580806_ธรรมาธรรมะสงคราม ทำบุญแต่ได้บาปคืออย่างไร.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข7 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580806_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ทำบุญแต่ได้บาปคืออย่างไร โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...วันนี้เป็นวันครบรอบ ที่มีการทิ้งระเบิด Atomic bomb ที่ฮิโรชิม่า วันที่ 6 สิงหาคม 2558 เป็นวันครบรอบ 70 ปี เหตุการณ์เมืองฮิโรชิมาถูกถล่มโดยระเบิดนิวเคลียร์จากกองทัพสหรัฐอเมริกาและวันนี้ก็เป็นวันครบรอบการประกาศนานาสังวาสจากมหาเถรสมาคมตั้งแต่ 6 ส.ค. 2518 จนถึงวันนี้ก็ครบ 40 ปีที่เราลาออกจากมหาเถรสมาคม เป็นวันที่เราลาออกมาจากมหาเถรสมาคมอย่างเป็นหลักเป็นฐาน ต่อหน้าพระสังฆาทิการ 180 รูป ก็เหมือน พ . ศ. 2518 คนตายเป็นเบือหลายแสนคน แต่ของเราลาออกจากมหาเถรสมาคม เหมือนการเกิด เราลาออกมาอย่างเรียบร้อยมี ล ายลักษณ์อักษ ร มีเจ้าหน้าที่ของกรมการศาสนา มีเจ้าคณะจังหวัดรับเรื่องไป เจ้าคณะอำเภอเป็นเจ้าอาวาสวัดใหม่ปีนเกลียว ก็รับเรื่องเรียบร้อย เจ้าคณะจังหวัดส่งให้มหาเถรสมาคมรับทราบ เป็นเรื่องสัจจะที่รับทราบ แต่วั น ร้ายคืนร้ายมหาเถรสมาคมก็มาลากเราไปอีก แล้วก็มาอธิกรณ์เรา ขออภัยที่พูดนี้ไม่ได้รื้อฟื้นแต่เป็นเรื่องที่รำลึกถึง ไม่ว่าจะเป็นที่ฮิโรชิม่าหรือที่เราก็ตาม ที่จริงเป็นเรื่องดีนะที่เขามาฟ้องร้องเรา จนเรื่องจบสมบูรณ์แบบแล้ว ทำให้เห็นความเสื่อมของศาสนาพุทธมันร้ายแรงมาก อาตมาไม่ได้โกรธเคืองนะ อาตมาเข้าใจเหตุปัจจัยว่าทำไมต้องเป็นเช่นนั้น แล้วก็เป็นเรื่องจริง เพราะเหตุที่มหาเถรสมาคมเป็นเช่นนั้น อาตมาจึงลาออกมา ทำให้เห็นว่าอาตมาลาออกมานั้นถูกแล้ว อโศกลาออกจากมหาเถรสมาคมนั้นถูกแล้ว มีคำถามมา … _ ดิฉันมีคำถามอยากกราบเรียนถามพ่อท่านฯ เกี่ยวกับธรรมะเรื่องหนึ่งคือ " ตามพุทธประวัติที่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพระมารดา ดิฉันเข้าใจดีว่าเป็นบุคค ลา ธิ

อ่านต่อ

ษฐาน แต่ยังไม่กระจ่างใ น ธรรมาธิษฐานเรื่องนี้ " ในโอกาสช่วงเข้าพรรษาและเดือนแห่งวันแม่นี้ จึงอยากขอนิมนต์พ่อท่านอธิบายธรรมะเรื่องนี้ เพื่อจะได้เป็นอานิสงส์ให้เพิ่มพูนปัญญาและเสริมพลังตบะในการบำเพ็ญธรรมในช่วงเข้าพรรษานี้แก่ผู้ที่ได้สดับฟังพร้อมกันด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ พิมพ์เพชรรุ้ง พ่อครูว่า..ก็มีเรื่องราวตำนานว่ากันมาว่าเข้าพรรษาพระพุทธเจ้าไปโปรดพุทธมารดา จะบอกว่าเป็นบุคลาธิษฐาน เป็นเรื่องราวตัวตนบุคคลมีรูปร่างตำแหน่ง ก็เป็นเรื่องของธรรมาธิษฐาน ส่วน บุ คลาธิษฐานจริงๆ มันไม่มีหรอก ไม่มีคืออะไร ฟังดีๆนะ โดยสัจจะความจริงแล้ว คนที่ตายไปแล้วไม่ว่าใครทั้งนั้นจะเป็นพุทธมารดา เมื่อตายไปแล้วก็ไปรับวิบากตามจริง ก็พูดกันว่า พุทธมารดาไปอยู่ดาวดึงส์ก็สมมุติกันไป จะอยู่เทวดาชั้นไหนก็ตาม จะไปเป็นพรหมหรือสัตว์นรกก็เป็นเรื่องของวิบาก จิตวิญญาณของคนตายไปแล้วก็ไปรับวิบากทั้งสิ้น คือจิตวิญญาณจะไปจมอยู่ในอารมณ์ เหมือนคนนอนหลับแล้วร่างกายไม่ทำงานอะไร ไม่มีคำสั่งจากจิตให้ร่างกายทำงาน ก็จมในภพในภวังค์ จิตวิญญาณคนที่นอนหลับแม้นอนหลับก็ไม่เกี่ยวกับทวารทั้ง 5 ภายนอก แต่ยังมีปสาท ยังมีสิ่งเชื่อมโยงไม่ตัดขาด ยังมีความรู้สึกร่วม มีอาการร่วม ถ้ามีอะไรมาสัมผัสกระตุกแรงๆเสียงดังๆก็ออกมาสู่กามภพ หรือรับกระทบทางอื่นก็ตาม คนตายไปแล้วโดยสัจจะ ไม่เกี่ยวกับใคร มันเป็นอัตภาพ มันเป็นภพแห่งตนของตนเท่านั้น เหมือนนอนหลับ เราหลับอยู่ไม่เกี่ยวกับใครภายนอกเลย ถ้าเราไม่ออกจากภพมาก็ไม่รู้เลย แต่เดากันไปว่า จะมีโลกอีกโลกหนึ่งไปเจอกันที่นรกนั้น คิดเหมือนกับสวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้ ไปเจอกัน อาตมาขอยืนยันว่าในฐานะที่อาตมาศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้ามั่นใจเรื่องปรมัตถ์ ว่ามันไม่มีหรอก นรกใครนรกมัน เป็นอนุสัยของตน ที่จริงเพราะเป็นอนุสัยอาสวะ จิตที่ตกผลึกก้นบึ้งจิต มันจะเหมือนฝันแต่จริงยิ่งกว่า มันดิ้นรนในฝัน ฝันไปนรก ฝันร้ายเราก็ดิ้นขนาดนั้น แต่ตายไปแล้วจริงๆ นรกมันจริงกว่านั้นหลายเท่ามาก อย่างเราทุกข์ในฝันเท่าหนึ่ง ตายไปจริงแล้วทุกข์ตกนรกในความจริงเป็น 10 เท่า บางคนหนักว่าตอนเป็นๆ ร้อยเท่า แล้วมันมีภาพเรื่องราวไหม ก็ฝันมันก็มีภาพ มีเรื่องราว แต่โดยปรมัตถ์แล้วมันไม่มี ผู้ที่ล้างกิเลสแล้วไม่มีหรอกฝัน อย่างพระอรหันต์นี่ไม่มีฝัน ไม่ว่าจะสายปัญญาหรือเจโต แต่สายปัญญาจะมีนิมิตเยอะ เพราะรู้ว่าเรายังมีขันธ์ 5 มีการเชื่อมต่อกับสังคม ไม่ตายขาดไป ดีไม่ดีทำงานเครื่องติด มีนิมิตเรื่องราว แต่ไม่ได้เป็นฝันหรอก ส่วนสายเจโตจะมีทิฏฐิต่างหาก ไป เข้าใจว่าจิตต้องไม่คิด นึกว่าเป็นนิโรธ จะไม่ค่อยฝัน ดับปี๋ไป ตายไปก็นึกว่าเราจะไปสู่ที่สงบก็ดับได้เท่าที่ดับ อย่างอาฬารดาบส แล้วก็จริงยิ่งกว่าตอนทำนิโรธฤาษีเป็นๆอีก แต่ตายไปจะอยู่ในภพเป็น เจ็ดร้อยเจ็ดพัน เจ็ดหมื่นปีเลย คนที่ตายไปไม่มีใครสอนใครได้ ไม่มีใครพบใครได้ ไม่มีเวลามาพบ มันเหมือนคุกแต่คนติดคุกเป็นๆยังไปเยี่ยมได้ แต่นี่ตายไปไม่มีใครเยี่ยมได้เลย ทีนี้มาเข้าใจว่า มารดาคือใคร มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกา มารดาหรือแม่คืออะไร อันนี้จริงในภพปัจจุบันเข้าพรรษา พระพุทธเจ้าอยู่กับภิกษุ อยู่กับหมู่ แล้วจะไปหามารดาในสวรรค์จะไปอย่างไร สัตตาหะไปหรือ? มารดาคือผู้ให้กำเนิด พระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดพุทธศาสนา เมื่อท่านทำให้จิตคนเกิดเป็นโอปปาติกโยนิ เกิดทางจิตวิญญาณ ท่านก็เป็นมาตา คือสอนอย่างจู้จี้ สอนมากมาย แม่คือสงฆ์ทั้งหมด โดยมีพระสารีบุตรเป็นแม่เลี้ยง พระโมคคัลลานะเป็นแม่นม พระพุทธเจ้าก็โปรดแม่ โปรดภิกษุทั้งหมด ภิกษุทั้งหมดคือแม่ของศาสนาพุทธ แม่ทางจิตวิญญาณ ทำให้เกิดเป็นคนอาริยะ เป็นคนในพุทธศาสนาตลอดสามเดือนอย่างสำคัญ ไม่ไปไหน พรักพร้อม จะสอนต่อเนื่องเป็นกิจลักษณะ เหมือน ว.นบ.ที่เรากำลังเรียนกัน ต่อเนื่องกันไปเป็นซีรีย์ สอนกันเต็มไม้เต็มมือ อยู่ร่วมกันตลอด พ รรษา จึงเป็นผู้ให้เกิดลูกทางพุทธธรรมอย่างมากมาย ในตำนานยังมีบอกอีกว่าไปโปรดพุทธมารดาก็ต้องมาบอกพระอานนท์เสมอ และก็ยังบอกอีกว่า เมื่อโปรดพุทธมารดา พระสารีบุตรก็นั่งอยู่โคนเขาสิเนรุฟังเสมอ แล้วก็ถ้าพระพุทธเจ้าจะมาบอกพระอานนท์แล้วพระสารีบุตรแอบฟังอีก แต่พระสารีบุตรคือพุทธบุตรที่มีสาระธรรมก็จะเก็บรายละเอียดของธรรมะได้ทุกเม็ด เป็นภาษาธรรมลึกซึ้งมาก พระพุทธเจ้าเป็นพ่อและก็เป็นแม่ด้วย ก็ต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างคุณลักษณะแบบแม่กับแบบพ่อ หากเข้าใจแล้วก็จะจัดได้ถูกต้อง แต่หากเข้าใจเป็น บุ คลาธิษฐาน หากเล่าแล้วเกิดเพ ิ่ มกิเลสหรือสร้างความไม่เข้าใจ อาตมาก็จะห้ามปรามด้วย ส่วนเรื่องใดให้ประโยชน์ทางธรรม ก็ไม่กระไรก็ผ่านไป แต่เรื่องใดร้ายเลวก็ต้องหยิบมาพูดกัน พระมารดาของพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า พระนางสิริมหามายา แปลว่าผู้มีความดีงามอันยิ่งใหญ่ของการเป็นมายา คำว่ามายาแปลว่าตัวแปลง ไม่ใช่ตัวจริง เป็นความซ้อน หากแปลไปในทางเสียหายก็เป็นผู้มีจริตหลอกลวง แต่ถ้าแปลเอาเนื้อหาสาระคือยังไม่สำเร็จเป็นตัวจริง แม่เป็นเพียงให้กำเนิดพระพุทธเจ้า สิริมหามายาคือผู้ที่จะมาให้กำเนิดตัวจริง แต่ท่านไม่ใช่ตัวจริง

_0893867xxx ถ้าใช้ความเข้าใจแบบชาวบ้าน! อันที่จริงจิตที่คิดว่ามีดวงแก้ว ไอ้ความคิดที่ว่ามี มันมาจากตรงไหน?ก็ตรงนั้นละคือจิตถูกไหม? พ่อครูว่า… ประเด็นแรกถามว่า ที่เกิดเห็นดวงแก้วในภวังค์ อาตมาอธิบายมามากว่าเป็นมโนมยอัตตา ปั้นเอง สำเร็จด้วยจิตของตนปั้นเอง แล้วคนสงสัยว่า ดวงแก้วคือได้เห็นธรรมะ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา เขาก็เลยเอารูปพระพุทธรูปแก้ว ให้เห็นว่าใส ให้เข้ากับลัทธิของตนเอง แล้วปั้นจนเห็นขึ้นมาในจิตก็ถือว่าบรรลุธรรมเลย ซึ ่ งเป็นเรื่องการสร้างอุปาทาน เป็นอุปาทานแท้ๆ แล้วก็สร้างปั้นสวรรค์วิมาน โดยเฉพาะของหลวงพ่อฤาษีลิงดำก็ปั้นมาเยอะ อย่างดวงแก้วที่ปั้นในสำนักธรรมกายเป็นเรื่องโกหก ขออภัยที่พูดตรง เป็นของสร้างมา ไม่มีในคำสอนพระพุทธเจ้าเลย แล้วก็บอกว่าเห็นธรรมกายเสียอีก แล้วคำว่ากาย คำเดียวนี่เขาสัมมาทิฏฐิหรือยังเล่า ผู้สัมมาทิฏฐิอ่านองค์ประชุมรูปนามของตน เห็นสักกายะ เห็นรูปนามประชุมกันเป็นกาย หรือธาตุวิญญาณเป็นภาวรูปถูกรู้โดยผู้ปฏิบัติ ผู้สามารถอ่านรู้เป็นสักกายะของตนเอง กายของตนเองเร ิ่ มเป็นธรรมกายแรกเลย เป็นโลกุตระข้อแรกเลยในโพธิปักขิยธรรม 37 เห็นกายในกายข้อต้นเลย เรียกว่ารู้จักจิตเจตสิก รูปนิพพาน รู้จักธรรมขั้นอภิที่เป็นกายแรกของพระพุทธเจ้า หรือเรียกว่าพรหมกาย หรือธรรมกายพระพุทธเจ้าก็ว่าคือเราตถาคต เขาก็เอาคำสวยๆคำดีๆ คำโก้ๆมาเรียก แต่ไม่ใช่เรื่องของพระพุทธเจ้าเลย เป็นของหลอกของเท็จที่สร้างมา สร้างสวรรค์วิมานมากมาย ตัวตนบุคคลเราเขาที่ปั้นเองมากมาย แล้วทำสะกดจิตให้มีขึ้นมาได้เลย อันนั้นไม่ได้เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าอย่างพระอนุสาสนีย์ที่นำมาปฏิบัติจนเกิดธรรมะ ธรรมะที่ปรุงแต่งกันที่ต้องรู้อันแรกคือสักกายะ โดยต้องรู้เรื่องกาย เป็นนามกายต้องอ่านอาการมันออก รู้ว่านิมิตอย่างนี้คือกาย แล้วอ่านอาการออกว่า อาการสุข ทุกข์เป็นอย่างไร สุขสมมุติเทพที่ปรุงอย่างโลกีย์ ที่เราต้องรู้ก่อน นี่แหละคือผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต เห็นธรรมกาย ไม่ใช่เห็นลูกแก้วลูกกลิ้งอะไรไม่ใช่ ตอนแรกท่านเจ้าคุณวัดปากน้ำ ทำลูกแก้วกลมๆ แล้วก็ให้ปั้นในจิต ต่อมาเขาก็ให้ปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้าใสๆ อย่างที่เห็นในโทรทัศน์ แต่สองแบบขอ ง ธรรมกาย ต่างคนต่างเห็น ว่าพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งหัวปุ้ม อันหนึ่งหัวแหลม ต่างคนต่างก็ว่าของตนจริงกว่าก็แตกคอกัน แยกเป็นสองวัดเลย การรู้จักกาย อันเป็นตัวปฏิบัติตัวแรกในโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นเร ื่ องสำคัญ ที่จะปฏิบัติโพธิปักขิยธรรมต่อไป ในสัมมัปปธาน 4 ก็เสริมกายพระพุทธเจ้า มีอิทธิบาทเป็นพลังอีกก็เสริมเกิดกายของพระพุทธเจ้า เกิดธรรมะทรงเป็นรูปนาม สั่งสมเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 จากหลักโพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ ได้อุเบกขาฐาน อันเป็นฐานนิพพาน เกิดคุณธรรมโลกุตระ 9 คือบุคคล 8 และนิพพานอีก 1 ก็ครบ โลกุตระ 46 ไม่ใช่ว่า ไปปั้นความใสแบบไม่สิ้นสุด อาภัสรา เอาสิ่งเหล่านี้มาตกแต่งลัทธิตน ขายอุปาทานกันไป ค้าวิมานกันไป ขออภัยที่พูดนี้ ก็ต้องพูดเรื่องจริง หากพาไปหลงก็บาปเปล่าๆ แล้วอ ้ างพระพุทธเจ้าอีกบาปซ้ำซ้อน สรุปคือ ความคิดที่ว่ามีดวงแก้วมันมาจากไหนก็จากจิตตนปั้นมาเองทำเอง นิมมานรดี สร้างเองยินดีในสิ่งที่ตนสร้างจนสำเร็จ ถามว่าเป็นจิตไหมก็เป็นจิตที่มีมโนมยอัตตา แล้วถามอีกว่า… _ก็พ่อครูเคยกล่าวที่เป็นมโนกรรมอันเป็นประธานสำคัญเพราะจิตเป็นประธานสิ่งทั้งปวงต้องเป็นสัมมาจิตที่ปรับสัมมาสังกัปปะ ลดละกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกได้จนเกิดกัมมโยนิถูกไหม พ่อครูว่า… ก็ถูกต้อง ก็คือกรรมโยนิ กรรมพาเกิด สุกฎทุกตานังกัมมานังผลังวิปาโก เกิดทางจิตวิญญาณ ผู้ปฏิบัติถูกตามพระอนุสาสนีย์คือกำจัดสิ่งที่ไม่ใช่ของดีออกไป ลดออกไป ให้หายออกไปจนหมดไปจากจิต เรียกว่าดับไป สูญไป คือกาม พยาบาทและวิหิงสา ล้างให้เกลี้ยง เป็นพระโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ไปตามลำดับ ทีนี้ท่านสมณะบินก้าว สมณะอิทธิภาโว ชาวหินฟ้า คำถาม... _ ความเข้าใจแบบนี้ หลวงพ่อเห็นเช่นไร ? "...คนไหนฆ่าสัตว์คนนั้นก็บาป คนไหนสั่ง คนนั้นก็บาป ทั้งผู้ลงมือฆ่าและทั้งผู้สั่ง ถ้าหากว่าเราไม่สั่ง เขาฆ่ามาขาย กินเท่าไรเราก็ไม่บาป เพราะไม่เป็นบาป พระพุทธเจ้าจึงไม่ห้าม ที่ไม่ห้ามเพราะว่าเขาฆ่าเป็นปกติอยู่แล้ว...คำว่าบาปนี่แปลว่าชั่ว บุญแปลว่าดี ทำชั่วเรียกว่าบาป ทำดีเรียกว่าบุญ ทีนี้ชีวิตเขามีอยู่เราไปฆ่าเขา ชีวิตของเรา เราก็ไม่ต้องการให้คนอื่นเขาฆ่า ถ้าเราไปฆ่าเขาเราก็เป็นคนชั่ว...ฉะนั้น ถ้าเขาไปฆ่ามาแล้ว เราไปซื้อกิน อันนี้ไม่ชั่ว เพราะไม่ได้สั่งให้เขาฆ่า...." หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง)อุทัยธานี ที่มาจาก...หนังสือ โอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุงเล่ม 2 หน้าที่ 34 ฉบับอินเตอร์เน็ต.... โดย....หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง) ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี พ่อครูว่า… ก็เป็นความคิดที่มิจฉาทิฏฐิ ไม่ถูกต้อง เพราะว่าการฆ่าสัตว์หรือเอาเนื้อสัตว์มาถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นบาปไม่เป็นบุญ ไม่ได้ชำระกิเลสเลย เป็นเรื่องหลงผิดเป็นอันมาก พระพุทธเจ้าสอนองค์ 5 ของปาณาติบาต สัตว์มีชีวิต รู้ว่าสัตว์มีชีวิต เจตนาฆ่า ลงมือฆ่า สัตว์ตายลง แร้งมันยังรู้เลยว่า สัตว์มีชีวิตมันจะไม่กิน อาตมาเคยเห็นแร้งมารอเด็กที่กำลังจะตาย เหมือนตาย นิ่งผอม แต่ไม่ตาย แร้งก็ไม่กิน จนกว่าคนจะตายหรือสัตว์จะตาย ตายเอง แล้วยังมีอีกสูตรพระพุทธเจ้าตรัสว่าทำบุญแต่ได้บาป 5 ลำดับ 1 . ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2 . สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3 . ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4 . สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5 . ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร เ ล่ม 13 ข้อ 60 พ่อครูว่า… ก็ชัดเจนในเรื่องของเจตนาที่จะเอาเนื้อสัตว์มาถวายพระ ถวายพระพุทธเจ้า หรือสาวกตถาคต ไม่ได้กุศลได้บุญอะไรเลย อาตมาจะอ้างประเด็นเดียว ที่คุณอ้างว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ อาตมาบอกเลยว่า พระพุทธเจ้าก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์แม้แต่สาวกพระพุทธเจ้าส่วนมากไม่ฉันเนื้อสัตว์ แม้พระเทวทัตที่ว่าร้ายก็ยังไม่ฉันเนื้อสัตว์เลย แล้วจะให้มาออกกฎว่าไม่ให้ฉันเนื้อสัตว์เลย ท่านก็ไม่เอาไม่บังคับ จากสีหสูตร … ครั้งนั้นแล สีหเสนาบดีทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้ว ลุกจากที่นั่ง ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ครั้งนั้นแล สีหเสนาบดีเรียกชายคนหนึ่งมาบอกว่า พ่อมหาจำเริญ พ่อจงไปหาเนื้อเลือกเอาเฉพาะที่ขายทั่วไป พอล่วงราตรีนั้น สีหเสนาบดีสั่งให้จัดขาทนียโภชนียาหารอันประณีตไว้ในนิเวศน์ของตนแล้ว ให้ไปกราบทูลเวลาภัตตาหารแด่พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถึงเวลาแล้วพระเจ้าข้า ภัตตาหารในนิเวศน์ ของท่านสีหเสนาบดีสำเร็จแล้ว ฯ ครั้งนั้น ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของสีหเสนาบดี ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ก็สมัยนั้นนิครนถ์เป็นจำนวนมาก พากันประคองแขนคร่ำครวญตามถนนต่างๆ ตามสี่แยกต่างๆ ในกรุงเวสาลีว่า วันนี้ สีหเสนาบดีฆ่าสัตว์อ้วนพีปรุงเป็นภัตตาหารถวายพระสมณโคดม พระสมณโคดมทั้งที่รู้ทรงฉันอุทิศมังสะที่เขาอาศัยตนทำ ฯ ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งเข้าไปหาสีหเสนาบดีกระซิบบอกว่า พระเดชพระคุณได้โปรดทราบ นิครนถ์เป็นจำนวนมากเหล่านี้ พากันประคองแขนคร่ำครวญตามถนนต่างๆ ตามสี่แยกต่างๆ ในกรุงเวสาลีว่า วันนี้ สีหเสนาบดีฆ่าสัตว์อ้วนพีปรุงเป็นภัตตาหารถวายพระสมณโคดม พระสมณโคดมทั้งที่รู้อยู่ทรงฉันอุทิศมังสะที่เขาอาศัยตนทำ ฯ สีหเสนาบดีกล่าวว่า อย่าเลย เพราะเป็นเวลานานมาแล้วที่พระคุณเจ้าเหล่านั้น ใคร่จะกล่าวโทษพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ท่านเหล่านี้ไม่กระดากอายเสียเลย ย่อมกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่เป็นจริง แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตไม่ ลำดับนั้น สีหเสนาบดีได้อังคาสพระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้อิ่มหนำสำราญด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน และเมื่อพระผู้มีพระภาคฉันเสร็จแล้ว ชักพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว สีหเสนาบดีนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ทรงชี้แจง สีหเสนาบดีผู้นั่งเรียบร้อยแล้วให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ รื่นเริงด้วยธรรมีกถาแล้วเสด็จลุกจากที่นั่งหลีกไป ฯ

พ่อครูว่า… ก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ฉันเนื้อสัตว์ พวกนิครนธ์จึงไปเดินประท้วงโพนทะนา เพื่อให้คนเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ จะได้ดิสเครดิตพระพุทธเจ้า แต่ถ้าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ จะไปตะโกนหาเสียงแบบนั้นทำไม แม้พระพุทธเจ้าห้ามการค้าไว้ 5 ประการ 1 . การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 2 . การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) 3 . การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) 4 . การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5 . การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177 )

พ่อครูว่า… นี่สำหรับฆราวาสนะ ท่านไม่สอนให้ค้าสัตว์ทั้งเป็นและตาย ก็คือท่านก็ไม่ส่งเสริมการกินเนื้อสัตว์ ถ้าไม่มีใครขาย เราไม่ฆ่าเอง จะเอาสัตว์ที่ไหนมากิน ไม่ฆ่าไม่ขาย จึงเกิดปวัตมังสะ 2 อย่าง โอกาสที่พระจะฉันเนื้อสัตว์ได้ ก็ยังมีอยู่อีกประการคือ เนื้อสัตว์ที่เป็นของเหลือทิ้งแล้ว จากการถูกฆ่าตาย ด้วยสัตว์ ดิรัจฉานอื่นๆ ดังนั้นหากชาวบ้านได้เนื้อเดนสัตว์ หรือเนื้อบังสุกุล(เนื้อทิ้งแล้ว)มา ย่อมสามารถนำมาทำเป็นอาหาร ถวายพระ ได้โดยปลอดภัย ไร้โทษบาปเวรใดๆ มิหนำซ้ำยังเป็นบุญกุศลอีกด้วย เรื่องเบี้ยวบาลี มีอีก เขาว่า พระพุทธองค์ตรัส ( 4 ) "ชนใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังทรงฉัน เนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำดังนี้ ชนเหล่านั้นจะชื่อว่า กล่าวตรงกับที่เรากล่าวก็หามิได้ ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่จริง เรากล่าวเนื้อสัตว์ว่า เป็นของควรบริโภค ด้วยเหตุ 3 ประการคือ 1 . เนื้อสัตว์ที่ตนไม่ได้เห็น(ว่าเจาะจงฆ่ามา) 2 . เนื้อสัตว์ที่ตนไม่ได้ยิน(ว่าเจาะจงฆ่ามา) 3 . เนื้อสัตว์ที่ตนไม่ได้รังเกียจ(ว่าเจาะจงฆ่ามา) และเรากล่าวเนื้อสัตว์ว่า ไม่ควรเป็นของบริโภค ด้วยเหตุ 3 ประการคือ 1 . เนื้อสัตว์ที่ตนเห็น(ว่าเจาะจงฆ่ามา) 2 . เนื้อสัตว์ที่ตนได้ยิน(ว่าเจาะจงฆ่ามา) 3 . เนื้อสัตว์ที่ตนรังเกียจ(ว่าเจาะจงฆ่ามา) (พระไตรปิฎก เล่ม 13 "ชีวกสูตร" ข้อ 57 )

พ่อครูว่า… แต่เขาเลี่ยงบาลีไปเป็นว่า ต้องเจาะจงว่า สัตว์ชื่อนี้มาให้พระรูปนี้คือการเจาะจง กินเนื้อสัตว์นั้นไม่ได้ เช่น ต้องระบุว่า ไก่ตัวนี้ ฆ่าเพื่อคนๆนี้ ถือว่าเป็นอุทิสมังสะ อันนี้เบี้ยวบาลีชัดๆ คนเราต่างคนต่างเกิดมาแล้วได้อัตภาพเป็นจิตนิยาม จะเกิดมาเพื่อเรียนรู้ล้างอัตตาของจิตวิญญาณ เพื่อเลิกละลายสูญไป ให้เป็นอัตภาพที่อย่างน้อยที่สุดก็ให้รับบาปรับเวร พระพุทธเจ้าค้นพบวิธีว่าแม้มีจิตวิญญาณก็อย่าให้ทำชั่ว ทำบาป จนไม่ทำบาปเลยสัพพปาปสอกรณัง แล้ว ทำกุศลให้ถึงพร้อม กุศลสูปสัมปาทา อรหันต์แล้วหยุดทำบาปทั้งปวง ถ้าจะมีกรรมกิริยาต่อไปมีแต่กุศลถ่ายเดียว แต่บุญไม่มีอีกแล้ว เพราะสจิตติปริโยทปนังแล้ว พระอรหันต์แล้วไม่เบียดเบียนสัตว์แล้วแน่ ไม่ต่อเชื้อให้เป็นวิบากกับสัตว์กับคนอีก เมื่อคุณไม่ทำบาปอีก ทำแต่กุศล เป็นพลังความดีก็จะเป็นกำแพงกั้นไม่ให้บาปหรือวิบากตามทัน บาปพระพุทธเจ้าให้หยุดทำ แต่อดีตทำไปแล้วถือว่าเป็นอันทำ แต่กรรมอันใดที่เป็นอนันตริยกรรมก็ยากที่จะไม่มาถึงเรา มันมีแรงฤทธิ์มาก อย่าไปทำ แม้บาปแม้น้อยก็อย่าทำ บาปสั่งสมเป็นกิเลส อกุศลคือสิ่งไม่ดี อย่าไปก่อทั้งบาปและอกุศล ทำแต่ดี ดีนั้นเป็นโลกียะ แต่ปุญญะคือโลกุตรธรรม คือชำระกิเลส ไม่ใช่โลกียะ ส่วนกุศลเป็นโลกียะ เป็นสิ่งดีงามได้อาศัย เราไม่อาศัยบาป ต้องทำกำแพงกุศลกั้น จนกว่าเราจะปรินิพพาน ผู้เป็นอรหันต์วิบากบาปก็ตามมาได้ตามฐานะ อย่างพระโมคคัลลานะก็มีวิบากที่เคยฆ่าพ่อแม่ เลยถูกวิบากตามมาทัน ถูกฆ่าเลย พระพุทธเจ้าเองยังเหลือเศษซากมาถึงได้ ใครไม่หยุดบาปก็จะมีวิบากตามมาได้มาก พระพุทธเจ้าว่าต้องทำให้สัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่ทาน ศีล ภาวนา ต้องทำทานให้ได้บุญ ไม่ใช่ได้แต่กุศล เอาแต่กุศลไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ ทานก็ได้แต่กิเลสหนา คือบาปนะ ถ้าเข้าใจกุศลกับบุญไม่ได้ ปฏิบัติบุญไม่ได้ก็จะวนเวียนไม่จบ ไม่มีทางบรรลุอาริยธรรม โลกุตรธรรม ถึงอรหันต์ได้หรอก ธรรมะพระพุทธเจ้าถึงไม่ง่าย คัมภีรา ทุทสา ทุรนุโพธา พระพุทธเจ้าว่าต้องทำคุณอันสมควรก่อนค่อยพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิจะยากที่จะมีโลกุตรธรรมหรือรักษาโลกุตรธรรมได้ พระพุทธเจ้าว่าไว้ ว่าต่อไปคนจะไม่ฟังโลกุตรธรรมที่ขัดเกลา แต่จะฟังแต่ธรรมะที่ประเล้าประโลมเอาใจไม่ขัดใจหรอก ไม่ฟังสัจธรรม ธรรมะสัจจะของพุทธศาสนา 1 . สัจธรรม (เป็นธรรมที่เป็นความจริงแท้) 2 . สัลเลขธรรม (มีความขัดเกลา) 3 . นิยยานิกธรรม (พ้นทุกข์ได้จริง) 4 . สันติธรรม (สงบ เรียบร้อย ราบรื่น ง่าย งาม)

คบหาแต่ผู้เป็นบัณฑิต ที่ตำหนิเก่งๆ พระพุทธเจ้าว่า อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อทำแก่หม้อที่ยังเปียก-ยังดิบอยู่ อานนท์ ! เราจักขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ไม่มีหยุด ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้ (พุทธพจน์จาก พตปฎ.เล่ม 14 ข้อ 356 ) บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม 4 ประการ เป็นบัณฑิตเฉียบแหลม เป็นสัตบุรุษ ย่อมคุ้มครองตนให้ประกอบไปด้วยคุณสมบัติ เป็นผู้หาโทษมิได้ ทั้งนักปราชญ์ไม่ติเตียนและย่อมประสบบุญเป็นอันมาก ธรรม 4 ประการ เป็นไฉน คือ 1 . ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบแล้ว กล่าวติเตียนผู้ที่ควรติเตียน (นิคคัณเห นิคคหารหัง) . 2 . ใคร่ครวญสืบสวนรอบคอบแล้ว กล่าวสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญ (ปัคคัณเห ปัคคหารหัง) 3 . ใคร่ครวญ สืบสวนรอบคอบแล้ว ยังความไม่ เลื่อมใสให้เกิด ในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส 4 . ใคร่ครวญ สืบสวนรอบคอบแล้ว ยังความเลื่อมใส ให้เกิด ในฐานะที่ควรเลื่อมใส ( ขตสูตร พตปฏ. เล่มที่ 13 ข้อที่ 3) พ่อครูว่า… เช่นไปเลื่อมใสคนรวยไม่ส่งเสริม ไปเลื่อมใสคนจนมักน้อยสันโดษ ส่งเสริม ไม่หลงสวรรค์ ที่เป็นข้อ 3 ของอนุปุพพิกถา คนที่ไปนิยมสวรรค์เป็นคนถูกหลอก คำว่าอสังสัคคะ คือเขาแปลว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่อยู่แต่ผู้เดียว แต่ที่จริงคือ ไม่ประกอบด้วยสวรรค์(อสังสัคคะ) แม้อนุปุพพิกถาข้อ 4 ก็ไปยินดีกับกาม ที่แท้จริงมันคือโทษนะ คุณได้เสพกามคุณกามารมณ์ เป็นกามสุขัลลิกะ แต่มันเป็นโทษไม่ได้เป็นคุณแก่ตน ถ้าไม่เข้าใจสวรรค์โลกีย์แล้วมาดับเหตุแห่งสวรรค์โลกีย์ที่เป็นเท็จ ที่จริงอสังสัคคะคือไม่คลุกคลีกับสิ่งที่ประกอบให้เกิดกิเลส จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน