัด และได้เข้ารับการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน และแผนทางเลือกมาตลอด เคยเกือบตายหลายครั้ง แต่ก็รอดมาได้ด้วยการหมั่นปฏิบัติตามหลัก 7 อ. และมีพลังทางใจที่เข้มแข็งที่เกิดจากการฟังธรรม และปฏิบัติธรรม หลังจากที่ต่อสู้กันมานานกว่า 17 ปี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559 เวลา 9.00 น. คุณเทียนพุทธได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ที่โรงพยาบาลศูนย์มะเร็ง จ.อุบลราชธานี สิริอายุรวมได้ 64 ปี คุณเทียนพุทธ หรือที่ลูกหลานเรียกกันว่า ลุงเทียนพุทธบ้าง อาชูบ้าง ป้าสีดา(ขวัญใจดาว) ช่วยดูแล ช่วงสุดท้ายของชีวิต กำหนด ฌาปนกิจศพ วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2559 เวลา 14.00 น. เฮือนสุดชีวิต พุทธสถานราชธานีอโศก อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

อาตมามั่นใจว่าพวกเราพึ่งพากันได้ เจ็บป่วยตายก็พึ่งพากันได้เหมือนญาติ เป็นญาติธรรม ไม่ใช่พ่อแม่ตระกูลเดียวกัน แต่เป็นสกุลพุทธเจ้า คำว่า ญาติ อาตมาก็แปลความว่า ญาติคือผู้ที่พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ แต่คนที่คลอดจากท้องพ่อท้องแม่เดียวกัน ถ้าพึ่งกันไม่ได้ ก็คือไม่ใช่ญาติ เวลาเจ็บป่วย ก็เกี่ยงกันที่จะดูแล จำเป็นก็ไปแบบเสียไม่ได้ ไม่มีจิตวิญญาณ ทุกวันนี้ ก็เป็นเพียงประเพณีวัฒนธรรมทางสังคม ทำไปตามเรื่องของโลกของสังคม ไม่ได้เกิดจากจิตสำนึก ไม่ได้เกิดจากความจริงใจ อาตมาทำงานมา 46 ปี ก็เกิดผลทางจิตวิญญาณในลักษณะดังกล่าว พวกเราสร้างญาติขึ้นมาได้ จนเป็นครอบครัวใหญ่ มีทั้งญาติที่อยู่ร่วมกัน บ้านเดียวกัน หมู่บ้านเดียวกัน ไม่ใช่มาอยู่รวมเป็นหมู่บ้าน ก็ไปๆมาๆเหมือนบ้านญาติจริงๆ จะมาค้างอยู่กี่วัน กี่เดือน ก็มา จะไปนั่นมานี่ ก็ไป นี่เป็นเรื่องที่ได้ผลจากการเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นภราดรภาพ ตั้งแต่มาทางศาสนานี้อาตมาตั้งชื่อไว้เท่มาก ว่าบรมภาวะสุดประเสริฐ 5 อย่าง อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ ห้าภาพนี้ มีจริง อาตมาได้นำความรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า มาสาธยาย บรรยาย แจกแจง จนคนรับฟังปฏิบัติได้ผล อาตมาตั้งแต่เป็นฆราวาส ก็ทำมาหากิน สร้างฐานะ แต่มาทางธรรมนี้ ก็เลิกสร้างฐานะ เลิกสร้างโลกธรรม โดยอาตมามั่นใจว่า เลิกได้แบบนี้ ไม่ใช่บังคับตนเองไม่เสแสร้ง อาตมาว่าอาตมาเลิกได้หลายชาติแล้ว จากเดิมอยู่ทางโน้นมา 36 ปี ก็เป็นลิงลมอมข้าวพอง อาตมาเป็นระดับโพธิสัตว์ แล้ววิบากเราต้องเป็นเช่นนั้น และมันไม่รู้ ถ้าเรารู้ตั้งแต่ตอนนั้นก็มาเป็นแบบนี้เลย แต่ไม่รู้ก็เลย ต้องมาเป็นอย่างนี้ กว่าจะรู้ตัว 36 ปี ถึงออกมาได้ ต้องไปตามวิบากมาถึง 36 ปี ค่อยหันเห มาดูธรรมะ ไม่มีใครมาบังคับ มาเอง ปฏิบัติเอง ไม่ได้ไปปฏิบัติที่สำนักใหน ไม่มีครูบาอาจารย์ที่ไหน ปฏิบัติของตนเอง ก็ดูเขาบ้างอย่างโน้นอย่างนี้ เขาก็นั่งหลับตา ทำศีล ทำสมาธิไป คือมันมีภูมิของตัวเอง โดยสามัญเขาก็เลือกปฏิบัติตามครูอาจารย์แล้วเลือกสำนักใช่ไหมล่ะ ไปทำตามครูบาอาจารย์ตามสำนัก เพราะผู้จะไปปฏิบัติก็ต้องรู้ตัวว่าตัวเองไม่มีอะไร ตัวเองจึงต้องไปปฏิบัติกับคนที่เป็นภิกษุ เป็นเจ้าสำนักมีชื่อเสียง บางที่บอกว่าเป็นพระอรหันต์ด้วยนะอาตมาก็ไปดูกับเขา ลองทำกับเขาบ้างแต่ไม่ได้ไปเป็นจริงจัง เป็นกิจลักษณะว่าต้องไปเรียนรู้ เพื่อเอาอะไรจากอาจารย์ ไม่มีจิตคิดทำแบบนั้น จนกระทั่งมาปฏิบัติเอง เป็นเอง แล้วขอเปิดเผยว่า ปฏิบัติไปแล้วสุดท้าย อาตมาขอพูดย้ำเลยว่า อาตมาปฏิบัตเอง แล้วบรรลุธรรมของตัวเอง ไม่ได้พูดเล่น หลักฐานเขียนไว้ในหนังสือ บรรลุเองแล้ว ก็คิดว่าเราจะทำอย่างไงดี เราเองเรารู้ว่าเราบรรลุธรรม แล้ววัดว่าต่างๆมีเยอะ จะไปอยู่กับวัดไหน ก็ไช่ที่? พูดตรงๆว่า มันไม่มีถูกต้องเลย อาตมาเห็นว่าไม่มีสำนักไหนถูกต้องเลย แล้วจะไปอยู่วัดไหน? คนที่อยู่ด้วยเป็นแม่บ้าน เขาก็รู้ อาตมาก็เปรยว่าเอ๊ ไปหาที่สักที่ เราก็ไปปลูกกุฏิอยู่ตรงนั้น ก็คุณชวนนี่แหละ ไปหาที่ให้ ได้สักสองไร่ เป็นที่สมควรหน่อย ต้องเป็นสวน เป็นต้นไม้ ตะลอนหาก็ไม่ได้เหมาะใจ ก็ยังไม่ได้ลาออกจากงาน แม่บ้านก็เปรยๆที่ตลาดเขาไปซื้อของ ว่ามีที่ตรงไหนไหม คุณผู้ชายอยากหาที่ปฏิบัติธรรม อยากได้สักสองไร่ พอดีไปคุยกับแม่ค้า มีคนเขาบอกว่า จะไปหาทำไม ก็ วัดอโศการาม มีป่าแสมเยอะแยะ คนก็ไปปลูกกุฏิอยู่เยอะแยะ ไม่ต้องซื้อหา แม่บ้านก็มาบอกอาตมา เขาก็ชวนไปดู ก็เป็นป่าแสม ชายทะเล น้ำขึ้นก็ท่วมป่าแสม พอน้ำลดก็มีขี้โคลน มีปลาตีนเต็มเลย ก็ว่าพอใช้ได้ ไม่ต้องซื้อด้วย ไปปลูกกุฏิ ก็น่าจะดี เลยไปถามเจ้าอาวาส อาตมาไปถามว่า “ที่นี่ บอกว่าคนมาปลูกกุฏิอยู่ที่นี่ได้ใช่ไหม?” ท่านก็ว่าได้ แต่กุฏิที่ปลูกแล้วต้องเป็นของวัดนะ เราก็ไม่มีปัญหา ก็เลยตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าผมมาปลูกอยู่แล้ว พระไม่มากวนผมได้ไหม? ท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสหัวเราะว่า คนนี้พูดแปลก ท่านก็ว่ามีแต่คนมาอยู่นี่จะไปยุ่งกับพระเจ้า อาตมาก็ว่าพระเจ้าอย่ามายุ่งกับผมก็แล้วกัน เท่านั้นแหละอาตมาก็ไปสร้างกุฏิอยู่ เจาะจากปากทาง ลึกเข้าไปในป่าแสม 50 เมตร ทำสะพานยาวเข้าไปแล้วก็ไปสร้างกุฎอยู่ที่นั้น แม่บ้านเขาก็จะออกไปด้วย แม่บ้านไม่ใช่ภรรยานะ ที่จริงก็คือ คนใช้ แต่อาตมาไม่เรียกคนใช้ อยู่กันมาตั้งแต่เริ่ม ก็ไปหาจากกรมสังคมสงเคราะห์ ได้มา เขามีลูกติดอยู่คนหนึ่ง แกมีลูกสองคน คนก็ไม่มีใครอยากได้ เพราะมีลูกติด ธรรมดาคนที่หาคนใช้ เขาก็ไม่อยากได้ แต่เราก็ว่า มีลูกติดก็ไม่เป็นไร ลูกเล็กๆ เอามาอยู่ด้วย นี่พูดถึงคนใช้ในบ้าน ตกลงค่าจ้างเดือนละ 150 บาท สมัย 60 ปีมาแล้วด้วย ก็อยู่กันไปจนกระทั่งขึ้นมาเงินเดือน 800 บาท ก่อนจะออกมา คืออย่างน้อยให้เดือนละ 800 บาท อาตมาจะออกมาปฏิบัติธรรม ไม่เอาแล้วทางโลก แกก็ขอมาด้วย อาตมาก็ว่าให้อยู่บ้านนั่นแหละ มีน้องจะมาอยู่บ้าน แกก็จะมาปฏิบัติพัดวีอาตมา อาตมาก็เลยต้องสร้างกุฏิให้แก่ฝ่ายหญิง จะทำกับข้าว ซักผ้าผ่อน ดูแลเหมือนเดิม แม้แต่ที่สุดอาตมาเอาเงินมาก้อนหนึ่ง ฝากแบงค์ไว้ ก็ให้แกดูแล อาตมาก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงิน วันนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะเทศน์ ก็เล่าเชิงพวกนี้ให้เห็นว่าถึง การเปลี่ยนชีวิต ชีวิตของคน อย่างคุณเทียนพุทธนี้ เขาก็มีชีวิตของเขา อาตมาก็ทำงานทำมาหากินเหมือนคนโลกๆ ออกมาสร้างฐานะแก่ตัวเอง เทียนพุทธก็เช่นกัน อาตมาก็ไปของอาตมา เล่าเป็นนิยาย ซีรีย์ยาวพอสมควร แต่เสร็จแล้ว มันก็มีมนุษย์อยู่ไม่น้อย ที่ออกมาอย่างอาตมา ออกมาอย่างเทียนพุทธ หรืออย่างพวกเราส่วนใหญ่ อยู่ในนี้ แต่ก่อนก็ทำมาหากิน ได้เงินเดือน ได้เงินมา แต่แล้วก็มาอยู่ทำงานฟรี เอาชีวิตมาเป็นคนแบบนี้ มาเป็นคนสาธารณโภคี มาเป็นคนมีชีวิตแบบนี้ ก็ทำงานเหมือนเดิม ดีไม่ดีหนักกว่าเดิม ไม่มีวันเสาร์ วันอาทิตย์ด้วยเลย ดีไม่ดีเวลาทั้งโลก เขาก็ยังมีเวลาเลิกงาน แต่ที่นี่เรียกว่า over time ก็ไม่ใช่เรียกว่าทำทุกtime มีงานทำตลอด ทุกเวลา ที่เป็นงาน ดีไม่ดีตั้งแต่ตีสาม ตีสี่ กลางค่ำกลางคืน กี่ทุ่มกี่ยาม ก็ทำ ก็ไม่เกินไป บางครั้งจำเป็น ก็ทำ บางคนทำยันเช้าเลย ก็มี ทางโลกก็มี แต่เราก็มีพิเศษบ้างครั้งคราว ประเด็นสำคัญที่จะพูดถึงคือ การเปลี่ยนชีวิต มาเป็นคนที่อยู่ในวงวัด ที่นี่เป็นวงวัด ชุมชนชาวอโศก ทุกแห่ง เป็นชุมชนที่ทุกคนอยู่ในชุมชนจะเป็นคนปฏิบัติธรรม อยู่ข้างนอกวัดก็คือวัด ปฏิบัติธรรมบ้าง ไม่ปฏิบัติธรรมบ้าง ลูกศิษย์ลูกหาบางวัดมาอยู่วัด เพียงเพื่อเรียนหนังสือ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเลย ดีไม่ดีเกเรด้วยไม่ได้มาปฎิบัติธรรม แต่มาอยู่ที่นี่ ต้องปฏิบัติศีล 5 เป็นอย่างต่ำ ในชุมชนชาวอโศกทุกคน ไม่ว่าลูกเล็กเด็กแดง จะรู้เดียงสา หรือไม่รู้เดียงสา ก็อยู่ในกรอบนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย ใครจะถือศีล 8 ศีล 10 สูงกว่านั้นก็ไม่มีปัญหา ที่พูดนี้ ให้เห็นว่า คนเรามีชีวิตเป็นของเรา คนที่ออกมาอย่างนี้ พูดตรงๆคือ เป็นคน เป็นคนเนกขัมมะ ออกมาจากชีวิตโลกีย์ ที่ทำงานเพื่อแลกลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นเคหสิตะ เป็นชาวบ้านธรรมดาเป็นชาวโลกๆ แต่มาอย่างนี้เป็นชาวเนกขัมมะ เขาแปลเป็นไทยว่าคือ ผู้ออกบวช ออกมาเพียรปฏิบัติธรรม อยู่ในหลักเกณฑ์ ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา คนที่มาอยู่กับชุมชนชาวอโศกทุกแห่ง จะรู้โดยปริยาย ออกมาอยู่ด้วย ก็เป็นผู้ปฏิบัติธรรม บางแห่งก็เป็น บ้าน วัด โรงเรียน สมบูรณ์ บางแห่งก็มีบ้านกับวัดไม่มีโรงเรียน แต่อย่างน้อยก็มีบ้านกับวัด คือมีสังคมของฆราวาส และมีทั้งสมณะและฆราวาสปฏิบัติอยู่ในนี้ ชุมชนบางชุมชนไม่มีสมณะประจำ แต่บ้านของชุมชนชาวอโศก ก็มีคนที่ปฏิบัติธรรม บางชุมชนตอนนี้ ยกระดับเป็น อาวาสสถาน ผู้ที่อยู่ในชุมชน อยู่ในบ้าน ก็เป็นผู้ที่ปฏิบัติธรรม มีเนกขัมมะทั้งนั้น แล้วมีชีวิตอย่างชีวิตปกติเหมือนกับคนปกติ เหมือนชาวบ้านข้างนอก แต่เรามีตัวปฏิบัติธรรมประกอบอยู่ด้วยโดยสำนึก ไม่ใช่มาอยู่วัดค้างคืนวันพระ รุ่งเช้าก็กลับ แต่ชุมชนชาวอโศกทุกชุมชน เหมือนมาเข้าค่ายตลอดปี ตลอดเดือน ทุกวันตลอดไป ดีไม่ดีคนที่มาเป็นสมาชิกที่นี่ จะออกไปข้างนอกไปโน่นมานี่ก็ปฏิบัติธรรม หลายคนแม้บางคน ไม่ได้อยู่ประจำเลย แต่กลับไปอยู่บ้านก็ยังสังวร ระวังมีการปฏิบัติธรรม จะปฏิบัติได้มากไปน้อย ก็เป็นสำนึกของตนเองว่า ฉันคือนักปฏิบัติธรรม ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น สมาชิกชาวอโศก นั้น มีความสำนึกว่า เป็นผู้ปฎิบัติธรรมจะต้องสังวรศีล และกินมังสวิรัติ และไม่มีอบายมุข แม้จะไม่อยู่ในชุมชน จะอยู่ไหนก็แล้วแต่ อยู่บ้านตัวเองก็ปฏิบัติธรรม อาตมาถือว่านี่เป็นผลสำเร็จที่อาตมาทำงานมา ตั้งแต่ออกมาจนถึงวันนี้ 46 ปี ก็เป็นผลสำเร็จที่ชัดเจนอันนึงเหมือนกัน ถ้ามาอยู่รวมกันเป็น ชุมชน บ้าน วัด โรงเรียน เลย อาตมาขอพูดจะถือว่าคุยตัว หรืออวดตัว ก็ขอพูด อาตมาทำให้เกิดชุมชนสังคมที่เป็นหมู่บ้าน จนกระทั่งเป็นหมู่บ้านจริงๆ มีไหมวัดไหนสำนักไหนที่อาจารย์เขาสร้างเป็นหมู่บ้านได้บ้าง แล้ว ปฏิบัติธรรมกันทั้งหมู่บ้าน สำนักไหนวัดไหนวัดใหญ่ๆ วัดดังๆขนาดธรรมกายใหญ่สุด ที่มีอิทธิพล มีบริวารมีสมาชิกมีลูกศิษย์ลูกหามากที่สุดเลย เขามีไหมทำให้เกิดมวลที่เป็นวัฒนธรรมมีพฤติกรรมมีชีวิตอยู่เป็นชุมชนเป็นระบบ จนกระทั่งเราเรียกได้ว่า เป็นระบบการปฏิบัติธรรมที่ถึงขั้น สาธารณโภคี นี่คือผลสำเร็จของอาตมา การเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาเผยแพร่ มีการตั้งชุมชนที่เป็นหมู่บ้าน ที่เป็นได้ถึงขั้นนิตินัย อย่างหมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก หรือหมู่บ้านศรีษะอโศก เป็นนิตินัยมีผู้ใหญ่บ้าน มีเจ้าหน้าที่ทางนิตินัยที่จะต้องมี ติดต่อเชื่อมโยงเหมือนหมู่บ้านอื่นๆเขาไป แต่พฤติกรรมวัฒนธรรมชีวิตของคนในหมู่บ้าน เป็นแบบของเรา กินมังสวิรัติทั้งหมู่บ้าน ถือศีลทั้งหมู่บ้าน มหาช่วง ออกมาบอกว่า ให้เป็น ชุมชนถือศีล5 แล้วทำได้ไหม อาตมานี้ทำได้มาตั้งนานแล้ว อาตมาเริ่ม ตั้งชุมชนตั้งแต่ พ.ศ. 2527 ชุมชนแรกคือ ชุมชนปฐมอโศก ตั้งแต่บัดนั้นมาถึงบัดนี้ อาตมาก็มีหมู่บ้าน ก็ยังเป็นหมู่บ้าน ชุมชนที่ถือศีลจริงๆ ไม่ใช่เห็นแค่ชั่วคราว เอาไปโชว์อวด ถือศีลแล้วรู้ว่าศีลสมาธิปัญญา ปฏิบัติอย่างไร ก็คือ ปฏิบัติศีลให้ชำระกิเลส แล้ว จะบรรลุเป็นพระอรหันต์บริบูรณ์ไปโดยลำดับ ปฏิบัติศีลให้เจริญเป็นกุศล ขัดเกลาตนเอง ให้บรรลุเป็นพระอรหันต์บริบูรณ์ไปโดยลำดับ ใน กิมัตถิยสูตร แต่กระแสหลัก ที่เขาเรียนกันนั้นคือ ศีลขัดเกลาแค่กายกับวาจา ไม่ได้บรรลุอาริยธรรม หรือบรรลุอรหันต์ ถ้าจะไปบรรลุอาริยธรรมก็ไปเข้าใจว่าจิตจะต้องเป็นสมาธิ เข้าใจว่า ถือศีลไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ จะต้องปฏิบัติสมาธิจึงบรรลุ เป็นพระอรหันต์ ท่านก็ยังมิจฉาทิฐิเข้าใจว่าต้องไปนั่งหลับตาทำสมาธิต่างหาก มีวิธีองค์ประกอบแยกไปต่างหาก แทนที่จะเข้าใจว่า ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์แล้วจะเกิดสมาธิ ที่เรียกว่า อริโยสัมมาสมาธิ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ใน มหาจัตตารีสกสูตร เล่มที่14 สมาธิต้องมาปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ทำในขณะ คิด พูด ทำ กัมมันตะ อาชีวะ ก็ให้เป็นสัมมา ปฏิบัติแม้ในขณะคิดนึกก็ให้เป็นสัมมา ทำให้ได้อย่างนี้แหละ แล้วจะเกิดผลสั่งสมรวม เป็นสัมมาสมาธิ ที่เป็นเอกัคคตาจิต ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเอา พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ครบตรงที่ว่า ถ้าไม่เป็น สัมมาสมาธิ ก็ต้องเป็นมิจฉา จะเป็นสัมมาสมาธิได้จะต้องปฏิบัติให้ได้ สัมมาอาชีวะ 5 ถ้าไม่เข้าหลักเกณไม่เป็นสมาธิ ให้ พ้นมิจฉา 3 ของกัมมันตะ ถ้าไม่เข้าสัมมากันมันตะ ไม่เกิดสัมมาสมาธิ วาจาก็มีมิจฉา 4 กัมมันตะก็มีมิจฉา 3 ที่ต้องทำให้พ้น โดยเฉพาะมิจฉา 3 ของสังกัปปะ มิจฉาที่ไปดำริใน กาม พยาบาท วิหิงสา ต้องลดกาม ต้องลดพยาบาทเขาไม่ได้ระลึกถึงอันนี้เป็นตัวหลัก เขาไม่ได้เรียนรู้สัมมาหรือมิจฉาเลย อาตมาได้แต่ตำหนิ สิ่งที่ไม่ถูกต้อง 46 ปีแล้ว ทำไมว่าแต่เขา แต่เขาก็ไม่รู้สึก เขาถือว่าโพธิรักษ์พูดนี้ เหมือนหมาเห่าเครื่องบิน ไม่ได้สนใจ ไม่ได้แยแส ไม่ได้อะไรเลย ไม่มีใครเปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่ออกนอกขอบเขตพุทธไป แต่ไหนไหน อาตมาก็พูดชัดเจนว่า ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่มีศีลเลย แม้แต่พระ ก็มีแต่วินัย 227 มีศีลที่ใหน ถ้าไปถามพระว่า ศีลของพระคืออะไร นอกจากพระที่ศึกษามาก็จะรู้ แต่ ถ้าไปถามก็จะตอบว่ามีศีล 227 ทั้งๆที่ คือวินัย ถ้าไปละเมิด ก็ต้องอาบัติ แต่ศีลก็คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่ไม่มีแล้วตอนนี้วัดวาอารามต่างๆ ก็ละเมิดกันด้วย ทุกวัด ที่ จุดธูป จุดเทียน ก็คือวัดที่ ละเมิดศีล ของพระพุทธเจ้า ใน มัชฌิมศีล ว่าเป็นเดรัจฉานกถา เสื่อมขนาดศีลก็ไม่มีแล้ว ศาสนาพุทธในเมืองไทยไม่มีศีลแล้ว และไปละเมิดกันด้วย พระเจ้าต่างๆ วัดวา ก็ไม่มีศีลพระไม่ได้มาพูดถึงศีล 43 ข้อนี้เลย ส่วนเณรนั้นก็ให้รับศีล 10 ส่วนพระนั้นถือศีล จริงๆก็เป็นวินัย 227 อย่างนั้นเลย ส่วนของสมาธินั้นเอาไปหลับตา อาตมาถามถึงว่า ในพระไตรปิฎกมีคำไหนบอกว่าให้ไปนั่งหลับตา แล้วจะเกิดสมาธิ เอาคำว่าหลับตามาให้ดูหน่อย หามาหน่อยสักคำ ว่า หลับตาสมาธิมีไหมในพระไตรปิฎก ส่วนปัญญา ตามหนังสือ วิชชา 8 ตั้งแต่ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ ก็ไปเข้าใจว่าเป็นฤทธิ์เดช เป็นอภิญญา คำว่าอภิญญาก็คือ ก็ไม่มีปัญญานั้นเลย สรุปแล้วศาสนาพุทธ ไม่มีทั้งศีล ไม่มีทั้งสมาธิ ไม่มีทั้งปัญญา ป่วยการกล่าวไปไยคำว่าวิมุติ สมาธิ เขาก็บอกว่าให้ไป นั่งหลับตา ก็ใช่มีอยู่ แต่มันไม่ใช่ของพระพุทธเจ้ามันไม่ใช่สัมมาสมาธิ มันเป็น มิจฉาสมาธิ เมื่อมันไม่ใช่สัมมาก็เป็นมิจฉา สมาธิของพุทธเจ้าได้เต็มเติมว่า เป็นสัมมาสมาธิ แม้แต่ทิฏฐิก็ต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ ความรู้ความเห็น อาชีพก็ สัมมาอาชีวะ ก็คือทำงานอาชีพต่างๆ แต่เดี๋ยวนี้ทำแต่มิจฉาอาชีวะ เมื่อวานโยมไปฟังงานสวดศพ พระที่มาแหล่ให้ฟัง ก็ตั้งราคาไว้ 7000 บาท แล้วก็มีคนเมามาด่าพระว่าเห็นแก่เงิน คือฟังแล้ว น่าเศร้า น่าเกลียด น่าสลดใจ น่าเกลียดมาก ขออภัยที่พูดแล้วเกรงใจกันอย่างมากจริงๆ แต่เลี่ยงไม่ออก ที่จะต้องพูดอย่างนี้ ต้องตำหนิว่าไม่ถูกต้อง เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ดูแล้วน่าสังเวชใจ ในศาสนาพุทธเสื่อมมากแล้วจนกระทั่งต้องพูดว่า พูดชัดๆพูดตรงๆเลย ว่าอาตมาเอาชีวิตมาทางนี้ตั้ง 46 ปีแล้ว ก็พูดมาอย่างนี้ตลอด ไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้มาดัดจริต แต่เป็นความจริงใจที่ว่า ที่ตำหนิด้วยปรารถนาดี เอาหลักฐานในพระไตรปิฎกยืนยัน อ้างอิงด้วย ไม่ได้พูดอย่างหลักลอย ใส่ไคร้หาเรื่องด้วยเลย เอาอะไรมาตรวจสอบ ไม่ใช่เลย ขนาดผู้ที่จะขึ้นเป็นสังฆราช ก็ดูสิ มีคดี แล้วก็ยังดันทุรังจะเป็นอีก ดีไม่ดีเขามีหลักฐานยืนยัน ว่ารถคันนี้ ผิดกฎหมายทุกขั้นตอน และได้ยินมาบ้าง ผิดกฎหมายก็ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว แต่ก็เฉยกัน แล้วเอาพระคณะใหญ่มาประท้วงว่าจะต้องแต่งตั้งเป็นสังฆราช รวมหัวกันเลย เป็นพระมาแสดงตัวกันมากเลย ก็หมายความว่าอะไร ก็หมายความว่าพระเหล่านั้นไม่ได้รู้เรื่อง ไม่สะดุดกันเลย จะเอาพระปาราชิกขึ้นจะเป็นสังฆราช ไม่สะดุดใจหรือ นั่นยิ่งแสดงถึงหลักฐานว่า สังคมพระสงฆ์ส่วนใหญ่ รวมตัวกันมาขู่รัฐบาลว่า ถ้าไม่จัดการทูลเกล้าให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็จะออกมาประท้วงกัน ทั้งที่ประวัติยังไม่เรียบร้อย บริสุทธิ์ผุดผ่อง มีคดีค้างคา จะเอาขึ้นไปทูลเกล้าได้อย่างไร เขาก็ว่าต้องเอาคนนี้แหละ ตามหลักเกณฑ์ แล้วดันทุรังว่าจะต้องตั้งให้ได้ อยากจังเลย เป็นพระเป็นเจ้าอะไรกัน ดูแล้วมันน่าเศร้า น่าสลดใจจริงๆ ในเรื่องของวงการศาสนาในเมืองไทย อาตมาเองพอยืนยันได้ว่า ได้ออกจากทางโลกออกมาจริงๆตั้ง 46 ปีแล้วไม่คิดจะเวียนกลับไปจริงๆ ไม่มีจิตทุรพล ที่ท้อแท้ ไม่เอา หนักแสนหนักยากแสนยาก ก็จะตายทางนี้ ขอยืนหยัดยืนยัน จะเกิดอุปสรรค ก็ไม่ไปเอางานอื่นที่จะทำอีกแล้ว เพราะอะไร เพราะว่า มนุษย์นั้นทุกคนเกิดมา ไม่มีอะไรดีกว่า ที่จะ ต้องมาศึกษาเอาธรรมะ เพราะอะไร เพราะมนุษย์ต้องมาเอาอันนี้กันเถิด เอาธรรมะเถิด ชีวิตเกิดมา อย่าเป็นโมฆบุรุษ คนเกิดมาไม่ใส่ใจปฏิบัติธรรมะ คือคนเกิดมาตายเปล่า คือโมฆบุรุษ เกิดมาไม่ได้เรียนรู้ศึกษาธรรมะฝึกฝนธรรมะ ก็ได้อธรรมไป แล้วธรรมะพระพุทธเจ้านั้น 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 34)

ไม่ง่ายเลย เพราะฉะนั้น แม้ไม่ง่ายก็ต้องเอา พระพุทธเจ้าตรัสว่าเกิดมาแล้วไม่เอาธรรมะก็คือโมฆบุรุษ แล้วมาบอกว่าตนเองเป็นพุทธศาสนิกชน เวลากรอกเอกสาร มีช่องให้กรอกว่า ตนเองนับถือศาสนาอะไร ก็กรอกว่าตนเองเป็นพุทธ แต่ไม่เคยแยแสพุทธธรรมเลย อาตมาก็ไม่รู้จะพูดอะไร ก็ขอเตือนสติว่า พวกคุณเป็นมนุษย์ เมื่อเกิดมาเป็นคน แต่เกิดมาไม่สนใจธรรมะก็คือโมฆบุรุษ คนไทย 95 เปอร์เซนต์เป็นพุทธศาสนิกชนตามทะเบียนบ้าน มาใส่ใจมาเอาธรรมะ ได้ธรรมะถึง 1% บ้างไหม มันน่าเศร้าไหม!! ต้องเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ได้ แม้แต่ไปปฏิบัติธรรมในวัด คุณก็ยังไม่ได้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ได้ก็ได้เปลือกๆ บางคนนึกว่าตนเองได้เยอะเพราะตนเองได้เรียนพุทธศาสนาจบบัณฑิต เป็นด็อกเตอร์ เป็นดอกเตอร์ทางศาสนาด้วย นึกว่าตนเองได้ธรรมะพระพุทธเจ้าไปแล้ว แต่แท้จริงยังเป็นโมฆะบุรุษ ได้โสดาปัตติมรรคหรือยัง ยังไม่ได้เลย ไม่ต้องพูดถึงโสดาปัตติผล ใครที่ได้มาบอกหน่อยว่าได้อย่างไร จะมาอ้างว่าได้แบบเดียวกันกับที่พระโกณฑัญญะบรรลุ หรือพระยสะบรรลุ มาอธิบายให้ฟังให้อาตมารู้บ้าง พระยสะนี้ฟังธรรมกันฑ์แรกก็บรรลุพระโสดาบัน หมายความว่าจิตเข้ากระแส จิตมันมีปัญญารู้เลยว่า ไปหาเงินหาทองอย่างนั้น ไปล่าลาภยศอย่างนั้น มันไม่ใช่ทาง และพระยสะก็ฟังธรรมอีกกัณฑ์หนึ่ง บรรลุพระอรหันต์เลย ไม่ได้ไปล่าลาภยศสรรเสริญมาเป็นตำนานเป็นประวัติจะให้บรรยาย เพราะว่าพ่อพระยสะมาตามหา ก็เลยฟังธรรมอีกอันหนึ่ง ลูกก็ได้เป็นพระอรหันต์เลย พ่อได้ฟังเทศนาแล้วก็บอกกับลูกว่ากลับบ้านเถิด พระพุทธเจ้าก็บอกกับพ่อพระยสะว่า ลูกของเธอบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว จะเอากลับไปทำไม ผู้ที่บรรลุธรรม จะต้องอธิบายอารมณ์จิตเจตสิกของผู้บรรลุธรรมได้ แม้จะไม่ใช่ภาษาของทางวิชาการแบบพระพุทธเจ้า ก็จะบอกอาการจิตของตนเองได้ เนื้อหาอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้ ว่าเป็นอย่างไร เช่นจะพูดคำว่าเวทนา ก็ไม่ต้องบอกว่าเวทนา ก็พูดว่าความรู้สึกของเราไม่เอาแล้ว ไม่เอาความสุขแบบโลกๆอีกแล้ว ถ้าจิตเป็น พระอรหันต์ จิตไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว มันจืดจริงๆ ถ้าเป็นพระอนาคามี ก็ไม่มีกาม ไม่มีพยาบาทในกามภพ ก็จะมีพลความอธิบายด้วยพยัญชนะ อธิบายให้รู้ลักษณะต่างๆได้ ยกตัวอย่างเช่น โสดาบัน ท่านบอกว่า จะ ต้องพ้นอบายภพได้ อบายภพ คือเอาหยาบๆเช่น คนคนนี้บรรลุโสดาบัน คนคนนี้จะไม่ฆ่าสัตว์อีกเลย คนคนนี้จะไม่เอาแล้ว ของที่ไม่ใช่ของของเราอีกแล้ว แต่อยากได้ของคนอื่น ก็ยังอยากอยู่ แต่จะไม่โกงเอามาเลย อารมณ์กามร่วมเพศก็มีผัวเดียวเมียเดียว ถ้ารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจัดจ้านก็ไม่เอาแล้ว จะต้องไปเสพก็ไม่มี อบายมุขไม่มี จะชัดเจนว่ามันมีหิริโอตัปปะ ถ้าคุณรู้สึกว่าเป็นอย่างนี้ คิดถึงคนนี้ ไม่เอาต่อไปอีก ก็ถือว่าเป็นโสดาบันแล้ว ถ้าเป็นโสดาบันเต็มรูป เรียกว่า นิยตะ สัมโพธิปรายนะ แม้ในใจจะมีอยู่ แต่ทางภายนอกจะไม่ละเมิดศีล5 คนทั่วไปเข้าใจว่าปฏิบัติศีล 5 ภายนอก คือปฏิบัติศีล จิตเขาอธิบายไม่เป็น จิตของคนที่มีกำลังจนไม่ละเมิด 5 ข้อนี้ได้ เมื่อไหร่ก็ไม่ละเมิด ต่อหน้าและลับหลัง จิตใจห้ามได้ อาจจะมีจิตใจที่อยากได้ แต่เป็นเงินที่ไม่ใช่ของเราจะไม่โกงเอามาเลย ไม่ละเมิด

_คนอู๊ดถามว่า ถ้าในวัดนี้มีปลวกขึ้นศาลาหลังใหญ่นี้ ? พ่อครูว่า...ปลวกมันขึ้นบ้านเรา จิตของคนไม่มีอยากฆ่าหรอก จิตของคุณไม่อยากฆ่าเลย ถ้าเป็นแต่ก่อนคุณจะคิดไหม คุณไม่คิดเลย อยากฆ่าไม่ยาก ก็เอายามาฆ่าเลย หรือไม่ก็บี้มันเลย แต่พอคุณบรรลุแล้ว จิตของคุณสัมผัสสัตว์ จะไม่อยากฆ่ามันเลย ถ้าเป็นคนรู้ว่าสัตว์มีชีวิตหรือไม่? ถ้าคุณไม่รู้อย่างนี้ ไม่มีทางเป็นโสดาบันหรอก เช่น คนตบยุง คนตบยุงอยู่จะเป็นโสดาบันได้อย่างไร เพราะไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์ แล้วมันก็มีชีวิต คุณก็ต้องหาวิธีเอาปลวกออกไป จะมีความรู้อย่างไร ที่จะเอาออกไปไม่ใช่ฆ่ามัน ถ้าคุณรู้แล้ว ฆ่าปลวกนี้เป็นวิบากบาป ทำแล้วเป็นอกุศลวิบาก แต่คุณรักข้าวของมาก จนคิดว่ากรรมก็กรรมเถอะ ก็ทำไปก็เป็นวิบากของคุณ ก็ได้บาปไป ก็เท่านั้นเอง

_คนอู๊ดถามอีกว่า มีนักบวชบอกว่า ช่วยพิจารณาหน่อยว่าจะเอาวัดไว้หรือจะเอาปลวกไว้? พ่อครูว่า… ก็แล้วแต่ใครจะเสียสละไหม ว่ากันตามสัจธรรม บางทีก็ไปบวกลบคูณหารกันไม่ได้ง่ายๆ แต่ก็มีค่าของมันทั้งนั้น พูดไปแล้วจะหาว่าไปยุแหย่ให้ฆ่าสัตว์ไม่ได้ มันผิดมันไม่ดี ก็ต้องใช้ปฏิภาณปัญญาเอาเอง

สรุปอีกทีหนึ่งว่า ชีวิตของคนเรา ทำไม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน