580215_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พลวัตรของอธิปไตย ๓ ของไทย.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข7 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580215 วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พลวัตรของอธิปไตย 3 ของไทย

สฟ.ว่า...เมื่อวานนี้พ่อครูเทศน์เรื่องความรัก 10 มิติที่ สีมาอโศก วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ บวรราชธานีอโศก พ่อครูจะได้มานำเสนอประเด็นว่าเมืองไทยควรไปสู่ทิศทางไหนที่จะได้เป็นประเทศที่มีอธิปไตยของตนเองได้อย่างแท้จริง พ่อครูว่า..วันนี้อาตมาตั้งใจมาอธิบายเรื่องอธิปไตยหรืออำนาจ คำว่า อำนาจ หมายถึง แรง พลัง ทั้งของสสาร และ วิญญาณ มีพลัง มีแรงทั้งนั้น ในสสารต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ศึกษามาก เพราะศึกษาง่าย จับต้องได้มีตัวตน ดิน น้ำ ไฟ ลม ประกอบด้วย ก็เลยมีความรู้เรื่องนี้พอสมควร ส่วนพลังทางนามธรรม ที่เป็นพลังระดับ พีชะนิยาม ก็เป็นพลังงานแล้ว เป็นพลังงานที่ปรับตัวขึ้นมาเป็นชีวะ ส่วนพลังงานที่ไม่มีชีวะก็คือพลังงานอุตุ มากมาย ก็เอามาใช้ได้ แต่ไม่อยู่ในสภาพชีวะ ระดับชีวะนั้นมีความยึดตัวตน เช่น พีชะก็มีความยึดตัวตน ปรุงแต่งให้มีความเป็นตัวเองได้ อย่างเช่นลูกยางหรือสตาร์แอปเปิ้ล มันก็รู้ว่าจะเอาธาตุอะไรมาใส่ตนเอง มีสัญญากำหนดรู้ กำหนดแม่นด้วยไม่ค่อยแปรปรวน ก็จะมี DNA หรือ Chromosome ของมัน ตระกูลมัน มันไม่มีความรู้สึก แต่ระดับ จิตนิยามนี่มีเวทนา ก็จะฉลาดได้ง่าย และโง่ได้ง่ายด้วย แต่ระดับพีชะนี่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงได้มากเหมือนจิตนิยาม พืชมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ยังไม่เรียกอัตตา มันอยู่ที่ไหนก็อยู่ตรงนั้น เคลื่อนไปที่ไหนไม่ค่อยเก่งเหมือนระดับจิตวิญญาณ ระดับจิตจะเคลื่อนได้เก่ง ระดับสัตว์เล็กๆ น้อยๆ ก็เคลื่อนได้ช้า จิตระดับสูงขึ้นมาก็เคลื่อนที่ได้เร็ว แล้วจิตนิยามจะรู้เรื่องกรรม เรื่องธรรมะ ส่วนพีชะไม่ได้มีกรรมครอง ระดับจิตวิญญาณจะต่างจากพีชะ ตรงที่พีชะไม่มีเวทนา ไม่มีสุขทุกข์ ชอบหรือชัง ก็ยังไม่ถึงขั้น จิตนิยามระด

อ่านต่อ

ับสูงจะรู้เรื่องกรรม แต่สัตว์เดรัจฉานไม่รู้จักกรรม เขาก็รู้ว่านี่ชอบ นี่ไม่ชอบ ผลัก ดูด เท่านี้ ก็รู้ได้เท่านี้ จนมาเป็นมนุษย์ พอเป็นมนุษย์นี่วิจิตรพิสดารหลากหลายกว่าสัตว์มากมาย แล้วมีสองนัย เป็นมนุษย์แต่ไม่เชื่อกรรมวิบาก ที่เป็นพลังงานติดยึด รักผูกพันได้แรง พยาบาทได้แรงเช่น ดัน มีดูดกับผลัก รักก็ดูดชังก็ผลัก สัตว์เดรัจฉานก็มีพยาบาทบ้างแล้ว รักก็มีแล้ว แต่มาเป็นคนจะแรง มันพยาบาท รัก ข้ามชาติ พลังงานเหล่านี้ติดยึดไปข้ามชาติ สัตว์เดรัจฉานมันทำแล้วเป็นกรรม แต่มันไม่รู้กรรม เป็น อเวไนยสัตว์ แม้เป็นคนแล้วก็ยังไม่เชื่อกรรมวิบาก แม้จะฉลาดโลกีย์มากแต่ไม่เชื่อกรรมวิบาก นี่คือฉลาดโลกียะแต่ไม่ฉลาดโลกุตระ ระดับคนฉลาดมากในโลกีย์โลภ ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ สะสมเป็นพลังงานยึดติด สั่งสมไว้ ฉลาดแต่โง่ไม่รู้จักรายละเอียดพวกนี้ คนพวกนี้เป็นภัยต่อโลกมาก สายไม่รู้จักเรียนรู้จิตวิญญาณเลยคืออารยะ ทำลายได้มาก เขาไม่รู้ว่าทำเลวร้ายแล้วซ้อนจะกลับมาทำร้ายตนเอง เขาไม่รู้เรื่องหรอก พวกอารยะประเทศ สายโลกาธิปไตย เขาไม่รู้โลก แต่โลภในโลก จึงเป็นโลกาธิปไตยเต็มๆ รู้เรื่องจิตอย่างผิดเผิน ไม่มีจิตวิเคราะห์ psychoanalysis เป็นแต่ตรรกะ แต่หยั่งเข้าถึงเนื้อแท้ของจิต ไม่เข้าถึง genesis analysis เขาสามารถได้แต่ความหมายข้างนอก คือ moral คุณธรรม คือวัฒนธรรม moral doing แต่ไม่ลึกถึงจิตในจิตที่เรียกแยก spirit หรือ soul แต่ถ้าในระดับ mental คือจิตที่เขาสามารถยึดแต่เขาไม่มี analysis วิเคราะห์ไม่ออก นักวิทยาศาสตร์ทางจิตจะไม่เข้าถึง พระพุทธเจ้าศึกษาจิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้ถึง genesis ถึง ระดับถึงที่เกิด เรื่อง จิต วิญญาณ มโน เป็นตัว ต้น กลาง ปลาย วิญญาณคือตัวต้น เรียกรวมเลย แล้วต้องเป็นปัจจุบัน มีตากระทบรูป หู กระทบเสียง มีดินน้ำไฟลม มีปสาทรูป โคจรรูป แล้วเรียนรู้สภาวะนั้นอ่านออกเรียนรู้ได้ เป็นนามธรรมแท้ๆ เมื่อปสาทรูปทำงาน โคจรรูปทำงานมีประสาททำงานมีวิญญาณเกิด เราก็เรียนรู้สิ่งที่ตามเข้ามาอยู่ในใจ สัมผัสแรกเรียกว่าวิญญาณ เรียนเข้าไปในจิตก็แตกจิตเป็น หลายอย่าง เจตสิกอีก 52 เป็นต้น ก่อนจะเป็นจิตในจิต ก็เกิดวิญญาณ แล้วมีเวทนา มีผลัก-ดูด ตามสัญชาติญาณก็เผลอว่าเป็นสุข แต่ทุกข์นั้นจริง มันมีเหตุให้ศึกษาได้ลึกเข้าไปในจิต ก็แตกเป็นจิต 89 ,จิต 121 ดวงอีก ก็มีแต่จิต เจตสิกที่วุ่นวายในนี้ ถ้าได้เรียนรู้จิตเจตสิก ที่ท่านได้รวบรวมเป็นจิต 89 ,จิต 121 ดวงเป็นดวงหรือไม่เป็นดวงเป็นลักษณะ แล้วแยกเป็นเจตสิก คืออาการของจิตอีกทีหนึ่ง เมื่อเรียนรู้เข้าไปงวดเข้าไปเรียนรู้ฆ่าจิตที่เป็นอกุศล ลึกเข้าไปในจิตจนเหลือท้ายสุดเป็นมโน เป็นตัวลึกสุด ญาณปัญญาเราจะเรียนรู้ได้ การทำใจในใจของพุทธ คือต้องล้างเหตุที่เห็นแก่ตัวได้ คือ selfishness doing ความเห็นแก่ตัวเป็นนามธรรม ท่านก็เรียนรู้ เห็นของจริง ทำกับลักษณะที่เห็นแก่ตัวนี้ออกไป เราจะรู้ว่าความเห็นแก่ตัวที่เราจะล้างออกก่อนได้คืออะไร แล้วค่อยล้างตัวหยาบก่อนตัวต้นก่อน เมื่อล้างได้เราก็จะล้างตัวที่เหลืออีก ล้างจนเหลือตัวพิษน้อยๆ จนเหลือแต่พิษน้อยมากเป็นพิษเฉพาะตนเอง ท่านก็ล้างอีก เพราะท่านรู้ว่ามันเป็นพิษภัยอีก ท่านก็ต้องรู้ว่ามันเป็นพิษภัยต่อตนเอง ท่านไม่โง่ที่จะเลี้ยงไว้ แม้จะเป็นความเห็นแก่ตัวที่เป็นพิษภัยต่อตนเอง ก็ล้างหมดก็เป็นอรหันต์ มาอ่านคอลัมน์ในไทยโพสต์ วันนี้มาอ่านให้ฟัง คอลัมน์: ฅนปนข่าว: ขึ้นศาลฎีกาฯ อีกคน http://www.ryt9.com/s/tpd/2092313 นอกจาก "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ที่อัยการสูงสุด (อสส.) สั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว เครือญาติตระกูลชินวัตรและเป็นอดีตนายกฯ เหมือนกันอย่าง "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" กำลังจะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันหลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สั่งฟ้องพร้อมกับ "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ต่อศาลฎีกาฯ กรณีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธ มิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 400 ราย อาตมาขอวิจัยหน่อยว่า...พล.อ.ชวลิต นั้น ที่จริงเคยเป็นนายกฯ แล้ว ไม่สมควรจะไปเป็นรองนายกฯ อีก แต่เพราะติดในลาภ ยศ สรรเสริญ จึงกลับมาเป็น แต่ถ้าจะบอกว่าเพื่อทำงานก็ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง ก็เป็นที่ปรึกษาก็ได้ นี่อาตมา หยิบมาขยายความเพิ่ม แล้วก็แพ้ภัยตนโดนฟ้องติดร่างแหไปอีก... ล่าสุด "ธนฤกษ์ นิติเศรณี" ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าของสำนวน และผู้พิพากษาองค์คณะ รวม 9 คน มีคำสั่งประทับรับฟ้อง และมีคำสั่งนัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลยทั้งสี่ ในวันที่ 11 พ.ค.นี้ เวลา 09.30 น.แล้ว คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ หน้ารัฐสภาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ซึ่งเป็นวันที่ "สมชาย" ต้องนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนบริหารประเทศ แต่มีเพียง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่เข้ารับฟังเท่านั้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีมาตรการคว่ำบาตรไม่ร่วมประชุม ปรากฏว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้เข้าปิดล้อมรัฐสภาไว้จนไม่สามารถเดินทางออกมาได้ ยกเว้นเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน ทำให้นายสมชายพร้อมบุตรสาวต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์ตำรวจหนีออกมา และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊ส น้ำตายิงใส่ผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ต่อมา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เข้ายื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้ไต่สวนกรณีดังกล่าว และในเดือน ก.ย. ปี 2552 ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดอาญาแก่นายสมชาย และ พล.อ.ชวลิต ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และชี้มูลความผิดอาญาและวินัยกับ พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.อ.สุชาติ ก่อนจะส่งให้ อสส.สั่งฟ้อง แต่ อสส.เห็นว่ามีข้อไม่สมบูรณ์ จึงตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.กับ อสส.ขึ้นมาพิจารณา กระทั่งกลางปี 2557 อสส.มีความเห็นไม่สั่งฟ้อง ทำให้ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการฟ้องเองเมื่อต้นปี 2558 สำหรับ "สมชาย" เป็นอดีตนายกฯ คนที่ 26 ของประเทศไทย แต่ไม่เคยมีโอกาสได้เข้าทำงานในตึกไทยคู่ฟ้าเลยสักครั้ง เพราะถูกกลุ่มพันธมิตรฯ ปิดล็อกทำเนียบฯ เอาไว้ โดยเป็นสามีของ "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ. คอลัมน์ ถูกทุกข้อ ของ อั ตถ์ อัตนัย ….มีคุณสิริวรรณ เขียนมาว่า...มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก นอกจากแค่อำนาจในประเทศนะ แต่นี่ในโลกเลย อยู่ข้างหลังอสูรหน้าด้าน และขี้ข้า ในฐานะของการเป็นหนึ่งในมวลมหาประชาชน ที่ไม่ได้หนีหายไปไหน ทุกคนจ้องให้กำลังใจในการดำเนินการของรัฐบาล เพราะเป็นความหวังของประเทศ อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ย่อมมีคนเสียประโยชน์และคนที่เสียประโยชน์คือคนที่อยู่ในกลุ่มอสูรหน้าด้าน ซึ่งได้เปิดเผยชัดเจน ซึ่งก็คือต้นตำรับความหน้าด้าน ความละเมิดสิทธิมนุษยชน ฯลฯ งานนี้เราได้เห็นสื่อมวลชนใหญ่ นักวิชาการใหญ่ เปิดหน้าออกมาชัดเจนว่า พวกเขารับใช้ทุนสามานย์ อาจเป็นถึงสายลับ นับว่าเป็นความน่าละอายของแวดวงวิชาการสื่อมวลชน ที่รับอามิสป่วนประเทศ ถึงชักศึกเข้าบ้าง ดิฉันคิดว่าดีที่พญาอินทรีย์ส่งเจ้าหน้าที่การทูตมาดุ วีน ประเทศไทย เป็นหลักฐานว่า อสูรหน้าด้านและขี้ข้า นำประเทศไทยไปเร่ขาย พอเกิดเหตุการณ์ไม่ได้ดังหวัง พญาอินทรีย์จึงต้องแสดงอำนาจ ในเวลา 204 วันของมวลมหาประชาชน พลังอำนาจของพวกเราทำไมบรรลุผลยาก เพราะว่ามีเหตุต่างๆ ดึงกันอยู่ ก็เพราะพวกเราไม่ได้ต่อสู้กับอสูรหน้าด้านและขี้ข้าเท่านั้น แต่พวกเราเผชิญหน้ากับอสูรหน้าด้านระดับหนึ่งของโลกหลังไอแม้ว ดังนั้นสื่อขี้ข้า จึงให้ร้ายมวลม หาประชาชนมาโดยตลอด การที่เขาโกหก จนเชื่อในสิ่งที่เขาโกหก ทำให้เขาประเมินผิดพลาด พลังของมวลมหาประชาชนมีมหาศาล ทำให้เรารอดพ้นอุ้งมือซาตาน ประเทศอื่นจึงชื่นชมประเทศไทยที่กำลังก้าวออกจากอุ้งมือพญาอินทรีย์ได้อย่างสง่างาม ทำเอาสายลับและนักวิชาการใหญ่ที่เขาจ้างไว้ สื่อมวลชนใหญ่จึงรายงานผิด งานนี้คงโดน ??? เพราะหน้าตาเครียดไม่กร่างเหมือนตอนอสูรครองเมือง เกมหมากล้อมของมหาอำนาจโลกคือต้องการเป็นเจ้ามือใหญ่ เขาเปิดศึกหลายด้านทั่วโลก สำหรับประเทศไทย จากการแสดงออกอย่างไร้สามัญสำนึกของนักการเมือง ทูตของมหาอำนาจบอกว่าไทยต้องดำเนินการสร้างสรรประชาธิปไตยให้ได้เหมือนบรรพบุรุษ ให้เป็นแผ่นดินทอง สำหรับพญาอินทรีย์ที่ตอนนี้ปีกหัก ถังแตก แถมยังตาเป็นต้อหิน(ใกล้บอด) อีก คงดำเนินงานแบบมีสูตร แถมยังรู้ว่าสูตรนี้ใช้มา 70 ปีแล้ว ตัวแปรในสมการเปลี่ยน พลวัตรของโลกเปลี่ยนไปขนาด 360 องศา พญาอินทรีย์ปฏิบัติในท่าทีเดิม แต่ทำไมทุกประเทศเกลียดและกลัวแถมยังไปถือหางจีนอีก สงสัยโดยเซลล์แมนโกหกอีก ขอบอกว่า กราฟชีวิตของอสูร คงเป็นระฆังคว่ำ ลายเซ็นเตี้ยมีแหลมสองครั้งแล้วตวัดราบเตี้ย ทายได้ว่า เขากำลังเข้าสู่โหมดเตี้ยต่ำติดดินแล้ว ด้วยอัตราเร่ง หมดเวลาของเขาแล้ว อีกไม่นานก็คงล้มละลาย ถ้าท่านพญาอินทรีย์กลับท่าที คบกันอย่างมิตร เอาไว้คอยช่วยเหลือกัน คนไทยใจดี ยังไงก็ช่วยเหลือกันได้ เพราะยังไงคนไทยก็ยังชอบดูหนังฮอลลีวู้ด คุณอัตถ์ ตอบว่า อเมริกาก็ยังเป็นมาเฟียเสมอ ล่าสุดจะเอากองกำลัง อาวุธไปสู่ตะวันออกกลาง ผมว่าอเมริกาจะเป็นผู้จุดสงครามโลกครั้งที่ 3 เป็นสงคราม ครูเสด มาอ่านอีกคอลัมน์ ท่านขุนน้อย ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่ หัวข้อ ประชาธิปไตยในยุคใกล้สงครามโลก http://www.thaipost.net/news/130215/102955 ริ่มต้นขึ้นแล้ว...การพบปะเจรจามาราธอนของผู้นำ 4 ฝ่าย ที่เรียกกันว่า Normandy Four อันประกอบไปด้วยคุณพี่ วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย คุณน้า ฟรังซัวส์ โอลลองด์ ผู้นำฝรั่งเศส คุณป้า อังเกลา แมร์เคิล ผู้นำเยอรมนี และคุณน้อง เปโตร โปโรเชนโก ผู้นำยูเครน ณ เมืองมินสก์ ประเทศเบลารุส ช่วงวันพุธที่ผ่านมานี้

ผลของการเจรจาครั้งนี้จะมีข้อสรุป ข้อยุติ ออกมาในแบบไหน ประการใด จะออกไปในแนว สงคราม หรือ สันติภาพ มาถึงบัดนี้ คงได้แต่นั่งล้างหู เอียงหู รอฟังกันไปเรื่อยๆ แต่โดยสีสัน บรรยากาศ ทั้งก่อนหน้าการเจรจา หรือระหว่างการเจรจา คงปฏิเสธไม่ได้ว่า...ดูๆ จะหนักไปทาง มัน...เอา...เราแน่ หรือถ้าจะมีโอกาสไหลไปในทางสันติภาพขึ้นมามั่ง ก็อาจเป็นสันติภาพในแบบ การพักรบชั่วคราว เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามที่มีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น...

เรียกว่า...ตั้งแต่ก่อนหน้าตั้งโต๊ะเจรจากันแค่ไม่กี่ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาลยูเครนผู้นิยมตะวันตกกับฝ่ายกบฏยูเครนผู้นิยมรัสเซีย ต่างควักอาวุธออกมายิงกันสนั่นหวั่นไหว ตายไปรวดเดียวกว่าครึ่งร้อย ดังที่หน้าต่างประเทศไทยโพสต์ ได้เอามารายงานไว้เมื่อวันวาน จนทำให้คุณน้อง โปโรเชนโก ออกอาการควันหูออก ถึงกับคิดจะประกาศกฎอัยการศึกเลียนแบบ คุณลุงบิ๊กตู่ของหมู่เฮา แถมยังประกาศว่าจะหอบเศษชิ้นส่วนจรวด BM-30 ที่ฝ่ายกบฏยิงใส่ใจกลางเมือง Kramatorsk ในแคว้น Donetsk ไปกองให้เห็นๆ กันในโต๊ะประชุม เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าอาวุธเช่นนี้ฝ่ายกบฏย่อมไม่มีปัญญาที่จะหามาใช้ได้โดยเด็ดขาด ถ้าหากรัฐบาลรัสเซียไม่ให้การสนับสนุน

หรือพูดง่ายๆ ว่า...เพื่อให้เกิด ความชอบธรรม ในการรองรับ การติดอาวุธร้ายแรง ของสหรัฐให้กับกองทัพยูเครน ตามแนวทางของรัฐบาล โอมาบ้า และบรรดานักการเมืองอเมริกันไม่ว่าจะเป็นพรรครีพับลิกันหรือดีโมแครต ที่ต่างก็กำลังออกอาการ บ้า ไปด้วยกันทั้งนั้น และนั่นน่าจะทำให้ความพยายามที่จะหาทางออกด้วยการเจรจา ไม่ใช่ด้วยการเพิ่มอาวุธเพื่อเอาไว้สู้กับอาวุธ หรือการหาข้อยุติด้วยกรรมวิธีทางทหาร ที่คุณน้า ฟรังซัวส์ โอลลองด์ และคุณป้า อังเกลา แมร์เคิล เคยนำเสนอเอาไว้ก่อนหน้านี้ อาจต้องออกไปทางแห้วกระป๋อง หรือไม่ก็ต้องหาสากกะเบือมาอมเอาไว้คนละด้าม สองด้าม...

คือคงต้องยอมรับว่า...บรรยากาศความเคลื่อนไหวทางทหาร ก่อนหน้าที่ บรรดานอร์มังดีโฟร์ทั้งหลายจะร่วมนั่งโต๊ะเจรจาระหว่างกันและกันนั้น เป็นอะไรที่มาแรง แซงโค้ง เอามากๆ นอกเหนือไปจากการเคลื่อนเรือรบต้านขีปนาวุธและปราบเรือดำน้ำ USS Cole ของกองทัพสหรัฐเข้าไปในภูมิภาคทะเลดำเมื่อวันสองวันที่ผ่านมา ล่าสุด...กองทัพสหรัฐยังส่งเครื่องบินขับไล่ต่อต้านรถถังและยานเกราะ A-10 Thunderbolt 2 จำนวน 12 ลำ พร้อมนักบินอีก 300 นาย เข้าประจำการยังน่านฟ้ายุโรปตะวันออก แบบกระเหี้ยนกระหือรือเอามากๆ หรือแบบเป็นไปตามหลักคิดที่อดีตทูตอเมริกาประจำรัสเซีย นาย ไมเคิล แม็กฟอล ได้ออกมาแสดงความเชื่อส่วนตัวเอาไว้นั่นแหละว่า... “ความเคลื่อนไหวทางทหารในยูเครนของฝ่ายกบฏที่มีรัสเซียสนับสนุนนั้น มีแต่จะต้องถูกยกระดับยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ว่าอเมริกาจะส่งหรือไม่ส่งอาวุธร้ายแรงให้กับรัฐบาลยูเครนก็ตาม...”

ในเมื่อบรรดานักการเมืองในสหรัฐ หรือผู้นำสหรัฐ อยากจะเชื่อ หรือพยายามเกลี้ยกล่อมตัวเองให้เชื่อ ไปตามหลักคิดเช่นนี้ โดยไม่ได้คิดจะพลิกประวัติศาสตร์ความเป็นมาทางวัฒนธรรม เชื้อชาติ ภาษา ไปจนถึงอาณาเขตดินแดนที่มีความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งระหว่างยูเครนและรัสเซีย มาใช้เป็นองค์ประกอบเอาเลยแม้แต่น้อย โอกาสที่จะหาข้อสรุป ข้อยุติ เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน ถาวร ในยูเครนนั้น ย่อมยากซ์ซ์ซ์ที่จะเป็นไปได้ง่ายๆ ความเคลื่อนไหวทางการทหารของสหรัฐเพื่อสนับสนุนรัฐบาลยูเครนยิ่งเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ย่อมทำให้ความเคลื่อนไหวทางการทหารของรัสเซียเพื่อปกป้อง คุ้มครอง ฝ่ายกบฏยูเครน ยิ่งต้องเพิ่มขึ้นไปเท่านั้น เรือดำน้ำชั้น First Varshavyanka-class ของรัสเซียจึงถูกส่งเข้าไปในภูมิภาคทะเลดำมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และล่าสุด...การฝึกรบด้วยกระสุนจริงของกองทัพเรือรัสเซียในทะเลดำ ก็ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ณ ภูมิภาค Crimea mountainous ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งน่าหวาดเสียว น่าไข่หด ตดหาย หนักขึ้นไปใหญ่...

เอาเป็นว่า...สุดท้ายมันจะออกไปทางยิง-ไม่ยิง บุก-ไม่บุก ไม่บุก-ก็อย่าบุก ฯลฯ หรือไม่ ประการใด ก็แล้วแต่ โอกาสที่สันติภาพในแบบยั่งยืนและถาวร จะปรากฏขึ้นมาในภูมิภาคนี้ มันคงไม่ถึงกับง่ายซักเท่าไหร่นัก หรือพูดง่ายๆ ว่า...ตราบใดที่คุณพ่ออเมริกา ท่านยังไม่เลิกคิดที่จะดำรงตนเป็น ประมุขโลก ต้องการควบคุมโลกทั้งโลกให้ตกอยู่ภายใต้สภาพโลกที่มีมหาอำนาจเพียงขั้วเดียว บรรดาชาวบ้าน ชาวช่อง หรือประเทศต่างๆ ทั้งหลายที่ต้องการให้โลกทั้งโลกสามารถอยู่ร่วมกันโดยสันติ ภายใต้สภาพโลกที่มี หลายขั้วอำนาจ ย่อมไม่มีโอกาสที่จะอยู่กันแบบเบิร์ดๆ สบายๆ ได้โดยเด็ดขาด บรรดาสันติภาพในโลกใบนี้ ย่อมต้องเป็นไปในแบบที่ ท่านพุทธทาสภิกขุ เคยให้คำนิยามเอาไว้นั่นแหละว่า สันติภาพขณะเตรียมการรบใหญ่ หรือ สันติภาพในแบบที่ยิ่งยาวนานออกไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะมีการรบใหญ่ติดตามมาในภายหลังหนักขึ้นเท่านั้น...

การเตรียมตัวรับมือกับสันติภาพในลักษณะเช่นนี้ จึงหนีไม่พ้นที่จะต้องหันมายึด แนวทางแห่งธรรม เอาไว้ให้มากๆ เข้าไว้ ยิ่งประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาทั้งหลาย การก้าวเดินไปตามแนวทางแห่ง ทศพิธราชธรรม ที่ถูกแสดงให้เห็นเป็นแบบอย่างโดยองค์พระมหากษัตริย์นั้น ยิ่งถือเป็น ความจำเป็น ที่มิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ คำว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั้น จึงมีความหมายลึกซึ้ง ยิ่งไปกว่าคำพูด คำจา ที่ถูกนำมาต่อท้ายเอาไว้เป็นสร้อยแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงประชาธิปไตยที่เป็นธรรม ที่มีคุณธรรม ศีลธรรม เป็นตัวกำกับเอาไว้อีกด้วย...อาตมาขอแถมว่า ต้องมีปรมัตถธรรมด้วยจึงพอ

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้จาก Burke (อีกครั้ง)... “What is liberty without wisdom and without virtue? It is the greatest of all possible evils.- เสรีภาพที่ปราศจากปัญญาและคุณธรรม จะต่างอะไรไปจากความชั่วที่ร้ายกาจที่สุด...”. พ่อครูว่า...เราก็จะได้รู้ทั้งแวดวงเมืองไทยและต่างชาติ เราก็ได้รู้ทั้งโลกและธรรม นี่เป็นเรื่องโลกธรรม ทั้งโลกทั้งอัตตา ก็เลยยิ่งเละ คนที่โง่ทั้งโลกและอัตตาเป็นเช่นนี้ ต้องมาดูบทความสุดท้ายนี้...คือโง่ทั้งโลกาธิปไตยและอัตตาธิปไตย... เปลว สีเงิน "ธรรมกายกับมหาเถรสมาคม" http://www.thaipost.net/news/130215/102969 12 กุมภาพันธ์ 2558 .................... "..........ตอนนี้วัดพระธรรมกายกำลังจะคืนเงินที่ได้รับบริจาคจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน กว่า 700 ล้านบาท หลังจำนนต่อหลักฐาน เนื่องจาก ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และพบว่ามีการออกเช็คให้บริษัท ยูเนี่ยนอินเตอร์ประกันภัย จำกัด จำนวน 4 ฉบับ รวมเป็นเงินเกือบ 400 ล้านบาท สั่งจ่ายวัดพระธรรมกายจำนวน 15 ฉบับ รวมเป็นเงิน 714 ล้านบาท และ............" อืมมมมม...! ผมอ่านข่าวที่ พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาฯ ปปง. แถลงผลตรวจสอบทรัพย์สิน "นายศุภชัย ศรีศุภอักษร" อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่ยักยอกเงินสหกรณ์ไปกว่า 12 , 402 ล้าน ด้วยความปลื้ม ปลื้ม "ธัมมชโย" ด้วย เมื่อถูกจับได้คาคอ เลยต้องขย้อนคายออก บอก ปปง....จะคืน 700 กว่าล้านนั้นให้นะจ๊ะ! คำว่า "คืน" แสดงถึงจงใจเอาของเขาไปแล้ว เมื่อถูกจับได้ ก็คืนของกลาง ลักษณะนี้ ทางกฎหมายบ้านเมืองกับกฎหมายสงฆ์คือพระวินัย "เหมือนกัน" ความผิดเกิดขึ้นแล้ว ถึงคืน "ทางกฎหมาย" ก็ติดคุก ทาง "พระวินัย" อาบัติขั้นปาราชิกแล้ว! เกิดจากท้องพ่อ-ท้องแม่ ไม่เคยเห็น "บุญเจ้าเล่ห์" อย่างนายศุภชัย นี่คือการยักยอกโดยสุจริตหรือไฉน ยักยอกได้มาแล้ว แบ่งปันถวายซาตานซุกศาสนาทีละร่วมพันล้าน? ต่อให้อมควายทั้งฝูงมาพูดก็ไม่เชื่อว่า.... นี่ไม่ใช่การ "รู้เห็นเป็นใจ" โกงได้มาเท่าไหร่ ก็ใช้คำว่า "บุญ" ฟอกเงินโจร เป็นเงินพระ-เงินวัด? เมื่ออ่านข่าวขบวนการซาตานนี้แล้วก็อดนึกย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2549 ไม่ได้...! ในสมัยทักษิณ "ศิษย์เอกธรรมกาย" เป็นนายกฯ ตอนนั้น ด้วยคดียักยอกเงินวัดและทรัพย์สินวัดเกือบพันล้าน ขาข้างหนึ่งของธัมมชโยเข้าไปอยู่ในตะรางแล้ว เหลือสืบพยานแค่ 2 ปาก ศาลก็จะตัดสิน อีกทั้ง "สมเด็จพระญาณสังวร" มีพระลิขิตเป็นฉบับที่ 3 ชี้โทษทางวินัยธัมมชโยไว้ชัดแจ้งแล้วว่า.............. “ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ ว่าในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่า ต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระ ปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา” นั่นคือ ทางพระวินัยอันเป็นกฎหมายสงฆ์ ธัมมชโยต้องโทษ "ปาราชิก" สิ้นสภาพความเป็นพระแล้ว ด้วยเอาทรัพย์ผู้อื่นเกิน 5 มาสก เท่ากับ 1 บาทขึ้นไป ดังนั้น ไม่ว่าศาลจะตัดสินแบบไหน หรือไม่ตัดสิน ในความเป็นพระสงฆ์ของ "ธัมมชโย" ถือว่าสิ้นสภาพแล้ว! ขณะนี้ ธัมมชโย ด้วยสถานภาพจริงทางพระพุทธศาสนา มีสถานะเป็นฆราวาส เป็น "นายไชยบูลย์ สิทธิผล"ไม่ใช่ "ธัมมชโย ภิกษุ" ดังปลอมแปลงเป็น สถานะขณะนี้ คือซาตาน ซ่อนตัวในคราบเสื้อคลุมเหลือง-หัวโล้น กัดเซาะ-ชอนไช "รากแก้ว-รากแก่น" พระพุทธศาสนา ด้วยบิดเบือนพระธรรมคำสั่งสอนพระพุทธองค์ และทั้งรูปแบบ เช่นดัดแปลงผ้ากาสาวพัสตร์เป็นเสื้อแขนกระบอกย้อมเหลือง สงสัยนุ่งชั้นในด้วยซ้ำ มีวัตรปฏิบัติวิปริตผิดสงฆ์ เบื้องหน้า-และเบื้องหลัง "ซ่อนเล่ห์" ลึกลับ ยากหยั่งถึง! เอานรก-สวรรค์หลอกขายแลกเงินชาวบ้าน พฤติกรรมเชื่อมขบวนการคาบเกี่ยวกฎหมาย เป็นวิธีการของซาตาน กัดกร่อนหวังเปลี่ยนแก่นธรรมแห่งพุทธะ ไปเป็นลัทธินิกายใหม่เฉพาะตน คล้ายเมื่อครั้งพระบรมศาสดาเจ้าปรินิพพานแล้ว ซาตานนอกศาสนา ก็แปลกปลอมเข้ามาอาสัยคราบพระในพุทธศาสนาหากินบ้าง บิดเบือนคำสอนพระพุทธองค์ไปเป็นของตนบ้าง กระทั่งโค่นทำลาย ยึดศาสนวัตถุ "วัด-ที่ดิน" แล้วแปลงให้เพี้ยน-พิเรนทร์เป็นลัทธิ-นิกายของตนได้ในที่สุด! แต่ ถึง ณ วันนี้...........! ที่นายไชยบูลย์ยังอาศัยผ้าเหลืองคลุมร่างว่าเป็นพระสงฆ์ เป็นธัมมชโย "ลวงโลก" อยู่ได้ นั่นเพราะด้วย "อภินิหารทักษิณ" เพราะสมัยนั้น ความเป็นนายกฯ ของทักษิณ มีอำนาจปานสยบฟ้า-สยบดิน ดังที่ทราบกันอยู่ ก็ขนาดทำให้อัยการในยุค "นายพชร ยุติธรรมดำรง" ซึ่งเป็นโจทก์ ต้องขอถอนฟ้องคดีธัมมชโยต่อศาลได้นั่นแหละ สืบพยานไปแล้ว 7 ปี เหลืออีก 2 ปาก ก็จะตัดสินวันนี้-วันพรุ่ง ถึงวันที่ 21 สิงหา 49 จู่ๆ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 5 ก็ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาล ".................ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กับพวกได้มอบทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งมีทั้งที่ดินและเงินจำนวน 959 , 300 , 000 บาท คืนให้แก่วัดพระธรรมกาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 กับพวก จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ครบถ้วนทุกประการแล้ว ............................ฯลฯ....................... อัยการสูงสุด (นายพชร ยุติธรรมดำรง) จึงมีคำสั่งให้ถอนคดีนี้ ดังนั้น โจทก์จึงขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ทุกข้อกล่าวหา ขอศาลโปรดอนุญาต.....ฯลฯ" จำเลยที่ 1 คือ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย หรือ นายไชยบูลย์ สิทธิผล เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และนายถาวร พรหมถาวร ลูกศิษย์คนสนิท จำเลยที่ 2 ครับ....รอยเกวียนย่อมทับรอยโค ฉันใด รอยตีนซาตานย่อมทับรอยตีนโจร ฉันนั้น 2 คดียักยอก มันบอกถึงรอยซ้ำรอย เอาบุญ-เอาสวรรค์ มาหลอกขาย...โยมจ๊ะ..โยมจ๋า หนึ่งเอ็ม-สองเอ็ม ตามภาษาของเขา เป็นการสะสมทุน ขยายแผนสู่เป้าหมาย ทั้งในและนอกประเทศ ฝ่ายซาตานเหลี่ยม มุ่งตีราชอาณาจักร หวังล้มสถาบัน เปลี่ยนระบอบเป็นแดงทั้งแผ่นดิน ฝ่ายซาตานเหลือง มุ่งตีพุทธจักร หวังล้มเถรวาทไทย ครอบงำ-ยึดวัดเปลี่ยนเป็นลัทธิแดงธรรมกายทั้งแผ่นดิน! ประเด็นที่สังคมตื่นรู้ ควรทำความเข้าใจให้ตรงจุด ในการบริหารทุกวันนี้ ประเทศไทยไม่ได้มี ครม.เดียว หากแต่มี 2 ครม. คือ ครม.รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ทำหน้า

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน