580804_ธรรมาธรรมะสงคราม พ่อครู+อ.เอนก แบบ บวร และสัญญา ๑๐.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580804_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง แบบ บวร และสัญญา 10 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และอาจารย์เอนก นาคบุตร
พ่อครูว่า … วันนี้วันอังคารที่ 4 ส.ค. 2558 วันแรม 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม วันนี้อาตมาก็จะไขความต่อจากวานนี้ แล้ว อ.เอนก นาคบุตร ก็จะได้มาร่วมรายการด้วย การศึกษาของเรา อาตมามั่นใจว่าลงตัวแล้วในการศึกษาระดับอุดมศึกษา ผู้ที่ได้ศึกษาเป็นนิสิต คือผู้อยู่ศึกษาประจำ อยู่ในแหล่งศึกษาเลย แล้วเป็นแหล่งศึกษาชาวอโศก การศึกษาเราเป็น บ้าน วัด โรงเรียน เป็นการศึกษามีองค์รวมของ เสนาสนสัปปายะ อาหารสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมสัปปายะครบ นิสิตเราเป็นผู้อยู่ประจำ เป็นสมาชิกหมู่บ้าน แล้วปฏิบัติไปครบครันมรรคองค์ 8 มีสัมมาอาชีพร่วมกัน สัมมากัมมันตะของชุมชน มีการพูด การคิดที่เป็นสภาพ นอกนั้นก็เป็นสติปัญญากับความพยายาม ร่วมกับสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นตัวหลักที่ค่อยๆพัฒนาทิฏฐิไป จนถึงที่สุดแห่งที่สุด สมบูรณ์แบบในอนาคต จนกว่าจะถึงอรหัตตมรรค เป็นตามลำดับ ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิตัวเดียวก็จบ ไม่ใช่ แต่จะพัฒนาไปตามลำดับ การศึกษาที่ครบองค์ 8 ของมรรค มีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เป็นองค์รวมของศาสนา สถานศึกษาของพวกเรา อาตมาว่าครบพร้อมกว่า นาลันทา ที่เป็นสถานศึกษาของพุทธที่ใหญ่ที่สุดแต่ก็ล้มไปแล้ว แต่ของเราไม่ได้กินอาณาขตใหญ่โตเหมือนนาลันทา แต่รูปรอยเข้ารอบ ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา สูงขึ้นเป็น ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา จนเป็น ศีลเต็ม เข้มงาน สืนสานวิชชา วันนี้ อ.เอนกจะได้พูดถึงการศึกษาที่เป็นระบบทางสากลเขา ก็เอามาผนวกกัน ของเรามีหลักสิกขา 3 ของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว อย่างอื่นมาเพ ิ่ มก็ดี ว.นบ.อาตมาก็สอน พุทธชีวศิลป์ สรรค่าสร้างคน และความรัก 10 มิติ ซึ่งก็เป็นความรักที่มีระดับต่างๆไป อ.เอนก ก็พูดถึงการศึกษาที่ อ.เอ
อ่านต่อ
นกพยายามทำให้ออกจากกรอบเก่าๆที่ติดยึดกัน พ่อครูว่า … อาตมาชัดมากว่าของเราเป็นเรื่องปรากฏการณ์ พฤติกรรมจริง ให้กาย วาจา ใจ เป็นต้นทางความรู้ การศึกษาต้องถึงขั้นเปลี่ยนแปลงทิฏฐิ แล้วพัฒนาเป็นชั้นต้น กลาง ปลาย อาตมาชัดเจนก็ทำมา อาตมาเห็นความล้มเหลวของการศึกษาทั้งโลก แล้วเมืองไทยก็เอาการศึกษาของโลกๆมา แทนที่จะเอาการศึกษาของพระพุทธเจ้ามาบูรณาการก็ไม่ทำ อันนี้เป็นความสูญเสีย ยิ่งมาได้ยินพระเจ้าอยู่หัวตรัส ตอนแรกท่านตรัสกลางๆเพราะท่านต้องทำงานกับทุกประเทศทุกศาสนา ท่านต้องตรัสมีกรอบขอบเขต แต่อาตมาก็ขอพูดตามที่เข้าใจว่า ความหมายของพระเจ้าอยู่หัวนั้นเราครบแล้ว คือตำราทางโลกนั้นปิดเสียเถิด เราต้องมาเรียนของพุทธนี่แหละ คนไทยมีหลายศาสนา ทุกคนก็เป็นคนไทย ก็เลยต้องตรัสเช่นนั้น คนไทยมีตำราพิเศษของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว พระไตรปิฎกก็แข็งแรงแต่เถรวาทเพี้ยนไปไกลจากพระพุทธเจ้า ไม่เหลือโลกุตรธรรม เหลือแต่โลกียธรรม แล้วเป็นโลกียธรรมที่หนักไปทางเดรัจฉานวิชชา ไปมีเทวนิยมกลืนกินเสียอีก อาตมาว่า 80 % เป็นรูปแบบเทวนิยมทั้งนั้น การศึกษาก็จะไม่มีระบบศีลสมาธิ ปัญญา ตามพระพุทธเจ้าเลย ขอยืนยันว่าไม่ใช่เลย เขาแยกปฏิบัติหมด กลายเป็นนิกายปัญญา นิกายเจโตก็เสื่อมขาดวิ่นใหญ่
_ อ.เอนก … อโศกมีจุดเด่นคือ องค์ความรู้ของศาสนาที่พ่อครูชำระจากพระไตรปิฎก เป็น พุทธชีวศิลป์และสรรค่าสร้างคน ความรัก 10 มิติ แง่องค์ความรู้นี้พ่อท่านได้ให้ อีกประการคือเอาปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มาบูรณาการ ในบ้าน วัด โรงเรียนอย่างไปด้วยกัน แล้วตอนนี้ พวกแม่ๆ ของโฮมสกูลก็เร ิ่ มที่อยากให้เป็นบวร. อีกอันที่เขาขาดวิ่น คือเอาวัดออกไป แต่การที่ท่านเอาวัดมาเป็นแก่นกลางแล้วมีบ้านมีโรงเรียนร่วมด้วย ผมว่ายังไม่เคยมีในโลกเลย อโศกควรมีตัวชี้วัดของตัวเอง ไม่ควรตามของกระทรวง แล้วสถาปนา องค์ความรู้ขึ้นมา ให้ต่างกับทางโลก
พ่อครูว่า … หลักสูตรของพระพุทธเจ้านี้ อาตมาก็ได้นำมาทำ แล้วก็ได้ขยายความว่า พวกเราเป็นตัวอย่างของการศึกษาสัมมาอาชีพ พ้นมิจฉาอาชีวะข้อที่ 5 คือพ้น ลาเภนลาภัง นิชิคิงสนตา ใครมีชีวิตในราชธานีก็เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อาชีพของชาวพุทธ นี่คืออาชีพทำงานฟรี ทำงานแล้วเอาเข้าส่วนกลางเรียกภาษาทางโลกว่าเสียภาษี 100 % ไม่มีใครคิดค่าตัว แม้เบี้ยประชุมก็ไม่มี เป็นความเป็นอยู่กับส่วนกลางที่เป็นความปรารถนาของคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการที่ต้องการแจกจ่ายให้ประชาชนได้มีกินใช้ทั่วถึงก็ตาม จนมาเป็นคอมมิวนิสต์ มีคณะทำงานแม้จะแข็ง เปลี่ยนจากประชาธิปไตยที่ไม่ค่อยได้ดังใจ ไปเป็นคอมมิวนิสต์ก็ให้ได้ดังใจ ใครทำได้มากก็เก็บภาษีมาก แต่ขาดวิญญาณ แต่ประชาธิปไตยขาเดียวก็ทำเหมือนคอมมิวนิสต์ แต่ไม่บังคับเหมือนคอมมิวนิสต์ก็เลยอยู่ได้นานกว่าคอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตยขาเดียวไม่มีวิญญาณเต็มที่ อย่างพระพุทธเจ้าตรัสว่า มโนปุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา จิตวิญญาณเป็นประธานของส ิ่ งทั้งปวง อาตมาขอยืนยันเลย วิญญาณหรือจิตนิยมเป็นใหญ่กว่าวัตถุนิยม แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้มีจิตนิยมต้องเป็นจิตสะอาด ไม่เห็นแก่ตัว ล้างกิเลสจริง จึงเป็นจิตนิยมที่เหนือกว่าวัตถุนิยมจริง ประชาธิปไตยขาเดียวไปไม่รอดหรอก ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่ไม่สัมพันธ์กับโลก แบบขาดเมตตา ไม่มีสาราณ ี ยะ ไม่สมบูรณ์เหมือนความรู้ของพระพุทธเจ้า ก็กลายเป็นศาสนาขาเดียว ไม่เป็นศาสนาที่มีครบพร้อมทั้งเจโตกับปัญญา หรือจิตวิญญาณกับวัตถุ แต่จิตเหนือวัตถุได้ เป็นจิตเป็นจริง อย่างศาสนาเทวนิยมที่ไม่มีหลักสูตรโลกุตระของพระพุทธเจ้า เขาก็รู้ปริยายองค์รวมว่าไม่เห็นแก่ตัวนั้นดีที่สุด แต่เขาไม่รู้จักจิตวิญญาณที่เป็นอาตมัน ปรมาตมัน ภาษาของพุทธคือ อัตตากับปรมัตถ์ หรือปรมัตถตา เทวนิยมไม่รู้จักอัตตา มาถึงวันนี้พุทธก็เพี้ยนจากอเทวนิยมก็กลายเป็นเทวนิยม ไม่รู้จักปรมัตถตา ไม่รู้จักเนื้อแท้ของอัตตา หลักสูตรของพุทธนั้นมีครบพร้อม อาตมาได้พาทำมา แม้ อ.เอนกหรือหลายคนก็เข้าใจก็มาประสาน แล้วมีพวกเราเข้าไปร่วมเสนอ จนนำความรู้นี้ไปเสนอเพื่อทำเป็นวิทยานิพนธ์หรือวิจัยถึงปริญญาเอก และเอาเนื้อโลกุตระแบบที่อาตมาเป็นตัวหลักเลย จริงๆก็เพิ่งจะเกิดขึ้นได้สองคน นอกนั้นก็มีประปราย เอาส่วนย่อยไป ศาสนาพุทธทุกวันนี้เพี้ยนไปมาก มีพวกสายคันถธุระกับสายวิปัสสนา ซึ่งที่จริง วิปัสสนาคือจิตและปัญญา ส่วนคันถธุระนั้นมีแต่ตรรกะเฉกา รู้มาก learned man เป็นเหตุผล ปรัชญาเกิน เหมือนมหายาน เยอะมากมาย มาถึงวันนี้แล้ว ความรู้ของพุทธกำลังจะฟื้น อาศัยพวกเราให้อุตสาหวิริยะกันหน่อย ขอพูดอันนี้อีกทีว่า "ขอสักชาติได้ไหม?” แต่ละคนที่เอาชีวิตมาเรียนเต็มที่บ้าง ไม่เต็มที่บ้าง ขอตัดคำว่าไม่เต็มที่ออกได้ไหม ให้เต็มที่ เหมือนเราอยู่ทางโลก แต่ก่อนตื่นมาเราก็จะไปแสวงหาโลกธรรม หาอะไรกิน เสพ ได้ลาภ ได้ยศ บำเรอกามคุณ 5 หมุนเวียนเป็นโลกียะอยู่เช่นนั้น เสร็จแล้วเรามาทางนี้ อาตมาพูดนะว่าพวกคุณไม่ได้ใช้พลังงานเหมือนอยู่ทางโลกหรอก ทางโลกเขาเหนื่อยกว่านี้เยอะ เพราะเขาหลอกกันด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ ได้เสพสัมผัสกามคุณก็ชื่นใจ จึงรู้สึกเหมือนไม่เหน็ดเหนื่อยหนักหนา มันเป็นปัจเจกสัจจะบรรเทาแต่ไม่ค่อยเข้าใจ มันบำบัดแล้วเหมือนไม่ได้หนัก แต่มาทางนี้มันไม่มีสิ่งบำเรอแบบนั้นเต็มที่ แล้วไม่พาทำด้วย ก็เลยกลายเป็นเหมือนจมในความทุกข์ทรมานกดดัน อันนี้พระพุทธเจ้าท่านก็ยอมรับ ท่านว่าตั้งตนบนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง เมื่อเราอยู่ตามสบาย ยถาสุขังอัตตานัง โขเม วิหรโต อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อม แต่เมื่อเราเริ่มตั้งตนบนความลำบาก ทุกขายะ อัตตานัง ปนเม วิหารโต กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ของพุทธนี้ นำ หน้าโลกตลอดเวลา จนเขาเมา เห็นพวกเราล้ำหน้าไปไกลนึกว่าเราสุดโต่ง แต่เขาเองนั้นอยู่ปลายขุมนรกที่มองมาหาสวรรค์นิพพาน เขาไม่รู้จุดแบ่งระหว่างโลกียะกับโลกุตระ ที่เป็นมโนปวิจาร 18 หากคนเห็นไม่ได้ก็จะเดินไปทาง นาลมริยา ไปหานรกไกลจากเรามาก เขาเห็นว่าเราอยู่ห่างจากเขามาก เราเองไปได้ไม่ไกล แต่เขาไกลจากจุดกลางมากเลย ก็เลยนึกว่าเราบ้าสุดโต่งไปไกลมาก มันโต่งไปแล้ว ในเมืองไทยมีท่านพุทธทาสเอาโลกุตรธรรมาประกาศก็เป็นเนื้อแท้อาริยะของท่าน ท่านพุทธทาสพูดย้ำว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไร ท่านสอนเรื่องอาริยสัจ ให้พ้นทุกข์ ถ้าคนมีจิตเห็นทางแยกของโลกุตระกับโลกียะจริงๆ อย่างท่านพุทธทาสท่านมีอัญญา เป็นผู้ที่เข้าถึงโลกุตระแล้วแต่ก็รายละเอียดไม่สมบูรณ์ ท่านก็ตีทิ้งเลย ท่านถึงได้ว่าอภิธรรมเขาเสียเลย ก็เป็นบุญคุณของประเทศที่มีท่านพุทธทาสเกิดมา นอกนั้นอาตมาก็เคารพอีกท่านคือท่านพรหมคุณาภรณ์ ท่านเป็นผู้เก็บเรียบเรียงความรู้ของพระพุทธเจ้าและอรรถกถาจารย์มาไว้มาก อาตมาได้อาศัยความรู้มากเพราะในบรรดาอรรถกถาจารย์หลายท่านก็เป็นอาริยะ ก็มีคนที่ติดตามการเทศน์อาตมา เอาจริงเอาจัง ก็ส่งคำถามมาว่า _ กราบนมัสการค่ะ เนื่องจากตอนนี้พ่อครูเทศน์เน้นการปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 โดยเน้นกายกับสัญญา ดิฉันเคยจำได้เมื่อหลายปีก่อนพ่อครูเคยอธิบายสัญญา 10 ซึ่งตอนนั้นฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ(แต่จดไว้) ช่วงนี้ได้ฟังที่พ่อครูเอาของคุณหนึ่งฟ้ามาขยาย เรื่องกายกับสัญญา ดิฉันขอความกรุณาพ่อครูช่วยขยายสัญญา 10 ให้พิสดาร(มีตัวอย่างประกอบ) แล้วโยงการสัมพัทธ์กับวิญญาณฐีติ 7 สัตตาวาส 9 (เพราะพ่อครูบอกว่าองค์ธรรมต่างๆจะสอดร้อยเป็นมาลัยได้หมด ไม่ว่าเราจะเอาพระสูตรใดมาอธิบาย) ในหนังสือธรรมพุทธสุดลึกคำหน้า 174 พ่อครูจะเทศน์เมื่อไหร่ก็ได้นะคะ เพราะดิฉันตามฟังตามอ่านของพ่อครูทุกตอนอยู่แล้วค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ (ถือว่าเป็นจดหมายจากผู้ฟังทางบ้าน เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ)
พ่อครูว่า … คุณจะรู้จักกายได้ต้องมีสัญญาไปกำหนดหมายรู้ รู้แล้วมันก็จำ อย่างคอมพิวเตอร์นี่มันไม่รู้ แต่มันก็รู้ตามที่คนไปกดอะไร มันไม่รู้หรอกว่ามันบันทึกอะไร แต่มันรู้ว่ามันบันทึก คอมพิวเตอร์ก็คล้ายกัน อาตมาไม่ห่วงหรอก ว่าเด็กๆที่มานี่ได้ยินได้เห็นไปก็บันทึกไว้แล้ว ตั้งแต่เกิดมาได้ยินผู้ใหญ่พูด ก็บันทึกในฮาร์ดดิสก์ตลอด ไม่ได้รู้หรอกว่าเขาพูดอะไร จนกว่าอวัยวะพูดเป็น แม้จะทำได้ไม่ครบ อ้อแอ้ เขาก็มีเยอะกว่าที่เขาพูดสื่อออกมาได้ พอพูดได้ชัดขึ้นมา เด็กมันพูดได้หมด บางคนพูดเหมือนต่อยหอยเลย สิ่งเหล่านี้คุณฟังไปเถอะ มันบันทึกไว้ ถึงเวลาจะใช้ มันก็จะออกมาได้ ใครไม่เอาใจใส่ปริยัติก็ไม่ได้ เป็นเบื้องต้น เหมือนเด็กที่เกิดมาจะบันทึก จนถึงเวลาพูด ได้ ก็จะค่อยพูดได้ ประสานกับสังคมได้ บัญญัติภาษาที่เขาอยู่ด้วย คุณไปเกิดเมืองอื่นก็ไปรู้ภาษาอื่น ทุกอย่าง ต้องใช้ภาษาเข้าไปในฮาร์ดดิสก์ แม้คุณเป็นเชื้อชาติไทยแต่ไปเกิดประเทศอื่นก็ไม่เข้าใจภาษาไทย แต่ก็จะรู้ตามที่ซึมซับมา ซึ่งซึมซับทุกอิริยาบถ คุณฟังซ้ำไปซ้ำมา เหมือนเด็กที่เขาได้ฟังมา คำนี้ใช้ลีลาอย่างนี้ละเอียดครบหมดเลย เกินกว่าจะขยายความ ตาม มาเถอะ ถึงอย่างไรก็มีเวลาคนพูดให้ฟังดีๆ พระพุทธเจ้าเลยบอกว่าเจอสัตบุรุษให้เข้าใกล้ คบสัตบุรุษให้บริบูรณ์แล้วจะได้ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ แล้วจะได้ศรัทธาบริบูรณ์แล้วจะได้โยนิโสมนสิการได้บริบูรณ์ เขาสอนโยนิโสมนสิการกันไม่ครบ เพราะแท้จริงต้องทำใจให้ได้จึงเป็นโยนิโสมนสิการ ในมูลสูตรข้อที่ 2 ถ้าคุณทำใจในใจไม่เป็น นอกจากไม่เป็นแล้ว ไม่ถ่องแท้ ไม่โยนิโสฯก็เจ๊งกระบ๊ง ทำใจในใจไม่เป็นแต่ต้นไม่ได้ คนทำใจในใจเป็นแต่ไม่สัมมาทิฏฐิ ก็พวกทำใจแต่ได้สติๆ แต่รายละเอียดการทำใจในใจไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่บริบูรณ์ ฟังธรรมไม่บริบูรณ์ ศรัทธา โยนิโสมนสิการไม่บริบูรณ์ หรืออย่างพวกทำใจได้แต่ว่ารู้น ิ่ งเฉยก็ไม่สมบูรณ์ แยกแยะมโนปวิจาร 18 หรือวิจัยเวทนา 108 ไม่ได้ ไปถามอาจารย์ใหญ่ๆเลยว่า เขาแยกแยะมโนปวิจาร 36 ได้ไหม รู้อารมณ์เนกขัมมะที่ดับเหตุได้ รู้จักเหตุ รู้จักสมุทัย จะรู้ได้ต้องมีผัสสะ ในมูลสูตรว่าไว้ มีผัสสะเป็นสมุทัย การกำหนดรู้สัญญาจึงสำคัญ
สัญญา 10 1. อนิจจสัญญา 2 . อนัตตสัญญา 3. อสุภสัญญา 4 . อาทีนวสัญญา 5. ปหานสัญญา 6 . วิราคสัญญา 7. นิโรธสัญญา 8 . สัพพโลเกอนภิรตสัญญา 9. สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา 10. อนาปานัสสติ (อาพาธสูตร เล่ม 24 ข้อ 60 )
พ่อครูว่า… อนิจจสัญญา กำหนดรู้ความไม่เที่ยง อันนี้ยิ่งใหญ่นะ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ในมหาจักรวาลนี้ นอกจากนิพพาน นิพพานเที่ยงคือจิตคุณนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) สัพเพ อนิจจัง แต่นิพพานกลับเที่ยง ดังนั้นนิพพานถึงนัตถิอุปมา ไม่มีอะไรเทียบได้ เช่น จิตของเราได้ฝึกฝนจากเคยติดยึด แล้วก็หัดพราก มันก็กลับไปกลับมาในเบื้องต้น จนคุณทำได้แล้ว ก็นึกว่าได้แล้ว นึกว่าจะคงทนแล้ว นึกว่าจะเที่ยงแล้ว มันก็ยังไม่เที่ยง บางทีหายไปนานก็กลับมาได้อีก จริงๆแล้วนี่ในทางวัตถุ จะรู้ง่าย พวกฟิสิกส์จะรู้ว่าไม่มีอะไรเที่ยง มีแต่สสารกับพลังงานหมุนเวียน อนัตตสัญญา ทางวัตถุก็รู้แต่เขาไม่รู้จักทุกข์ วิทยาศาสตร์เขารู้แค่อนิจจังกับอนัตตา ไม่รู้ทุกข์ แต่การไม่มีตัวตนคือ สภาพอารมณ์เวทนา เช่น อารมณ์อร่อย อารมณ์เพลิดเพลิน อารมณ์สนุกสนาน คุณอ่านอาการของส ิ่ งเหล่านี้ให้ได้ แล้วแม้ภายนอกจะกดข่มทำทีเหมือนอรหันต์แต่ภายในมีอารมณ์ หยาบ กลางละเอียด ได้ของคุณเอง ถ้ามันหมดมันก็ไม่มีสภาพ เป็นกลางๆ รู้แต่ความจริงกับความไม่จริง หรือรู้ความเป็นจริงที่เป็นจริงของมัน มันเป็นเช่นนี้ เช่น นักฟุตบอลมีลีลาเก่งอย่างไรก็รู้ แต่เราไม่มีอารมณ์ชอบ เราทำไม่ได้หรอก แต่รู้ว่าเก่ง อันนี้รสเปรี้ยวหวานมันเค็มก็รู้ แต่ไม่มีรสอร่อย ถ้าเราหมดรสกาม เราจะไม่แสวงหา ไม่ลงทุน แต่กินเข้าไปยังจำได้อยู่ มันมีอารมณ์นิดๆถึงอรูปหรือรูปก็รู้ เข้าใจว่ามันยังมีเชื้ออยู่ แม้จะอารมณ์กลางจนไม่รู้สึก ถ้าระดับอรูปภพ รูปภพ จะไม่แสวงหา มีมาก็เอาได้ ไม่แย่งเขาหรือละอายก็ไม่เอาก็มี หรือแม้เอาสัมผัสแตะต้องแล้วพิจารณาเห็นว่าผีหลอก เห็นรสชาติว่ามันยังมี คุณก็เขกหัวกิเลส คุณเองต้องเห็นให้ได้ว่า ความสุขมันยิ่งกว่าหยดน้ำพยับแดด ยิ่งกว่าอะไรแล้ว คนก็จะพยายามลากให้ยาวนาน มันยิ่งกว่าจุดแหลมเล็กยิ่งกว่าปลายเข็ม แต่ถ้าจุดให้ต่อเนื่องก็เหมือนยาวนาน หรือมีอะไรใหม่ก็อร่อยใหม่ เปลี่ยนไปมีอะไรอื่นทดแทน คุณนั่งอยู่สบาย แล้วบอกว่าไม่สบายแล้วก็ยืน เดี๋ยวก็นอนดีกว่า เดี๋ยวก็กินดีกว่า คือทุกอิริยา บ ถ มันแทนที่ความไม่พอใจ ให้เกิดความพอใจต่อเนื่อง คนไม่เห็นความไม่พอใจ หรือเห็นความทุกข์ได้ยาก เพราะคนแสวงหาความพอใจบำเรอบำบัดทุกข์ตลอดเวลา ก็พยายามให้จุดแหลมเล็กนี้ถี่ยิบจนคุณนึกว่าไม่มีช่องว่าง เพราะฉะนั้นตัวไม่เหลือนี้จะเหลือสุขหลอกอยู่ พระพุทธเจ้าถึงให้มองว่าทุกสิ่งไม่น่าพึงใจ ไม่น่าได้ ไม่น่าเป็น เป็นอสุภะ ให้พิจารณา แค่พระพุทธเจ้าสอนว่าอันนี้เน่าเปื่อยเปลี่ยนแปลง ไม่มีตัวตนสลายหายไป สารพัดของเปื่อยเน่าของร่างกายคือนัยว่ามันไม่เที่ยงเปลี่ยนสภาพไป ตั่งแต่หยาบ แต่คนไม่รู้ปรมัตถ์ที่ว่าจิตต่างหากที่ไม่เที่ยง กิเลสก็ไม่เที่ยง แม้ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็ไม่ใช่กาย พอมันเป็นสภาพที่ไม่ใช่กายก็ไม่เที่ยงแม้เป็นกายก็ไม่เที่ยง อันไหนไม่เป็นกายก็ไม่มีสุขทุกข์ ถ้าอาตมาไม่นำอันนี้มาพูดนี้อาตมาว่ากรรมฐานที่เขาเรียนกันนี้พิจาณาไม่ถูกหรอก จะพิจารณาแบบไม่ใช่สัตว์แล้ว เล็บยาวมาก็หมดความเป็นกายแล้ว ถ้าอาตมาไม่เอามาพูดก็ไม่รู้กัน คนมากินแตงไท ถ้าเขาไม่ชอบก็ไม่ชอบ ก็อุปาทานไม่ชอบ ส่วนคนอุปาทานว่าชอบก็บันทึกไว้ในสัญญา ชอบหนักก็บันทึกหนัก ชอบน้อยก็บันทึกน้อย เกิดจากคุณได้รับรู้ว่ามันน่าได้ น่ามี น่าเป็นแล้วรับมาปรุงเป็นอารมณ์ เป็นเทวดาสมมุติที่คุณจะอยู่กับมันตลอด ให้เป็นสิ่งที่น่าพึงใจต้องแสวงหาในทุกอิริยาบถ ถูกหลอกให้หลงจัดหนักเข้าไปอีก ได้สัมผัสนี้ ได้ดมอันนี้ ได้รับรสอันนี้ ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้บำเรออัตตาก็คือได้เป็นเรา เป็นของเราหมด มันก็ละเอียดขึ้นในระดับอนาคามีไม่ไปทางรสโลกีย์แล้วก็เหลือแต่รูปราคะ อรูปราคะ มีอัตตาที่มีโลกนี้ไม่มีอะไรน่าพึงใจนอกจาก 0 แต่ 0 หากติดยึดก็เป็นอุปกิเลสไม่น่าติดยึด ก็ค่อยว่ากัน พูดถึงภูมินั้นค่อยว่ากัน มันเป็นสิ่งไม่น่าพึงใจ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น คำว่าสุภะ เขาแปลว่าโชค ว่าดี ว่าน่าพึงใจแต่ที่จริงมันเป็นสิ่งอสุภะ ไม่น่าพึงใจไม่น่ามีน่าเป็นเลย อสุภสัญญา คือเห็นว่ามันไม่ใช่คุณนะ มันเป็นโทษ คำว่าเป็นเรา เป็นของเราจะละเอียดค่อยๆ ปลดปล่อยไป เป็น 0 หรือเป็นไม่มี ไม่ยึดแล้ว สัมผัสก็กลางเฉย ใครจะเอาไปก็เอาไป เราเอาอันอื่นทดแทนไม่ได้ก็เป็นวิบากเราเท่านั้น เราก็เห็นโทษภัยมากว่าคุณ ปหานสัญญา ต้องเห็นการทำลายตัวเหตุ เช่น ปหาน 5 ตั้งแต่กดข่ม วิกขัมภนปหาน จนทำให้เป็นสายปัญญา เห็นว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่มีตัวตน จะเป็นญาณปัญญาที่เห็นเข้าใจจริง แล้วจะมีญาณปลดปล่อย มุลจิตตุกัมมยตาญาณ แตะแล้วไม่ติด สักแต่ว่าแตะ หากจะใช้ร่วมกันได้แต่ไม่ดูดดึง เราก็จะอ่านอาการพลังงานแม่เหล็กดูดนี้ได้ วิราคสัญญา คือมันค่อยๆจางคลายจนนิโรธ มันดับเลย มีอนุปัสสี กำหนดรู้อาการจางคลาย แต่ก่อนมันอยากได้มาก สุขมาก แต่ตอนนี้ลดลง จางลงจนดับได้ ไม่มีอาการเลยหรือมีมาอีกก็ต้องอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ให้มีสิ่งจริงพิสูจน์ไปนานๆ ไม่ใช่หนีหาย ไม่รู้เรื่องลืมสนิทเลย นานไปเป็นร้อยปีก็ได้แต่ไม่บรรลุธรรม สัพพโลเกอนภิรตสัญญา มันก็คล้ายกับอสุภสัญญา คือมันเป็นเครื่องอาศัยเท่านั้นไม่น่าไปติดยึดอะไร สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญา ก็คือสังขารปรุงแต่งที่ไม่น่าเอามาปรุงแต่งในจิตเลย คุณจะไม่ปรุงแต่งเช่นนั้นอย่างโลกๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวนี้ตักพริกใส่หน่อยเพราะฉันติดรส แต่คนไม่ติดรสแล้วก็อาจเอาใส่ เอาธาตุพริกใส่ เอาธาตุน้ำส้มใส่ก็เป็นได้แต่ต้องรู้ของตน อ่านให้ละเอียดว่าจริงๆมันอยากได้รสนี้ กลิ่นนี้ สัมผัสนี้อยู่นะ หยาบ กลาง ละเอียด ของใครของมัน ต้องอ่านอย่าโกหกตนเอง ไม่ปรุงแต่งใส่ตน มันไม่น่ายินดี อนาปานัสสติ ไม่มีคำว่าสัญญา แต่เป็นการรวมความรู้ทั้งหมด 9 ข้อ มีสติศึกษาทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่อานาปานสติที่ตัดเอาแค่เหลือแต่ลมหายใจเข้าออก อันนั้นมันแบบฤาษีทำกันมานานแล้ว ไม่ใช่แบบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนว่าถึงอย่างไรก็ต้องมีกาย ลมหายใจเข้าออกก็คือกาย อย่าขาดลมหายใจเข้าออก จนตกภพภวังค์จะไม่ใช่การปฏิบัติธรรมแบบพระพุทธเจ้า ตัดทวาร 5 ภายนอก ไปอยู่แต่ทวาร ใน แม้ผิวหนังก็ไม่รู้สึก ถ้าไม่มีกายแม้ลมหายใจเข้าออกไม่ใช่แบบพระพุทธเจ้า ไม่ใช่มรรคองค์ 8 โพธิปักขิยธรรม 37 ไม่เข้าใจว่าแม้นั่งหลับตาอานาปานสติ เขาก็ให้รู้แค่ลม เอาลมเข้าๆออกๆ เล่นกสิณลมก็ไม่ใช่พุทธเลย ที่จริงขาดกายเขาก็ไม่รู้จัก สรุปว่า อนาปานัสสติ คือมีชีวิตประจำวัน จงมีสติพิจารณาทั้ง 9 ข้อนี้ให้บรรลุธรรมบรรลุอรหันต์ให้ได้ ไม่ใช่เอาแต่นั่งหลับตาแต่นั่งหลับตาก็เพื่อศึกษาจิตได้หรือได้พักผ่อนหรือเตวิชโช คำว่าอนาปานัสสติจึงไม่มีคำว่าสัญญาแต่ว่าให้ทำสัญญา 9 ข้อทุกลมหายใจเข้าออกเลย ขณะลืมตาทำชีวิตประจำวันทุกอย่าง...เอวัง จบ