580807_ธรรมาธรรมะสงคราม อ.พรรณชฎา สัมภาษณ์เรื่องพรรคเพื่อฟ้าดิน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580807_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง บท สัมภาษณ์พรรคเพื่อฟ้าดิน โดย พ่อครู สมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … วันนี้วันศุกร์ที่ 7 ส.ค. 2558 แรม 8 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม ปี 8 เวลาตอนนี้ 18:08 น. วันนี้ก็มี ผศ.ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้ทุนวิจัยจากประเทศเยอรมัน ให้วิจัยเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ก็ทำวิจัย มากับ ลูกศิษย์ที่กำลังทำป.เอกด้วย ก็จะมี นส.หนึ่งฟ้า นาวาบุญนิยม ที่จะมาช่วยเสริมอีกด้วย เพราะเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อฟ้าดิน เป็นผู้ปฏิบัติจริงกว่าอาตมาแน่นอน ขอแนะนำ ดร.พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ และหนึ่งฟ้า ก็มาพร้อม ที่จริง หนึ่งฟ้าก็เป็น ดร. แต่อาตมาก็จะไม่ได้ใส่ชื่อว่าดร.เท่าไหร่ ก็เป็นดร. ที่พวกเรานี่ เป็น ดร.กันหลายคนแต่พวกเราไม่ได้ออกชื่อนำหน้าเท่าไหร่ ทางโลกเขาใส่เป็นธรรมดา ชาวอโศกเราจะเป็น ผู้ ที่ไม่แสดงสิ่งเหล่านี้มากนัก
_ หนึ่งฟ้า... ดิฉันได้รับการติดต่อจาก ดร.พรรณชฎา ผ่าน คุณติดดิน ว่าได้รับงบฯวิจัยจากประเทศเยอรมัน ทำวิจัยเกี่ยวกับพรรคการเมือง อ าจารย์ ได้เลือกพรรคปชป.และไม่น่าเชื่อว่า อ าจารย์ ได้เลือกพรรคเพื่อฟ้าดิน ก็จะมาทำเรื่องใดก็ให้อ าจารย์ อธิบายต่อไป
พ่อครูว่า … ก็ดีนะสัมภาษณ์กันก่อนว่าทำไมเลือกพรรคเพื่อฟ้าดิน ที่เป็นพรรคเล็กๆ ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร อาตมาเชื่อว่า ไปพูดที่สนามหลวงว่า พรรค เพื่อฟ้าดิน เป็นพรรคที่ตั้งมา 10 กว่าปีแล้วใครก็คงไม่เชื่อ
_ หนึ่งฟ้า... ดิฉันก็คิดว่าพรรค เพื่อฟ้าดิน น่าสนใจแน่นอน และไม่เหมือนใครในโลก อ าจารย์ ต้องเตรียมคำถามมาทุกแง่มุม เราก็จะพยายามตอบคำถาม พรรคการเมืองเป็นเพียงนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมาย เรามีนิติบุคคลมากหลายอัน แต่สิ่งที่เราทำเหมือนกันคือ กิจกรรมของชุมชน บ
อ่านต่อ
้าน วัด โรงเรียน แล้วอ าจารย์ ก็ว่าจะมาคุยที่สันติอโศกได้ไหม ดิฉันก็ว่าไม่ได้ เพราะที่สันติฯ เป็นเพียง office เป็นเมือง จะไปที่ปฐมอโศกก็ไม่สมบูรณ์ก็เลยแนะนำให้มาที่นี่บ้านราชฯ
_ อ.พรรณชฎา... ดิฉันเองส่วนใหญ่ที่มหิดลก็เรียกดิฉันว่า อ.อาร์ท ดิฉันทำงานด้านการเมือง จบ.ตรี โท เอกมาทางรัฐศาสตร์มาตลอด พรรคเพื่อฟ้าดิน ดิฉันได้ยินชื่อมานานแล้วตั้งแต่ทำวิทยานิพนธ์เล่มแรกตอน 10 ปีก่อน ตอนนั้นทำเรื่องสาขาพรรค ตอนนั้นเน้นพรรคปชป. แล้วก็ได้ศึกษาสาขาของพรรคเพื่อฟ้าดิน ดิฉันได้หาข้อมูลไม่เคยเห็นวิจัยที่ได้ทำเรื่องพรรคเพื่อฟ้าดิน ไปที่ต่างประเทศเขาก็ว่า ทำไมมีแต่วิจัยพรรคใหญ่ ไม่มีวิจัยพรรคเล็กๆบ้าง ก็เลยได้คิดถึงพรรคเพื่อฟ้าดิน ผลการวิจัยนี้ ได้รับทุนจากเยอรมัน จะต้องทำเป็นภาษาอังกฤษ หลังจากเสร็จแล้วก็จะแปลเป็นภาษาไทยด้วย เปรียบเทียบกับพรรคปชป.แล้วพรรคเพื่อฟ้าดินมีความเหมือนหรือต่างกัน แต่จะนำเสนอที่ต่างประเทศเป็นหลัก ก็น่าจะมีโอกาสได้นำเรื่องของพรรคเพื่อฟ้าดิน ไปนำเสนอในนานาชาติ
_ หนึ่งฟ้า … อ.พรรณชฎาตั้งใจจะมาอยู่เพื่อหาข้อมูลสัมภาษณ์ให้ได้มากที่สุด ในเวลาอันสั้นที่สุด สิ่งที่ดิฉันได้กระทำคือ ให้เอกสารอ่านข้อมูลอย่างเดียวเลย จากหนังสือที่อ่านมา ก็ได้สกัดคำถามมาให้พ่อครูได้ตอบ เป็นแนวคิดการเมืองชาวอโศก
_ อ.พรรณชฎา … คำถามแรก คือ เหตุใด แนวคิดใดที่นำมาซึ่งการก่อตั้งพรรคเพื่อฟ้าดินเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ปีที่ก่อตั้งจริงๆคือปีที่เท่าไหร่
พ่อครูว่า … เราไม่เคยคิดตั้งพรรคการเมือง เพราะในความเข้าใจความรู้ของอาตมา ว่า การบังคับให้ตั้งพรรคโดยนิตินัย มันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแท้จริง ไม่ใช่อิสรเสรีภาพมันมีการบังคับ อาตมาก็ไม่สนใจเท่าไหร่ แต่ต่อมาก็มีคนเอาชื่อพรรคที่กำลังดำเนินการจัดตั้งก็จะให้ตั้งพรรค ต้องการสมาชิกห้าพันคน เขาหาไม่ได้ เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะหมดอายุ ผู้ที่ตั้งพรรคนี้เขาตั้งชื่อว่าพรรคสหกรณ์ ผู้เดินเรื่องทำงานคือ ร้อยตำรวจเอก ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ ก็มายัดเยียดให้ชาวอโศก เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นผู้ที่ทำตามอุดมการณ์เขาได้ อาตมาก็หาได้สมาชิกห้าพันคน เราทำได้แต่เขาทำไม่ทัน เขาก็เป็นสมาชิกคนที่ 1 เลยของพรรคสหกรณ์ ตั้งมาแล้วเสร็จ ทางสมาพันธ์สหกรณ์ก็ว่าเอาชื่อสหกรณ์ไปตั้งพรรคไม่ได้ ก็ท้วงเรามา เราก็เลยคิดชื่อใหม่ คัดเลือกได้ชื่อ สองชื่อคือ บุญนิยมกับ เพื่อฟ้าดิน ตัดสินออกมาก็ได้ พรรคเพื่อฟ้าดิน หลายคนบอกว่าออกมาจากหนังกำลังภายในเลย เรื่องแนวทาง อาตมาก็เลยมาคุยกัน พวกเราก็ตั้งคณะกรรมการชาวอโศก คุยกันไปก็ร่างระเบียบพรรค ได้แนวคิดแบบบุญนิยม คือแบบที่จะต้องเกี่ยวกับธรรมะ การเมืองกับธรรมะนั้น แนวคิดอาตมาคือ ธรรมะกับการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน ธรรมะเป็นเรื่องทำเพื่อประชาชน การเมืองก็เป็นเรื่องทำเพื่อประชาชน แล้วก็ต้องทำงานร่วมกัน อาตมาก็รู้ว่าเขาไม่ให้ทำร่วมกัน แยกกัน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิด ซวยมาก ที่แยกธรรมะกับการเมือง ถ้าจะแยกก็คือ ว่าถ้าใครก็ตามที่อยู่ในสายธรรมะ หากไม่มีคุณธรรมจริงก็อย่ามาทำงานการเมืองเลย เพราะจะกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ถ้าไม่มีคุณธรรมที่จะทานอำนาจนักการเมืองได้ ก็เป็นลิ่วล้อนักการเมืองแน่ ถ้าไม่เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า หัวใจของธรรมะพระพุทธเจ้า หัวใจศาสนาพุทธคือ เพื่อประชาชน คำเดียว ผู้ปฏิบัติธรรมตามพระพุทธศาสนา จะมีจิตใจ จิตวิญญาณ การกระทำทำเพื่อมวลมนุษยชาติ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) จึงจะเป็นประชาธิปไตยที่แท้ เขาก็ทำตราสารพรรค ระเบียบพรรค เป็นแนวทางของบุญนิยมทั้งนั้น
_ อ.พรรณชฎา . ..บุญนิยมกับแนวทางประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอย่างไร
พ่อครูว่า … เกี่ยวข้องกันอย่างสนิทแนบเป็นอันเดียวกันเลย ขยายความแปลคำว่าบุญ คำว่าบุญในศาสนาพุทธ คนเข้าใจผิด เป็นอวิชชา มิจฉาทิฏฐิไปเลย บุญแปลว่า อุปกรณ์ เครื่องมือชำระกิเลส (สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ) เป็นคำแปลรากศัพท์เดิม เป็นภาษาบาลี ซึ่ง สันตานัง คือกิเลสในสันดาน ปุนาติ คือการชำระ วิโสเทติ คือให้สะอาดหมดจน ได้ความว่า ชำระกิเลสจากสันดานให้หมดจด แต่เดี๋ยวนี้เอาคำว่าบุญไปใช้เสียหมด ทั้งที่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่เรื่องดีมากแต่เพราะคนละกิเลสไม่ได้ ก็เลยทำให้สังคมเลวร้าย คำว่าบุญละกิเลสได้จึงยิ่งใหญ่ เขาก็เลยเอาคำว่าบุญมาใช้ไปเรื่อย ฉันเดียวกับคำว่าฉลาดกับเฉโก รากศัพท์คำว่าฉลาดคือ ฉลาดทางปัญญา แต่เขาเอาไปใช้ผิดหมด คำว่าฉลาดทางปัญญานั้นยิ่งใหญ่ แต่ก็เอาไปใช้เป็นคำที่ฉลาดเฉโกไปได้เสียอีก เช่นเดียวกับคำว่าบุญ เอาไปใช้หลอกคน ปนกับคำว่ากุศล เรื่องบุญ ก็ขอสรุปสั้นๆว่า เมื่อใช้คำว่าบุญนี้ผิดก็เสียคุณค่า แต่อาตมาก็มาสอนให้ใช้ได้ถูก จนได้บุญกัน บุญนี่ชำระกิเลส เมื่อกิเลสเป็น 0 ก็หมดบุญ ไม่ต้องใช้บุญ เพราะการละกิเลสในศาสนาพุทธนั้นถาวรยั่งยืน ก็โยนเครื่องมือทิ้งได้ เช่นจบอรหันต์แล้วก็ทิ้งเครื่องมือ ไม่ต้องทำบุญทำบาป เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป มีหลักฐานในภาษาบาลีคือ ปุญญปาปปริกขีโณ คือผู้หมดบุญหมดบาป เมื่ออาตมาเอาคำว่าบุญมาปฏิบัติถูก ก็เกิดคนที่ชำระกิเลสได้ มารวมกันเป็นชาวอโศก อาตมาก็ขอพูด พรรคการเมืองที่ถูกต้องแท้จริงที่สุดคือ พรรคการเมืองที่เกิดโดยธรรมชาติ ไม่ต้องวุ่นวายทางนิตินัย เช่น พรรคดีโมแครต หรือพรรครีพับริกัน ของอเมริกา เขาก็ไม่ได้มีการบั ง คับนิตินัย จดทะเบียน หรือแม้แต่อังกฤษก็ไม่มีพรรคที่จะจดทะเบียน ไม่มีเขียนร ัฐธรรมนูญ ชาวอโศก โดยตัวเองเป็นพรรคการเมืองอยู่แล้ว แล้วพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดตามธรรมชาติ เป็นพรรคการเมืองแท้ๆ ส่วนพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใ น ประเทศไทยคือ พรรคประชาชนไทย ที่มีในหลวงเป็นหัวหน้าพรรค ไม่ต้องจดทะเบียนแล้วเป็นโดยจิตวิญญาณมีสมาชิกมากที่สุด แล้วยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าพรรคอโศก เลือกเมื่อไหร่ก็ถาวร นิรันดร โดยไม่ต้องหาเสียง เป็นต้น หากเข้าใจนัยะนี้ที่อาตมาอธิบายซ้อน ที่ต้องขอพระบรมราชานุญาติที่เอาพระนามท่านมาอธิบายเป็นความรู้สัจจะ สรุปพรรคบุญนิยมคือ พรรคที่มีสมาชิกพรรค เป็นคนชำระกิเลสมารวมกันเป็นพรรค
_ หนึ่งฟ้า... ตอนนี้พ่อครูกำลังสอนเรื่องหมวดธรรม ที่เชื่อมทางโลกกับทางธรรม มุมมองทางโลกกับทางธรรม 1 . ความเข้าใจ สัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ ในชาวพุทธมีทิฏฐิว่าจะลดกิเลสเป็นหลัก แต่ทางโลกเขาสร้างพอกเพ ิ่ มลาภยศสรรเสริญให้กับตนเอง เป็นการไปคนละทิศทางกัน ชาวบุญนิยมว่าขอให้ลดละกิเลสมากขึ้น จะได้ลดตัวตนได้มีเวลาทำงานช่วยคนอื่น แต่ว่าชาวโลกก็จะนิยามว่าเจริญคือได้ลาภ ยศสรรเสริญสุข ก็ไปกันคนละทางกัน 2 . การกำหนดความหมายของความเข้าใจทางการเมืองของคำว่าประชาธิปไตย คำว่าอำนาจ คำว่าเจริญรุ่งเรืองความสุขของป ระ ชาชน 3 . คนที่จะมาเป็นสมาชิกพรรคก็จะมาลดละกิเลสเป็นหลัก การจะลดกิเลสได้ต้องรู้จักกิเลส ต่างกันชาวโลกที่เพ่ิมกิเลสเป็นหลัก
พ่อครูว่า … ที่หนึ่งฟ้าพูดมาก็ได้ชัดเจนในความแตกต่าง ในประชาชนที่ไม่สามารถเข้าใจบุญนิยมได้ คำว่าบุญนิยมนี้อาตมาตั้งขึ้นมาเอง เจตนาให้ล้อเลียนกับคำว่า ทุนนิยม โดยตรงเลย เพราะทุนนิยมพอกเพ ิ่ มแต่กิเลส อย่างที่หนึ่งฟ้าพูด แต่บุญนิยมนี่ตรงกันข้ามเลย 180 องศา แต่ไม่ได้หมายความว่าปฏิบัติธรรมของพุทธ หมดพฤติกรรม หมดความรู้ที่จะทำงานให้สังคม แต่จะทำงานได้ดีขึ้น เพราะลดความเห็นแก่ตัวลงได้ แต่จะทำงานอย่างดี อย่างสุภาพ ก่อความสงบอบอุ่นได้อย่างแท้จริงเลย ทุนนิยมกับบุญนิยม ฟังแล้วเหมือนคนละตระกูล คนละขั้วเลย แต่จริงๆ แล้ว บุญนิยมกับทุนนิยมไม่ได้ขัดแย้งกันเลย ทุนนิยมต้องการได้มาก บุญนิยมต้องการสละก็ไปด้วยกันได้ไม่ขัดแย้งกันแม้แต่น้อย ทุนนิยมมุ่งไปรวย บุญนิยมมุ่งมาจน ไม่ได้ขัดแย้งเลย เรามาลดโลกีย์ แต่ไม่ได้หมายความไม่ขยันพากเพียรสร้างสรร รับใช้สังคม ไม่ใช่ แต่ยิ่งทำได้ดีไม่แย่งชิงด้วย
_ อ.พรรณชฎา … ถ้าจะเอาบุญนิยมมาใช้กับรัฐศาสตร์ปัจจุบัน จะแตกต่างกันไหม
พ่อครูว่า … อาตมาฟังว่าเขาสอนรัฐศาสตร์ว่า การเมืองคือการแสวงหาอำนาจ อาตมาก็ว่าเวรแท้ๆ ความเห็นของนักรัฐศาสตร์หากเห็นว่าการเมืองคือการแสวงหาอำนาจ มันกลับทิศ 180 องศากับบุญนิยม แล้วเป็นความเห็นที่เป็นภัยต่อรัฐศาสตร์อย่างยิ่งเลยเป็นความเห็นอวิชชาหรือมิจฉาทิฏฐิอย่างยิ่งเลยอาตมาแม้ไม่ได้ศึกษาวิชารัฐศาสตร์แต่เขาเรียนกันมาว่า รัฐศาสตร์คือการแสวงหาอำนาจการปกครอง พ่อครูว่า … แท้จริงไม่ได้แสวงหาอำนาจ แต่มีพลังทำงานรับใช้ประชาชนได้สูง แข็งแรง แล้วคนก็ยอมให้เขามีอำนาจ ยอมให้นักการเมืองผู้ซื่อสัตย์ เสียสละมีอำนาจ อย่างประชาชนยกให้เองเลย ยิ่งเป็นนักธรรมะ คนจะยิ่งยกให้อย่างอ่อนน้อม คนได้อำนาจก็ยิ่งอ่อนน้อมไม่ใช่ได้อำนาจแล้วเบ่งขี้แตกเลย ทิฏฐิมันคนละเรื่องกันเลย
_ อ.พรรณชฎา … แนวคิดก็จะต่างกันสิ้นเชิงเลย ... อย่างหนึ่งที่จะได้เห็นท่านพูดว่า เวลาทำงานการเมืองอย่าเสนอตัวเอง แต่ก็ให้ทำความดีให้มากจนกว่าคนจะเห็นเอง แล้วเชิญเราไปทำงาน คำถามก็ว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ระยะเวลาทำงานทำดีอาจใช้เวลายาวนานมาก ช่วงเวลาที่หายไปก็อาจเสียประโยชน์ แทนที่เราจะได้ไปช่วยบ้านเมือง ถ้าจะทำอย่างไร ให้คนเห็นความดีเรา แล้วให้คน มาปฏิบัติตามได้
พ่อครูว่า … คนโลกๆจะคิดเช่นนี้ นักธรรมะเข้าใจว่าต้องการเร็ว กลัวจะเสียโอกาส แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่รอได้ ท่านว่ากิเลสล้ำหน้า คืออยากได้เกิดผลเร็วตามที่อยาก แต่ศาสนาพุทธสอนให้ทำเหตุปัจจัยให้ครบก็จะเกิดผลได้ ไม่ต้องเอาตัณหาความอยากมาใช้เลย เข้าใจเจตนาชัดว่า ถ้าเรามี 1 แล้วสร้าง 1 อีกอันก็จะเป็นสองโดยไม่ต้องอยากได้ 2 เลย เราต้องรู้ว่าเรามี 1 หรือไม่ ตั้งใจสร้าง 1 ให้เป็นทุน แล้วก็สร้างอีก 1 ก็จะได้สองเอง เป็นวิธีที่วิเศษสุด แล้วจะเร็วที่สุดด้วย สังคมทุกวันนี้เขาร่างโครงการเสร็จก็จะมีคาดว่าผลจะได้ ในอีกกี่ปี ก็เอาผลมาเป็นตัวตั้งบีบรัดตัวเองให้ทำ แต่ก็จะไม่ได้ตามที่คิดตามลูกคิดรางแก้ว หรือเดินบนพรหมกุหลาบ แต่ในที่สุด 5 ปี ผลก็ไม่ได้จริงก็เลยโมเมเขียนผลไปเกินจริง นี่คือการทำงานของทางโลกของสังคม ที่เป็นความล้มเหลว สรุปคือเราไม่ต้องอยาก แต่ศึกษาวิธีปฏิบัติรู้เนื้อแท้ว่าเราต้องทำอะไร แล้วทำไปจะได้ผลเอง ทุกวันนี้ชาวอโศกหรือพรรคเพื่อฟ้าดิน ทำงานเพื่อประชาชนตลอดเวลา เราจะทำการเมืองภาคประชาชนไปอีกนาน ไม่ขอไปทำการเมืองในสภา แต่ก่อนเราจะไม่สมัครสส.จนกว่าประชาชนจะมาขอให้เราลงสมัคร เช่น หมู่บ้านนี้ คนจะเป็นผู้ใหญ่บ้าน คนประมาณเป็นส่วนมากก็ไปขอให้คนนี้ไปลงสมัคร ไม่ใช่ไปขอสมัครเอง แล้วหาเสียงไป มันปลอมทั้งนั้นเลย ไม่จริง วิธีคิดอาตมาคิดเห็นเช่นนี้ จึงเรียกว่าเนื้อแท้ประชาธิปไตย เราก็ทำงานให้ประชาชน เรารู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร สรุปก็คือการเมืองคืออะไร งานการเมืองคืออะไร อันนี้อาตมามั่นใจว่า คำว่างานการเมืองอันเดียว หากเข้าใจผิด คอมมิวนิสต์ เผด็จการ หรือประชาธิปไตยก็ผิด เพราะตนเองอวดอ้างว่าทำเพื่อประชาชนเป็นหลัก คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการหรือประชาธิปไตยก็ไม่กล้าพูดว่าทำเพื่อประชาชน แต่ก่อนนี้ผู้ปกครองเขาทำงานเพื่อประชาชนจริง เสียสละชีวิตเลือดเนื้อเพื่อประชาชนจริงคือการทำงานการเมือง คือประชาธิปไตยแท้จริง แต่ถ้าแม้ชื่อว่าประชาธิปไตยแต่ไม่ได้ทำเพื่อประชาชนก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย .... เราอยู่หมู่บ้านราชธานีอโศก เราก็ทำงานการเมืองเพื่อประชาชน เช่น สาธารณูปโภคของชาวบ้านใกล้เรือนเคียงมีปัญหา เราก็ทำให้ เราก็ไปช่วยเขา ไม่ได้อาศัยเงินจากรัฐบาลด้วยซ้ำ เราก็ช่วยเขา นี่คือทำงานการเมืองอย่างแท้จริง ทำไมชาวอโศกถึงไปยุ่งอะไรกับการเมืองเขา เช่น ออกไปร่วมชุมนุมประท้วงเหมือนเล่นการเมือง แต่อาตมาบอกว่าเราไม่เล่นการเมือง แต่เราทำจริง เอาชีวิตจริงไปทำ อาตมาเห็นว่าเราน่าจะได้ไปทำเพื่อประชาชน เรามีสมาชิกที่มีกำลังปัญญาในการไป ไม่ได้ทำเพื่ออยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อาตมาว่าเราไปชุมนุมเป็นพฤติกรรมการประท้วงแบบใหม่ เป็นการทำลายสถิติโลกนะ ยืนหยัดยืนยัน สามร้อยกว่าวัน อาตมาตั้งใจให้เป็นการประท้วงอย่างวิเศษ เข้าประเด็น ประนีประนอมไม่รุนแรง แต่ใครมาทำรุนแรง เราเสียหายเราก็ยอมได้ เราเจ็บก็เจ็บ ตายก็ตาย ของเราก็มีตาย มีอ้อย_ดินตะวันตายตอนชุมนุม ที่ราชดำเนิน เราก็ไม่ได้ไปประท้วงวุ่นวาย บาดเจ็บก็รักษากันไป เราสมัครใจ เราออกไปเพราะมีมวลพอและมวลเข้าใจ แล้วก็เพราะว่าถึงกาละที่ควรไปช่วย แล้วประการที่สามคือ เราเข้าใจว่าการเมืองคืออะไร เราไปประท้วงอย่างไร เราก็เข้าใจ ว่าต้องไปอย่างไร เอามาศึกษาได้เลย มีการบันทึกไว้หมด ว่าเนื้อของชาวอโศกเป็นอย่างไรแท้ๆ เราทำตามปัญญาที่เรารู้ ว่าประชาธิปไตยคืออย่างไร
_ อ.พรรณชฎา … สมาชิกพรรค ตั้งแต่เริ่มตั้งพรรคก็ดูจะต่อเนื่องมาตลอดเวลา ทำไมสมาชิกพรรคถึงอยู่ได้ต่อเนื่องยาวนาน แล้วมีสมาชิกเพ ิ่ มขึ้นด้วย
พ่อครูว่า … เป็นคุณธรรมแท้ของคนที่มาปฏิบัติธรรมแล้วชำระกิเลสได้ อย่างเป็นของจริง เป็นเรื่องจริงที่ว่าคนมาปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าจะมีปัญญารู้ว่าอันนี้คืออะไร เรามาร่วมทำอะไร เรากำลังทำอะไรที่เรากำลังทำนี้เพื่ออะไร เป็นประโยชน์ดีสมควรอย่างไร สรุปคือมีปัญญารู้ว่าเราทำเพื่ออะไรอย่างไร สัจจะที่เรามีในแต่ละตัวบุคคล มีตามเนื้อแท้ธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วเขาก็เป็นมวลของพุทธบริษัทจริงๆ คืออุบาสก อุบาสิกาแท้ที่เป็นอาริยบุคคล มีโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ (พุทธบริษัทคืออาริยบุคคล) แต่พุทธมามากะคือ ผู้ศรัทธาเลื่อมใสจะมาขอเข้ารีต ส่วนพุทธศาสนิกชนคือ เป็นพุทธแต่ยี่ห้อ ทำอย่าง สีลัพพตุปาทาน สีลัพพตปรามาส พวกเรามีแต่พุทธบริษัท เห็นว่าเรามีมวลพอ คุณภาพพอ ก็เลยออกไปทำงานการเมืองคืองานเพื่อประชาชน อย่างที่พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เปิดตัวตั้งแต่พ.ศ. 2559 จนประกาศเลย เวลาใดเหมาะควรที่จะออกไป ชาวอโศกก็จะออกไปชุมนุมประท้วงอีกจริงๆ
_ อ.พรรณชฎา … ได้อ่านหนังสือ คำว่าการเมืองใหม่คำนี้คืออย่างไรในนิยามของพ่อครู ที่เขาร่างร ัฐธรรมนูญ จะนำไปใช้อย่างไรได้นะ
พ่อครูว่า..ที่อาตมาใช้ภาษานี้ในหนังสือ ว่าเราไปประท้วงแบบใหม่ ก็เลยอธิบายแบบใหม่นี้หลายนัยะ อาตมาก็เห็นว่า การเมืองตามความหมายของอาตมา ได้นิยามไว้แต่ก่อนประท้วง อาตมาก็มีนิยามคำว่าการเมืองใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ ที่จริงพระพุทธเจ้าเป็นนักการเมืองเบอร์ 1 เป็นเผด็จการแท้ๆ ออกกฎ ออกวินัยเองหมด นี่คือนักเผด็จการเบอร์หนึ่งในโลก ทำเพื่อประชาชนอย่างไร้อคติเลย เป็นนักคอมมิวนิสต์เบอร์หนึ่งเลย มีคณะบริหารของท่าน เป็นประชาธิปไตยด้วย ท่านไม่เคยตั้งผู้ใดหรือคณะใดเป็นใหญ่ถาวร แต่ทุกอย่างจะเกิดโดยเหตุปัจจัย เช่นครั้งนี้มีพระสงฆ์ 20 รูป ในสังฆกรรมครั้งนี้ หรือกิจครั้งใดต้องการสงฆ์ตั้งแต่กี่รูปก็เลือกกันไปทำ แล้วก็ใช้หลักนี้ไว้โดยไม่ระบุบุคคล เอาผู้เหมาะสมตามเหตุการณ์ นี่คือหลักประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้า ที่ประชาธิปไตยของโลกอยู่ห่างไกลมากเลย
การเมืองใหม่ ที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ งานการเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศล นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) ไม่ใช่หลอกประชาชนให้โง่ๆจะได้ปกครองง่ายๆ ไม่ใช่ประชาธิปไตย นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตัวเองได้แล้ว นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน งานการเมืองต้องเป็นงานอาสาเสียสละ นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ ๔) นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน
_ อ.พรรณชฎาถามเกี่ยวกับเงินเดือน
พ่อครูว่า … อย่างหนึ่งฟ้านี่ ทำงานฟรี ไม่มีรายได้ ไม่มีเงินเดือน
_ อ.พรรณชฎา... ทั้ง 10 ข้อนี้ข้อไหนจะนำไปใช้
พ่อครูว่า..ทั้ง 10 ข้อนี้อาตมาว่ายื่นเข้าไปถูก reject หมด อาตมาก็ว่าต้องทำงานไป ใช้เวลา อาตมาจะต่ออายุตนเองให้ถึง 151 ปีเพื่อพิสูจน์ผล พวกเราก็มาช่วยกันโดยไม่มีการจ้างเลย อาตมาสร้างคน ให้รับการศึกษาผึกปรือ เป็นคนชนิดนี้ของสังคมประเทศ โดยอาตมาสร้างตลอดเวลา นักเรียนนักศึกษาที่อาตมาพาทำไม่มีกำหนดเวลา ได้ผลบรรลุธรรมตลอดเวลาได้ผลก็ไปทำงานการเมืองอย่าง ที่มี อย่างแท้จริง ถ้าไม่เป็นเช่นนี้ก็ไม่จริง อาตมาก็มีมวลที่จะไปทำกิจ ในที่ไม่ผิดกฎหมายร ัฐธรรมนูญ แม้กฎหมายบางข้อลิดรอนสิทธิ์ เราก็ต้องยอม แม้เราจะรู้ว่าเราไม่ผิด แต่เราไม่มีอำนาจแก้ไขกฏหมายเราก็ทำตามไม่ผิดกฎหมาย
_ อ.พรรณชฎา … พรรคเพื่อฟ้าดินเป็นพรรคเล็กที่อยู่ได้ยาวนานมา
พ่อครูว่า … ตอนนี้อยู่ในลำดับ 7 แล้ว
_ อ.พรรณชฎา... ทำอย่างไรถึงอยู่ยืนยงยาวนาน
พ่อครูว่า … อาตมามั่นใจว่าพรรคเพื่อฟ้าดินจะอยู่ยาวนาน 15 ปีที่ตั้งมา ตั้งแต่ลำดับ 40 กว่าตอนนี้มาอยู่ลำดับ 7 แล้วแต่ต่อไปจะอยู่เบอร์ 1 แน่ และก็จะเป็นพรรคเล็กๆ แต่แน่นเป็นปึกแผ่นทำงานจริง อย่างที่คุณเห็นว่าไม่แตกแยก เสถียร ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นสัจจะคงทนต่อการพิสูจน์ เราก็จะให้ความรู้ความจริงต่อมวลประชาชนไป 1 . โลกต้องการคนชนิดนี้ไหม อย่างคุณภาพที่เราว่า แม้ไม่ดีเด่นอะไรก็ต้องการใช่ไหม แน่นอนไม่ล้มง่ายๆหรอก โลกทุกวันนี้มีปัญญารู้กัน ประชาธิปไตยนี้จะสากลทั่วโลกต้องการแบบนี้ จะยั่งยืน ขอให้เราเป็นจริงได้จริง ก็ไม่เห็นว่าตราบใดที่อาตมาทำเนื้อแท้ได้ แม้ชื่อระบอบจะเปลี่ยนเป็นอะไรก็ตาม บุญนิยมนี้จะอยู่ได้หรือสมมุติว่าเป็นเผด็จการเลย หรือเป็นป ระธานาธิบดี หรือสมบูรณายาสิทธิราช อโศกจะอยู่ได้ถาวรยั่งยืน เพราะไม่เป็นภัยต่อใคร บุญนิยมไม่เป็นภัยต่อทุนนิยม มันคนละตระกูล แต่ไม่ค้านแย้งกัน สอดคล้องกันช่วยกัน เราช่วยเขาจะอยู่ได้ยั่งยืน อย่างไปชุมนุมเราไม่ได้ทำร้ายใครเลย ไม่ได้ไปแย่งอำนาจด้วย แต่เราไประงับสิ่งที่เขาต้องการ แล้วความต้องการของเขา เราเห็นว่าเป็นเรื่องผิด ไม่เคยพอ คนมีปัญญาจะรู้ว่าเราทำสิ่งถูก เขาก็ทำร้ายเรายาก เขามีguilty อยู่นะ สิ่งนี้ลึกซึ้ง เช่นที่อาตมาพูด อาตมาไปชุมนุม แล้วเกิดเหตุการณ์สองครั้งที่ เอาความสงบ สยบความเคลื่อนไหว เอาความสงบ สยบความรุนแรง เราไปทำ ไม่ได้ต้องการโลกธรรมหรืออำนาจโลกๆ แล้วตอนนี้เขาแตกแยกกัน พ ันธมิตร อยู่มัฆวาน ส่วนเราอยู่ชไมยมรุเชษฎ์ เหมือนคนละส่วน พันธมิตร ก็มีพฤติกรรม พันธมิตร ของเราก็มีมวลที่แน่นอน แล้วเขาก็จะเอาความรุนแรงมาปราบปรามโดยผู้การแต้ม เอาพลตำรวจมาพร้อมอาวุธ พอตีสองก็มา อาตมาก็พากันลงนั่ง สมณะ ส ิกขมาต นั่งอยู่หน้าเลย นั่งสงบ ประนมมือ ตำรวจก็มาพรึ่บเป็นแผงเลย เขาคงวางแผนไว้หมด ว่าจะจัดการอย่างไร เราก็มีแต่นั่งสมาธิ สวดมนต์ เสร็จแล้วปรากฏว่าคณะจะมาปราบเรา พอฟ้าสางหน่อย เขาก็ควักห่อข้าวออกมากิน กินเสร็จก็เดินทางกลับไป นี่คือครั้งแรกที่อาตมาถือว่า เอาความสงบ สยบความรุนแรง เขามีกำลังทำลายแต่ไม่ได้ทำ แล้วเขาไม่ได้มากวาดล้าง พันธมิตร แต่มากวาดล้างเรา แต่มาแพ้ความสงบ แต่ถ้าไปทาง พันธมิตร รับรองว่าได้ลุยแน่ ครั้งที่ 2 วันที่ 18 ก.พ. 2557 ที่ผ่านฟ้า อาตมาเห็นเขายิงกัน อาตมาก็อยู่บนเวที อาตมาก็ไปพูดให้เขาสงบ ไม่โต้ตอบ เอาความสงบ จริงใจ เขามุ่งมั่นว่าต้องปราบให้เรียบร้อย เหตุการณ์ร้ายแรงมาก ต้องการจัดการเด็ดขาดเลย จะทำลาย ยิงตูมตามๆ ยิงจริง แต่พวกเราไม่ได้ทำร้ายเขา พวกเรามีแต่นั่งประนมมือ เป็นครั้งที่สองที่ความสงบ สยบความรุนแรงได้ สิ่งเหล่านี้อาตมาจะพาทำ ก็จะอยู่ไปจนอายุ 151 เพื่อยืนยันว่า คนเราต้องเอาความดีชนะความชั่ว หากเอาความชั่วไปชนะความชั่ว ก็เลยชั่วซับซ้อนไปเรื่อยๆ ลึกๆ สร้างอำนาจให้แก่ตนเองทั้งนั้น ส ิ่ งเหล่านี้อาตมาไม่อยากให้มนุษย์เกิดอย่างนี้ อาตมาก่อนจะตายก็ต้องทำเต็มที่จะเรียกว่าการเมือง ธรรมะหรือสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์หรือศาสตร์ไหนๆ คำตอบเดียวคือ เพื่อมวลมนุษยชาติ จบ
_ หนึ่งฟ้า … อยากถามว่าอ.พรรณชฎา เป็นชาวพุทธไหม
_ อ.พรรณชฎา … เป็นชาวพุทธ ก็เคยเรียนเรื่องศาสนาตอนเป็นเด็กบ้าง แต่ไปอยู่เมืองนอกตั้งแต่เด็ก ครอบครัวไม่ได้เคร่งศาสนา
_ หนึ่งฟ้า... ดิฉันก็มาฟังธรรมพ่อท่านดูเหมือนจะรู้เรื่อง แต่ก็ไม่รู้เรื่องอะไรมาก เดินทางมา 30 กว่าปีแล้วก็กว่าจะมาเข้าใจว่า แม้จะทุกศาสตร์ในโลก เป็นชุดความรู้ของการกำหนดนิยามของภาษาในการอยู่ร่วมกับสังคม ทำไมเราฟังธรรมแต่ไม่รู้เรื่อง ก็เพิ่งรู้แล้วปลดล็อคตัวเองว่า ความเข้าใจทิฏฐิที่แตกต่างกันสิ้นเชิง ว่าชาวพุทธมีสัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิคือมุ่งลดละกิเลส แต่มิจฉาทิฏฐิมุ่งเพิ่มกิเลสก็คนละทางกันเลย แล้วก็ความเข้าใจเรื่องนิยาม คำว่า อาการ ของกิเลสแล้วก็การลดละกิเลส .... _ อ.พรรณชฎา … ได้อ่านหนังสือที่พี่หนึ่งฟ้าให้มาก็เลยทำให้เข้าใจส ิ่ งที่พ่อครูพูด ถ้าไม่ได้อ่านก็คงไม่เข้าใจแน่ ก็ต้องรอตอนเขียนเสร็จแล้วก็ให้พ่อครูตรวจ เพื่อเผยแพร่ต่อไป
_ หนึ่งฟ้าว่า... กว่าดิฉันจะเดินทางมาถึงตอนนี้ก็ใช้เวลามาก กว่า 30 ปี ก็เลยเห็นใจคนที่กำลังจะแสวงหา เราก็อยากช่วยคนอื่น ที่พูดมานี่คืออยากจะบอกว่า เรียนมามากทำไมฟังพ่อครูไม่รู้เรื่อง จนกว่าปลดล็อคได้ว่า ทิฏฐินั้นสัมมาหรือมิจฉาฯกันแน่ ถ้าไม่เข้าใจก็เดินทางต่อไม่ได้ เช่น คำว่ากาย เกิดตอนที่เรากระทบสัมผัส แล้วเกิดความรู้สึก เกิดกายแล้วเราอ่านอาการได้อย่างไร ..
_ อ.พรรณชฎา … ทุกอย่างหากจะลงมือศึกษาต้องรู้เบื้องหลังมาก่อน ไม่อย่างนั้นจะยากมาก ดิฉันอยู่ต่างประเทศมานาน พอมาเมืองไทยก็เห็นเลยว่าหลายอย่างมันคนละแนวคิด ต้องรู้ background ก่อนถึงจะได้เข้าใจเพิ่มขึ้น ดูในหลายเว็บไซด์ก็พบว่าข้อมูลไม่เหมือนกัน ก็เลยต้องไปหากกต. และติดต่อโดยตรงเลย
_ หนึ่งฟ้า … เรื่องมิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิเป็นเรื่องใหญ่มาก การกำหนดความหมายบัญญัติต่างกัน ทางธรรมมุ่งอ่านกิเลส ลดกิเลสตน แต่ทางโลกไม่สนใจ ก็ให้เห็นว่านักวิชาการโลกตกอยู่ในห้วงเหวลึกของอวิชชาเลย อ.พรรณชฎาก็เป็นความหวังว่าจะได้เชื่อมต่อองค์ความรู้กับทางโลกได้ไหม แล้วจะเอาองค์ความรู้ทางศาสนาไปใช้ได้ไหม น่าสนใจจะปฏิบัติไหม
_ อ.พรรณชฎา … ก็ถ้าเท่าที่พ่อครูอธิบายก็พอจะเชื่อมต่อ และก็น่าสนใจจะปฏิบัติ
พ่อครูว่า … เป็นอันว่า ได้รู้ได
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive