570820_สรรค่าสร้างคน(๑๐)วนบ. เรื่อง สติปัฏฐาน ๔ แบบหนังบู๊กิเลส.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

570820 สรรค่าสร้างคน( 10 )วนบ. เรื่อง สติปัฏฐาน 4 แบบหนังบู๊กิเลส

วันนี้วันพุธที่ 20 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก พ่อครูว่า...หลายคนเคยคิดไหมว่า อาตมาเอาอะไรมาพูดมากมาย พูดไป แล้วพูดก็ไม่ได้พูดเอาเอง แต่หยิบมาจากพระไตรฯ 2 คำ 5 คำพูดไปหลายวัน ไปเอามาจากไหน? คิดว่าอย่างไรกัน เดาว่าอาตมาไปเอามาจากไหน?...ของเก่า ..ของเก่าแล้วไปเก็บไว้ที่ไหน?...ในสัญญา มันรู้สึกแปลกๆไหมว่า ยังไม่เคยได้ยินใครพูดอย่างนี้เลย …. อยู่ดีๆ ไปเอามาจากไหน แล้วจะสร้างเหตุผลมาร้อยเรียงอย่างไรสัมพันธ์กับของเก่าอยู่นะ ขยายออกไปก็ยังสัมพันธ์กับอันเก่าอยู่นะไม่ได้หมายถึงว่าไปดิ่งๆ ไม่เหลี่ยวหลังก็ไม่ใช่ ทุกอย่างมันวน ที่อาตมาพูดนี่ก็วน เอาอะไรมาพูดนี่ก็วน วนจากเก่าของอาตมา แล้วก็จะมีใหม่อีก ในวัฏสงสาร มีแต่ความวน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ หยุดความวน พอหยุดความวน ความวนยิ่งกว้างอีก พอหยุดวนได้อีกก็มีความวนซับซ้อนมากอีก ยิ่งหยุดยิ่งเห็นวนซ้อนเข้าไป เป็นเรื่องที่แปลกน่าฉงนนะ สังคมประเทศชาติก็กำลังจะไปเรื่อยๆ ทุกคนในประเทศก็คงอยากให้ประเทศเจริญ ไม่อยากให้พังทะลาย แต่ในแง่ความเจริญของแต่ละคนก็เป็นไปตามไหนๆ ที่แท้ก็จะให้ตนเจริญลาภยศ แคบแค่นี้ทำให้สังคมเดือดร้อน แล้วไม่พอด้วย บานปลายไปเรื่อยก็เลยวุ่นวาย แต่ก็รู้นะ แล้วก็พยายามหาทางวิธีต่างๆ นานาที่เขาคิดว่าน่าจะได้ เพื่อให้ได้ ก็ช่วยกันทำ คิด ลงมือ ตอนนี้ก็ดูท่าที ก็เป็น ลำไม้ไผ่ หน่อไม้นี่วันๆ มันโตเป็นฟุตเลยนะ หรือไม่ก็หลายนิ้วเลยนะ ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่ลงท้ายจะเป็นอะไรก็ดูกันก่อน เราไม่รอเราไม่หวังเราก็ทำของเราเลยนี่แหละ มันมีงานสำคัญคืองานสร้างคนให้ดีขึ้น ยุคไหนก็เป็นงานที่ต้องทำ การสร้างคนนี่แหละ อาตมาว่าเป็นงานที่ย ิ่ งใหญ่ เกิดมาชาติไหนก็ได้สร้าง ยิ

อ่านต่อ

่งเป็นโพธิสัตว์ก็ยิ่งเห็นจริงเลยว่าต้องทำ เราพยายามจะเป็นมนุษย์ “บุญนิยม” แล้วเราก็จะพยายาม กอบก่อสืบสานกันให้ได้ แท้จริงบุญนิยมก็คือระบอบของพระพุทธเจ้าทฤษฎีของพระพุทธเจ้าพาทำ แม้แต่เนื้อหาเป้าหมายก็เอามาจากพระพุทธเจ้า เราก็เอามาพิสูจน์ แล้วคนในยุคนี้ไม่เชื่อ ทั้งที่เขาก็นับถือเคารพกราบไหว้ ศาสนาพุทธเป็นที่พึ่ง แต่ไปพึ่งนอกพุทธ พึ่งผี พึ่งเงินทองที่เขาเห่อแย่งกัน ไม่หาทางมาเข้าหาเนื้อหาว่า พระพุทธเจ้าพาพึ่งอะไร บางทีก็พอรู้ ทั้งคนเคยสอบใบปริญญาได้ แต่ก็นำไปใช้หาเงินทอง แต่เขาไม่ได้นำพาสิ่งที่ท่องมารู้มาจะมายืนยันอะไร เขาไม่ได้ทำตาม ให้พึ่งพาคุณธรรม พึ่งพาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ ที่จริงคือเราต้องเอาพุทธ ธรรม สงฆ์มาให้เป็นพฤติกรรมของเรา ก็ไม่ได้ใส่ใจปฏิบัติ อาตมาขยายความจากบุญนิยม 11 ประการ มาถึงข้อ 2 มาถึงว่าต้องเป็นโลกุตระ นี่ก็พูดกันไปได้เป็นร้อยปี เข้าหาธรรมะหน่อย วันนี้จะผ่านไปหาเวทนาในเวทนา กายในกายก็คือนามธรรม พอเข้าไปเป็นกายในกาย ที่ย้ำนักหนา คนเข้าใจคำว่า กายคือร่างข้างนอกก็เลยติดกับไปไม่ได้ จริงๆ องค์ประชุมของความเป็นนามกาย เมื่อนามกายมันเลื่อนเข้ามาเป็นจิตเป็นเวทนา ก็ต้องอ่านอารมณ์ ด้วยธาตุรู้ต่างๆ ถ้าเราได้แก้พวกนี้ ได้แก้อย่างถูกต้อง ก็คือต้องจับเหตุที่ไม่ดีแล้วระงับเปลี่ยนแปลงให้มันมีพลังงานใหม่ ทำลายกำจัดเหตุเก่าที่พาไม่ดีออกไป ให้มีพลังงานสร้างสรรใหม่ขึ้นมา นี่คือแก้ไขต้นเหตุเลย ท่านถึงให้ปฏิบัติลืมตาอยู่กับสังคม กระทบสัมผัสแล้วเกิดอาการอย่างไร ประชุมกันอยู่ในจิต เวทนาสัญญา สังขาร เจตนา ผัสสะ มนสิการ ก็อยู่ในนี้หมด อาศัยมหาภูตรูป 4 เป็นตัวเชื่อมข้างนอก เมื่อเป็นกายในกาย แล้วเจาะลงในเวทนาในเวทนา

ตัวอารมณ์นี่เป็นตัวการใหญ่เลย ความชอบหรือชังนี่แหละ คนเรามันหลงแต่อารมณ์สุข มีจอมบงการใหญ่อยู่ข้างหลังลึกๆ ต้องการทำลายคนอื่น ได้มาก็สุข ไม่ได้มาก็ทุกข์ ดีไม่ดีไม่ได้ก็โกรธแค้น รุนแรงโหดร้าย ถ้าไม่ศึกษาพวกนี้จริง แล้วแก้ตัวต้นเหตุ ก็ไปไม่รอด ก็เป็นทาสกิเลส กิเลสมันพัฒนาตัวขึ้นทุกวันๆ เวทนาพระพุทธเจ้าตรัสถึง เวทนา 108 เวทนา 2 ก็คือ กายยิกทุกข์ และ เจตสิกทุกข์ กายยิกทุกข์ นั้นไม่ได้หมายถึง แต่ร่างทุกข์ เช่น ถูกตีถูกบาดเจ็บ เป็นต้น อย่างนั้นเป็นทุกข์ที่รักษาโดยแพทย์ แต่ว่า กายยิกทุกข์นี้หมายถึงองค์ประชุม มีหมดตั้งแต่ดินน้ำไฟลม แล้วสังเคราะห์กันเชื่อมโยงไปหาจิต ทำงานในนั้นหมด ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียดครบ เรียกว่า กาย เราก็เรียนเป็นขั้นตอน รวมแล้วก็เป็นเวทนา ที่บอกว่า กาย ด้วยเนื่องจากภายนอก เช่นได้เจอมะพร้าวนี้ รู้สึกว่าอยากได้สวยจังเลย อยากได้ก็ทุกข์ เจตสิกทุกข์ก็เจตนาอ่านตัวในเลย มันทุกข์อยู่ในจิต จริงๆกายิกทุกข์ก็เน้นจิต แค่เอาข้างนอกด้วย แต่เจตสิกทุกข์นี้เจาะลงไปในจิต หาเหตุทางจิต บางทีมันไม่ได้มีอะไรกระทบเลยก็ทุกข์ได้ นี่คือเจตสิกทุกข์ ตอนไม่เกี่ยวกับทวารนอกก็มีสัญญา มันมีของเก่า เช่นอยากจะไปนอกโลกจัง ทำอย่างไรจะได้ไป มันก็ทุกข์ได้ คิดขึ้นมาเอง ปั้นสร้างขึ้นใหม่ก็ได้ หรือไปเอาความจำมาคิด ไม่เกี่ยวกับข้างนอกเลย เจตสิกทุกข์คือเรื่องจิต แต่กายิกทุกข์คือทุกข์ที่มันเกี่ยวเนื่องกับข้างนอก ถ้าพูดเช่นนี้แล้วดับทุกข์ได้ แล้วดับทุกอาริยสัจได้ด้วย แต่ถ้าแปล กายิกทุกข์ก็แค่ร่างนี้เจ็บปวด เป็นฝีก็แก้ที่ฝี มันไม่ใช่การแก้ทุกข์อาริยสัจ ถ้าเราจะหมายเอาสัจธรรมเราต้องแก้ที่จิต กายยิกทุกข์นั้นไม่ได้หมายถึงแค่ร่างนี้ทุกข์ นั่นก็แก้โดยนายแพทย์ไม่ได้แก้ทุกข์อาริยสัจ แยกเป็น 3 เวทนา ได้แก่.. สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา) (รู้กำลังของเวทนาทั้ง 5 ได้แก่) สุขินทรีย์ (ภายนอก) ทุกขินทรีย์ (ภายนอก) โสมนัสสินทรีย์ (ภายใน) โทมนัสสินทรีย์ (ภายใน) อุเบกขินทรีย์ (ภายใน) แล้วมันจะมีน้ำหนักมากหรือน้อยก็คืออินทรีย์ มันมีกำลังมากหรือน้อย หรือสุขเป็นอาการอารมณ์ต่างๆ ทีนี้มันสุข จะเกิดจริงได้ต้องสัมผัสในปัจจุบัน เรียนรู้กายยิกทุกข์ ต้องมาเรียนรู้ กายในกาย แล้วอ่านเข้าไปถึง นามกาย ไปจัดการกาย ด้วยวิโมกข์ 8 ก็ใช้วิโมกข์ 3 เป็นตัวทำการ (แยกเป็น 6 เวทนา ได้แก่) จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากใจปรุงแต่งเอง ได้แก่ มโนปวิจาร 18 (หรือเวทนา 3 ผสมกับอายตนะ 6 ) สุขเวทนาแบบโสมนัสสูปวิจาร ( 6 ทวาร+โสมนัส) ทุกขเวทนาแบบโทมนัสสูปวิจาร ( 6 ทวาร+โทมนัส) เฉยๆ ที่เป็นอุเบกขูปวิจาร ( 6 ทวาร+อุเบกขา) \ คนอวิชชาก็ปรุงปุ๊ปเลย สังขารนี่แหละก็เป็นเวทนาต่อเนื่องทันที ที่จริง สังขารก็คือ ทุกคนก็เป็นเช่นนั้นแหละ สุข ทุกข์ ไม่ทุกข์ไม่สุข เป็นมโนปวิจาร 18 เป็นจาร หรือวิจาร 18 ประการ มาจากทวาร 6 คนไม่ได้เรียนรู้อย่างที่ว่าก็จมอยู่อย่างนี้ แล้วมีตัวต้องการเป็นเหตุ แล้วบำเรอตัวต้องการนี่แหละ ถ้าได้สมใจก็สุข ไม่ได้สมใจก็ทุกข์ ไปศึกษาแล้วอ่านจิตก็จะรู้จริงที่สุด ใครศึกษาแล้วอ่านจิตก็คือทำสติปัฏฐาน ถ้ายิ่งมีการสังวรระวัง รู้ตัวทั่วพร้อม อ่านผัสสะ รู้เวทนาในเวทนา เรียนรู้ จิตในจิต เป็นเจโตปริยญาณ 16 แล้วอ่านอาการใจ จับตัวเหตุให้ได้ ไม่หนีไปไหนหรอก เรียนให้โง่อย่างไรก็อ่านได้จับได้ จะเจอโจทย์ ที่เป็นตัวการ ต่อให้โง่อย่างไรก็ลองปฏิบัติดูเถอะจะเจอ น้อยมากก็แล้วแต่ เราก็จะเจอเหตุ มันจะปรุงแต่ง สุข ทุกข์ เฉย เป็นมโนปวิจาร 18 ถ้าเราอ่านรู้แล้วอ่านตัวเหตุ ก็มีวิธีกดข่ม ก็เบาลง จะเห็นอาการมันดิ้นน้อยลง หรือแม้สุขนี่มันไม่เที่ยง อาการสุขแวบเดียว เดี๋ยวมันก็หายไป มันอยู่กับคุณไม่นานหรอก จะพยายามรักษาไว้อย่างไรก็ไม่อยู่ มันไม่ยั่งยืนเที่ยงแท้อยู่กับเราไม่นาน นี่คือไม่เที่ยง แต่กว่าจะได้มาให้มันก็ทุกข์ๆๆ ถ้าไม่มีตัวเหตุก็ไม่ต้องไปดิ้นรนไปทุกข์กับมัน คุณก็พิจารณาพวกนั้นไป เมื่อมันเข้าใจแล้วก็จะเป็นพลังชนิดหนึ่งเรียกว่า พลังปัญญา ถ้าเราเข้าใจเช่นนี้กิเลสก็จะเปลี่ยนนะ ดีไม่ดีมันไม่มีอาการนั้นในจิต ก็ทำไปเรื่อยๆ เราก็จะใช้ปัญญา จะรู้ว่า จิตที่เป็นอกุศล มันสู้ความฉลาดของเราไม่ได้ เราก็จะเห็นมันหายไป เป็นนิโรธ ทำได้กี่คราวก็ได้อย่างนั้น เมื่อมันหายไปก็คือมันไม่มีตัวตน ถ้ามันมีอยู่ มันบำเรอได้ก็สุข ถ้าไม่ได้บำเรอมันก็ทุกข์ๆๆๆๆๆ เราจะทำอย่างไร ถ้าเราไม่ใช้ปัญญา หากกดข่มก็ไม่หายตลอด กดข่มเก่งก็เก่งขึ้นแต่ไม่เลิกรา เพราะปัญญาไม่ได้ล้างความติดยึด ปัญญาต้องไปล้างอุปาทาน เมื่อตัณหาหมดไปอุปาทานก็หมดไปด้วย มีพลังของปัญญา เป็นศรัทธาที่เป็นศรัทธินทรย์ ไปเรื่อยๆ เป็นเหตุและผลของความจริงไม่ใช่เหตุผลของตรรกะ มีอธิศีลสิกขา เป็นอธิปัญญาสิกขา ทำให้กิเลสลดได้ท่านเรียกว่า ฌาน เพ่งเผากิเลส ไม่ใช่ความคิดเท่านั้น คุณจะกดข่มบ้างก็ไม่ให้มันออกมาเพ่นพ่าน แต่ก็จัดการมันด้วยปัญญาต่อ มันก็ลดๆๆๆ อาตมาเอามาพูดเป็นห้าพันเฟรมต่อวินาทีนะ หนังเรื่องนี้สนุกไหม?....นี่หนังบู๊นะ ไม่ใช่หนังรัก กำลังปราบกิเลสตัวร้ายเชียวนะ เวทนาก็เกี่ยวข้องกัน กายก็เกี่ยวข้องกัน จิตก็เกี่ยวข้องกัน เมื่อเวทนา 18 มันเป็นโลกียะ คุณก็ปฏิบัติไปทีละหนึ่ง ทางตาก็กระทบ แต่มันเกิดคราวนี้มันเร็ว ถ้าไม่ให้มันก็ทุกข์ ให้มันก็สุข เล่นเจ้าล่อเอาเถิดกับมัน ต้องใช้ปัญญา มีแต่พิจารณาความจริงให้เกิดปัญญา โสฬสญาณ กับวิปัสสนาญาณ 9 ก็จะเจริญขึ้นๆ พยัญชนะเหล่านี้ไม่ได้คิดมาเล่นๆ แต่เป็นสภาวธรรม ที่เราทำให้เป็นส ิ่ งทรงไว้ในตน ทำไปจนเป็นฐานอุเบกขา ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นฐานนิพพาน เวทนา 36 เคหสิตโสมนัส 6 เคหสิตโทมนัส 6 เคหสิตอุเบกขา 6 เนกขัมมสิตโสมนัส 6 เนกขัมมสิตโทมนัส 6 เนกขัมมสิตอุเบกขา 6 มันจะทรงไว้ที่อุเบกขา เป็นสังขารุเปกขาญาณ มันจะถูกกระทบสัมผัสการปรุงแต่งอย่างไรมันก็อุเบกขา หรือจะปรุงแต่งเองเพื่อประโยชน์ก็อุเบกขาได้ มีองค์คุณอุเบกขา 5 1 . ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5 ) . 2 . ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3 . มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) . 4 . กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงานอันไร้อคติ) . 5 . ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690 ) ทำทุกปัจจุบันก็สั่งสมเป็นอดีต ทุกปัจจุบันๆ จนทำนายอนาคตได้ว่ากิเลสสูญแน่ ทำให้ชำนาญ เป็นมุทุธาตุ เป็นความคล่องแคล่วแห่งกาย รวมไปทั้งกอง เวทนา สัญญา สังขาร การสังขารก็เปลี่ยนให้เป็นอภิสังขาร ปรุงให้เป็นปุญญ าภิสังขารจนเป็นอปุญญาภิสังขารแล้วก็ทำให้ซ้ำทวนแน่นหนาตกผลึกเป็นอเนญช าภิสังขาร จนมันตั้งมั่นไม่หวั่นไหวแท้จริง ถือเป็นการรักษาผล ให้เวทนาเป็น 108 มุทุ คือ ตัวพลังงานศักย์ Potential energy ส่วนกัมมัญญา คือ Kinetic energy แม้มุทุก็มีปัญญาในนั้น ปริสุทธา คือหมดจากกิเลส ปริโยทาตา ก็คือเมื่อกระทบสัมผัสก็ยังบริสุทธิ์อยู่อีก ในขณะมีเหตุปัจจัย ถ้าไม่มีเหตุก็ง่าย คนปฏิบัติธรรมแบบฤาษีก็ไม่มีรายละเอียดไปอธิบายได้หรอก แล้วถ้าไม่ต้องอธิบาย พระพุทธเจ้าจะบัญญัติไว้ทำไม ถ้าบัญญัติแล้วอธิบายไม่ได้ฟังแล้วเอาไปปฏิบัติไม่ได้ คนก็เพ้อพก แต่นี่เพ้อพกไหม ใครปฏิบัติได้บ้างไม่ได้บ้าง... เรียนแล้วไม่ปฏิบัติจะเรียนไปทำไม เรื่องจะได้ใบปริญญาหรือไม่ก็ไม่ใช่หลัก แต่นี่เราต้องให้ได้ผลจริงที่ตน เป็นบัณฑิตเวทนียา

เมื่อเพ่งเผาทำลายกิเลส ก็ต้องรู้ว่าได้ผลหรือไม่ จะมีทางบรรลุธรรมที่ยิ่งกว่านี้หรืออื่นกว่านี้ไหม? ถ้าไม่ได้เรียนรู้สติปัฏฐาน 4 ต้องเรียนรู้กายในกาย เวทนาในเวทนา อย่างกายในกาย ที่อาตมาเอามาสอน กายกลิ ท่านแปลว่า กายโทษ หรือสิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย แล้วสิ่งชั่วช้าในกายก็คือจิต ที่เป็นกิเลส ก็ต้องรู้ต้องเห็น กายยังคะ คือองค์ของกาย (ท่านแปลว่าอวัยวะแห่งกาย) กายทุกข์ กายทุจริต กายทุฏฐุลลัง คือประพฤติชั่วหยาบ สถุล ในองค์ประชุมของกาย กายปัสสัทธิ ความสงบระงับแห่งนามธรรม หรือเจตสิก ความสงบรำงับแห่ง กองเวทนา สัญญา สังขาร ไม่ใช่ว่า ร่างนิ่งไม่ไหวติง แต่คือผัสสะกระบทสัมผัสอย่างไรก็ไม่ทุกข์ นี่คือ กายสงบ กายปัสสัทธิ แต่ถ้าจะเน้นที่จิตก็เรียก จิตปัสสัทธิ เพราะได้กำจัดเหตุได้หมด ถ้าไม่ได้รู้เนกขัมสิตะเวทนา ได้ปฏิบัติไปก็งมคลำๆไป มาถึงยุคนี้ 2500 ปีของพุทธจึงไม่มีแล้วเพี้ยนไปหายไป ความรู้โลกุตระอย่างนี้จะมีไหม? ก็ไม่มี แล้วไม่ได้อธิบายกันอีกแล้ว แล้วโพธิรักษ์นี่ออกมาจากขุมไหน ถ้าไม่มีหลักฐานในไตรปิฎก อาตมถูกตัดคอตายไปนานแล้ว แต่ถ้าคนมีปัญญาฟังอาตมา แม้ไม่มีไตรปิฎก คุณมีปัญญาฟังแล้วเข้าท่า แม้ไม่มีในไตรปิฎก อย่างอุตุนิยาม พีชะ จิต กรรม ธรรม นั้นไม่มีในไตรปิฎกเถรวาทนะ เป็นฎีกาจารย์ที่ผ่านมาหลายยุคแล้ว อาจเจอคำสอนของคนอื่น มันก็ต้องมีอันนี้มา อาตมาขอยืนยันว่า ไม่มีใครสามารถบัญญัติ นิยาม 5 นี้ได้นอกจากพระพุทธเจ้า ใครจะสามารถบังอาจรู้ธรรมชาติของ 5 อย่างนี้ได้ แล้วถ้าบัญญัตินี้มี แต่ว่าไม่เข้าใจรู้ไม่แท้ก็จะอธิบายไม่ได้หรอก อุตุนิยามก็ไม่เกี่ยวกับชีวิต ไม่มีชีวะ แต่พอมาเป็นชีวะก็มีชีวิตแต่ไม่มีวิญญาณครอง ไม่มีกรรม ไม่มีเวทนา จึงเปลี่ยนแปลงมันยาก มันก็ต้องไปรับวิบากของมัน อย่างสัตว์เดรัจฉาน หรือแม้มนุษย์บางคนสอนไม่ขึ้น หรือบารมีไม่ถึงก็สอนไม่ขึ้น คนที่สอนได้ก็เป็นเวไนยสัตว์ก็ขึ้นมาได้ ต้องรู้จักจิต แล้วจิตนิยามนี่จะรู้กรรมได้ สัตว์เดรัจฉานเรียนรู้กรรมไม่ได้ คนนี่บางคนยังสอนยากเลย เป็นอจินไตย จนทำกรรมสั่งสมเป็นบุญชำระกิเลสแล้วทรงไว้เป็นธรรมนิยาม เป็นโลกุตรธรรม สั่งสมเป็นโลกุตรธรรม 9 หรือ 46 ปฏิบัติไปก็บริสุทธิ์ขึ้นไม่ต้องไปทุกข์กับโลกเขา บางอย่างเราจำเป็นต้องอาศัยใช้ก็ใช้ไม่จำเป็นเราก็ไม่ใช้ เป็นคนไม่ฟุ้งเฟ้อ ลดลงตามลำดับ มันก็จะน้อยลงเรื่อยๆ มีแต่สิ่งจำเป็นชัดขึ้น ต้องอาศัยเหตุปัจจัยที่ต้องอาศัย อย่างที่เราเป็นเรามีทำไป จะลงตัวไปเรื่อยๆ เป็นคุณสมบัติที่รู้เวทนา 108 ส่วนจิตในจิต ก็มีเจโตปริยญาณ 16 คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆ ในจิตอาริยของตน(ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. 1 .สราคจิต (จิตมีราคะ) 2 .วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3 .สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4 . วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5 . สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6 . วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) 7 . สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8 . วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9 . มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) นี่คือมหาแท้ ไปเรียนเปรียญแต่ไม่ได้มหัคตะจิตก็ไม่เป็นมหาแท้ 10 . อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11 . สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12 . อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) 13 . สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14 . อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15 . วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16 . อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135 ) สังขิตจิตก็คือฌาน 1 เหมือนคนหัดขี่รถจักรยานใหม่ๆ ก็จะไปชนคนอื่นต้องระวังมาก ฐานศรัทธาเจโตจะได้ สังขิตตัง จิตตัง ส่วนสายปัญญาก็ได้ วิกขิตตัง จิตตัง เราก็ทำให้ดีขึ้นอีก อีกคู่หนึ่งคือ สอุตระ กับอนุตระ ท่านแปล สอุตระว่า จิตดีกว่านี้ยังมีอีก แต่ก็ต้องพัฒนาให้ถึงจุดอนุตระให้ได้ พัฒนาอย่างที่ทำมาได้เป็นปฏิสังขารนุปัสสนาญาณ ทำอีกทำซ้ำทำทวน อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง จึงจะเจริญขึ้นๆ เก่งขึ้น จิตก็ได้อธิจิต อธิปัญญาสิกขา วิมุติก็เป็นวิมุติญาณทัสสนะ อสมาหิตัง หรืออวิมุตก็ยังไม่อนุตระ จนกว่าจะเต็มเป็นสมาหิตัง จิตเต็มจิตพอแล้ว เต็มแล้ว วิมุติจริง แน่นอน ไม่มีผีหลอกวิมุติจรไม่มีอีกแล้ว พิสูจน์ไปตามกาละ 3 อดีต ปัจจุบัน อนาคตก็สูญๆๆๆ อย่างเสถียรก็เป็นอนุตตรังจิตตัง เมื่อนั้นเราบอกได้ว่าเรามีอาสวักขยญาณแล้ว ถอนอวิชชาสิ้น เป็นสัญญาเวทนยิตนิโรธ มีแต่รู้ๆๆของจริงชัด อาสวะก็ไม่เหลือ ธรรมในธรรม มีโลกียธรรม กับโลกุตรธรรม ในกุศลธรรมนั้นมีทั้งโลกียะและโลกุตระ แต่ถ้าบุญธรรมนั้นมีแต่โลกุตระ อรหันต์นั้นมีทั้งสองอัน จึงเรียกกุศลธรรม ไม่เรียกบุญธรรม เพราะบุญนี่จำกัดไว้ที่ว่าคือการชำระกิเลส ซึ่งก็คือกุศลด้วยนั่นแหละ เป็นเรื่องปรมัตถ์ที่เราต้องทำให้ได้ในตน เรียนปริยัติ เอาไปปฏิบัติ ให้ได้ผลเป็นปฏิเวธ เป็นทางที่ชัดนะ เหมือนหงายของที่คว่ำ จุดไฟในที่มืด ชี้ทางให้กับคนหลงทาง นิสิตว่า ใครมาเอาปลาให้กินก็ทุกข์เพราะมันเหม็น ….พ่อครูว่า เราต้องทำใจให้กลางๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข รับรู้กลิ่นรสตามที่มันเป็นจริง เด็กกำพร้า ที่แม้จะมีคนดูแลเยอะ มีแม่หลายคน แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่มีแม่ แม่เลี้ยงบางคนก็รู้สึกว่าจะหวังแค่ให้เราดูแลจะทำใจอย่างไร? จะให้เป็นความรักระดับที่ 10 ...ตอบ ให้ทำไปตามลำดับ ค่อยทำตามขั้นตอน อ่านจิตเราตามเหตุปัจจัย ตั้งแต่ลูกเราหลานเรา ที่เราไม่ได้เห็นแก่ลูกหลาน ก็ไม่ใช่เราละทิ้ง แต่เราไม่ได้ลำเอียง สงเคราะห์กันไปตามควรให้พอเหมาะพอดี แล้วค่อยขยายกรอบของความรักเพ ิ่ มเติมขึ้นไป หนุ่มคนงาน คนหนึ่ง ทำงานแล้วจนแก่ แต่คนไม่ยอมให้ปลดเกษีย ณ อายุ 101 ปี อาตมาเห็นพวกเราฟังเข้าใจก็ยิ่งมีไฟในการอธิบาย แล้วไปปฏิบัติให้ได้ ถือว่าเป็นรางวัลให้อาตมาก็ได้ ธรรมในธรรม เมื่อไม่มีเหตุปัจจัย สองอย่างมากระทบกัน ของรูปและนาม ก็ไม่เกิด อายตนะ ไม่เกิด กาย ไม่เกิดผัสสะ เราก็จะค่อยๆ เข้าใจในธรรมะที่เกิด ให้รู้เห็นจริงตามความจริง ได้แก่ นิวรณ์ 5 , อุปาทานขันธ์ 5 , อายตนะ 6 , โพชฌงค์ 7 , อริยสัจ 4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน