210121-188 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-ปราการอโศก-ฬ012.txt
เนื้อหาในไฟล์
เสาร์ที่ 28 มกราคมพุทธศักราช 2521 พ่อท่านนำปฏิเวธปัจจัยและพุทธสถานปราการอโศกดังต่อไปนี้คนเราเกิดมาเป็นมนุษย์ดีปฏิบัติดีย่อมแสวงหาสิ่งที่ใช้ภาษาเรียกว่าความสุขหรือความไม่เป็นทุกข์ไม่เป็นความเดือดร้อนซึ่งความไม่เป็นทุกข์หรือว่าความไม่เดือดร้อนนั้นน่ะมันมีได้จิตใจก็คนนั้นก็มีองค์ประกอบต่างๆที่เราไปยึดถือแต่เรา ไปสมมุติว่าจะเอาอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้จะไม่ให้อยากเป็นอย่างนั้นจะไม่ให้อยากเป็นอย่างนี้จะไม่เอาอย่างนั้นจะไม่เอาอย่างนี้มีลักษณะที่พอใจแล้วก็ดูดไว้มากก็ผลักไปแรงยิ่งดูดเอามากต้องการมากไปยิ่งทุกข์มากถ้ามันไม่ได้ถ้าบอกว่าต้องการผลักแรงถ้ามันไม่กล้ามันไม่กล้ามันไม่ออกไปมันก็ทุกข์แรงอีกเหมือนกันแต่ว่ามันเกิดจากจิตเท่านั้นจิตของเราไปยึดยืนยันยืนหยัดถือว่าเราจะต้องผลักเราจะต้องดูกลายเป็นเกิดทุกข์เพราะเหตุว่ามันไม่ไปตามที่ใจเราต้องการถ้าสิ่งใดที่มันจะเกี่ยวข้องกับเราอยู่ใกล้กับความคิดก็ตามสภาพอยู่ก็ตาม ถ้าสิ่งที่เรารู้ตามความเป็นจริงแล้วมันก็เป็นอย่างนี้บางอย่างอาจจะเป็นพิษเป็นภัยเช่นว่าเราอาจจะอยู่ใกล้ๆกับงูอยู่ใกล้ๆกับไฟถ้าเผื่อว่าเราเองเราฉลาดเพราะอาจจะใช้งูเป็นประโยชน์และอาจจะใช้ไฟเป็นประโยชน์ได้ด้วยซ้ำไปเป็นสิ่งที่มีฤทธิ์แรงเป็นสิ่งที่มีฤทธิ์ร้ายเป็นสิ่งที่เราวางยากแต่เราก็เก่งจนสามารถจะหวังสิ่งที่มันมีฤทธิ์แรงมีพิษร้ายนั้นได้ถ้าไม่หนำเราก็เอาความสามารถของเราไปใช้หรือไปจัดการในสิ่งที่มีฤทธิ์แรงมีฤทธิ์ร้ายเหล่านั้นเป็นประโยชน์แก่ตนก็ยังได้ด้วยแต่ถ้าเผื่อว่าเราแม้จะใช้ประโยชน์ได้คนดีหรือไม่ใช้ เราเองเรารู้ว่าร้ายก็ตามแรงก็ตามร้อนก็ตามมันก็เป็นตามความเป็นจริงของมันแล้วเราเองจะใกล้ชิดถ้ามีโอกาสไม่มีทางที่จะหลีกเว้นหรือว่ามันก็สมควรอยู่ในขณะนี้จำเป็นเราก็วางใจความทุกข์มันก็ไม่มี
อ่านต่อ
ถ้าเราได้วางใจเราได้ปล่อยใจเสียเราได้เห็นเป็นจริงแล้วก็เออก็อย่างนี้แหละแท้จริงมันอาจจะยังมีประโยชน์ร่วมกันด้วยซ้ำไปเราก็ยิ่งไม่น่าจะไปกินในแทงใจไม่น่าจะไปเอากันออกหรือว่าห่างกันไปอะไรแต่ถ้าเผื่อว่าดูถ้าเราพอใจนั้นน่ะเราจะหลงมันยิ่งกว่าผล เพราะว่าการที่จะดูการที่พอใจน่ะมันเรื่องของตนเป็นใหญ่แล้วจะเอามันให้ไว้และการที่เอาไว้ในแบกไว้นี่แหละคนเราไม่รู้มันเป็นทุกข์จะให้อยู่ชิดจะให้อยู่ใกล้จะให้อยู่กับต้นจะต้องไม่แตกไม่แยกจะต้องไม่พลาดแล้วก็หลงว่ามันจะต้องอยู่อย่างนั้นนิรันดรเวลาเรียกว่าของตัวของตนหรือว่าของของเรานึกว่าจะต้องอยู่เป็นอย่างนั้นอย่างนั้นตามสมมุติถ้าจริงไม่มีอะไรเลยที่จะไม่พรากจากกันไม่มีอะไรเลยที่จะไม่ละลายไม่มีอะไรเลยที่จะไม่สูญจะไม่จากกันไปหมดเลยไม่มีมันจะต้องจากกันที่สุดถ้าใครรู้อันนี้เป็นความจริงแล้วก็จะไม่ดูดมันพลาดมันจากมันห่างไปตามขั้น ตามจังหวะตามระยะการตามความเป็นจริงของมันเมื่อเราก็จะต้องรู้ถึงความกล้าความจากกันนั้นและเราก็ไม่ต้องทุกข์เพราะจิตเราเข้าใจด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วอาการที่เรายังต้องการไม่ให้จ่านั่นแหละเป็นกิเลสอาการที่ตัวเองโหยหาห่วงหาเธอรู้สึกอะไรก็ตามแต่ที่มันกระทบกระเทือนทำให้จิตของเราเศร้าหมองทำให้จิตของเราเดือดร้อนนั่นแหละคือทุกข์นั่นแหละคือกิเลสผสมอยู่ด้วยกันถ้าเราแยกกิเลสออกก็คือจิตของเราเป็นเหตุที่เป็นสมมติผิดเป็นอวิชชาเป็นความโง่เป็นความเข้าใจไม่จริงและเป็นความยึดมั่นถือมั่นไม่ตรงตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ยืนยันเป็นสัจธรรมมาทุกอย่างต้องพรากจากกันแต่เราก็จะดูดมันไว้ก็คงล้มก็มารวม ซ่อนไว้ถ้ามันได้เราก็ทำทำพอสมควรถ้าเห็นว่ามันควรจะอยู่ด้วยกันชัดอยู่ด้วยกันได้พอประมาณแล้วมันก็จะต้องจากกันอีกถึงที่สุดก็เอาที่สุดที่เราจะทำให้มันอยู่ได้นานที่สุดได้สิ่งนี้ควรจะอยู่กันด้วยกันนานทีนี้เราควรจะอยู่ด้วยกันเลยควรจะแยกกันเสียก็ไม่มีประโยชน์แล้วก็เกิดการทำลายเกิดการสูญเสียเราก็แยกกันเสียการแยกก็ดีการดูดก็ดีเป็นสมมติทั้งสิ้นแต่เพียงสัจธรรมและที่สุดมันต้องแยกเป็นที่สุดเป็นหลักการดูดไปนั้นมีแต่สิ่งที่เป็นอยู่ในโลกเท่านั้นเองเป็นความเป็นและคนเราเป็นมีจิตมีวิญญาณก็เป็นการรวมชนิดหนึ่งมันก็เพราะว่าเรารวมก็เป็นสมมุติถ้าเรารู้ว่าการรวมให้เป็นสมมุติ จะไม่สงสัยในการแยกที่สุดจะมีการแยกและเราทำความแย่จริงไม่ได้แม้แต่จิตของเราก็ปล่อยวางไม่ยึดไม่ถือไม่ใช่รู้แต่ภาษาแต่จะต้องไม่ยึดจริงๆวางจริงๆปล่อยจริงๆจะตามธรรมดาๆโอกาสที่เรายังไม่ตายนี่มันคือยังรวมอยู่โดยสมมุติแม้จิตวิญญาณก็ยังรวมอยู่ในร่างกายจึงรู้มันจึงเห็นมันจึงเข้าใจแล้วมันชาญฉลาดมันจะแย่ทุกสิ่งทุกอย่างมันแย่ให้เห็นทำตาก็มีอยู่มันแยกรายละเอียดละเอียดจนกระทั่งถึงจิตวิญญาณมันจะแย่ก็จะเห็นได้รู้ได้ผู้เข้าใจได้ถึงที่สุดจึงจะเป็นผู้ที่ไม่มีทุกข์หรือว่ามีสุขตามบัญญัติหรือไม่เดือดร้อนดิ้นรนเป็นที่สุดท้ายคนใดจะแส หาความไม่มีทุกข์หรือว่าจะเรียกเป็นภาษาบัญญัติว่าเป็นสุขอยู่จึงจะต้องศึกษาและกระทำความไม่มีทุกข์การจิตรู้จิตวิเคราะห์ออกและทำให้เป็นจริงได้จึงจะอยู่กับโลกเขาแม้ร้อนแม้เย็นเย็นได้สิ่งนั้นดีไม่ดีสิ่งนั้นร้ายไม่ร้ายแรงไม่แรงอะไรก็อยู่ได้อย่างเป็นผู้ไม่ทุกข์เป็นผู้ไม่เดือดร้อนหรือจะเรียกบัญญัติหนึ่งว่าเป็นผู้เป็นสุขได้อย่างแท้จริงและไม่ติดแม้แต่สิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ทุกข์มีคนดีไม่เดือดร้อนมีสติเราก็ไม่ติดเพราะเรารู้ความจริงเป็นความจริงแล้วเป็นสุดท้ายว่าทุกสิ่งทุกอย่างขั้นสุดท้ายจะต้องพรากจากกันหรือจะต้องสูญสลาย [ไม่สามารถถอดข้อความได้]