590303_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อัศจรรย์ไปตามลำดับสัมมาทิฏฐิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590303_พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครู บ้านราชฯ อัศจรรย์ไปตามลำดับสัมมาทิฏฐิ
พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม 2559 แรม 10 ค่ำเดือน 3 ที่ราชธานีอโศก วันนี้วันพฤหัสบดี ก็มีนักเรียนมานั่งเรียนด้วย ส่วนหนึ่งปิดเทอมไป มีเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง
สื่อธรรมะพ่อครู (ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลขัดเกลากิเลสไปตามลำดับ ที่ชาวอโศกเรา หลวงปู่ได้ดำริเพื่อที่จะให้ความรู้แก่เยาวชน เกิดมาแล้วก็เป็นอย่างโลกๆ ที่เขาพาเป็น ซึ่งก็คือในสังคมยุคนี้สมัยนี้ ทั่วทุกประเทศเห็นความสำคัญว่า คนเกิดมาต้องมี การศึกษา เกิดมาต้องมีความรู้ เขาก็พากันหาวิธีการสอนความรู้ สุดท้ายกลายเป็นความรู้ทางเทคนิค ที่สามารถเอาไปทำงาน ทำการเลี้ยงชีพรอด เหมือนกับเดรัจฉาน หมู หมา กา ไก่ มันก็สอนลูก ให้รู้จักเทคนิคในการเลี้ยงชีวิต ตามแต่ละประเภทของสัตว์แต่ละชนิด มันก็เรียนรู้ตามพ่อแม่ตามสังคม ก็ฝึกปรือได้ความรู้ ความรู้ของโลกทุกวันนี้ก็เป็นความรู้เช่นนั้น เป็นความรู้ทางเทคนิคฝีมือความสามารถที่จะเอาไปใช้เลี้ยงชีพได้ ทุก วันนี้ยิ่งมีแต่ความรู้ทางเทคนิค จะรู้มากฉลาดเก่งเอาไปเลี้ยงชีพทำมาหากิน แล้วก็รวยลาภ ยศ สรรเสริญ แล้วก็เอามาเสพสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจบำเรออัตตา บำบัดกามารมณ์ บำเรอกามคุณ ก็เลยกิเลสยิ่งหนา หนาขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่รู้เท่าทันการบำเรอทางทวารทั้ง 6 การบำเรอคือจิตใจมันอยากจะได้อะไรอย่างที่ชอบ ตามที่อุปทานยึดติดไว้ในใจ ก็อยากได้มาเสพ หรืออยากได้มาเป็นของตน ถ้าไม่ได้หรือใช้วิธีความรู้ทางเทคนิคสร้างเอาเอง ถ้าสร้างเองไม่เป็นก็ทำงานอย่างอื่นเอาไปแลกเงิน แล้วใช้เงินเป็นตัวกลางเอาไปแลกสิ่งที่ตัวเองอยากได้ เอามาเสพรส ได้มาก็เรียกว่าสมความโลภ ได้มาเสพรสสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือเสพเพื่อจะบำเรออารมณ์ในจ
อ่านต่อ
ิต พอได้เสพสมใจตามที่เรายึดถือเราก็เป็นสุข กิเลสก็อ้วน เพราะว่าได้บำเรอได้อาหารที่เสพติด ปุถุชนจึงกิเลสโตทุกวันทุกวินาที ผู้มีความรู้เป็นปราชญ์ก็อยากจะให้สังคมอยู่เป็นสุข ก็สอนความรู้ที่เรียกว่า คุณธรรม ความรู้คือความดีงาม ความไม่โลภนี้ก็พอรู้ แต่ไม่รู้วิธีที่จะลดความโลภ ความโกรธเป็นโทษภัยรู้ได้ง่าย โกรธแล้วจะต้องไปทำร้ายคนอื่น ส่วนความโลภมากเข้าก็ไปแย่งชิงเขา ก็รู้ว่าแย่งชิงเขานี้ไม่ดี เป็นสามัญ แต่เรื่องเอามาสมรัก สมโลภ แล้วถือว่าสุจริต เพราะไม่ได้ขโมยแย่งชิง ไม่ได้ผิดกฎระเบียบสังคม ถือว่ามีคุณธรรม ก็สอนกันเป็นคุณธรรม เรียกว่าโลกียธรรม เป็นกัลยาณธรรม เป็นธรรมะที่ดี แต่ไม่ได้เรียนรู้ว่าการที่เอามาสมใจนี้คือ สมกิเลส แม้แต่ไปทำร้ายคนอื่นให้สมใจ กิเลสก็อ้วนก็โต คำว่าปุถุนี้แปลว่าอ้วน แปลว่ามาก แปลว่าใหญ่ แปลว่าหนา ควบแน่น คนที่มีกิเลสหนาจึงชื่อว่าปุถุชน ศาสนาต่างๆ ก็พอเข้าใจ ว่าจิตมีตัวนี้มีกิเลสที่อยากได้มาเสพ ก็หาวิธีกันสารพัดที่จะลดละ เช่น วิธีการสะกดจิตไปนั่งหลับตา ไม่เอาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่แย่งชิงกับใคร ไม่เอาอะไรของใคร ศาสนามีความรู้อันนี้ก็สอนกัน แต่วิธีที่รู้นั้น เป็นวิธีที่พยายามรู้ว่าไม่อยากเอาของเขาจริงๆ อย่าไปแย่งของเขาจริงๆ มันไม่ดี โดยสามัญสำนึกก็พอรู้ว่าไม่ดี ไม่ควรทำ เขาก็ฝึกบังคับตัวเอง อย่าไปทำหรือให้พรากห่างให้หนีโลกธรรมนั้น อย่าไปสัมผัสคลุกคลีใกล้ชิด เพราะจะทำให้เกิดกิเลสได้ ก็เลยมีวิธีง่ายๆ หนีมันห่างมัน จึงเกิดลัทธิเข้าป่าเข้าถ้ำ วิธีของพระพุทธเจ้ามีอุบายเครื่องออก คือเราปฏิบัติอยู่กับเหตุ สิ่งที่เรายึดไว้สัมผัสแล้วอยากได้ ถือว่ามันเป็นกิเลส ความอยากได้มาให้แก่ตัวเองคือกิเลส ทำอย่างไรจะให้จิตไม่เกิดอาการอยากได้ เช่น การสะกดจิตให้ลืม กดไว้ เมื่อทำให้มากก็มีพลังงานควบแน่นทำให้ลืม ก็ลืม ก็แน่น ก็บรรลุในธรรมะแบบนั้นได้ แต่ไม่ใช่ของพุทธ เดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธชาวพุทธก็ทำอยู่แค่นี้แหละ แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นเรียกว่า อภิธรรม เป็นธรรมะที่ยิ่งใหญ่กว่าการสะกดจิตให้ลืมไป หรือใช้เวลา ใช้พลังในการลืมในการกดข่มไว้ ของพระพุทธเจ้านั้นไม่ต้องหนี ให้เรียนรู้อาการของกิเลสในจิต จิตที่มีกิเลสแล้วก็เรียนรู้ทีละกรอบตามที่ตั้งไว้ ตั้งแต่อย่าไปอยากฆ่าสัตว์ใดๆ ถ้าไม่ฆ่าสัตว์ใดๆ ที่เป็นชีวิตเรียกว่า ปาณา หรือ ปาณะ อาการอย่างที่อยากเบียดเบียนเขา อยากฆ่าเขานี้คือกิเลส 2. คืออาการอยากได้มาเป็นของตน ได้เงินได้ทอง ได้บ้านได้ช่อง ได้ที่นา ได้เพชรนิลจินดาอะไรก็แล้วแต่ จนกระทั่งถึงอยากได้คน มาเป็นข้าทาสบริวาร มาเป็นคนของเรา สุดท้ายมาเป็นคนที่เราจะได้สัมผัส เสียดสีทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัส เสียดสีเรียกว่ากามรส ก็เป็นอีกอันหนึ่งในการเสพกามรส หรือกามราคะ ก็มีสาม หลักใหญ่ 1. จิตที่เป็นโทสะมูล คือจิตร้ายจะไปแย่งชิงทำร้ายคนอื่น เบียดเบียนคนอื่นเอาของเขามาก็เบียดเบียน ทำร้ายคนอื่นก็เบียดเบียน 2. ความโลภอยากได้ของคนอื่นเอามาเป็นของตน 3. อยากได้มาสัมผัส เสียดสี เสพรสเป็นราคะ นี่คือ มิจฉากัมมันตะ 3 กรรมสามอย่างที่เป็นมิจฉา ที่ต้องเรียนรู้ มันจะแสดงออกมาทางกายกับวาจา เพราะเกิดจากใจที่มีโทสะ หรือโลภะ หรือราคะ แล้วก็ใช้กรรมข้างนอก วิธีทางวาจา เพื่อจะข่มขู่แย่งชิง หาทางเอามาเป็นของเราให้ได้ ผู้ที่ได้เพราะผู้อื่นให้จะเป็นปัญญา คือฉลาดเฉลียว เป็นการรู้ว่าควรให้ ไม่ใช่ถูกหลอก ให้ผู้นี้เพราะว่าควรให้ เพื่อท่านจะได้เอาไปใช้ประโยชน์ของท่านเอง ท่านจะยังชีวิตอยู่เป็นอาหาร เป็นเครื่องใช้บริขารที่จำเป็น แล้วท่านก็จะได้ไปรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่น คนที่รู้เช่นนี้ก็จะช่วยเหลือท่าน ท่านไม่ได้เอามาด้วยการเบียดเบียนเลย ไม่เบียดเบียนแล้วจิตไม่โลภไม่อยากได้ แต่ท่านจำเป็น ท่านสมควรจะเอาไปใช้ประโยชน์ จึงมีผู้ที่เต็มใจให้ด้วยปัญญารู้ว่าควรจะให้ สำหรับคนนี้ที่ท่านมีความซื่อสัตย์บริสุทธิ์ไม่มีกิเลสอยากได้ เราก็ยิ่งควรจะให้ ถ้ายิ่งจะอยากได้เอาไปเป็นของตนเพื่อเสพรส หรือเอาไปทำร้ายคนอื่น ไปซื้อเครื่องมือทำร้ายคนอื่น ยิ่งจะไม่ให้ เพราะให้แล้วเอาไปทำบาปทำกรรมให้สังคมเดือดร้อน ถ้าให้แล้วท่านไม่ได้เอาไปทำร้ายใคร ไม่ซื้อหรือแลกเอามาเป็นของตน เอามาเสพสมราคะเป็นสุข ถ้าแบบนี้ไม่ให้ ศาสนาพุทธจะมีความรู้ความฉลาด รู้โลกว่าเขาอยู่อย่างไร สังคมนี้เป็นอย่างไร เราก็จะช่วยเขา จะช่วยด้วยวิธีต่างๆ แม้แต่เรื่องเงินบริจาคมา ก็ให้สำหรับผู้ที่ควรจะได้เงินนี้ ให้ประโยชน์แก่สังคมบริษัทหมู่กลุ่มนั้น ว่าเขาจะเอาไปใช้อย่างนั้นให้เป็นประโยชน์ ก็ให้ต่อไป หรือเอาไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะยิ่งเป็นสิ่งที่ดีใหญ่เลย ใช้ร่วมกันเป็นสาธารณะกว้างขวาง เป็นของจำเป็นในชีวิตที่จะต้องใช้ที่เราเรียกว่า สาธารณูปโภค ผู้ที่ไม่โทสะ ไม่ราคะ ไม่โลภะแล้ว กลับมีพลังงานความรู้อย่างไม่หนีโลก ใครมีความรู้ทางเทคนิคเมื่อมาบวชแล้วก็ยังมีอยู่ ออกไปทำงานให้แก่โลก ช่วยโลกอย่างไม่มีความโลภ ไม่มีโทสะ ไม่มีราคะ ท่านไม่มีราคะ โลภะ โทสะ ท่านช่วยอย่างมีวิธีการชาญฉลาด ให้ลดกิเลสตามฐานะ ให้กินใช้ตามฐานะ ก็จะรู้การประมาณจัดสรร ให้มีอุปายโกศลให้เขาขัดเกลากิเลส อย่าตะกละตะกราม หรืออย่าเสพกิเลส อย่าไปบำรุงกิเลสโทสะมูล อย่าไปบำรุงกิเลสราคะมูล อย่าไปบำรุงกิเลสโลภะมูล ให้ละหน่ายคลาย วิธีของท่าน ให้เรียนรู้กิเลสโทสะ ราคะ โลภะ ในกรอบในหลักเกณฑ์เบื้องต้นอย่างหยาบ เรียกว่าขั้นอบาย ไม่ดีขั้นต้นขั้นต่ำ แล้วถ้าคิดไม่ออก ตรวจสอบกิเลสตนเองไม่ได้ ว่าเรามีโทสะแรงด้วยเหตุปัจจัยอะไร เรามีราคะกับอะไร หรืออยากเสพรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสด้วยเหตุปัจจัยอะไร ก็ไม่รู้ตัวเอง ท่านก็ตั้งหลักเกณฑ์เป็นยากลางบ้าน เรียกว่าศีล 5 เป็นเบื้องต้น ศีล 3 ข้อแรกก็เป็นการบำเรอกิเลส ศีลข้อที่ 4 เรื่องของวาจา เป็นการสร้างเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ 3 ข้อแรกนี้ ส่วนศีลข้อที่ 5 คือ มอมเมาตนเองที่ยังติดในโทสะ โลภะ ราคะ ขั้นหยาบที่ตนเองมีนั่นแหละ จึงเรียกว่า สุรา เป็นการถูกเมา จิตประสาทคุมไม่ได้ เป็นคนเสพติด ท่านก็ให้เรียนรู้ล้างใจที่เมาที่เสพติด มีโทสะ ราคะ โลภะหยาบของเรา ที่ตา หู จมู กลิ้น กายของเราสัมผัส ตั้งแต่วัตถุที่เป็นของคนอื่น ที่เราอยากจะไปแย่งชิงไปปล้นทำร้ายนั่นโทสะ ไปแย่งสิทธิที่ไม่ใช่ของเราเรียกว่าโลภะ อยากได้อะไรต่างๆ มาสัมผัส เสียดสี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตั้งแต่คน อยากได้คนเอามาสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้เกิดรสราคะ จนกระทั่งวัตถุ สัมผัสรูปนั้นโฉมนั้น ดูแล้วมันสวยมันน่าดู มันเพลินมันสุข เสียงอย่างนี้มันเป็นความสุขสบาย ได้สัมผัสในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆ สัมผัสจากคน จากสัตว์ จากพืชพรรณธัญญาหาร ดอกไม้ ผลไม้ ต้นไม้ จนกระทั่งถึงดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เป็นภูเขา แม่น้ำ เป็นอากาศ เป็นแสง สี เสียงอะไรต่างๆ สัมผัสแล้วก็ชอบสบายเป็นสุข ที่เรียกว่าอบายเพราะต้องการมาก จัดจ้าน ในยศ ตำแหน่ง ในดิน น้ำ ไฟ ลม พลังงานอะไรก็แล้วแต่ จนถึงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เสียดสี เสร็จแล้วก็เกิดอาการ สัมผัส เสียดสีได้ ทางโผฏฐัพพารมณ์เป็นสุข จนโง่อวิชชา มีตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสจริงๆ ก็มีอาการจริงๆ แม้โง่ซ้อนคือไม่มีการสัมผัสจริงทางทวาร 5 อยู่ในการคิดระลึกถึงเอา ระลึกสภาพอย่างนั้นๆ ที่เราเคยมี เคยเป็นเพลิดเพลินก็เป็นสุขได้ ดีไม่ดีหลงปั้นเป็นรูปเรื่องราวภพชาติได้ แล้วก็ปั้นให้ตนเองสำเร็จด้วยจิตเรียกว่า มโนมยอัตตา มีไคลแมกซ์สุข ไม่ได้สัมผัสจริง แต่จำได้ เคยได้ เคยมี เคยเป็น ก็เลยนึกเอา ปั้นข้นเคี่ยวหลงเมา เป็นสุรา เมาว่ามันเป็นจริง เหมือนได้สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่า มโนมยอัตตา เป็นการสำเร็จด้วยจิตปั้นขึ้นมาแล้วก็สุดท้ายมีความสุข ถ้าไม่ไคลแมกซ์สูงสุดก็สุขเพลินฝันเพ้อไป อย่างนี้มันดี ปั้นเองไป ไม่มีความจริงอะไร เป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิต มโนม ยอั ตตา คนไม่เข้าใจสัจธรรม ก็จะมีรูปราคะเช่นนี้ เสพสมใจที่ได้สัมผัส ไม่มีของจริงเลย เพลินว่าเราได้ลาภ คิดว่าถ้าเราได้ลาภขนาดนี้ จะเอาไปซื้ออันนั้นทำอันนี้ เพลินไปเรื่อย จนกระทั่งไปสัมผัสใช้ประกอบกันทั้งข้างนอกและข้างใน ไม่ได้เป็นของตนนะ ตาสัมผัสอันนี้ แล้วก็ยึดความยึดในจิตใจ เป็นตัณหาอุปาทาน ถ้าได้สัมผัสทางตาว่าอันนี้อย่างนี้ เช่น สัมผัสคน คนอย่างนี้โอ้โห ถ้าเราได้สัมผัส ได้ตามองเพ่งแล้วฝันเพ้อ มโนมยอัตตาเพ่ง สัมผัสไปสุขสูงสุดได้ เรียกว่าไคลแมกซ์ ชื่นใจก็กลับบ้าน อยากได้ดูอะไรก็แล้วแต่ หรือไปสัมผัสเสียง คราวไหนที่สูงสุดก็คือสูงสุด คราวนี้ได้ไปฟัง ปั้นเป็นเสียงต่างๆ เรียกว่ามีเพลง ได้ไปฟังเสียเงินเสียทอง ราคาแพง มันอร่อยจริงๆ สุข คุ้ม ไคลแมกซ์ คนซาดิสม์ไปเห็นเขาทำร้ายทำลายกัน ชกมวย ใช้เล่ห์เหลี่ยมแทคติก ดีไม่ดีแรงถีบเตะกัน ชนะคะคานกันก็ชื่นใจ ได้สัมผัสการทำร้ายกันชนะกัน มันไปสร้างความอำมหิตซาดิสม์ให้ตัวเอง ซาดิสม์คือเห็นคนอื่นทุกข์ทรมาน ตนเองเป็นสุข ถ้าหนักเข้าเป็นมาโซคิสม์ก็ตนเองได้ทุกข์ทรมานก็เป็นสุข เขาด่า เขาทิ่มแทง เขาอะไรก็ชอบใจ หรือเขาทำแรงๆ กระทบกระแทกทางกายเลยแรงๆ ตนเองเป็นคนเจ็บ คนอื่นไม่ได้เจ็บ เป็นมาโซคิสม์ ก็สมใจได้ไคลแมกซ์สุขสูงสุด ไม่เรียนรู้ก็อยู่อย่างนี้ตลอดกาลนาน หลงเป็นสุขจริง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า ไม่ใช่สุขของจริง เป็นสุขหลอก คือสุขขัลลิกะ จุลศีล เป็นศีลข้อปฏิบัติส่วนตน มัชฌิมศีลก็ละเอียดจากจุลศีลไปอีก มหาศีลเป็นเรื่องเดรัจฉานกถา ที่ท่านห้ามไว้ เป็นเดรัจฉานวิชา ที่พระพุทธเจ้าท่านห้ามเลย เป็นพุทธศาสนิกชนก็ให้เลิก โดยเฉพาะผู้มาปฏิญาณเข้ารีตบวช เริ่มบวชก็ต้องเลิกแล้ว พุทธศาสนาไม่ให้มี แม้ศีลข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง แต่ทุกวันนี้เพี้ยนไปหมด ไม่รู้เรื่องศีลธรรมนูญนี้ ในผู้มาบวช ถ้าไม่มีเดรัจฉานวิชาเลย ฆราวาสก็ย่อมไม่มี ไม่มีการรดน้ำมนต์ ไม่จุดธูปเทียน ไม่ดูหมอ ไม่เสกเป่าอะไร นี่ถ้ามีศีลมหาศีลนี้ เบื้องต้นครอบคลุมไว้ ถ้าพระหรือภิกษุไม่มีเดรัจฉานวิชาแล้วฆราวาสก็ไม่มี เพราะพระเป็นตัวต้นพาเสกเป่า ทำนายทายทัก เดี๋ยวนี้แพร่ไปสู่ฆราวาสด้วย ชาวอโศกเรามีตัวอย่างปฏิบัติได้แท้ๆ มี ศีลธรรมนูญ เมื่อไม่มีการผิดศีลมหาศีลในชาวอโศก ฆราวาสอโศกก็ไม่มี แม้สิกขมาตุก็ไม่มี ไม่มีเดรัจฉานวิชาเลย พระพุทธเจ้าท่านสร้างศาสนาของท่าน เพื่อกอบกู้ช่วยเหลือมนุษยชาติ ตั้งแต่ท่านประกาศศาสนาด้วยศีลธรรมนูญ จนสืบสานมาถึงได้ 2500 กว่าปี ทุกวันนี้ผิดเพี้ยนไปแล้ว แต่เดี๋ยวนี้เต็มไปหมดด้วยเดรัจฉานวิชา กลายเป็นจารีตประเพณีของศาสนาพุทธประยุกต์ ปรุงแต่งเต็มไปหมด แม้ยุคของพระพุทธเจ้าก็ไม่มีพิธีกรรมพวกนี้ ที่สาธยายไปคือเพื่อให้สำนึกแก้ไขความผิดแล้วทำคืนเสีย จะได้เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ
SMS 2 มี.ค. 59 _ 0805925xxx กราบพ่อวันนี้เสียงพ่อที่บ้านราชดังดี สงสัยคืนถิ่นเนอะพ่อ^!~ปลายฝน
_0893867xxx ขอบคุณบุญนิยมที่ทำให้ได้พบก๊วน smsปฝ.เจ้าประจำสมัยแรก เป็น FMtv เมื่อ10 ปีที่แล้วคืนจอธรรมะ!
_0892297 เกิดกรณีสมีเฒ่าอุ้มสมีตุ๊ดนี่ก็ดีนะเจ้าคะ ทำให้รู้ว่าสงฆ์ไทยผิดวินัยจมหูเลยแม้แต่สีจีวร พ่อครูว่า...เป็นไปตามธรรม ในพระวินัยห้ามไว้ชัด เขาเบี้ยวบาลีว่า มีคำว่า ล้วน อยู่ คือสีอย่างนั้นชัดๆ สีจีวรต้องห้าม สีครามล้วน สีเหลืองล้วน สีแดงล้วน สีบานเย็นล้วน สีดำล้วน สีแสดล้วน สีชมพูล้วน พตปฎ. เล่ม 5 ข้อ 169 ก็มันเข้าเฉดนั้นหมดแต่ท่านก็แย้ง ผ้าสีที่เป็นสีกาสาวะ คือสีย้อมน้ำเปลือกไม้ ย้อมน้ำฝาดพวกนี้ เมื่อไม่รู้ธรรมวินัยหรือเลี่ยงก็เพี้ยนไป อย่างเอาธรรมยุติกับมหานิยายมาร่วมกันทำสังฆกรรมโจทย์ พวกอาตมานี้ก็ผิดพระธรรมวินัยแล้ว
_0805925xxx พระเมตตาเอาผ้าเหลืองห่มกันหนาวให้หมากี่ชั้นๆ ก็ยังเป็นหมา ไม่ต่างกับพระที่มีกิเลสห่มเหลืองกี่ชั้นๆ ก็ไม่ต่างกับหมาไม่ใช่พระ? ปลายฝน
_0893867xxx แรงไปฤาเปล่าปฝ. มิควรใช้คำเสี่ยงครหาท่ามกลางโลกธรรม อันไม่หนักแน่นผันผวนปรวนแปรในจิตใจคน
_0805925xxx เสียงพ่อวันนี้ดังถึงชั้น2 แจ๋วเมื่อคืนฟังแบบคำนับมือถือ! ปลายฝน _0893867xxx พระสมณโคดม มีเชื้อพระวงศ์ในพระสุทโธทนะพระนางสิริมหามายา! พ่อครูสณ.โพธิรักษ์ ถึงไม่มีพัดยศสมณศักดิ์ก็มีเชื้อสายรุ่น7 ในพระเจ้าคำผงที่ ร.1 แห่งจักรีวงศ์ทรงแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองอุบลยุคแรก!
_0893867xxx ผู้น้อยคนเมืองพระชนกจักรี ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในล้นเกล้าร.1 มาปฏิบัติตามรอยธรรมพ่อครูสณ. เชื้อสายเจ้าเมืองอุบลฯ ผู้น้อยคงจำไม่ผิดและคิดไม่ผิดใช่ไหม?
_0818557xxx ขอเรียนถามว่าจุลศีล มัฌชิมศีลและอธิศีล พระข้างนอกเค้าทราบกันปะคะ งงค่ะ พ่อครูว่า...ก็ใช่อย่างที่พูดไปแล้ว และเพี้ยนไปแม้แต่โพชฌงค์ 7 เป็นต้น พระพุทธเจ้าว่า เพราะพระพุทธเจ้าเกิด โพชฌงค์ 7 จึงเกิด เพราะพระพุทธเจ้าเกิด มรรคมีองค์ 8 จึงเกิด เขาเข้าใจแค่ว่า พระพุทธเจ้าเกิดจึงมีการก้าวไปสู่พุทธธรรม โพชฌงค์เป็นการก้าวสู่พุทธธรรม ก็ฟังเพี้ยนไปเป็นว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเกิดก็เลยก้าวเดินได้เลย 7 ก้าว แล้วก้าวที่ 7 จะเป็นอย่างไรต่อนะ พอถึงก้าวที่ 7 ท่านนอนลงหรือว่าท่านล้มลงหรือนั่งลง ถามหลายทีแล้วก็ไม่มีใครตอบได้ แท้จริงคือบุคลาธิษฐาน พระพุทธเจ้าเกิด โพชฌงค์ 7 จึงเกิด คือไม่มีใครสามารถอธิบายโพชฌงค์ 7 ในโลกได้ แม้แต่มรรคมีองค์ 8 ไม่มีพระพุทธเจ้าเกิด มรรคมีองค์ 8 ก็ไม่เกิด ท่านขยายความว่า มรรค แปลว่าทางเดิน โพชฌงค์ คือการก้าวแห่งการก้าวไปสู่พุทธธรรม ยกตัวอย่างง่ายๆ ในอีสาน เขามีเรื่องแสดงความดีใจว่าไปเจอ กาเซ็ดศพ คนเขาก็ว่าเป็นอย่างไร คนฟังก็ไม่ค่อยชัด ก็ไปเล่าต่อเป็น กาเจ็ดสบ แท้จริงภาษาอีสาน คำว่าเซ็ด แปลว่าเช็ด คำว่าศพ นี้ฟังเป็น สบ คือแปลว่าปาก อีกคำว่าศพ แต่ฟังเพี้ยนเป็นเจ็ด ก็เลยไปเล่าต่อเพี้ยนๆ เหมือนศาสนาพุทธทุกวันนี้เลย กลายเป็นกามีเจ็ดจะงอยปากอีก ประเด็น ความรู้กับโคตร พระพุทธเจ้าถกกับอัมพัฏฐมานพ ตอนแรกพระพุทธเจ้าใช้โคตร แต่ตอนหลังพระพุทธเจ้าใช้ความรู้ถก แต่เรื่องโคตรนั้น บางยุคกษัตริย์กับพราหมณ์ก็ผลัดกันมีฐานะสูงกว่ากัน แต่ยุคพระพุทธเจ้า กษัตริย์นั้นสูงกว่าพราหมณ์ ครู คือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หรือพระพุทธเจ้าคือครู ในครูนี้มีครูมิจฉาทิฏฐิ หรือครูสัมมาทิฏฐิ
คาถาสนังกุมารพรหม [159] กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์. {น.92} [160] ดูกรอัมพัฏฐะ ก็คาถานี้นั้น สนังกุมารพรหมขับถูกไม่ผิด ภาษิตไว้ถูก ไม่ผิด ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ใช่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เราเห็นด้วย ดูกรอัมพัฏฐะ ถึงเรา ก็กล่าวเช่นนี้ว่า [161] กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่ชนผู้รังเกียจด้วยโคตร ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ในหมู่เทวดาและมนุษย์. พ่อครูว่า… พราหมณ์นั้น สมัยพระพุทธเจ้าเขาก็ท่องถูกกันแต่ปฏิบัติผิดแล้ว เหมือนสมัยนี้ กรรมต่างกัน ศีลต่างกัน ขยายความอุเทศต่างกัน คือความเสื่อม ตอนนี้หมู่ใหญ่อาตมาว่าผิด เสื่อมไปแล้ว อาตมาก็พูดตรงๆ ไม่ได้ด่าทอ แต่พูดความจริงเพื่อให้ตรวจสอบให้ดี เมื่ออาตมาพาทำสาธยายอุเทศแบบอาตมา แม้แต่ปฏิบัติศีลก็ไม่ตรงกับทางโน้น ถ้าทางโน้นผิดอาตมาก็ถูก ถ้าอาตมาผิดทางโน้นก็ถูก ก็ฟังกันทั้งสองฝ่าย อย่าไปถูกครอบงำว่าช่องนี้ช่องเดียว ฟังให้หลากหลาย ศึกษาให้ถ้วนรอบ มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไม่ใช่ยากหมด ทำไปจะรู้มรรคผลไปตามลำดับ แล้วคุณจะรู้ว่าจริงหรือไม่จริง
_0893867xxx ในมิตรฉัตตสูตรว่า ผู้ใดพบเห็นสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบปฎิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งจนรู้ยิ่งด้วยตนเองผู้นั้นพ้นมิจฉาทิฐิ 10 แล้ว ในพระตปฎ.24/103 _0810794xxx นมัสการเจ้าคะวันนี้ฟังพ่อท่านได้ความรุ้มากเลยคะสาธุ _กรุณาอธิบายคำว่าตรีมูรติ หมายถึงพระปัญญา พระเมตตา พระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า ในคติพราหมณ์คือพระพรหม พระอิศวร พระราม ใช่ไหม หากใช่ พระอิศวรคือบุ คลาธิษ ฐานแห่งปัญญาธิคุณ พระพรหมคือเมตตาธิคุณ พระนารายณ์คือบริสุทธิคุณใช่ไหม พ่อครูว่า ...ไขว้กัน พระอิศวรคือเมตตาธิคุณ พระพรหมคือบริสุทธิคุณ พระนารายณ์หรือพระรามคือปัญญาธิคุณ
_คำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช สอนว่าห้ามไปดับกิเลสนะ เราไม่มีหน้าที่ดับกิเลส เรามีหน้าที่เพียงรู้กิเลส กิเลสจะดับของมันเอง ข้อความข้างต้นจริงไหม ผิดหรือถูกอย่างไร พ่อครูว่า ...ตามภูมิของอาตมาว่า ที่พูดนี้ผิด กิเลส คืออกุศลเหตุที่ปรุงแต่งกันในจิต ผู้ใดมีวิปัสสนาญาณอ่านในปัจจุบัน มีตากระทบรูป หูกระทบเสียงนี่แหละ แล้วเกิดกิเลสจริงในปัจจุบัน อ่านออกได้นี่คือของจริง แล้วรู้กาย เวทนา จิต ธรรม อย่างไม่ได้แยกกันเลย ซ้อนกันเลย กาย เวทนา จิต ธรรม อยู่ในนี้ทั้งหมด ผู้ใดมีสัมมาทิฏฐิ จะอ่านองค์ประชุมรูปนาม แล้ววิจัยในปัจจุบันเลย อ่านอารมณ์สุขในจิตหรือทุกข์ในจิต มีเหตุอะไร มีอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส อย่างไร นั้นแหละเห็นสักกายะของคุณ แล้วมีวิธีปหานให้ดับไปอย่างไม่ผิดเพี้ยนเลย แต่นี่บอกว่าห้ามดับกิเลสนะก็ผิดแล้ว ท่านปราโมทย์นี้กับอาตมาสอนกันคนละแนว ท่านว่าให้เรียนรู้กิเลส แล้วเรียนรู้อย่างท่านว่าทำอย่างไรเอ่ย รู้อย่างอาตมาหรือเปล่าหนอ แต่ท่านว่ากิเลสจะดับของมันเอง คำนี้ไม่มีในคำสอนของพระพุทธเจ้า พากเพียรจะแย่ยังไม่ค่อยดับเลย
_ถ้าเราสัมผัสแล้วเกิดความอยาก ทำให้กิเลสเกิด เราก็ไม่ควรสัมผัสสิ่งนั้น แต่ถ้าเราไม่ได้อยาก แต่เราหยิบมาอย่างนี้เรียกว่าอะไร? พ่อครูว่า ...ในศีล 5 นี้ เราเว้นขาดได้เลยในสิ่งหยาบ ไม่สัมผัส แต่ถ้าไม่อยากแล้วหยิบมา คุณอ่านชัดหรือไม่ว่าไม่อยาก ถ้าเราหยิบมา ถ้าจะต้องใช้ ต้องกิน ก็หยิบมา อ่านใจออกเลยว่าไม่อยาก อย่างนี้คือจิตเป็นกลางอุเบกขา เราจะต้องอ่านอาการไม่อยาก ถ้าคุณสัมผัสอันนั้น แต่ก่อนไม่เกิดกิเลส แต่เดี๋ยวนี้หยิบมาเพื่อทำประโยชน์ อันนั้นไม่ใช่เหตุปัจจัยให้เกิดกิเลส อันนั้นบรรลุแล้ว ก็ไม่ต้องปฏิบัติ แต่ไปทำกับสิ่งที่ทำให้เราเกิดกิเลสสิ ในอาหาร โภชเนมัตตัญญุตา หรือในอาหารนี่แหละ ที่คุณว่าเลิกมันเถิด เช่น ไม่กินเนื้อสัตว์นี่มันง่าย ไม่ต้องเกี่ยวข้องเลย เช่นคุณกินมังฯ แต่ใจคุณยังอยากให้ใส่เนื้อเข้าไปอีก ก็อ่านใจเลยว่าเรายังมีกิเลส ก็พิจารณาว่าพวกนี้มันไม่สุขจริง ไม่เที่ยง ไม่ต้องมีมันเลยก็ได้ อนัตตาเลยได้ คุณกินมังฯ ก็ไม่ตายหรอก ไม่มีปัญหา
_ดิฉันและเพื่อนว.นบ.คุยกันไม่นานนี้ว่า นึกถึงบรรยากาศชั้นเรียนว.นบ.ครบเครื่องที่พ่อครูกรุณาให้ลูกๆ ทุกวัยแสดงออก ความเห็นและคำถาม ดูดีมีสีสันมากค่ะ เรากราบเสนอขอบรรยากาศเช่นนั้นอาทิตย์ละ 1 หรือ 2 วันจะได้หรือไม่ พ่อครูว่า ...เราทำมาพักใหญ่ก็เห็นว่าหาคนถามไม่ค่อยได้หรือไม่เข้าประเด็น อาตมาก็เลยเลิก แต่ก็จะมาอีกก็ได้ ลองดู แต่วันนี้คงไม่ได้แล้ว มาศึกษาต่อ
สื่อธรรมะพ่อครู (สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 ประการ พ่อครูว่า...เดี๋ยวนี้ศึกษากัน จับความเป็นเทวดา ความเป็นมนุสโส ความเป็นสัตว์กันไม่ได้แล้ว ใน สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์ (อุปธิเวปักกา) ทานที่ให้แล้ว มีผล (ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) สังเวย (เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ มารดา มี (อัตถิ มาตา) บิดา มี (อัตถิ ปิตา) สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) ต้องเรียนรู้อาการทางจิต กาย วาจา ใจ ก็มีอาการ จะมีผลหรือไม่มีผลก็สั่งสมเป็นวิบาก เกิดจากกรรม จะเป็นกรรมดีเป็นสุข หรือกรรมชั่วทุกข์ก็ตาม ถ้าเป็นอาริยบุคคล จะมีจิตในสภาพพีชนิยาม แต่ปัญญาจะเป็นอาริยะสูงส่งที่ไม่มีโทษภัย ทำงานรับใช้มวลชนในโลก เราต้องรู้ว่าจะทำจิตให้เป็นพีชนิยามได้อย่างไร พลังพีชนิยามมีอยู่ในตัวเองเป็น self ไม่ทำโทษภัย แต่มีปัญญา จิตนิยามสามารถทำภัยโทษที่เป็นอวิชชาให้หมดไป ความเป็นสัตว์ทางจิต สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน แม้เทวดาก็เทวดาสมมุติ เสพสวรรค์เท็จ สั่งสมกิเลส ติดใจสวรรค์เท็จ งมงายแย่งชิงเป็นกรรมวิบากหนาขึ้นเรื่อยๆ หยุดเสียทีพอเสียทีเถิด มาเรียนรู้ความเป็นสัตว์มนุษย์หรือสัตว์เทวดา ถ้าเป็นมนุษย์จิตสูงมนุสโส สูงส่งแบบโลกีย์ก็เป็นเทวดาเก๊ เทวดาสมมุติ มาเรียนรู้ลดกิเลสให้ได้จะเป็นอุบัติเทพ ล้างกิเลสให้หมดก็จะเป็นวิสุทธิเทพ เป็นพระพรหม เป็นพระเจ้า ศาสนาพุทธสอนความเป็นพระเจ้า ให้เข้าถึงความเป็นพระเจ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าอย่างแท้จริงพิสูจน์ได้ คือจิตวิญญาณบริสุทธิ์ที่เรียกว่า ตรีมูรติ ดังที่ถามมา ตรีมูรติ คือจิตที่เป็นวิสุทธิเทพ คือจิตมีพระบริสุทธิคุณ จิตมี พระปัญญาธิคุณ จิตมีเมตตาธิคุณ เป็นอัตภาพที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น แม้แต่เป็นเราเป็นของเรา เกินกว่า self เข้าใจความเป็นเรา เป็นเขา เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย จะรู้หมดเลยในอิตถีเพศ ปุริสเพศ และเราคืออัตภาพ รู้ i she he มาเรียนรู้นิสัย ให้เป็นวิสัยและอนุสัย ตามรู้อนุสัยที่เล็กละเอียด ตามรู้มาได้ อาศัยเรียนรู้อกุศลจิตให้ไม่มี คือสร้างนิสัย จนที่สุดเป็นวิสัย คือสูงสุด แต่ก่อนนี้วิเหมือนกัน แต่วิเลวสุดเลยคือวินาศ ไม่ใช่วิเศษ จึงสามารถทำให้จิตเราเป็นวิสังขาร เป็นการปรุงแต่งที่ไม่มีกิเลส สมบูรณ์ด้วยอภิภายตนะ ด้วยวิธีปฏิบัติที่มีอายตนะปฏิบัติสมบูรณ์แบบเป็นอภิธรรม ก็สามารถรู้จักความเป็นพฤติกรรมของสัตว์ จรณะของสัตว์โอปปาติกะ รู้กาย ที่พระพุทธเจ้าแยกเป็นสัตตาวาส 9 จนสูงสุด พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ อ่านเวทนาในเวทนาเคล้าเคลียอารมณ์จนปฏิบัติบริบูรณ์ 108 เป็นอาริยะสูงสุด ทำกิเลสได้สูญ สั่งสมความสูญ แข็งแรง เที่ยงแท้นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) อยู่เหนืออย่างรู้รูปนาม แต่ไม่มีกิเลสเข้า ไม่มีอุปาทาน ในการรู้องค์ประชุมกายหรือรูปนาม ก็ไม่มีอุปาทาน รูปก็ไม่มี หมดสิ้น รูปาทานักขันโธ เป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive