580810_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ วิปลาส ๓ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580810_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง วิปลาส 3 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 10 ส.ค. 2558 วันแรม 11 ค่ำเดือน 8 ปีมะแมวันนี้ตั้งใจจะพูดถึงเรื่องลึกๆ เพราะใกล้จะถึงวันแม่แห่งชาติ คนไทยดูตื่นเต้นกันดี ก็เป็นลักษณะจิตวิญญาณ ในโลกสมัยนี้มีความซับซ้อน เขาหลงความรู้ของตนเอง หลงตนที่ยิ่งใหญ่คือ หลงว่าตนเองต้องเป็นหนึ่ง นี่คือความหลงตนเองที่ยากจะรู้ ตนเองต้องเป็นหนึ่ง จะต้องไม่เป็นสอง สำหรับคนอวิชชาจะหลงดิ่วไปว่าตนเป็นหนึ่งยิ่งใหญ่ที่สุด ยิ่งตนเป็นใหญ่แล้วจะหลงตนว่าตนใหญ่ที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสรูว่าย ิ่ งรู้ว่าตนเองใหญ่ ก็ต้องให้สิ่งที่ถูกต้อง ให้หมู่เป็นใหญ่ ต้องไม่ยึดตัวยึดตนเป็นใหญ่ มันกลับกันกับโลก ของพระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่าตัวตนไม่มี ตัวตนไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร ยิ่งตนรู้ว่า ความเป็นความใหญ่ของส ิ่ งเดียวคือองค์รวม ไม่ใช่เราใหญ่ ถ้าเราถือดีว่าเรารู้เก่งใหญ่ เป็นหนึ่งยิ่งผิดใหญ่เลย ถ้ารู้จริงแล้วจะยิ่งลดตัวตนลง ไม่ได้ยึดว่าเป็นเรา ในโลกนี้คือสิ่งที่จะอยู่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวที่สมานสามัคคี ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง รู้ว่าไม่เท่ากันก็ต้องพยายามผสมผสานกันไปให้ดีที่สุด เมื่อสมมุติว่าอย่างไหนถูกก็เป็นเรื่องสมมุติสังคม ใครยึดผิดยึดถูกก็ทะเลาะกันไป ต้องเป็นธรรมะสองเส มอ ผู้พ้นอวิชชา คือรู้ว่า สองนี้คือเขายึดว่าตนเป็นหนึ่ง แต่ถ้าปฏิบัติตนไม่มีตัวตนก็จะรู้ว่าความเป็นหนึ่งคือมวลหมู่ที่อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี ชาวโลกที่อาตมาว่าต้องมาเอาแบบคนจน และขาดทุนคือกำไรของในหลวงที่อาตมานำมาเผยแพร่ คนเขาฟังก็อาจไม่เข้าใจได้ เขาก็ไม่กล้าท้วงเพราะว่าเราเอาพระราชดำรัสในหลวงมายืนยัน แต่เขาก็ยากจะเข้าใจ ที่ว่าแบบคนจน ที่คนต้องมามักน้อยสันโดษ สละออกจนหมดตัวตน จะเกิดความอุดมสมบูรณ์ท
อ่านต่อ
ี่อบอุ่นประเสริฐ เป็น civilization ที่โลกต้องการ แต่เขานึกไม่ออกว่าสังคมแบบนี้มีด้วยหรือ แล้วจะสงบสุขอย่างไร มันเป็นอจินไตย อตักกาวจรา ไม่อาจนึกคิดด้วยเหตุผล หากปัญญาญาณไม่พ้นเขตโลกียะสู่โลกุตระที่เป็นธรรมะเหนือโลกได้ก็ไม่อาจรู้ได้ มันทวนกระแส ปฏิโสตั ง กลับ ดำ เป็นขาว หันกลับคนละทิศทาง อาตมาแม้ประกาศตนหลายอย่าง เขาอาจเห็นว่าอาตมาผิด แต่ลึกๆเขาจำนนเอาผิดไม่ได้เพราะอาตมามีหลักประกันคือพระไตรปิฎก และความจริงที่อาตมาอธิบายขยายความ และมีคนปฏิบัติได้เห็นๆ และเขาเองก็มีภูมิปัญญาลึกๆรู้ว่าถูก มาเอาแบบจนนี่ เขารู้ว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้สังคม เขาจนแต่เขามีอยู่มีกิน เผื่อแผ่แจกจ่ายคนอื่น พฤติกรรมนั้นย้อนแย้ง เขาจึงจำนนต่อลักษณะจริง ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาเลยอยู่รอดนี่คือ ธัมโมหเวรักขติ ธัมมจาริง อาตมาขอขยายความอุตริมนุสธรรม ซึ่งมีหลายแง่เชิง ผู้ไม่มีอุตริมนุสธรรมในตนแล้วบวชเป็นเรื่องผิดที่ร้ายแรง อวดแล้วเป็นกรรม รู้ทั้งรู้ว่าตนไม่มีแล้วอวดว่าตนเองมีตนเองเป็น มันเป็นเวรกรรม เป็นนรกจริงๆ ไม่เอาไม่ได้ 1 . ไม่มีในตน คนส่วนใหญ่ไม่รู้ง่ายมีไหมในตน ก็ไม่มีวันเป็นบุคคล 4 ได้ แม้แต่ตัวธรรมะเอง ธรรมะที่เป็นอุตริมนุสธรรม เช่น ฌาน สมาธิ สงบสมถะ หรือวิปัสสนา พวกนี้อุตริมนุสธรรมทั้งนั้น แต่ตนเองไม่มีในตนหรอก แต่ไปคุยโม้ว่ามีในตน หรือไม่รู้ 2 . รู้ว่าไม่มีในตน 3 . หลงว่ามีในตน มันนึกว่าตนเองมี แต่ตนเองที่จริงไม่มี เช่น ฉันรู้ดีในสมถะ ในฌานในสมาธิ เขาก็หลงได้ หลงสิ่งที่รู้ผิดๆ คือหลงสิ่งที่ผิดว่าถูก หรือแม้แต่หลงสิ่งที่ถูกว่าผิด 4 . รู้ว่ามีในตนแล้วอวดด้วยใจอยาก อันนี้มีอุปกิเลส ก็ยังดีไม่บาปหนัก อย่างพวกไม่มีในตน หรือพวกหลงว่ามีในตน แล้วหลงผิดว่ามีก็ไปอวดทั้งที่ตนไม่มี อย่างนั้นจริงๆแล้ว ยังบาปน้อยกว่ารู้ว่ามีในตนแล้วก็ไปอวดอย่างใจอยากอีก 5 . รู้ว่ามีในตนแล้วแสดงออก อธิบายอย่างประมาณผิด เช่น ผิดกับอนุปสัมปัน ไม่ควรพูดกับคนกลุ่มนี้หรือเปล่า การประมาณผิดไม่ได้บาป แต่มันเสียสังคม ตนเองบรรลุแล้วด้วยมีธรรมะแล้ว แล้วไปแสดงอย่างปรารถนาดี อธิบายมากไป ขาดไปบ้าง ก็ไม่ควร เป็นความผิดพลาด พระพุทธเจ้าก็ว่าไม่พอดี ควรทำให้พอดี ท่านก็ปรับปาจิตตีย์ 6 . รู้ว่าในตนมีแสดงออกกับคนไม่ควรแสดง ก็อาบัติปาจิตตีย์ 7 . รู้ว่าในตนมีแสดงออกกับคนไม่ควรแสดงอย่างใจอยากด้วยก็ผิดสองต่อ 8 . รู้ว่ามีในตน แล้วประมาณอย่างเหมาะควร แสดงแก่คนที่เหมาะควร อันนี้คือสิ่งที่ดีที่สุด ไม่มีอาบัติอะไรเลย ก็อาจยากหน่อยแต่ก็ต้องพยายามเข้าใจ เพราะว่าพวกเรามีอาริยบุคคล เวลาจะเผยแพร่ สรุปคือถ้าอยากอวดอย่าแสดงเลย พยายามอย่าแสดงเลย อยากแสดงกับหมู่กลุ่มหรือคนใดคนหนึ่งก็ตาม หากรู้ว่าอยากก็ระงับไว้ อย่าแสดง หรือว่าถ้ามีคนเซ้าซี๊ให้แสดงมากๆก็ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน อย่าแสดงโฉ่งฉ่าง แต่คนมีใจไม่อยากอวดก็จะระวังสังวร แต่คนที่อวดดีมีอัตตาใจอยากแสดง แม้เหมาะไม่เหมาะก็อย่าแสดง นั่นเป็นประเด็นแรกเลย สองจะแสดงก็ต้องดูว่าเหมาะควรไหมตามสัปปุริสธรรม 7 ประมาณอัตถะ ธรรมะ เนื้อแท้จุดลึกซึ้ง หรือจะแสดงกว้างขวางแค่ไหน อัตตัญญุตา ตัวเราก็เท่านี้ กาลัญญุตา ทั้งเวลาปัจจุบัน และองค์รวม ยุคสมัย ทั้งโอกาสนั้นกับหมู่กลุ่ม ปริสัญญุตา ประมาณมวลหมู่มีผู้เป็นอุปสัมบันส่วนใหญ่ แม้มีอนุปสัมบันบ้างแต่ถ้าหมู่ที่จะเข้าใจมีมากก็บอกได้ อย่างเขาเพ่งอาตมาพูดออกทีวีก็มีคนไม่เข้าใจฟังนะ แต่ว่าเราก็ต้องเอาตามกาลที่จะมีคนรู้ได้ให้บอก ไม่เช่นนั้นขาดประโยชน์ต่อส่วนใหญ่กับแต่ละคนเลยว่าเราควรแสดงไหม อาตมาไม่มีปัญหาเรื่องนี้เลย ใช้ปัญญาประมาณในการแสดงออกอยู่ให้พอดี คนยุคนี้ฉลาดมีมาก แม้คนชั่วจะมีก็ตาม เขาได้ยินอาตมาอธิบายเขาก็จะไม่เชื่อแต่เขาฟังก็รู้ ได้ยิน เหมือนคอมพิวเตอร์ถูกเคาะ ในคอมพิวเตอร์เขา จะเป็นสมบัติเขา แม้เขาไม่ใช้ก็มีอยู่ แต่บางอย่างเราไม่อยากเคาะใส่เพราะเปลืองเนื้อที่แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องทำ อย่างเด็กที่เขาซึมซับ โตขึ้นจะเอาไปใช้ได้ อาตมาก็เห็นเช่นนั้น วันนี้ตั้งใจพูดเรื่อง "วิปลาส" คำว่าวิปลาสคือผิดไปจากความจริง ที่เป็นความจริงขั้นอาริยสัจ สัจจะอันประเสริฐ ไม่ใช่สมมุติสัจจะ พระพุทธเจ้าตรัส ใน พระไตรปิฎก เ ล่ม 21 วิปัลลาสสูตร [ 49 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส 4 ประการนี้ 4 ประการเป็นไฉน คือ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง 1 ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข 1 ในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตน 1 ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม 1 สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส 4 ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส 4 ประการนี้ 4 ประการเป็นไฉน คือ สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง 1 ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์ 1 ในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าไม่ใช่ตน 1 ในสิ่งที่ไม่งามว่าไม่งาม 1 สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส 4 ประการนี้แล ฯ เหล่าสัตว์ผู้ถูกมิจฉาทิฐิกำจัด มีจิตฟุ้งซ่าน มีความสำคัญผิด มีความสำคัญในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง สำคัญในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข สำคัญในสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าเป็นตนและสำคัญในสิ่งที่ไม่งามว่างาม สัตว์คือชนเหล่านั้น ชื่อว่าประกอบแล้วในเครื่องประกอบของมาร ไม่เป็นผู้เกษมจากโยคะ มีปรกติไปสู่ชาติ และมรณะ ย่อมไปสู่สงสาร ก็ในกาลใด พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้กระทำแสงสว่างบังเกิดขึ้นในโลก พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ย่อมประกาศธรรมนี้ เป็นเครื่องให้สัตว์ถึงความสงบทุกข์ ชน เหล่านั้นผู้มีปัญญาฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นแล้ว ได้จิตของตน (ควรแปลว่า กลับได้ความคิดเป็นของตัวเอง) ได้เห็นสิ่งไม่เที่ยงโดยความเป็นของไม่เที่ยง ได้เห็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์ ได้เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าไม่ใช่ตน ได้เห็นสิ่งที่ไม่งามโดยความเป็นของไม่งาม สมาทานสัมมาทิฐิ จึงล่วงทุกข์ทั้งปวงได้ ฯ และมีท่านเจ้าคุณพรหมคุณาภรณ์ อธิบายไว้ว่า วิปลาส มี 3 ระดับ คือ 1. สัญญาวิปลาส (สัญญาคลาดเคลื่อน, หมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนตกใจเห็นเชือกเป็นงู - distortion of perception) 2. จิตวิปลาส (จิตคลาดเคลื่อน, ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนบ้าคิดเอาหญ้าเป็นอาหาร - distortion of thought) 3. ทิฏฐิวิปลาส (ทิฏฐิคลาดเคลื่อน, ความเห็นผิดพลาดจากความเป็นจริง โดยเฉพาะเชื่อถือไปตามสัญญาวิปลาส หรือจิตวิปลาสนั้น เช่น มีสัญญาวิปลาสเห็นเชือกเป็นงู แล้วเกิดทิฏฐิวิปลาส เชื่อหรือลงความเห็นว่าที่บริเวณนั้นมีงูชุม หรือมีจิตวิปลาสว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีผู้สร้าง จึงเกิดทิฏฐิวิปลาสว่า แผ่นดินไหวเพราะเทพเจ้าบันดาล - distortion of views) วิปลาส 3 ระดับนี้ ที่เป็นพื้นฐาน เป็นไปใน 4 ด้าน คือ 1. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (to regard what is impermanent as permanent) 2. วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข (to regard what is painful as pleasant) 3. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน (to regard what is non-self as a self) 4.. วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม (to regard what is foul as beautiful) คนเข้าใจโลกุตระไม่ได้ จะเอาโลกียะมาแปล เช่น คำว่า เห็นเชือกเป็นงู เข้าใจแบบนี้เป็นโลกียะ ซึ่งคนจะเอาไปปฏิบัติแบบโลกุตระไม่ได้ มันไม่ใช่เห็นปรมัตถ์ที่พระพุทธเจ้าว่า เห็นความไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นความทุกข์ว่าสุข เป็นต้น เห็นความไม่มีตัวตนเป็นตัวตน อย่างนี้คือวิปลาสจากอาริยสัจ การจะเห็นความไม่เที่ยงนั้นไม่ง่ายในระดับปรมัตถ์ วิปลาสนี้หากแยกแยะระหว่างโลกุตระกับโลกียะไม่ได้ ก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้ จะไม่เข้าใจว่า กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่เที่ยงก็ทำยาก โลกุตระเริ่มที่กาย ที่เวทนาว่า มันไม่เที่ยงอย่างไร มันเป็นทุกข์แต่คุณหลงว่าสุข ทั้งที่สุขที่มีองค์ประกอบที่หยาบแล้วโลกเขาก็สุข เขาก็เกิดอารมณ์สุข แต่เราก็เห็นว่ามันไม่พาเจริญเลยเช่นหลงอบายมุข เช่น ไปให้ผู้ที่สร้างอารมณ์บันเทิงเริงรมย์ เสียเวลาแรงงานทุนรอนหลงกีฬา รสบันเทิงเริงรมย์ เป็นต้น ถ้าเรื่องหยาบ เรื่องเสพติดแต่เขาไม่เข้าใจว่าเสพติดรสอร่อย กีฬาบันเทิง จัดจ้านมาก ต้องแพงต้องสูง บางทีติดมากๆไม่ดูในจอ มันต้องไปดูของจริง ค่าชมต้องล้านบาท ไปดูเจ้าฟรอยด์ชกกัปปาเกียว เป็นต้น เสียเวลาแรงงานทุนรอน เอาเงินออกนอกประเทศอีก เขาไม่รู้นี่คือความหลงผิด เป็นความหลงผิดระดับโลกุตระแต่เขาไม่เข้าใจ สัญญาวิปลาส เช่น ไปเข้าใจว่า กาย คือร่างที่ไม่มีนามไปร่วม เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ก็กำหนดกายได้แค่มหาภูตรูป 4 จะกำหนดเกินนั้นไม่ออก ไม่รู้ปสาทรูป ไม่รู้โคจรรูป ไปกระทบสัมผัสกัน จึงเกิดนามธรรม จากรูปเป็นนาม แล้วคุณต้องมาเอาปรมัตถ์ที่นามธรรมถูกรู้ กายอันนี้จึงมาเป็นนามธรรม พระพุทธเจ้าว่ากายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ เป็นองค์ประชุม แล้วจะกำหนดอันนี้เป็นกาย กายที่กำหนดอันนี้มันข้ามเขตของดิน น้ำ ไฟ ลม เลยเขตปสาทรูปมาแล้วแต่ถ้าปสาทรูปไม่ทำงานหรือพิการก็ใช้ไม่ได้ แต่ถ้าไม่พิการ แต่โคจรรูปไม่ทำงาน ไม่ดำเนินทำการปฏิฆสัมผัสโสกัน ก็ไม่เกิดภาวรูปให้คุณได้รู้ เมื่อกระทบสัมผัสแล้วจึงเกิดนามธรรมเป็นวิญญาณขึ้นมา แล้วจึงวิจัยลงไปในวิญญาณว่า เวทนา สัญญา สังขาร องค์รวมที่เป็นกายคือวิญญาณที่เกิดจากธรรมะสอ ง ปสาทรูป+โคจรรูป= วิญญาณ เป็นมโนต่อไป เป็นภาวรูป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ในจิต อยู่ที่หทยรูป จะกำหนดนอกหรือในก็แล้วแต่ แต่ไม่ขาดจากกัน ทำงานร่วมกันเป็นภาวะแล้วลึกลงไปอีกจากรู้แล้วเกิดจากตัวคุณ หทยรูปของคุณไม่ใช่ไปวุ่นวายกับใครแล้วนะ อาการเกิดเป็นอาการทางนาม ไม่ได้หมายว่าขาดไปจากกายที่เป็นองค์ประชุม มันปรุงแต่งกันอยู่ภายใน คุณก็อ่านเจาะลงไป ในเวทนา ในอารมณ์ความรู้สึก ความรู้สึกแรกเลยคือเราจะต้องอ่านเวทนาทั้งหมดเลย ที่แจกไว้ 108 คำว่าเวทนาคือจุดสำคัญที่สุดในจิต หทยรูปคือจิต ขาดดินน้ำไฟลม ไม่ได้ ต้ององค์รวมครบ เมื่อได้หทยรูป ก็ได้ชีวิตรูป อ่านอาการของมัน ที่จะแยกย่อยไปอีกเยอะเลย อาการเหล่านั้นคือจิต ต้องอ่านจิตให้แม่นว่าเป็นพลังงานแบบโลกีย์ หรือเป็นโลกุตระหรือเนกขัมมะ มันเป็นอาการเวทนาอย่างไร คุณก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจากโลกียะมาสู่โลกุตระได้เพราะทิฏฐิคุณวิปลาส คือเข้าใจผิดคำว่า กาย กำหนดกายผิด ผิดแล้ว จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส เพราะทิฏฐิคุณวิปลาส ก็เลยสัญญาวิปลาส เพราะไม่ได้เรียนรู้สัมมาทิฏฐิ ไปรู้แต่มิจฉาทิฏฐิ ใช้สัญญา ใช้ทิฏฐิไม่เป็น กำหนดกายก็ไม่เป็น ทิฏฐิวิปลาสไปหมด ไม่มีทิฏฐิเบื้องต้น ท่านเอาทิฏฐิไปไว้ข้อ 3 นี้เพื่ออธิบาย แต่ความจริงแล้ว คุณต้องมีทิฏฐิก่อน เหมือนทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คุณต้องศึกษามรรควิธีก่อนแล้วจะไปอ่านทุกข์ สมุทัย นิโรธได้ อาตมาได้คำตอบที่พูดไปขณะนี้ว่า ต้องพูดแล้ว คนดูทุกคนวิปลาสทั้งนั้น เพราะคุณไม่เข้าใจว่าทุกข์คือสุข ไปเห็นว่ารสอร่อยมี ทั้งที่ตัวตนความอร่อยไม่มี มันมีแต่รู้ตามจริง สิ่งที่ปรุงแต่งเกินจริงคือวิปลาส คุณเหลือเศษความอร่อยอยู่คุณคือคนวิปลาส มันน่ากลัวมากเลย ผู้ที่ไม่วิปลาสจริงๆคืออรหันต์ขึ้นไป แม้เป็นอนาคามีก็วิปลาส ส่วนตัวงมงายในส่วนตัวของตน แต่ก็รู้แล้วล้างไป สกิทาคามีก็รู้เพ ิ่ ม โสดาบันก็รู้ตัว
ธรรมะพระพุทธเจ้าที่เป็น 1 . คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34 )
ไม่ใช่ความสงบอย่างปลีกหนีคน ออกไปอยู่ที่ป่าช้า ที่ป่าเขาถ้ำ ท่านตรัสกับพระอุบาลีว่าพระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว. ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ที่ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ว่า จิต ต วิปลาส (จิตคลาดเคลื่อน, ความคิดผิดพลาดจากความเป็นจริง เช่น คนบ้าคิดเอาหญ้าเป็นอาหาร - distortion of thought) นั้นไม่ใช่เรื่องของปรมัตถ์ มันเป็นเรื่องโลกีย์ เป็นเรื่องโลกๆ คนไทยเอาหญ้าหลายชนิดมาเป็นอาหาร เป็นยาได้หลายอย่างเลย หมอชีวกฯก็เอามาเป็นยาได้ มันไม่ใช่วิปลาส จิตวิปลาสคือ รวมแล้วจะเป็นจิตสังขาร (องค์รวมภายใน) ตอนตายไปแล้วสมมุติว่าคุณล้างกิเลสจากสัปรด ที่อยู่ข้างหน้านี้ คุณสัมผัสสัปปะรด ตอนเป็นๆนี้ไม่ติดยึด ถ้าควรได้อาศัยก็รู้ตามจริง รู้เปรี้ยวหวาน ไม่มีอัสสาทะเลยตอนเป็นๆ ตายไปไม่มีสัปปะรดให้สัมผัสหรอก ไม่มีในจิตเลยอัสสาทะไม่มี ตายไปจิตวิญญาณก็ไม่มีนรกสวรรค์กับสัปปะรดเลย แต่อาการในโลกที่คุณต้องสุขทุกข์กับมัน ตายไปคุณก็ต้องสุขทุกข์กับมัน ถ้าไม่พ้นอวิชชา ตายไปก็ยังมีกายอยู่เลย เป็นองค์ประชุมของผีบ้าอยู่เลย ต้องปฏิบัติขณะมีวิญญาณครบนี้ จะเรียก กาย จิต วิญญาณก็ตาม ถ้าไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ยังมีสิ่งที่มี แต่ถ้าคุณสามารถแยกมันได้เป็นๆ ตายไปก็ไม่มีกาย ความสำคัญคือต้องให้กายมันหมดไปแต่ปัจจุบัน แล้วก็จะไม่มีกาย จิต มโน ถ้ารู้แค่ว่ากายมีดินน้ำไฟลมจะปฏิบัติไม่ได้เลย ต้องรู้องค์รวมที่เป็นจิตสังขาร เราไม่เรียกว่าวิญญาณสังขาร แม้มโนสังขารก็ไม่มี เมื่อในจิตล้างสังขารจิต จนหมดอาการปรุงแต่ง จะเหลือละเอียด จนสุดท้ายเหลือแต่ความลำบากเล็กๆน้อยๆ แล้วก็จะต้องสนิทไปหาจิตลึกๆภายในเรียกว่า มโนหรือมนะ จะทำงานร่วมกันเรียกว่า อายตนะ เป็นมนายตนะกับธรรมายตนะ สองอันสุดท้ายที่จะต้องรู้ชีวิตินทรีย์สัตว์สุดท้ายคือ เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ คุณกำหนดรู้สั ญญ ายตนะตัวนี้จนดับความเป็นสัตว์พ้นแล้วอสัญญีก็จบสั ญญ ายตนก็หมด ความเป็นสัตว์หมดไปจากอายตนะได้ ความเป็นสัตว์อยู่ที่อสัญญีสั ญญ ายตนะ ต้องใช้สัญญากำหนดเรียนรู้จนละเอียดถึง เนวสัญญานาสัญญา แปลว่าสัญญาที่กำหนดรู้ไม่หมดไม่จริง มีส่วนไม่ครบรู้ ต้องรู้จนไม่มีไม่รู้เลย จนหมดเกลี้ยงสิ้นไม่มีความไม่รู้เหลือแม้ธุลีละออง จนพ้นเนวสัญญา นาสัญญา จะสัญญาอะไรก็ตามต้องรู้หมด จนเป็นสัญญาเวทยิตตัง คือเคล้าเคลียเวทนา เพราะได้ทำมาตั้งแต่ต้น ในรูปฌาน อรูปฌาน ตรวจสอบจนพ้นอวิชชาสวะ จนพ้นอวิชชานุสัยสมบูรณ์สุด จึงใช้สัญญาสำคัญจนหมดวิปลาสได้ เพราะจิตของเราหมดวิปลาส ทิฏฐิของเราก็เป็นปัญญาสมบูรณ์แบบถ้วนเลย ทิฏฐิแปลว่าลัทธิ ศาสนา ความเป็นปัจจุบัน ในทิฏฐิ 62 มี 18 เป็นอดีต มี 44 เป็นอนาคต รวมแล้วเป็นมิจฉาทิฏฐิหมด เป็นวิปลาสทั้งนั้น มีแต่ กามกับฌานอีก 4 ที่เป็นจริง คนใดเห็นว่ากามเป็นทิฏฐิที่ต้องเอาก็คือคนกามโลกๆ แต่ถ้าเป็นฌานแบบฤาษีก็สะกดจิตระงับกามด้วยพลังงานสะกดไว้ วิกขัมภนะ สะกดไว้แต่ไม้ได้มีความรู้จิตเจตสิก ปรมัตถ์ต่างๆ คำว่าวิปลาสนี่คือจิตบ้า ไม่รู้จักอาริยสัจ อาริยะสูงสุด แม้ไม่เข้าใจอาการโลกียะกับโลกุตระก็ยังยาก จะไปกำหนดรู้สัญญา เวทนา ว่าเป็นโลกียะกับโลกุตระอย่างไรก็ยากแล้ว สัญญาคือตัวกำหนดหมายองค์รวมของจิต ส่วนทิฏฐิคือความรู้ความเข้าใจ เป็นส่วนสำคัญ ถ้าทิฏฐิไม่รอบไม่ครบสมบูรณ์ในสัมมาทิฏฐิก็ยาก เช่น ทิฏฐิ 62 อดีตก็วิปลาสหากคนไม่รู้ก็ยาก พวกอนาคตก็สร้างวิมานไป ไม่มาสัมผัสทวาร 5 กระทบสัมผัสเป็นปัจจุบันก็ไม่รู้ ดังนั้นทิฏฐิ 5 จึงเป็นทิฏฐิปัจจุบันที่ถูกต้อง ที่ต้องเป็นแดนปฏิบัติให้เกิดผลเลย คนที่หลงไปอดีต อดีตมีไม่มากเท่าอนาคต อดีตมีทิฏฐิแค่ 18 แต่อนาคตมีทิฏฐิมาก 44 ทุกวันนี้มีมากกว่ามากเกินกว่ายุคพระพุทธเจ้าอีก แต่อดีตกับอนาคตไม่ใช่สิ่งที่คุณจะเอามาปฏิบัติ อดีตทำไปแล้วเป็นวิบากต้องรับวิบาก หรือจะมีวิธีการของพระพุทธเจ้าที่หนีวิบากไปได้ ส่วนอนาคตไม่เกิดแต่ก็วาดวิมานมากมาย พวกที่ไปปั้นว่าบุญคือสิ่งที่จะได้ในอนาคตนี่ทำบาปมาก บุญคือสิ่งที่เสีย ไม่ใช่สิ่งที่จะได้ เพราะว่า บุญเป็นตัวชำระกิเลส ไม่ใช่กุศลที่เป็นความดีที่อาศัย แต่เอากุศลมาแปลงเป็นบุญหลอกคน บุญเลยเสียไป ไม่เหลือเครื่องมือชำระกิเลสเลยในตลาดโลก แม้ศาสนาอื่นก็เอาคำว่านักบุญไปใช้ ทั้งที่ไม่ได้เรียนรู้ปรมัตถ์เลย แม้แต่คนโลกๆก็เรียกเขาว่าคนมีบุญ ทั้งที่ไม่รู้จักบุญเลย บุญ ถ้าของเปาปุ้นจิ้นคือ เครื่องประหารหัวหมา คุณมีหรือยัง คุณมีเอาไว้ใช้ตัดหัวหมาทุกหัวหมา สมมุติว่าคุณมีหมากี่ตัวก็ถ้าตัดหัวหมาหมดก็ไม่ต้องใช้มันอีก เหมือนเราพายเรือข้ามน้ำได้แล้วก็ไม่ต้องแบกเรือไปอีก บุญก็คืออย่างนั้น แต่ไปสัญญากำหนดหมายหรือทิฏฐิผิดว่าบุญคือกุศลก็วิปลาสไป เพราะทิฏฐิผิดก็ไปกำหนดหมายผิด ก็เจ๊งกระบ๊งเลย ในความละเอียดลออลึกซึ้งตามที่บรรยายนี้ อาตมาบอกมาแต่ต้นว่า วิปลาสในภาษาไทยว่าคือคนบ้า แต่พอฟังวันนี้จะรู้ว่า แท้ๆตัวเราก็คือคนบ้าคนวิปลาสคนหนึ่งนะนี่ ไม่ใช่คำตื้นๆเลยนะ
_ป้ามิ่งหมายสงสัยว่า ทิฏฐธรรมนิพพาน 5 เป็นอย่างไร? พ่อครูว่า ... ก็ต้องใช้เวลาอธิบาย อันนี้รวมหมดเลย ทั้งสิ่งที่มิจฉา สัมมา แล้วแยกกามสุขัลลิกะกับอัตตกิลมถะ การหลงว่ากามคือนิพพาน คำว่านิพพานคือสิ่งสูงสุดของมนุษย์ที่พึงได้ แต่ไปเข้าใจผิดว่าได้กามกับอัตตา ในความเป็นอัตตาหากไม่สัมมาทิฏฐิแต่ต้นไปนั่งหลับตาทำก็ได้อัตตาที่ไม่ครบสมบูรณ์ในรูป 28 ก็ได้นั่งเป็นสัญญาวิปลาส คนไปนั่งหลับตาปฏิบัติคือคนสัญญาวิปลาส ไม่มีกายที่ครบ สำหรับปฏิบัติตั้งแต่ต้น กลาง ปลาย ที่ต้องครบทั้งนอกและใน เป็นอรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ เมื่อดับกิเลสในปัจจุบันตั้งแต่อบายภูมิ ดับได้แล้ว อยู่ข้างนอกก็จริง ไปข้างในก็จริง หากดับอบายภูมิ ดับกามภูมิได้ แม้ตอนเป็นๆ ตายไปก็ไม่มีกามภพ ไม่ต้องดิ้นมาก เช่น อนาคามี เป็นต้น แต่คุณเป็นๆนี่ต้องอาศัยข้างนอกและใน ปฏิบัติล้างทั้งรูปราคะ อรูปราคะ กำจัดหมดทั้งนอกและใน หมดสิ้นเกลี้ยงเลย ตรวจสอบด้วยอรูปฌาน จนสัญญาเวทยิตนิโรธ ปัจจุบันหมด ตายไปก็นิโรธหมด จะมาเกิดอีกก็แล้วแต่คุณ จะปรินิพพานก็เรื่องของคุณ เวลาแยกกามนี่แหละ คนไม่รู้จักความอยากใคร่ ถ้าคุณอยากใคร่ในธรรมคือธรรมกาโม แต่ถ้าใคร่อยากในรสโลกโลกีย์เป็นสิ่งสวยงาม อร่อย อยากได้มากได้มี สมบัติโลกีย์มีแต่มากกับมากคือกาม แล้วมีบางพวกปฏิบัติแบบเสพกามให้เต็มที่เลยถึงจะเบื่อหน่ายบรรลุเอง ซึ่งพระพุทธเจ้าว่าไม่สอนแบบนี้ ในกามคือเหตุปัจจัยที่มีปัจจุบันนั้นๆกับสิ่งนี้ ครบพร้อมทั้งนอกและใน มหาภูตรูป จะเกิดในยุคไหน จะสมมุติอย่างไร เป็นวัตถุ เป็นอรูปอย่างไรก็ศึกษา หมดกามภายนอกแล้วก็เหลือภายในให้ล้างอีก จนเหลือแต่ภายใน แม้กระทบสัมผัส มันก็จะออกมาให้รู้ แต่ถ้าไม่สัมผัส มันก็จะจมอยู่ในอนุสัย ต้องสัมผัสกระทบตลอดเพื่อให้ล้าง ถ้ากระแทกแรงๆ คุณสู้ไม่ได้ก็ตาย คุณก็ถูกมันลากคอลงนรก แต่ถ้าว่าไม่ไหว กระแทกอย่างนี้ไม่ไหวก็แบ่งทำไป ไม่งั้นไปไม่รอด เราเอาตามปริตตังไป กาม หรือนั่งหลับตา นั่งหลับตาไม่มีปัจจุบัน การนั่งหลับตาตัดออกไปได้เลยไม่ใช่แบบพุทธ หรือไปนั่งสร้างภพเองก็บ้าบอได้ ปั้นเนรมิตเอาตามใจ ไม่มีของจริงเลย ทั้งอดีตและอนาคตเกิดในสัญญา จึงต้องปฏิบัติในปัจจุบัน จะได้ทั้งหมด กามและอัตตาที่เหลือ แม้ในอนาคามีก็ตาม ตัดกาม ตัดรูปภพ อรูปภพ เหลืออัตตาสุดท้ายตัดอีก ก็เป็นนิพพานในปัจจุบัน
_หนึ่งดาว...วิปลาส 3 ทำไมเร ิ่ มที่สัญญาวิปลาสก่อน พ่อครูว่า… ทิฏฐิคือความรู้ที่เบื้องต้นต้องรู้องค์รวม และการจะมีทิฏฐิที่ถูกต้องจะต้องได้ฟัง แล้วจึงจะเอาไปใช้ สัญญาคือตัวใช้งาน ส่วนทิฏฐิคือความรู้รวม ส่วนสัญญาเอาไปใช้กำหนดรู้ตามทิฏฐิ สัญญาและทิฏฐิก็เป็นจิต จิตเป็นภาษากลางๆ แล้วทำไมเอาทิฏฐิไว้ปลาย ก็เหมือนกับที่อาริยสัจ 4 เอามรรคมาไว้ท้ายสุด เวลาใช้จริงๆเมื่อเรามีวัตถุจะใช้จึงเกิดการเรียนรู้จากผู้รู้ก่อน ทิฏฐิเป็นประธานของมรรค เมื่อทิฏฐิถูกก็จะใช้สัญญาได้ถูก จะต้องเรียนรู้ทิฏฐิก่อนแล้วไปใช้สัญญา ต้องคบสัตบุรุษก่อนจะได้ประธานของมรรค เพื่อปฏิบัติ ในตัวกำหนดครบมรรคองค์ 8 มีทิฏฐิเป็นประธาน เวลาปฏิบัติต้องใช้ทั้ง 8 แต่ให้เรียนสัมมาทิฏฐิก่อน แต่เวลาใช้จริงใช้ทั้ง 8 คือรู้ทุกข์ รู้เหตุ แล้วรู้นิโรธ ปฏิบัติล้างเหตุ ตัวปฏิบัติจริงคือสัญญาแต่ตัวที่ต้องรู้ก่อนคือทิฏฐิ จะต้องสัมมาทิฏฐิก่อนจึงปฏิบัติถูก ต้องมีสัมมาทิฏฐิที่รู้ว่า ต้องปฏิบัติในปัจจุบันนะ คำว่า ทิฏฐ หรือทิฏฐิ แปลว่าลัทธิหรือแปลว่าปัจจุบันนะ
_เกร็ดดิน … ถ้าวิปลาส 3 ต้องต่อด้วย วิปลาส 4 พ่อครูว่า ... เอาไว้วันหลังมาอธิบายต่อ วันนี้หมดเวลาแล้ว … จบ