580817_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๓.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580817_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 3 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 17 ส.ค. 2558 น้ำก็ไม่มายังนิ่ง บางแห่งก็น้ำแล้ง แปรปรวน แต่ใจเราก็อย่าให้วิปลาส มาตอบประเด็นปกิณกะก่อน
_จากคนชอบฟังธรรม เรามีงานเยอะจริงๆข้องใจ พ่อครูว่า… ก็ตอบคำนี้ก่อนเลย สังคมที่งานเยอะจนงานตกคน คือสังคมเจริญ สังคมที่คนเยอะจนคนตกงานคือสังคมล้มเหลว โดยเฉพาะงานเราไม่ใช่งานที่ฟุ้งเฟ้อฟรุ้งฟริงเลย แต่เป็นงานมีสาระมีเนื้อ ขนาดนั้นงานก็มากจนต กคน เราต้องขยันหมั่นเพียรเพิ่ม ก็ถามแล้วว่าพวกเราขยันที่สุดหรือยังก็ว่ากันยังไม่ ยังมีขี้เกียจแทรกอยู่
_ เรื่องกัมมารามตา เรื่องเอาภาระ เรื่องรับผิดชอบ คือยินดีในการงาน ท่านบอกเป็นความเสื่อมนะ ยินดีในการทำงาน(กัมมารามตา) ยินดีในการคุย(ภัสสารามตา) ยินดีในการนอน(นิทรารามตา) ยินดีในการเพลิดเพลินในหมู่(สังคนิการามตา) หรือมีความปรารถนาลามก (ปาปิจฉตา)เป็นความเสื่อม มี มิตรบาป(มปาปมิตตา), อันตราดวสานมา(ความท้อถอยหยุดยั้งเสียในระหว่างด้วยการบรรลุคุณวิเศษแค่ชั้นต้นๆเท่านั้นก็เลยท้อแท้ นอนใจ ได้แค่นั้น) คำต่างๆนี้ก็มีสาระ มีหมู่กลุ่ม ข้องใจเรื่องกัมมันรามายตา เรื่องเอาภาระ เรื่องรับผิดชอบ สาระ หมู่กลุ่ม อัตตา งานศาสนา ศรัทธา คำเหล่านี้วนๆมาให้คิดเสมอ พ่อครูว่า… คำเหล่านี้ยิ่งเอามาขบคิดก็ยิ่งยุ่งนะ อาตมาว่า เอาคำเหล่านี้วางลงไปแล้วหมู่ให้ไปที่ไหน ไปทำอะไรที่มีสาระดีก็ไป อย่าไปกังวลเลย ภาษาเหล่านี้ไม่เช่นนั้นจะสับสนไปหมด อะไรก็ดี หนักเข้าก็ไม่ใช่คำหนึ่งแล้วนี่ เป็นคลำหัวที่โนที่ปูดเลย ไปไม่ออกแน่ จริงๆก็ขยายความอีก คำว่า รามตา แปลว่าความหลงใหลยินดี แม้ภัสสารามตา ยินดีในการพูดคุย ก็เลยไปคิดว่าไม่
อ่านต่อ
ต้องนอน ไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องพูด ไม่ต้องไปกับหมู่เลย ก็เลยไปเข้าใจเช่นนั้น เนสัชชิ (ไม่นอนแต่นั่งหลับ) นี่คือความสุดโต่งที่เข้าใจผิด ความจิรง รามตาคือไปหลงติดยึดเกินไปจัดไปในงานก็ดี ในพูดก็ดี คนเราต้องมีงานต้องพูด คนเราต้องนอน คนเราต้องอยู่กับหมู่กลุ่ม ทั้ง 4 คำนี้แหละ พอเลยเถิดคือสุดโต่งไป ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้สุดโต่งไป เราก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้แต่อย่าให้เลยเถิดหลงยึดเอาเป็นเอาตาย ใครมาแตะไม่ได้เลย พังไปหมด งานก็ไม่ได้ตัวเองก็เสีย ถ้าเข้าใจผิดพลาดในความหมายภาษาธรรมเหล่านี้มันเพี้ยนไปหมด มาที่ Sms บ้าง 580816
_ คุณหนึ่งพุทธ · ยังติดใจนิยามบุญกุศล ชวนสับสนว่ากุศลไม่ได้ลึกถึงตัดกิเลส เหมือนอย่างคำว่าบุญ แต่ในกิมัตถิยสูตร ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังให้ลุอรหัตผลโดยลำดับ แสดงว่ากุศลหมายกว้างกว่าบุญประมาณนั้นไหมครับ? พ่อครูว่า… เราต้องแยกให้ชัดกว่าบุญคือการกำจัดกิเลสตัดกิเลสแต่กุศลคือความดีทั้งหมด แม้แต่บุญก็เป็นความดีที่สุดยอดเลย ถ้ากุศลเราทำแล้วตัดกิเลสได้ก็ดี ไม่มีปัญหา กุศลคลุมไปหมดเลย เป็นแต่เพียงคำว่าบุญเฉพาะเป็นหน้าที่เป็นกรรมกิริยาเลย ของนามธรรมเพื่อทำงานตัดกิเลส ทำงานเสร็จจบเครื่องมือนี้ก็ไม่ต้องทำอีกเลย ก็หมดบุญหมดบาปได้ แต่กุศลไม่มีหมด สะสมไปจนกว่าเราจะเลิก ทำปรินิพพาน
_ Uri Pretov Maroev · ขอเรียนถามง่ายๆ แต่คงตอบไม่ง่าย สัตว์หรือคนตัวแรกเกิดขึ้นมาบนดาวโลกดวงนี้ได้อย่างไร กรุณาอย่าตอบว่ามันเป็นอจินไตย หรือรู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ พ่อครูว่า… อย่างน้ำนี่ จริงๆยังไม่มีใครตรวจสอบได้ว่า อะไรเป็นต้นตอเลย แม้อยู่ในโลหะก็มีน้ำอยู่ในอะไรก็มีน้ำแฝงตัวอยู่ ลึกจนใครเอาออกได้ไม่หมด สรุปมหาจักรวาลนี้อยู่ด้วยกันหมด หากคุณสมบัติหนึ่งลดอีกอันหนึ่งก็เพ่ิม เช่น ถ้าเราร้อนก็คือเย็นน้อยลงนั้นเอง เป็นต้น แล้วคนตัวแรกล่ะ...ก็เหตุปัจจัยของมันรวมตัวกันได้ก็เกิด ได้อย่างไรก็ได้อย่างพอเหมาะมันก็เกิดเลย สัดส่วนพอเหมาะที่ว่า คืออุตุนิยาม สสารและพลังงานที่พัฒนาขึ้นมาระดับหนึ่ง ก็เกิดสภาวะของดินน้ำ ไฟลม จนถึงขีดหนึ่งปรากฏภาวะน้ำขึ้นเป็นพลังงานตัวแรกเลย มีเซลล์ตัวแรกของพืชเกิดก่อน (วันนี้จะอธิบายในภายหลัง _ จิตนิยามเดินทางเป็นระยะทางไกลๆได้หรือ เคยติดตามอ่านเจอว่าคนเราเมื่อตายแล้วพลังงานไปไหนได้ไม่ไกล((อันนี้ไม่แน่ใจนะครับ จำลิ๊งค์ไม่ได้แล้ว ขออภัย) พ่อครูว่า… อาตมาขอยืนยันว่า คุณอย่าไปคำนวณเลย ตัวที่มันเดินทางได้ไกลก็ไกล ตัวไหนเดินทางไปได้ไกลก็ไกล มันมีเหตุเรื่องราวเยอะ เช่นวิบากของคุณจะเดินทางไกลไปเกิดที่เอธิโอเปียคุณก็ต้องไป เป็นต้น แต่ถ้าคุณยังไม่มีวิบากเช่นนั้นก็ไม่ไป แต่ความจริงที่จริงที่สุดคือคุณไม่รู้หรอก ตอนเป็นจิตวิญญาณ คุณไม่รู้หรอกว่าจิตวิญญาณคุณเดินทางไปไหนไกลหรือใกล้มันไม่รู้ คุณเดินทางไปถึงไหน ไปแค่ตัวเองก็ใกล้นิดเดียว ตอนตายแล้วนะ แต่มันจะไปเป็นระยะทางแค่ไหนคุณไม่รู้หรอก คนที่ตกนรก ตายปุ๊ปตกนรกมันใกล้มาก ตายปุ๊บลงนรกเลย เสร็จแล้วก็อยู่ในนั้นแหละ ไปไกลไม่ได้หรอก มันเป็นความรู้สึก แค่ความรู้สึก จะเอาความรู้สึกมาวัดกับสภานที่ไม่ได้หรอก ความรู้สึกมีแค่แรงกับเบาไม่มีใกล้หรือไกล จัดจ้านหรืออ่อนแรงเท่านั้น _ ถ้าดาวโลกดวงนี้แตกดับไปแล้ว ซึ่งเกิดขึ้นแน่ คน,สัตว์ที่ตายพลังจิตนิยามที่สะสมพลังงานไว้จะไปแตกตัวเกิดที่ไหนต่อ พ่อครูว่า ...มันยิ่งกว่าพระพุทธเจ้ายกตัวอย่างคนถูกลูกศรยิง ก็ไปถามว่า ใครยิง ลูกศรมาจากป่าไหน มียาพิษอะไร กว่าจะสืบทราบยาพิษมันกินคุณตายก่อนเลย ก็คล้ายกับคุณที่ถามมา อาตมาจะตอบก็เท่านั้นไม่ตอบก็เท่านั้น เมื่อกี้นี้ก็ตอบถ้าเข้าใจ จะสะสมไปเกิดที่ไหน...ทุกจิตวิญญาณเป็นพลังงานและเป็นพลังงานของวิบาก ถ้าไม่ปรินิพพานก็อยู่ อย่างอรหันต์นี่ก็อยู่ได้ ทุกจิตวิญญาณก็มีสุคติ กับทุคติ เป็นผลวิบาก จะต้องเกิดในโลกที่ทุกข์ทรมาน ในมหาจักรวาลมีโลกนับไม่ถ้วน พอเหมาะที่ไหนคุณต้องไปเกิดที่นั่นไม่มีอะไรเบี้ยวสัจธรรมได้ จะอำพรางโกหกก็ยิ่งแย่ ไปทับถามส่ิงที่เบี้ยวจากสัจธรรม ยิ่งบาปซ้ำซ้อน โทษตนเองอย่าไปโทษใคร อย่าไปทรยศต่อสัจธรรม ดีคือดี ชั่วคือชั่ว ถูกคือถูก ผิดคือผิด ซื่อสัตย์ต่อสัจธรรมมีแต่ดีถ่ายเดียว _ ระบบการเกิด ตาย กรรมต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นเองไม่ได้ต้องมีใครสร้างขึ้น ทุกอย่างต้องมีการผิดพลาด ต้องมีช่องโหว่ให้เจาะ นิพพานในโลกนี้แล้วใช่ว่าจะจบ อาจข้ามไปเกิดในโลกใหม่ที่มีระบบ หรืออารยธรรมแปลกๆอีกก็ได้ใครจะรู้ ไม่ได้ลบหลู่หรือดูหมิ่นแต่เป็นความสงสัย หลุดพ้นจากโลกนี้แล้วไม่กลับมาเกิดทั้งตัวและเวทนาปลอมอีก แต่อาจถูกระบบนำพาไปเกิดในโลกใหม่ไปเจอโจทย์ใหม่ และต้องใช้ความรู้ใหม่ในการเจาะระบบใหม่อีกหรือเปล่า อาจไม่มีวันจบสิ้นก็ได้.. พ่อครูว่า… ก็ตอบว่าคุณอยู่กับความอาจจะของคุณไปอีกนานเถิด พระพุทธเจ้าสอนให้อยู่กับเวทนาที่เกิดทางทวาร ทั้ง 6 แล้วเจาะลึกอ่านวิญญาณของตน แล้วจะจบไปอย่างไม่เพ้อเจ้อเลย แต่คุณได้แบบนี้ก็ต้องอยู่ในโลกของความอาจจะไปอีกนาน ถ้าคุณไม่เปลี่ยนิสัยเช่นนี้ให้ตนเองปฏิบัติเป็นขนาดๆไป ก็จะลดความสงสัยลง sms วันที่ 14 ส.ค. 2558 _ 0893867xxx · นมก.กราบขอบคุณพ่อครูฯ สณ.สม.ญตธ.บุญนิยมที่เม ตตาตอบข้อสงสัยในธรรมให้เข้าใจชัดแจ้งยิ่งขึ้นสาธุ๊!seufaasin
_ 0893867xxx · ธรรมะเรื่องพระเจ้าที่พ่อครูแสดงมีในหนังสือเล่มไหน?พ่อครูจะพิมพ์แจกญตธ.เพิ่ มไหม?ผู้น้อยอยากได้เอา มาศึกษาเพิ่มเติม!skk
( 45 ) พลังงานจะพัฒนาจาก “อุตุนิยาม”เป็น “พีชนิยาม”ก่อน เริ่มต้นที่ “ธาตุ”นั้นโดยเอาที่ “พลังงาน”เป็นสำคัญว่า พลังงานของธาตุนั้นได้พัฒนามีคุณสมบัติใน “นิช”(Niche)มีความเจริญเข้า ขั้น “เซลล์”(Cell)หรือยัง? ถ้าเข้าขั้น “เซลล์”ได้จริงก็เริ่มนับเป็น “ชีวะ” “นิช”(Niche) หมายถึง ช่องว่างหรืออากาศ(space) ซึ่งเป็นสถานที่ก็ดี ที่เริ่มต้นให้ “ชีวะ”เกิดเรียกว่า “คัพภะ”(กุจฺฉิ)หรือ Protoplasm ที่กำลังจะมี “ชีวะ”เล็กละเอียดยิ่งของ “ธาตุ”เริ่มเป็นตัวของ “ชีวะ”เรียกว่า “กลละ”ก็ดี หรือ primary cell(เซลล์ปฐมภูมิ) อันเป็น “เชื้อหรือหน่วยชีวิต”แรกที่ “พลังงาน”พัฒนาตัวเองได้สัดส่วนเหมาะสม แล้ว จนถึงขั้นความเป็น “ชีวะ”จะเริ่มขึ้น ถ้า “เชื้อแรก”นี้ไม่ติดอยู่ หรือไม่ดำเนินต่อไป ไม่มี “พลังงานของ primary cell” สืบต่อ(สันตติ) ก็เป็นอัน “ชีวะ” ก็หมดสิ้นไป ไม่มี “เชื้อชีวิตินทรีย์”ก่อตัวขึ้น(สมุจฺฉติ,สมุจฺฉิสฺสถ)ต่อไปได้อีก หรือ “เชื้อ ชีวิตินทรีย์”ก็จะ “ขาด”ภาวะของชีวะลงไปตรงนั้น ณ บัดนั้น ไม่ว่าจะเป็น “ชีวะ”ระดับ “พีชนิยาม”หรือ “จิตนิยาม”ก็จะมี ภาวะของ “ธาตุชีวะ”ที่จะ “สืบต่อ”(สันตติ) “สืบทอดการเกิด”(สันตติ) นัยะเยี่ยงเดียวกัน เป็นแต่ว่า “ชีวะ”ของ “องค์รวม”ของมันละเอียดซับซ้อนมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปอีกหลากหลายสภาพ ดังนั้น เมื่อ “เชื้อหรือหน่วยชีวิต”หน่วยที่ 1 ตั้งอยู่ก่อนแล้วนี้ “ขาดลง” (สมุจฺฉิสฺสถ) จึงไม่มีเชื้อหน่วยที่ 2 (seccondary cell) สืบทอดต่อเชื้อออกไปอีก การ “ก่อตัวขึ้น”(สมุจฺฉิสฺสถ)ของเชื้อชีวะ”จึง ไม่มี ด้วยประการฉะนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 ว่า “เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลงในท้องมารดา(วิญญาาณัญจ อานนฺท มาตุ กุจฺฉิสฺมิง น โอกฺกมิสฺสถ) นามรูปจะก่อตัวขึ้น(ขาด) ในท้องมารดาได้บ้างไหม”(คำว่า สมุจฺฉิสฺสถ จากคำว่า สมุจฺฉติ ฉบับหลวงแปลว่า “ขาด” ส่วนฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม 10 ข้อ 115 แปลว่า ก่อตัวขึ้น) “วิญญาณ”คือ “ธาตุรู้”ที่เกิดจาก “ปสาทรูป 5 ที่สัมผัสกับ โคจรรูป 5 ก็เกิดเป็น “ภาวรูป 2 ”นี่คือ “ธรรม 2 ของ รูปและนาม” (เทฺว ธัมมา) เป็นองค์ประกอบกันอย่างถึงขั้นครบสัดส่วน จึงจะเกิด พลังงาน “วิญญาณ”ขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นพลังงานที่เกิด “ชีวะ”เริ่มแรก ติดอยู่กับที่ก่อน ยัง อวจรหรือโคจรไปไหนด้วยพลังงานตนเองอิสระลอยตัว ไม่ได้ แต่เริ่มเป็น “ชีวะ” เริ่มต้นเป็น “เซลล์”(cell)ขั้นแรก จึง “ต้องเชื่อมต่อสืบสายโยงชีพอาศัยชีวิตอยู่กับ “ผู้อื่นที่ให้เชื้อชีวิต”(ปรทัตตูปชีวี) ยังตัด ขาด แยกตนออกไปเป็น “ตนเอง” อย่างอิสระพึ่งตนเอง เลี้ยงตนเองรอด ยังไม่ได้ ยังเป็นแค่ “อุปาทิ”(เชื้อ) ที่จะต่อ “ชีวานุปาทิ”ต่อไป โดยการอาศัยเกาะติดอยู่กับ “ชีวิต”ผู้อื่นให้สิ่งที่จะใช้อาศัยแก่ตนได้ หากขาดจาการได้อาศัยผู้อื่นให้ “ชีวิต”ก็สูญชีวิตไปเลย หรือถ้ามี “เชื้อชีวิตในตน”บ้างแล้ว มากกว่า 2 ขึ้นไป และหาก “สันตติ”ตัดขาดจะด้วยกรณีใดก็ตาม “เชื้อชีวิต”นี้ก็ชื่อว่า ชรตา นั่นคือ เชื้อนั้นก้มีแต่จะเสื่อมไปๆ จนที่สุด “สูญสิ้น”เลย ถ้าแม้นไม่มีเหตุปัจจัยใดมาเสริมเติมให้กลับฟื้น “ก่อเกิดขึ้น”ต่อไปอีก
( 46 ) “ปรทัตตูปชีวี”คือ พลังงานกำลังจะก่อ “ตัวตน”เท่านั้น คำว่า “ปรทัตตูปชีวี”คือ พลังงานขั้นเริ่มกำลังจะก่อเกิด “ตัวตน”ขั้นต้น ไม่ว่า “ตัวตน”ของ “พีชนิยาม”หรือของ “จิตนิยาม” ความเป็น “ตัวตน”(อัตตา)ก็จะมีเหตุมีปัจจัยที่เป็น “สมุทัย”ต่อเติมขึ้น เสมอ หาก “สมุทัย”ไม่มี หรือสมุทัยดับ ชีวะหรือนิทานนั้นก็ดับไปเลย หรือเสื่อมไปไม่ตามกาละด้วยเหตุปัจจัยอื่น ฉะนี้แลคือ พลังงานขั้น “ปรทัตตูปชีวี” ซึ่งไม่ใช่ไปหมายเอา พลังงานที่มี “ตัวตน”(self)ที่โตที่ใหญ่เป็น “เชื้อชีวิต”ตั้งขึ้นแล้ว ยิ่งเป็น “พีชนิยาม”แล้วก็ดี เป็น “จิตนิยาม”แล้วก็ตาม ที่ไปเรียกกันว่า “สัตว์เปรต”อันเป็น “พลังงาน”ถึงขั้น “ปิตฺตวิสัย”แล้ว มันยังไม่ปานนั้น พลังงานของ “ปรทัตตูปชีวี”นี้ มันแค่ “พลังงาน”ขั้นเริ่มจะก่อ “ชีวะ” จะก่อจาก “อุตุนิยาม”ขึ้นเป็น “พีชนิยาม”ก็พลังงานชั้นหนึ่ง หรือจะก่อจาก “พีชนิยาม”ขึ้นเป็น “จิตนิยาม”ก็พลังงานอีกชั้นหนึ่งยิ่งขึ้นไป “ปรทัตตูปชีวี”คือ “พลังงาน”ที่กำลังจะก่อตัวพัฒนาตนขึ้น ไปอีก “รอบ”หนึ่งของความเป็น “ธรรมนิยาม”แต่ละ “นิยาม”เท่านั้น ยังไม่ใช่ “พลังงาน”ของความเป็น “ตัวตน”(อัตตา,self) นี่มันแค่ขั้นก่อเกิดพลังงาน “จุดเริ่มต้น”ของ “ชีวะ”ต่างหาก มันแค่พลังงานขั้น primary cell ปฐมภูมิแห่งกลละหรือเซลล์เท่านั้น ยังไม่ถึงขั้น secondary cell เลย
( 47 ) พลังงาน “ชีวะ”เป็นได้ทั้ง “อุปจยะ”หรือ “ชรตา” ถ้า “ชีวะ”เหลือแค่ “ชรตา” ก็คือ พลังงานที่มีแต่จะเสื่อมไปสู่ “สูญ”สิ้นสภาพของมัน กระทั่งหมดสิ้นภาวะของ “ตน”ไป “พลังงาน”ขั้น “ชีวะ”ที่เป็น “อุปจยะ” ถ้าไม่มี “สันตติ” ก็คือ “ชรตา”ที่เป็น “ชีรานุปาทิ” ซึ่งจะเสื่อมสลายไปเรื่อยๆจนสิ้นตัวตนบ้าง หรือจะ “ดับ”(นิโรธ)เป็นสูญในที่สุด หรือในทันทีบ้าง ส่วน “พลังงาน”ขั้น “ชีวะ”ที่เป็น “อุปจยะ”ถ้ามี “สันตติ”ก็เป็น “ชีวานุปาทิ” ซึ่ง “อุปจยะ”นั้นก็จะมี “อุปปัจจยาการ”(เกิดขึ้นต่อเนื่อง กันไป)สืบต่อไป เป็น “การเกิดใหม่”(โอกฺกันติ) เป็นธาตุใหม่ของ “อุปจยธาตุ”ใหม่ไปเรื่อยๆ สะสมพลังงานที่มี “ความเป็นตน”(อัตตา) เริ่มก้าวหน้าขึ้นสู่ความมี “ชีวา”พัฒนาต่อไป ถ้าชีวะใด “เกิด”เป็น “โลกุตระ”ก็สะสมลงเป็น “การเกิด”ที่เรียกว่า “นิพพัตติ”และจะเจริญสูงขึ้นๆ จนถึงที่สุดก็เป็น “อภินิพพัตติ” แต่ถ้าไม่ใช่ “โลกุตรภูมิ”ก็เป็นสามัญ “โลกียภูมิ”ทั่วไป ไม่ว่า “พีชนิยาม”หรือไม่ว่าจะเป็น “จิตนิยาม” แต่ถ้าไม่มีพลังงานที่ “สืบต่อ”(สันตติ)เพื่อเกิดต่อไป ก็จะเป็นได้แค่ “ชีรานุปาทิ” ตนเองไม่สามารถช่วยตนเองให้ “สืบต่อชีวะ” ของตนต่อไปได้อีก มีแต่จะเสื่อมไปหาสูญ หรือเสื่อมสลายจนสิ้น ตัวตนไป ภาวะนี้ก็ชื่อว่า “ชรตา” แม้แต่ “อุปจยตา”หรือ “ชรตา”ก็ล้วนยังเป็น “อนิจจตา”ทั้งสิ้น “พลังงาน”ที่ชื่อว่า “อุปจยะ” ต้องมี “ชีวานุปาทิ”จนกระทั่ง มี “ชีวะ”เป็นของตนเองแล้ว และพึ่งตนเองได้ด้วย อย่างอิสระที่จะพัฒนา “ชีวะ”ของตนเองให้เจริญเติบโตต่อไปได้เอง จนกว่าจะพัฒนาขึ้นไปเป็น “ชีวะ”ที่มีความเป็น “ธาตุแท้ของ ความเป็นตนเอง”(self) พึ่ง “ความเป็นชีวะ”ของตนเองได้ จึงชื่อว่า “พีชนิยาม” ที่เกิด “ความอิสระ”พ้นจาก “ธรรมชาติ”แห่ง “อุตุนิยาม”ไป หรือนำตัวเองเคลื่อนออกจากสถานที่ ที่ตนเองเกาะอาศัย อยู่นั้น แยกตัวออกไปเป็น “อิสระ”ได้ หรือลอยตัวออกไปผสมพันธุ์นอกภาวะที่ตนเองติดอยู่นั้นได้ จึงจะชื่อว่า ชีวะขั้น “พีชนิยาม”
( 48 ) พีชนิยามหรือจิตนิยาม มี “ปรทัตตูปชีวี”ของตนๆ “ปรทัตตูปชีวี”จะพัฒนาตนเอง ไม่ว่า “พีชนิยาม”ก็ดี “จิต นิยาม”ก็ดี ในตนเอง ก็เจริญในความเป็น “ตัวเอง”ไปจนกว่าจะสามารถพัฒนาข้ามชั้น “ธรรมนิยาม”ที่ตนเป็นอยู่ไปสู่ “ธรรมนิยาม”ที่ดีขึ้น สูงขึ้นๆ หรือไม่ก็เสื่อมลง ต่ำลงๆ เป็นอนิจจตาได้เสมอ จาก “พีชนิยาม”จึงจะพัฒนาธาตุที่เป็น “ตนเอง" ขึ้นไปอีก จาก มี “พลังงาน”ของตนเองขั้นหนึ่งมาแล้ว ในความเป็น “ชีวะ”ที่เรียกว่า “พีชนิยาม”ให้เกิด “พลังงาน”ข้ามขั้น “พีชนิยาม”ไปเป็น “จิตนิยาม” “พลังงาน”ที่เป็น “พีชนิยาม”นั้นจะมีพลังงานปรุงแต่งตนเอง(สังขาร)ที่เป็น “ธรรม 2 ”(เทฺว ธัมมา) คือ มี “สัญญากับสังขาร”เป็นต้นปรุงแต่งกันเป็น “พีชนิยาม” เป็น “พลังงาน 2 ” “พลังงาน”ที่ยังไม่มีคุณสมบัติถึงขั้น “เวทนากับวิญญาณ” พลังงานขั้นนี้จึงยังไม่ชื่อว่า “อุปาทินนกสังขาร”(สังขารที่มีวิญญาณครอง หรือสังขารที่มีวิบากกรรมครอง) จึงยังไม่เข้าขั้น “สัตว์”หรือขั้น “จิตนิยาม” ที่จะไป “รู้”ความเป็น “กรรม” หรือ “รู้”ความเป็น “ธรรม”ในพลังงานตน ถึงกระนั้น “จิตนิยาม”ที่ได้ร่างเป็นคนแล้วก็ดี ก็ใช่ว่าจะรู้เรื่อง “กรรม”และเรื่อง “ธรรม”กันได้ง่ายๆ แม้จะ “ฉลาด”ปราดเปรื่องในโลกสารพัด แต่ถ้ายังไม่ “ฉลาด”ในความเป็น “ปรมัตถธรรม” คือ “จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”อย่างสัมมาทิฏฐิตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ยังไม่สามารถจะทำ “กรรม”ให้หลุดพ้นจากบาป จาก ชั่วของตนได้จริงแท้ อยู่ในโลกในสังคมยั่งยืนตลอดไปเด็ดขาด “พีชนิยาม”มันทำตนให้ “ฉลาด”ไม่ได้ เพราะมันไม่มี “ตาหูจมูกลิ้นกายใจ” ที่เป็น “ขันธ์ 5 ”บริบูรณ์ แต่มันก็สามารถพัฒนา “ตัวตน”(self)ของมัน โดยเริ่มจาก “ปรทัตตูปชีวี”ในตัวมันเองให้เจริญ ก้าวหน้าจนเป็น “ธรรม”ขั้น “จิตนิยาม”ได้ “พลังงาน”ของมันจึงสามารถมี “ปรทัตตูปชีวี”ของมัน ส่วน “จิตนิยาม”นั้นแน่นอนย่อมมี “ปรทัตตูปชีวี”ในตัวเองอยู่จริงทุกคน แต่ถ้าใครไม่ศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิก็ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้ง รู้จริงความเป็น “ปรทัตตูปชีวี”ของตนได้ แถมจะ “วิปลาส”ในความเป็น “ปรทัตตูปชีวี”กันได้ง่ายๆเอาด้วย เพราะมันขั้นละเอียดยิ่งลึกมาก คนไปคิดเองปรุงแต่งเองว่า ปรทัตตูปชีวีเป็นตัวตนเปรต
( 49 ) “ปรมัตถธรรม”ขั้น “เวทนา”นี้แลที่สำคัญยิ่งในตน ขึ้นชื่อว่า “สัตว์” จะมี “พลังงาน 4 ” คือ มีทั้งเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ทำงานอยู่ใน “พลังงาน” ที่เรียกว่า “จิต”(จิตนิยาม) ต่างจาก “พืช” ซึ่งมี “พลังงาน 2 ”ของมัน ก็เรียกได้ว่า มี แค่ “สัญญา”กับ “สังขาร” “พลังงาน”มีคุณสมบัติแม้ “เวทนา”ก็ยังไม่ถึง ดังนั้น “พลังงาน”ขั้น “พีชนิยาม”หากพัฒนาเจริญขึ้นถึงขั้นที่เรียกว่า “เวทนา”ใน “องค์ประกอบของธรรม 2 ” ที่มีทั้งภาวะของรูป และภาวะของนามทำงานร่วมกันที่เรียกว่า “กาย” จนมี “พลังงาน”เริ่มเป็น “ความรู้สึกหรือเป็นอารมณ์ในตนเอง” เรียกภาษาวิชาการว่า “เวทนา” ยังไม่ได้ ก็ยังไม่ชื่อว่า มี “พลังงาน”เข้าขั้น “จิตนิยาม” เขียนมาถึงตรงนี้ อาตมานึกถึงนักวิทยาศาสตร์ที่เขาพยายาม จะสร้าง “หุ่นยนต์”ให้มี “ความรู้สึก”ขั้น “เวทนา” คือนอกจากจะมีอัตโนมัติในตนเองทุกสิ่งอย่างได้แล้ว ก็ยังมี “พลังงาน”ในตัวมันเอง “รู้สึก”รัก-ชัง-สนุกสนานยอด-เศร้าสร้อยยิ่ง หรือมีทุกข์-มีสุขได้ เยี่ยมกว่าสัตว์เดรัจฉาน คือเหมือนคน มันยากยิ่ง จะเป็นไปได้รื้อ! พลังงานในหุ่นยนต์นั้นแค่ขั้น “พีชนิยาม”ก็ชื่อว่า “ชีวะ”แล้ว แล้วจะทำหุ่นยนต์ให้ไปเป็น “ชีวะ”ขั้น “พีชนิยาม”ก่อนเถอะ จะได้ไหม ถ้าไม่ได้ หุ่นยนต์ก็มี “ชีวะ”ก้าวข้ามขึ้นไปมี “เวทนา”เป็น “จิตนิยาม”ไม่ได้ แน่ยิ่งกว่าแน่ อย่าเสียเวลาเลย แต่ถัาจะพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีประโยชน์ใช้สอยดีวิเศษอย่างไรก็จงทำเถิด แต่อย่าเสียเวลาให้มันเป็น “ชีวะ” และนำไปสร้างหนังหลอกคนเลย มันครอบงำทางความคิดให้คนงมงาย
( 50 ) มาเรียนรู้ “สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ”กันก่อนเถอะ เรื่อง “ความจริง”หรือสัจจะนั้น มีความจริงยิ่งใหญ่ 2 อย่าง คือ “สมมุติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ” เราต้องเรียนรู้ในทางปริยัติก่อน จึงจะไปปฏิบัติแล้วสัมผัสอ่าน “ความจริง”ที่เป็น “เวทนา”ในตนออก และแยกได้ว่า “ความจริง” อย่างนี้คือ “สมมุติ” อย่างนี้คือ “ปรมัตถ์” จึงจะสามารถปฏิบัติเข้าไปเรียนรู้แยก “เวทนาในเวทนา”ได้ว่า ความจริงของเวทนาที่เรากำลัง “สัมผัส”อยู่จริงในขณะที่ปฏิบัติปรากฏภาวะของ “เวทนา”ในตนได้ว่า นี้คือ “เวทนา” แล้วเรียนรู้ “เวทนาใน เวทนา” กระทั่งเรียนรู้มี “ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์” แยกแยะ “เวทนาในเวทนา”ได้จริง สามารถปหานได้ แม้เป็นวิกขัมภนปหาน กดข่มไว้ได้ แต่มันยังไม่ตายง่ายๆนะ พวกนี้ เพราะว่า พระเจ้าแผ่นดินบอกอำมาตย์ว่าเอามันไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มตอนเช้า ตอนกลางวันก็ถามว่าเรียบร้อยแล้วไหม มันยังไม่ตาย ก็เอาไปฆ่าอีก จนตอนเย็นก็เจออีกก็ว่ายังไม่ตายก็ต้องเอาไปฆ่าอีกมันตายยากตายเย็นจริงๆ เราเองยิ่งไม่รู้ตัวมันแล้วก็จะปหานอย่างไม่รู้เรื่องจะฆ่าได้อย่างไร ได้ข่าวว่าโจรอยู่ในเรือไตตานิกก็เผาเรือเลย ฉิบหายหมด แล้วโจรตัวจริงอาจไม่ตายโดดน้ำหนีได้แต่ที่ตายกลับไม่ใช่โจร นี่คือวิกขัมภนปหาน พระพุทธเจ้าว่าต้องรู้สักกายทิฏฐิ แล้วใช้ทั้งวิกขัมภนปหาน ก็สามัญก็ทำกันอยู่แล้ว แต่ต้องพิจารณาจริงๆ เห็นเลยว่าไม่ใช่ของที่อยู่กับร่องกับรอย ไม่มีเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ มันไม่เที่ยง แล้วมันก็ไม่ใช่ตัวตน มันเป็นทุกข์ แล้วอย่าไปหลงว่ามันเป็นสุภะ โชคของเราแล้วหนอที่ได้ความอร่อย หรือได้ความสวย ได้สุภะในวิปลาส 4 นี้แหละ ยังไม่หายไปหรอก คนทุกคนที่เป็นปุถุชนคือคนวิปลาส(บ้า)ทั้งนั้น จนกว่าจะเป็นอรหันต์ ฟังแล้วโดนว่าเป็นคนบ้าไปหมด ไม่รู้ตัวเลย
ต้องอ่านรู้เวทนาในเวทนาจึงจะถึงขั้นไปรู้ได้ว่า “สมมุติสัจจะ”นั้นอย่างนี้ สุขของ สมมุติสัจจะนั้นเป็นอย่างนี้ ทุกข์เป็นอย่างนี้ อุเบกขาเป็นอย่างนี้ ต่างจาก “ปรมัตถสัจจะ”ว่า สุขของปรมัตถสัจจะนั้นเป็นอย่างนี้ ทุกข์เป็นอย่างนี้ อุเบกขาเป็นอย่างนี้ นั้นไม่มีทางเป็นไปได้เลย นี่สัมผัสแต่ก่อนนี้เห็นเลยว่าเจอแน่นอนขึ้นแน่นอน แต่ตอนนี้ไม่ขึ้น ก็จะเชื่อโดยตนเอง ไม่ได้เชื่อตามกันมาไม่ได้เชื่อเพราะว่าเป็นครูเราตามกาลามสูตร เพราะรู้ใน “ฌาน”ก็ดี รู้ใน “สมาธิ”ก็ดี รู้ใน “นิโรธ”ก็ดี หรือรู้ ว่า “ความสงบ”ขั้นปรมัตถธรรม คุณวิเศษของพุทธนั้นเป็นอย่างนี้ๆ ที่จะไม่ “วิปลาส”ไปจาก “พุทธสัจจะ”นั้น คนฉลาดอัจฉริยะ ในโลกแท้ๆ ยังยากยิ่งที่จะ “พ้นจากวิปลาส 3 ” (สัญญาวิปลาส-จิต วิปลาส-ทิฏฐิวิปลาส)ไปได้
(51) “พีชะ”มีแค่ “ตนเอง”(อัตตา)แต่ไม่เป็นภัยต่อใคร พลังงานของพีชะยัง “ไม่รู้สึก”ทุกข์หรือสุข จึงไม่มีบาป หรือไม่ต้องมีบุญ พีชะมีพลังงานสร้าง “ตัวตน”(self)ของมันเท่านั้น มันแค่ “มีตัวตนตามอัตโนมัติ”(self-abuse) ยังไม่มี “ความเห็นแก่ตัว” (selfish) มันมีแต่ “สร้างตัวเอง-ทำด้วยตัวเอง”(self-made) ซึ่งแค่เลี้ยงตนเองได้-พอเพียงแก่ตนเอง(self-sufficient) แม้แต่ “การป้องกันตนเอง-การยกอ้างอะไรขึ้นมาป้องกันตน เอง”(self-defense)มันยังทำไม่ได้เท่ากับสัตว์ทำเลย มันวิ่งหนี หรือมันเคลื่อนไหวไม่ได้คล่องตัวเท่าสัตว์ ซึ่งความเป็น “สัตว์”ที่เริ่มมี “จิตนิยาม”นั้น จะมี “ความอิสระ” แม้ในความเป็น “องคาพยพ”ภายนอกของมัน ก็จะมีมากกว่ากันแล้ว “พีชนิยาม”มันยึดสิ่งที่มันกำหนดรู้มาใช้ในตนเพียงชาติเดียว คือ “ชาติ”(ชีวิต)ที่มันมี “องคาพยพ”ที่เป็นรูปร่างตัวตนของมันเท่าที่ ความเป็นพืชที่มันเป็นนั้นเท่านั้น จบชาติเดียวนั้น มันไม่มีพลังงานสืบต่อ(สันตติ)อีก จบชีวิตแล้วมันไม่มีอะไรผูกพันกับอะไรอีกเลย แม้แต่ตนเองก็ไม่มี “พลังงานความเป็นตน”ไปสืบต่ออยู่ที่ไหนอีก จบชีวิต “พีชะ”ลงเมื่อใด ทั้งองคาพยพของมันก็ดี พลังงานของมันก็ดี แตกแยกสลายไปทั้ง 2 ภาวะ ไม่มีเชื้อ “พีชะ”ใดเหลืออีก