571210_สรรค่าสร้างคน(๒๐)วนบ. เรื่อง ตรวจความเป็นโสดาบันในตน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์341 KB
วันที่แก้ไข13 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

571210_สรรค่าสร้างคน( 20 ) วนบ. เรื่อง ตรวจความเป็นโสดาบันในตน

พ่อครูว่า… วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก คนเรา รู้ว่าสิ่งดีคืออะไร ก็พอรู้ แต่ทำไมไม่ทำ ก็เพราะกิเลส และกิเลสของเพื่อนฝูงพาไปอีกสารพัด หนักหนาสาหัส ไม่คำนึงกุศล อกุศล บาป บุญ เอาแค่เรื่องโกหก ก็คิดว่าเป็นเรื่องสามัญ ไม่นึกว่าเป็นอกุศล เป็นบาป เขาโกหกหน้าตาเฉย ยินดีด้วย ยิ่งได้ลาภยศมาเสริมก็โกหกได้ทันที อกุศลเกิดเมื่อ ใด เมื่อนั้นก็บาป ปากเปราะง่าย โกหก หากไม่โกหกอย่างเดียวสังคมประเทศชาติเจริญ จนเขาจะไม่เชื่อกันเลยว่า มีด้วยหรือคนในโลกที่จะไม่โกหก ย ิ่ งพวกเรามุ่งมาจน ตั้งใจจน เต็มใจจน มาจนจริงๆ เขาก็จะว่ามีด้วยหรือ มาจน ทุกวันนี้เราอยู่กับสังคม ก็ไว้ใจสังคมไม่ได้เลย เผลอไม่ได้ด้วย แต่เราก็มีชีวิต สังคมเราที่เป็นไปได้ วิวัฒนาการตามลำดับ เรามั่นใจว่าเราฝากชีวิตไว้กับ สังคมกลุ่ม พึ่งเกิด แก่ เจ็บตายกันได้ อาตมาว่าคิดถูกจริงๆ ที่หนีจากสังคมโลก ที่ไล่ลาโลกธรรม ออกมาตั้ง 36 ปีแล้ว คิดถูกที่สุด ดีที่สุด ยืนยันเลย เสียดายที่ไปหลงตั้ง 36 ปี มาเร็วกว่านี้ไม่ได้ ทุกวันนี้ก็วิ่งไล่เวลา เวลาไม่พอ จิตมันมีศรัทธาแน่ใจ แต่ติดที่กิเลสเรา ทำให้เราเป็นไม่ได้ตามที่เราเข้าใจ แล้วเราตั้งใจจะเป็นด้วย อย่างโลกีย์เราก็ไม่ได้สงสัย อยากเป็นด้วย ทุกคนก็คงอยากได้อย่างนี้ แม้คนหลงก็ตาม ตรวจจิตจริงๆของเราเลย มันอยากเป็น แต่กิเลสเรา ทำให้เราไม่ได้ดีอย่างนี้ คนมีจิตจริงอย่างที่อาตมาว่านี้ เจริญ ไม่เสียชาติเกิด ยิ่งมามีหมู่กลุ่ม มีระบบทฤษฎีรูปแบบ เราก็นำพากันไป อย่างพวกเรามากัน ชีวิตนี้ไม่เสียหลาย แล้วทฤษฎีต่างๆที่พระพุทธเจ้าสอน ในพระไตร ปิฎก ย ิ่ งเห็นว่าสุดยอดเลย อาตมาว่าเราทำมาถูกทางแล้ว ตรงสอดคล้องกับพระพุทธเจ้าท่

อ่านต่อ

านตรัสไว้ ลักษณะเด่น คือ 1 .มาเป็นคนจน 2 .เป็นคนไม่หนีจากสังคม 3 .มีความรู้ความสามารถพึ่งตนรอดในสังคม 4 .เป็นคนจนที่ได้ช่วยเหลือสังคม เสียสละจริง

ไม่ใช่เอาสังคมเป็นเครื่องล่าโลกธรรม อัตตา ผู้ใดชัดเจน มุ่งมั่นเช่นนี้ ขอคารวะจริงๆเลย ใจอันนี้เขาเรียกว่า ใจโสดาบัน คือ จิตเข้ากระแสโสตาปันนะ แม้คุณจะกระโผลกกระเผลกในสังคม แม้ไม่ได้มาตรงนี้ แต่จิตเป็นแล้ว ก็เข้ากระแส มุ่งมั่นอยู่ แต่ถ้ายิ่งมาที่นี่เลย ดำเนินไปนะ คนเป็นโสดาบันเราตรวจสอบว่า เรามีศีล 5 เราได้อย่างน้อย 75 % ไม่ละเมิด กาย วาจา ใจ 75 %ได้ นั่นคือโสดาบันแท้ พระพุทธเจ้าตรัสโลกุตระ อาตมาชัดเจนเลย ยืนยันในพระไต รปิฎก ยืนยันโลกุตระ 46 รู้จัก กายในกาย หรือใน อานาปานสติสูตร ยิ่งชัดเจน ยิ่งกว่าอะไรดี พระพุทธเจ้าท่านตรัสไล่มาเลย ตั้งแต่คนที่เป็น พระขีณาสพ ถ้าปฏิบัติอานาปานสติให้มากแล้ว จะเจริญอะไร หรือเร ิ่ มต้น โลกุตระ บทที่ 1 สติปัฏฐาน 4 เป็นกายในกาย คือข้อแรกเลย เป็นโลกุตระข้อแรกในโลกุตระ 37 ก็คือ เป็นอาริยบุคคลแล้ว ตอนนี้ ผู้รักษาการ สังฆราชเมืองไทยบอกว่าต้องให้เป็น หมู่บ้านศีล 5 กัน ฟังแล้วก็ชื่นใจ แต่อย่างชาวอโศกนี่เป็นหมู่บ้านศีล 5 เป็นอย่างน้อยกันเป็นปกติ เอาจริงเอาจังทำมานานจนทุกวันนี้ ใครบกพร่องก็ไล่ออกไปก็มี การปฏิบัติศีลก็ให้เกิดจิต ตามกรรมฐาน ฐานะของตน ศีล 5 เป็นเบื้องต้นให้เกิดมรรคผล จนจิตเข้ากระแส โสตาปันนะ ต่อด้วยอวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ ไปตามลำดับ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิ ก็เข้าสู่โลกุตระไม่ได้ ถ้า สัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติแล้วอย่างน้อยได้ โสดาปัตติผล เราทำมานี่ไม่ได้มานั่งแฝงหรือทำอะไรไม่ดี มาตรวจสอบได้ เราทำมากว่า 30 ปีแล้ว เมื่อละความดำริพล่านได้ จิตก็ นิจจัง ทุวัง สัสตัง พระพุทธเจ้าสอนไม่หนีผัสสะ แต่อยู่เหนือสิ่งเหล่านั้นได้ ไม่หนี ปฏิบัติมีองค์ประชุม มีกาย เราก็เหนืออบายมุขอยู่ เราอยู่กับอบายมุข แต่จิตเราเหนืออบาย เป็นเครื่องยืนยันว่า เป็น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) เร ิ่ มตั้งแต่ โสดาบัน เลิกทุจริตแล้ว ก็อาจมีโลภโดยสุจริต เขาอาจมีจิตรุนแรง แต่ไม่ละเมิดกฎหมาย ศีลธรรมหยาบ ไ่ม่ทำแน่นอน แม้ไม่โกหก ข้อเดียวนี่แหละคนชนิดนี้ มาเป็นตัวบริหารประเทศ หรือทำธุริกิจในประเทศ ตั้งแต่ข้าราชการ พ่อค้า นักผลิตในสังคม เป็นคนไม่โกหก ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของเรา เท่านี้บ้านเมืองก็เจริญแล้ว ไม่ยากเลย แม้จิตจะไม่เข้ากระแส แต่ปฏิบัติได้สัมมาทิฏฐิ จะมี อัปปมัญญา 4 หรือ พรหมวิหาร 4 บ้านเมืองจะเจริญกว่านี้มาก เพราะจะไม่งมงายด้วยเทวนิยม จะมีพฤติกรรม กาย วาจาที่เมตตา แม้จิตไม่ถึงโลกุตระ ยกตัวอย่างชาวอโศก ใครก็ตาม บอกไม่ได้ว่าเราเป็นโสดาบัน แต่ว่าเราอยู่ด้วยเมตตา กาย วจี กรรมกัน เรามี ลาภธัมมิกา สาธารณโภคี ทำมาหลายสิบปี แม้หลายคนก็รู้สึกฝืนอยู่ แต่องค์รวมค่าเฉลี่ยอยู่กันอย่าง สารณียะ เป็นหลักฐานพิสูจน์ยืนยัน อาตมาสอนอย่าง ปัญญา แล้วมี เจโต ด้วย สายที่มีแต่ปัญญา ฉลาดแต่จิตไม่จริง ก็วอบแว่บ ถ้าจิตจริงจะมุ่งมาเลย ไม่ไปไหน ใน พรหมวิหาร 4 ต่อจากโพธิปักขิยธรรม หากสัมมาทิฏฐิ ก็เป็นโลกุตระลำลอง หรือเข้าขีดโลกุตระ ถ้าไม่ชัดเจน แต่ถ้าปัญญาชัดเจน ก็เป็นโลกุตระเลย ต่อจาก อัปปมัญญา 4 ก็มีสัญญากำหนด วิธีปฏิบัติ มี อนุสสติ 3 มี อนิจจสัญญา อสุภสัญญา อสุภสัญญา คือ รู้ทางโลกีย์เป็นอสุภะ เห็นทาง โลกุตระเป็นสุภะ แล้วจะเห็นว่า โลกียะมันอนิจจัง โดยตรรกะก็รู้ว่า ทุกอย่าง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตายแล้วเอาไปไม่ได้ คนเป็นพุทธก็พูดกันได้แทบทุกคน แต่ ใจจริงเป็นอย่างไร การ พากเพียร คือ ใช้สัญญากำหนดเสมอ พิจารณาไตรลักษณ์ ว่า เราอยู่กับอะไร จะเอาอะไร ไม่ว่าจะเป็นอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ก็กำหนดรู้เสมอๆ ทุกวันนี้อาชีพรักษากฎหมายไม่โกงกิน เขาประกาศกันทั่วโลก แต่ความจริงคือโจรร้าย เขาไม่กล้าเปิดมาหมดกระบินะ ยุคนี้ดีจังเลย กรุโจรใหญ่แตก โจรในคราบผู้รักษากฎหมาย แต่เป็นโจรเสียเอง กรุแตก แต่มันชี้บ่งความเป็นประเทศไทย เป็นสถาบันที่ยาวนาน แล้วมีคนพูดว่ากรุที ่ ใหญ่กว่านี้ เปิดไม่ได้หรอก เพราะถ้าต่อไปอีกจะหมดทั้งกรม ยังไงก็ขอพึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หน่อย ใส่วิญญาณเปาปุ้นจิ้น อาตมาจะช่วยแบกเครื่องประหารหัวสุนัข อาตมาพูดไม่ได้พูดด้วยหนำใจ มีจิตรุนแรง แต่อาตมาเป็นนักธรรมะ อาตมาทำด้วยสัปปุริสธรรม และมหาปเทส 4 อาตมาโดนเล่นงาน ตั้งแต่เจ้าคุณประยุทธ์เขียนหนังสือจัดการอาตมา มหาเถระก็จัดการต่อเลย อาตมาก็ไม่ได้โกรธเคืองท่าน ถือสาท่าน อาตมาก็เขียนจดหมายขอบคุณท่านด้วย ในจดหมายอาตมาก็ติงท่านไว้ว่า ในฐานะที่ท่านมีปากเสียง ท่านแรงกว่านี้หน่อย อาตมาเชิงติท่านว่า เบาไปหน่อย ให้ท่านแรงกว่านี้หน่อย แต่ท่านไม่กล้า ขออภัย ท่านไม่ใช้สัปปุริสธรรม มหาปเทส ถ้าท่านใช้จะประมาณได้ ต้องรู้ว่าฐานะอย่างท่านเป็นอย่างไร อาตมาไม่มีน้ำยาอะไร แต่มาวันนี้อาตมาสะสมเหตุปัจจัยจึงปรุงออกมาได้ขนาดนี้ อาตมาก็ใช้สัปปุริสธรรม มหาปเทส ไ่ม่อย่างนั้นไม่ได้ผล อาตมาจึงทำอะไรไม่ได้ทำด้วยคะนองเลอะเทอะ ไม่ใช่ อาตมาว่าทำได้ผลแต่ทีละนิด เน้นลากแม้ยากกว่าแล่น ก็เอา อาตมาก็พยายาม เอาจริงให้ยิ่งกว่าแค่น ตอนนี้ ยุคนี้ ก็นึกตามประสาอาตมาว่า...มันน่าจะได้นะ จริงๆอาตมาซาบซึ้งคำว่าประยุทธ์นะ อาตมาก็ติงท่านว่าเบา ที่ท่านเป็นนักรบทางธรรม แต่ทางฆราวาสเขานี่ ลีลาท่าทางยุคนี้ต้องอย่างนี้ถึงจะได้ แล้วพวกที่โลกสวย ก็ว่าคุณประยุทธ์เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็นอนฝันไปเถอะ ไม่เข้าใจสัปปุริสธรรม มหาปเทส เมื่อใช้อานาปานสติ ก็เป็นทฤษฎีหลักที่มุ่งสู่จิต ก็ลดด้านนอกลดกาย แต่เข้ามาสู่มโน แต่ไม่ให้ทิ้งมหาภูตรูป ก็อธิบายเนื้อหาว่า ลดกายสังขาร ให้ระงับ ก็คือระงับความดำริพล่านอันอาศัยเรือน ก็ไม่มีอื่นหรอก อานาปานสติ ต้องรู้องค์รวมของการปรุงแต่งกาย แม้อนาคามีก็อยู่กับกามภพ องค์ประชุมครบ แม้จิตอนาคามี แต่กายสังขารสบายแล้ว จิตเหนือแล้ว ก็ล้างจิตสังขารต่อ ทำการ ปุญญาภิสังขาร จนกิเลสหมด เป็น อปุญญาภิสังขาร เป็นอรหันต์สั่งสม อเนญชาภิสังขาร ต่ออีก อาตมาจะอยู่ที่ไหนอย่างไร ก็ ทำงานสร้างคน นี่แหละ ให้เป็น อาริยบุคคล การพาทำงาน ก็เพื่อสร้างคน แม้ทำการศึกษาก็สร้างคน ตั้งแต่ มวช. วศว. จนจำไม่ได้แล้ว แต่จะเกิดจริง เพราะจิตของพวกเราแต่ละคน จนมีพฤติกรรมเป็นอาริยะแท้ เป็นพลังที่ออกไปมีผลต่อสังคม ซึ่งเมืองไทยเราเป็นเมืองพุทธ แล้วจะเป็นชมพูทวีปต่อไป เพราะมีมนุษย์ชมพูทวีปอยู่มากที่สุด คือมี สุรภาโว สติมันโต อิทพรหมจริยวาโส เป็นได้แล้ว เราก็ช่วยกันสร้างอันนี้ให้แก่สังคมประเทศชาติ อาตมาให้พรนะว่า “อย่าถอย”

ตอบประเด็น ถามว่า… ได้ฟังเรื่องคุณประยุทธ์แล้วก็คลายใจ เหมือนบ่งฝีออก พ่อครูว่า.. .อาตมาว่าเหตุปัจจัยที่มีเนื้อแท้ คุณสมบัติเพียงพอจะไปได้ เราไม่มีหน้าที่ดู มันเหลือแต่เราทำตัวแปร ที่จะเสริมสู่ทิศทางที่ควรเป็น ให้ได้ไม่ต้องเสียเวลาคำนวณสิ่งเหล่านั้น อย่าง หมอดู หรือ พรหมลิขิต ที่ว่า จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เขาเอาอดีตมาทำนายอนาคต แต่จริงๆ ตัวแปรปัจจุบัน คือ ส ิ่ งที่จะเปลี่ยนอะไรได้คือ ความไม่เที่ยงแท้จริง พรหมลิขิตก็ผิด หมอดูก็ผิด เพราะใช้สถิติของอดีตเป็นตัวพยากรณ์ ไปคำนึงอนาคต เขาเผื่อไม่แม่นหรอก อาตมาชวนพวกเราทำจะเป็นผลแปรให้เปลี่ยนสังคม มั่นใจไหมว่าเราทำเพื่อประชาชน ไม่ได้หวังโลกธรรมใดๆ พวกเรานี่แหละมีมวลจริง เป็นหมู่ มาช่วยกันทำให้ดี ให้ได้ผลมากๆ จะเป็นตัวแปรที่คุณหวังหรืออยากให้เป็นไปได้ จะออกกฎหมายอย่างไร ก็ไม่เก่งเท่าคนชั่ว ถ้าไม่แก้ที่ลดกิเลสก็วนในอ่าง ดีไม่ดีจะหนักกว่าเก่า แต่ที ่ เราทำการศึกษาให้เป็นนิตินัยนี่จะเชื่อมเขาได้ อาศัยหลักฐานที่จะพาไปได้ พออาศัยได้ แล้วไม่เสียหลักการเรา

ถามว่า… วันนี้ได้ฟังเรื่องพระโสดาบัน จากที่ได้ฟังมาหลายครั้งแล้วอย่างไรที่ว่าจะติดแป้น ไม่พัฒนา พ่อครูว่า ... โสดาบัน คือ เรามี ฐานปฏิบัติ ตั้งแต่ศีล 5 มาอยู่รวมกัน ก็อยู่ในสังคมศีล 5 ในหมู่กลุ่มเรามีศีล 5 อุปโภค บริโภค ก็ไม่เกี่ยวกับอบายมุข มีกินใช้ เราอยู่กับหมู่เราไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ของหมู่ เราก็ไม่ถูกไล่ออกไป แต่เราก็ไม่ขวนขวาย แต่ยังไงหมู่ก็เป็นฐานศีล 5 ส่วนใหญ่ แต่เราเองต้องเพ ิ่ มฐาน ไตรสิกขาเรา การกินอยู่ของพวกเรา ทุกวันนี้เสียไปหมด ไม่รวมกันกิน พากันแยกไปหมด หมู่ก็ไม่ว่าแต่เสื่อมนะ แม้เรื่องกิน ไปฟังเอาว่าใครจะเคี่ยวเข็ญตนเอง เรื่อง โภชเนมัตตัญญุตา หรือ มัตตัญญุตา จ ภัตสมิง นี่เป็นหลักปฏิบัติเลย ในรูป 24 ก็มีเรื่อง อาหารรูป ให้พิจารณาให้ดีว่า เสื่อมหรือไม่ อย่าว่าแต่เสื่อมเลย ถ้าเราอยู่ที่เดิมก็เสื่อมแล้ว เพราะหมู่เจริญไปข้างหน้าทิ้งคุณไว้แล้ว แต่อาตมาก็ไม่กล้าว่าหมู่เจริญไปทิ้งคุณ

ถามว่า… มาเป็นชาวอโศกใหม่ แล้วเราสนุกไปกับหมู่ไป สนุกไปกับงานเป็นกิเลสไหม พ่อครูว่า ...ไม ่เ ป็นหรอก ไม่เป็นกิเลส คือเราต้องทำจิตให้ อภิปโมทยัง มีสดชื่นเบิกบาน

ถามว่า… นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของอวิชชา แต่ก็นับว่าตนเองอยู่กับนิวรณ์ทั้งวัน แต่นึกถึงช่วงเวลาทำข้อสอบ ก็นึกถึงแสงอรุณ 7 ก็ประทับใจว่าไม่ค่อยมีแรงสู้นิวรณ์ แต่ทำใจในใจไม่เป็น แม้รู้หลักการ แต่ไม่มีแรง พ่อครูว่า. ..ต้องพยายามฝึก อุตสาหะ พากเพียร ให้จริง ใน อนิจจสัญญา อสุภสัญญา เวลามีผัสสะ ให้ได้จริงพิจารณาซ้ำย้ำ สองหลักใหญ่ อนิจจสัญญา และอสุภสัญญา เอาให้จริง

ถามว่า… มีเรือเอี้ยมจุ๊นที่บ้านราชฯ ลำหนึ่งพังลงมา จะให้โหวตว่าจะใช้ชื่อไหน 1 .อนิจจตา 2 .ชรตา 3 .อนัตตา 4 .ตถตา ตอบ...ตกลงได้ ตถตา เช่นเดียวกับที่สันติอโศก

…จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน