580814_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.28 MB
วันที่แก้ไข11 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580814_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราช เรื่อง ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 1 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...วันนี้อาตมาจะได้เอาหนังสือเล่มใหม่ที่เขียน มาอ่านให้พวกเราฟัง ทุ่นเวลาพวกเราด้วย ก่อนจะได้อ่านก็มี sms มาอ่านก่อน

_ 0893867xxx · ถ้าความเลื่อมใสอันบริบรูณ์เป็นธรรม 10 ประก าร ของภิกษุฯ พละ 5 ก็เป็นธรรมอันเป็นกำลังของฆราวาสใช่ไหม? พ่อครูว่า… แน่นอนใช ่ เพราะกำลังความควบแน่นของพลังธรรมะ มันเกิดจริงจากการเรียนรู้กรรม 3 ฝึกปฏิบัติสั่งสม มีของจริง กรรมเป็นอันทำ ใครเข้าใจซาบซึ้งจะไม่ประมาทว่า ผู้ที่ทำกรรมอะไรก็รู้สึกว่า นี่กรรมนะ เป็นอธรรมสั่งสมเป็นกรรมของตน เราต้องรับมรดกกรรมของตนนะ ไม่ระเหย ไม่ระเหิดนะ ตามเราไปจนปรินิพพานเลยนะ เราเองจะกั้นอกุศลกรรมที่ติดตามเราได้อย่างไร พระพุทธเจ้ามีวิธีครบสมบูรณ์ ผู้มีศีลบริบูรณ์จึงมีศรัทธาบริบูรณ์ แล้วถึงจะเป็นพหูสูตรบริบูรณ์ แล้วจะเป็นพระธัมมกถึกบริบูรณ์ แล้วก็เนื่องต่อไปอีกสามารถที่จะบรรยายกับหมู่กลุ่มสังคมได้ เผยแพร่ให้ผู้อื่นได้รับรู้เห็นจริงว่าเราทำมาก่อน สอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง จนแกล้วกล้าอาจหาญแสดงธรรมได้อย่างมีอนุโลมปฏิโลม มีสัปปุริสธรรม 7 กับหมู่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะทรงวินัยมากขึ้น จิตเราจะเป็นจิตที่มีความสงัดตลอดไป บริบูรณ์ ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 เชี่ยวชาญแคล่งคล่อง มีเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะไม่ได้ นั่นคือความศรัทธา 10 ประการ ก็ทำให้พละ 5 อย่าว่าแต่ของภิกษุเลย แม้ฆราวาสก็ได้ผลเหมือนภิกษุ เป็นแต่เพียงว่าผู้มาบวชมาอยู่ในหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ส่วนฆราวาสก็จะเจือปนกับคนทั่วไป มาบวชแล้วก็เหมือนมีทางบริสุทธิ์ดุจสังข์ขัด มีคนช่วย มีสัปปายะ 4 ถ้าจะว่าไปแล้วฆราวาสโจทย์เยอะกว่าภิกษุ

อ่านต่อ

ถ้าบรรลุธรรมจะแข็งแรงกว่าภิกษุด้วย

_ 0893867xxx · พละ 5 อันมีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาเป็นอินทรีย์ 5 คือธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของอุบาสก อุบาสิกา ใช่ไหม? พ่อครูว่า… ปัญญาเป็นยาดำที่แทรกอยู่ทั่ว และไม่ใช่แต่ของนักบวช ของฆราสก็เช่นกัน

_ 0893867xxx · ผู้น้อยสงสัยอีกแหละ!พระ สูตรทั้งหลายในพระตปฏ. จริงๆแล้วเป็นธรรมะสำหรับภิกษุฤาฆราวาสญาติโยม? พ่อครูว่า… ไม่ละเว้นว่าจะเป็นฆราวาสหรือญาติโยม ถ้าใส่ใจก็ศึกษาได้ เป็นของกลางเลย คัดมาทำให้ตรงกับภูมิของตน แล้วจะได้ดี

_ 0893867xxx · พระตปฏ.บางข้อบัญญัติ ไว้สำหรับภิกษุแต่เป็นธรรมะที่มีปย.ต่อฆราวาสญาติธรรม เอามาใช้ฝึกปฏิบัติ ธรรมจะเป็นอะไรไหม? พ่อครูว่า… มันก็จะเจริญ ดีไม่ดีเป็นอรหันต์ได้ แต่ต้องให้เหมาะสมกับฐานะของเรา จะฝึกสัปปุริสธรรมได้มากกว่าเป็นภิกษุด้วยซ้ำไป

_ 0893867xxx · ผู้น้อยกราบขออภัยที่มีโทษวิจิกิจฉา 5 อยู่เรื่อย

_ 0857308xxx · การปฏิบัติธรรม=ผัสสะ_เกิดเวทนา_ใช้สูตรต่างๆในการลดละ ตัดกิเลส_เกิดวิโมกข์ 8 วิมุติ_สมาธิ_นิพพาน พอจะถูกไหมคะ พ่อครูว่า… ถูกต้อง _ 0837277xxx · ขอกราบคารวะพระผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบทุกรูปทุกนาม

_ 0893867xxx · พระอรหันต์จี้กงแสร้งทำเป็นวณิพกขี้เมาลวงตาเวไนยสัตว์!มีแต่ผู้ปฏิบัติธรรมเท่านั้นที่รู้ว่าในขวดน้ำเต้าที่ท่านดื่มเป็นน้ำอมฤต ไม่ใช่ น้ำเมา! พ่อครูว่า… ต้องเข้าคบคุ้นกับท่าน ถ้าคนมีปัญญาจะรู้ว่าท่านเป็นอรหันต์ แต่ว่าพระที่เขาว่าเป็นอรหันต์ แต่ว่าติดน้ำหวานน้ำเปรี้ยว เราก็รู้ว่าไม่เป็นอรหันต์

_ 0837277xxx · อยากให้พ่อครูอธิบายอุปักกิเลส 10 ในหนังสือทางเอกและวิสุทธิ 7 อยากฟัง อยากรู้มากๆครับ พ่อครูว่า… อุปักกิเลส 10 มี ... โอภาส ปีติ ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐาน อุเบกขา นิกันติ ในความหมายของมันก็คือ ผู้ปฏิบัติธรรม แม้ในเรื่องของฌาน สมาธิ แล้วเกิดอุปกิเลส ที่เป็นฌานหลับตาก็มีสิ่งเหล่านี้ แม้ฌานพุทธก็มีสิ่งเหล่านี้ได้เช่นกัน ยิ่งฌานนั่งหลับตายิ่งมีมากกว่า อาตมาว่า อรรถกถาจารย์จะไปเห็นอุปักกิเลส 10 แบบมิจฉาทิฏฐินั่งหลับตาหรือเปล่า ถ้าปฏิบัติสัมมาทิฏฐิแล้ว โอภาสไม่ได้หมายถึงแสงสว่างเป็นรูปร่างแสงสี แต่ว่าเป็นปัญญา ยิ่งปฏิบัติได้ก็มีปีติ ฟูใจ ถ้าไม่ได้มีสัมมาทิฏฐิจะยึดอยู่ในภูมินี้ ติดแล้วมีปีติมากขึ้นๆ รู้สึกดีแล้วยึดมั่นถือมั่น หากไม่ได้ก็ไม่ยอม ต้องเอาให้ได้ ได้แล้วก็มีปีติ เป็นอุพเพงคาปีติ เป็นพิษภัยต่อชีวิต ดีไม่ดี ดีใจจนช็อคตายเลยก็ได้ มีอาการวิปริต ต่างๆ ญาณ ปฏิบัติก็จะได้ญาณได้ความรู้ แล้วก็จะสงบ ปัสสัทธิ สายมิจฉาทิฏฐิก็สงบนิ่ง สายพุทธจะรู้ว่ากิเลสสงบ สายนั่งหลับตาก็เกิดนึกคิดอะไรได้เร็ว เพราะจิตไม่มีอะไรกวน ว่าง ขบคิดก็มีประสิทธิภาพสูงก็หลงว่าอันนี้เป็นญาณปัญญา

อธิโมกข์ คือจิตโน้มไปสู่ความหลุดพ้น แต่มิจฉาทิฏฐิก็โน้มออกไปจากผลที่สัมมา ก็ออกนอกไปเรื่อยๆ แต่ถ้าสัมมาก็จะเข้าสู่ความหลุดพ้น แต่ถ้าไปติดก็จะไม่หลุดพ้น ต้องเพียร คือปัคคาหะ แต่ต้องเพียรให้พอดีไม่เสีย ต้องประมาณให้ดี คือเรียกว่าใช้อุปปัฏฐาน คือต้องรู้ฐานะที่เกิด เขาแปลอุปปัฏฐานว่า สติชัด สติแก่กล้า อุเบกขามิจฉาทิฏฐิก็จะได้แค่เฉยๆ ว่างไป กลายเป็นเฉยเด๋อ เฉยขาเก แต่ของพุทธเฉยอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่โน้มไปหาอกุศล เป็นความกลาง อุเบกขา จิตไม่อคติส่วนไหน โน้มไปด้านใดที่ดีก็ได้ แต่พอไม่เข้าใจอุเบกขาสมบูรณ์ไปติดแค่นี้ ไม่เข้าใจว่าอุเบกขาก็เจริญได้ ในคุณสมบัติอุเบกขา 5 ประการ เราเจริญด้วยการที่เราไม่พักเราไม่เพียร แม้จะบรรลุแล้วก็เจริญได้อีก คำว่าเจริญเราก็จบกิจ พระอรหันต์จบกิจที่ละกิเลส แต่ไม่ใช่ว่าไม่ต้องศึกษาอีก ก็ใช่ กิจที่ต้องล้างกิเลสตนก็หยุดจบ แต่ก็ต้องศึกษาเพื่อช่วยคนอื่นได้อีก โลกวิทู โลกานุกัมปา โลกุตรจิตก็แข็งแรงขึ้น จนกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้านั่นแหละ นิกกันตะ แปลว่า ความติดใจพอใจ ไปติดในข้อไหนใน 9 ข้อนี้เป็นนิกกันติหมด

พ่อครูว่า… ต่อไปก็เข้าสู่ ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ อธิบายชื่อก่อน นิยายนิทาน สมัยพระพุทธเจ้าเรียกชาตกะหรือชาดกคือ สิ่งที่แต่ละชาติของคนเกิดมา มีเรื่องราวแต่ละตอนของเรา แยกแยะไป นิทานหรือนิยาย อาตมาไม่ใช้คำว่า นวนิยาย เขาเอาคำว่า “ นว ” มาเติมให้เท่ คำว่า “ นว ” คือใหม่ ให้หรูหรา ยอดนิยายของโลกคือเรื่องราวของคนทุกคนที่ไขความเป็นมนุษย์ของทุกคน แต่ละคนก็มียอดนิยายของตน คนอื่นก็ศึกษาเพ ิ่ ม แต่จริงๆต้องแก้ไขนิยายของคน

ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ *** [เริ่มเขียนเสาร์ที่ 25 เม.ย. 2558 ]

( 1 ) “นิยาย” คือ อะไร? ใครเป็นผู้เขียนบท? ใครบ้างเอ่ยที่ได้ยินมา หรือได้ซาบซึ้งกับประโยคที่ว่า โลก คือ ละคร ชีวิต คือ ละคร ซึ่ง..ละคร ก็คือ นิยาย นั่นเอง โลกก็ดี ชีวิตก็ดี จึงคือ นิยาย ทั้งนั้น ที่พูดมาข้างบนนั้นมันก็จริงที่สุด แล้ว “ละคร” คือ อะไร? “นิยาย” คือ อะไร? ถ้าสรุปง่ายๆว่า “นิยาย”ของใคร ก็คือ “ชีวิต”ของคนแต่ละคน ที่เป็นเรื่องเป็นราว ดำเนินไปอยู่ในโลก แล้วใครล่ะ ที่เป็นผู้เขียนบท หรือกำหนดชีวิตเรื่องราวของมนุษย์แต่ละคนให้ดำเนินไปอยู่ในโลก.........??? [ต่อจากตรงนี้ไป เป็นคำวิจัยเพื่อการศึกษาเท่านั้น ขออภัยอย่างยิ่ง ถ้าท่านผู้ใดจะรู้สึกว่า มีเชิงลบหลู่อะไรประมาณนั้นเกิดขึ้น ขอยืนยันว่าคำวิจัยต่อไปนี้เพื่อความรู้อย่างจริงใจบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเชิงลบหลู่ใครผู้ใดแม้แต่น้อย โดยเฉพาะ “พระเจ้า” เพราะอาตมาเคารพ “ความเป็นพระเจ้า”อย่างสูงสุด และเคารพบูชา “พระเจ้า”ยิ่ง ด้วยความรู้ที่เข้าใจจริงและจริงใจอยู่ ทุกเวลา ไม่เว้นวินาทีเลย นี่เป็น “ความจริง”ที่อาตมาเชื่อมั่นจึงพูดออกมาเช่นนี้ แต่ไม่มีสิทธิ์เลย ที่จะบังคับให้ใครเชื่อ และเชื่ออย่างยิ่งว่าคงจะมีคนไม่เชื่ออาตมาอยู่ไม่น้อย เพราะสิ่งที่จะยืนยันภาวะที่จะกล่าวถึงนี้ มันไม่ง่ายเลยที่คนจะเชื่อ]

( 2 ) “อำนาจสูงสุด”เป็นของ “พระเจ้า”จริงหรือ? ผู้กำหนดชีวิตคนแต่ละคน คือใคร? จริงหรือ ที่เชื่อกันว่า คือ “พระเจ้า” หรือ “พระพรหม” หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นผู้กำหนด ศาสนาที่นับถือ “เทวนิยม”ก็เชื่อยิ่งและยืนยันแน่มั่นเด็ดเดี่ยวว่า “พระเจ้า”เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดที่เป็นผู้เขียนบทหรือกำหนดชีวิตให้เกิดนิยายของมนุษย์ทุกผู้ทุกคนในโลก ไม่ใช่เพียงแต่ความเป็นมนุษย์เท่านั้น พระเจ้าสร้างโลกทุกดวง พระเจ้าเป็นผู้สร้าง เป็นผู้กำหนดทุกสรรพสิ่งใน มหาจักรวาล ตามแบบที่พระเจ้าต้องการแต่ผู้เดียวด้วย และใครก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะขัดพระประสงค์ หรือบังอาจบงการพระเจ้า อำนาจสูงสุดอยู่ที่ “พระเจ้า”ทั้งหมด นิรันดร มนุษย์จึงจะต้องเป็น และมีหน้าที่ทำตามพระเจ้าเท่านั้น เพราะพระเจ้าคือ ผู้ลิขิตทุกสรรพสิ่งแต่ผู้เดียว เมื่อพระเจ้าคือ พระพรหม ทุกสรรพสิ่งในโลกในมหาเอกภพจึงเป็นของพระเจ้า และมี “พระพรหมลิขิต”แต่เพียงผู้เดียว นี้คือ ฐานะของผู้มีความเชื่อแบบ “เทวนิยม”

( 3 ) ต้องขอ “อภัย”อย่างสูงสุดในการวิจัยทั้งหมดต่อไปนี้ อาตมากำลังจะ “วิจัยสัจธรรม”ด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆตามภูมิปัญญาของอาตมาเท่าที่ตนเองมี และตั้งใจมุ่งหวังเพื่อแจกแจง เพื่อค้นคว้าเหตุผลในการศึกษาหาความรู้และพิสูจน์เข้าไปให้ถึงความจริงกันให้ได้ให้มากที่สุดด้วยเจตนาดีปรารถนาดี อาตมาจะพยายามที่จะให้สุภาพที่สุด เท่าที่อาตมาจะพากเพียรอุตสาหะทำได้ เพราะอาตมาไม่มีเจตนาจะลบหลู่ ดูถูกดูแคลน ข่ม เบ่งกดขี่ย่ำยีหรือมีจิตที่เป็นเชิงยกตนข่มท่านซึ่งเป็น “ความรู้สึกต่ำทราม”อย่างนั้นแต่อย่างใดเลยแม้แต่นิดน้อย ขอเถิด แม้ใครๆก็อย่าได้มี “ความรู้สึก”ดังกล่าวนั้นเลย “ความมุ่งมั่น”ของอาตมานั้นตั้งใจจะแสดงความรู้ เหตุผล หลักฐาน วิชาการให้เห็นแง่เชิงของ “ความเห็น”ของอาตมาว่า อาตมา “เห็น”อย่างนี้จริงๆ ซึ่ง “ขัดแย้ง”หรือ “เห็นต่าง”กับความเห็นของ ชาว “เทวนิยม”แน่นอนที่สุด เพราะ “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”ของฝ่ายเทวนิยม กับฝ่ายอเทวนิยมนั้นต่างกันโดยปรมัตถสัจจะอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญก็คือการวิจัยนี้อาตมาในฐานะที่เป็น “พุทธ” 100 % ย่อมจะมองเห็นความเป็น “อเทวนิยม”ที่เป็นทิฏฐิของชาวพุทธนั้นถูกต้อง-สูงกว่า-สัมมาทิฏฐิกว่า หรือเหนือกว่า “เทวนิยม”แน่ยิ่งกว่าแน่ ดังนั้น ยิ่งอ่านก็ยิ่งจะทำให้เกิดความรู้สึกว่า มีเชิงข่ม มีเชิงลบหลู่ มีเชิงดูถูกดูแคลน ขึ้นมาได้ ก็จึงต้องเกริ่นกล่าว ขอความเห็นใจในกรณีนี้ หากพึงจะเกิดกับผู้ใด ก็กราบขออภัยอย่างสูงอย่างมากจริงๆ มันคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ให้เห็นความแตกต่าง-ข้อแตกต่าง และที่สำคัญยิ่งก็คือ การชี้ว่าส่วนใดดี ส่วนใดไม่ดี อย่างใดสูง-อย่างใดต่ำ แม้จะดีกว่ากันมาก-ดีกว่ากันน้อย สูงกว่ากันมาก-สูงกว่ากันน้อยก็จำเป็นที่จะต้องสาธยายไว้ในที่นี้ด้วย จึงเป็นความจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องกราบขอภัยอย่างจริงใจที่สุด กรุณาถือเสียว่า เป็นไปเพื่อ “การศึกษา”ด้วยเถิด

( 4 ) “พระเจ้า”ริบความเป็น “อิสระ”ของมนุษย์หมดสิ้น อาตมาขออนุญาตบรรยายและวิจัยต่อไปเถิดนะ ดังนั้น เมื่อชาวเทวนิยมที่นับถือพระเจ้า-พระพรหม หรือพระเจ้าในชื่ออื่นอีกมากมายที่เห็นอย่างแน่มั่นว่า พระเจ้าบันดาลหรือสร้างและกำกับบงการทุกสรรพสิ่งดังกล่าวนั้น “เหตุ-นิทาน(นิยาย,เรื่องราว)-สมุทัย-ปัจจัย”ทั้งหลายจึงละล้วนเป็นหน้าที่ของพระเจ้ากำหนดทั้งหมดทั้งสิ้น นิยายของโลก หรือเรื่องราวของชีวิตแต่ละคน ใครๆในโลกจึงหมดสิทธิ์ที่จะแปรเปลี่ยนชีวิตตนให้เป็นอื่นไป จากพระประสงค์ของพระเจ้าได้ ไม่ว่าอำนาจอะไรทั้งนั้นในมหาจักรวาลแม้แต่อำนาจของตนเองก็หมดสิทธิ์ เพราะ “อำนาจ”เป็นของพระเจ้าแต่ผู้เดียวเสียแล้วไม่มีใครล่วงล้ำแทรกแซง “อำนาจ”นี้ได้เลยเด็ดขาด แม้แต่น้อยนิด “เหตุ”ทำให้เกิด “นิยาย”ของโลกที่จะไขความเป็นมนุษย์ จึงลึกลับที่สุด ไม่มีใครบังอาจเข้าไปล่วงรู้ในหัวใจพระเจ้า และไม่มีใครบังอาจแก้ไขปรับปรุง หรือแปรเปลี่ยนเป็นอื่นไปได้เลย ด้วย “อำนาจ”ใดๆ ไม่ว่า “อำนาจโลกหรืออำนาจนอกตัวเรา”(โลกาธิปไตย) หรือ “อำนาจตนเองหรืออำนาจในตัวตน”(อัตตาธิปไตย) เพราะทั้ง “เหตุ”ก็ดี “สมุทัย”ก็ดี “ปัจจัย”ก็ดี ล้วนตกอยู่ใน “อำนาจ”ของพระเจ้าทั้งหมดทั้งสิ้น “นิยายของโลก”และของแต่ละคนจึงเป็น “พรหมลิขิต” เพราะเชื่อถือกันแน่วแน่สนิทใจมั่นจริง ว่า พระเจ้าเท่านั้นคือผู้มี “อำนาจ”เบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่กุมความลึก และความลับนั้นไว้ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่มาก ที่เชื่อว่า “พระเจ้า”(สิ่งลึกลับที่สุด)เป็นผู้ควบคุมบงการ “อำนาจ”หรือ “อธิปไตย”เป็นของ “พระเจ้า”หมดสิ้น “อิสระ”ในความเป็นคนจึงเป็นของ “พระเจ้า”สิ้นหมด มนุษย์ทุกคนจึงหมดสิทธิ์ในความเป็น “ตัวเอง”หรือใน “ตัวตน”(อัตตา)สิ้นสนิท พระเจ้ากุม “อำนาจ”ไว้หมดแล้ว ผู้ยังอวิชชาใน “พระเจ้า”จึงตกอยู่ในอำนาจของพระเจ้า

( 5 ) พระเจ้าริบทั้งความเป็น “โลก”ใช้อำนาจบงการไปหมด แม้แต่ความเป็น “โลก” ซึ่งมีความหมายมากมาย และลึกล้ำยิ่งในคำว่า “โลก”เพราะมันมีตั้งแต่ “โลก”ที่หมายถึงดาวเคราะห์ในมหาจักรวาล(globe) ที่มนุษย์อาศัยอยู่บนนี้ “โลก”อีกอย่างหมายถึง แผ่นดิน มวลมนุษย์ในโลก, สรรพสิ่งทั้งหลายบนโลก,เรื่องของโลกโลกีย์และความหมายอื่น อีกมากมาย(earth) “โลก”ที่หมายถึง องค์ประกอบของสรรพสิ่งทั้งมวลและสังคมของมนุษยชาติ(world wide)ที่คนเกี่ยวของอยู่ทั้งกว้างทั้งลึกเช่น “โลกธรรม”อันหมายถึง ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุข ที่สำคัญใหญ่ยิ่งในนิยายของมนุษย์ “โลกทรรศน์”อันหมายถึงระบบความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นไปของโลก “โลกนาถ”ผู้เป็นที่พึ่งของโลกหมายถึง พระพุทธเจ้า “โลกบาล”ผู้มีอำนาจในโลกทั้งสี่ทิศ(จตุโลกบาล) ที่มีทั้งชนิดเป็นโลกีย์ มีทั้งชนิดที่เป็นโลกุตระ(คือวิญญญาณคน) “โลกบาลธรรม” หิริ,โอตัปปะ ธรรมที่คุ้มครองโลก “โลกวัชชะ”ข้อเสียหายที่ทางโลกติเตียนว่า ไม่เหมาะสม ไม่ควรจะเป็น ไม่ควรจะทำ “โลกวิทู”หมายถึงความรู้ในความเป็น"โลก"ทั้งหลายอย่างถูกต้องดียิ่ง จนกระทั่งสามารถอยู่กับ “โลก”นั้นๆชนิดที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น หรือไม่ติดยึดอย่างหลงโมหะหรืออวิชชา “โลกันต์”คือ ผู้หลงโลกธรรมมาก ถึงมากที่สุด จึงเป็นผู้มีทุกข์มากที่สุด นั่นแหละผู้อยู่ในขุมนรกที่ลึกร้อนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นนรกในชีวิตปัจจุบัน หรือยิ่งตายไปก็ยิ่งจะเป็นนรกที่จริงยิ่งกว่าในชีวิตเป็นๆอีกหลายเท่า “โลกาธิบดี”ผู้ที่คนยอมรับว่าเป็นใหญ่ในสังคมในโลก “โลกาธิปไตย” อำนาจของโลก ทั้งที่เป็นอำนาจของลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุข ของโลกียะ ทั้งที่เป็นอำนาจของคนผู้มีอำนาจเหนือกว่าตน ที่ปุถุชนตกเป็นทาสอยู่ “โลกานุวัตร” ความประพฤติตามโลก “โลกาภิวัตน์” โลกไร้พรมแดน, กระแสโลกที่มีทั้งพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งทางการเมือง ทางสังคม ทางวัฒนธรรม และอื่นๆ แผ่กระจายออกไปทั่วโลกอย่างหาประมาณมิได้ ทั่วถึงกันหมดไม่มีขีดกั้นขั้นได้ “โลกัตถจริยา” การบำเพ็ญประโยชน์ต่อมนุษยโลก “โลกายัต” ลัทธิที่เชื่อว่าไม่มีโลกหน้า ลัทธิที่เป็นวัตถุนิยมจัด เชื่อว่า "นามธรรม"มีแต่ในปัจจุบันนี้ “โลกกามิส” เครื่องล่อใจของโลก “โลกียทรัพย์” ทรัพย์แบบที่ปุถุชนหลงใหลนับถือกัน “โลกหน้า” ผู้มิจฉาทิฏฐิเห็นว่า “โลกหลังจากที่คนตายแล้ววิญญาณออกจากร่างไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ไม่รู้อยู่ที่ไหน"แต่ผู้สัมมาทิฏฐิเห็นว่า “โลกของจิตใจในปัจจุบันนี้เองที่เจริญพัฒนาพาเกิดเป็นอาริยบุคคล”(โอปปาติกโยนิ) ที่จริงแท้ ซึ่ง “โลกหน้า”(สัมปรายภพ) หรือ “โลกอื่น”(ปรโลก)อันเป็น “โลกใหม่,โลกอาริยะ”(โลกุตระ)ที่เป็น “โลกศิวิไลซ์”(civilization)แท้จริงมนุษย์ทุกคนน่าจะมาศึกษาให้ “สัมมาทิฏฐิ”อย่างสำคัญสำหรับผู้ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองของโลกมนุษยชาติ “โลกใหม่”โลกียะหมายถึงดินแดนใหม่แผ่นดินพื้นที่ใหม่ อันเป็นมหาภูต 4 เป็นต้น ส่วนโลกุตระนั้นหมายถึง โลกทางจิตใจที่ “มีอำนาจในตน ไม่เป็นทาสโลกีย์”

( 6 ) “โลกอื่น”ที่มีนัยะเกินกว่าพระเจ้าริบไปนั้นมีอีกมาก “โลก”นัยะที่สำคัญมากก็คือ หมายถึง “จิตใจคน”ที่มันมี “ความหมุนวนไปมา”สัมผัสสัมพันธ์กัน “ปรุงแต่อยู่ในจิต”(สังขาร) มี “ความหมุนวนไปมา”เป็นความรู้สึกสุขบ้าง-ทุกข์บ้าง-ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง อยู่ในจิตใจ(เวทนา) เป็นต้น โลกจึงเป็น “ความหมุนวนไปมา”เป็น “อาการ”อยู่ในจิตของ “ธรรม 2 ”บ้าง “ธรรม 3 - 4 - 5 ฯลฯ”บ้าง ปรุงแต่งกันอยู่ เป็นสังขารมากมาย นับไม่ถ้วน จัดอยู่ใน “รูปกาย-นามกาย” ซึ่งมี “อาการ”ปรุงแต่งวนกลับไปมา “ไม่เที่ยง-เป็นทุกข์-ไม่ใช่ตัวตน” ก็คือ ความสัมพันธ์ที่หมุนเวียนนั่นเอง(relation) ซึ่งเป็น “อาการ”ปรุงแต่งกันขึ้นเป็น “นิยาย”ของโลก อันมี “มนุษย์”เป็นตัวแสดง และมีคนกว่าครึ่งโลกเชื่อกันว่า “พระเจ้า”ทั้งเขียนบท ทั้งกำกับควบคุมบงการอยู่ในโลก แต่ก็มีคนไม่น้อยในโลก ที่ศึกษาฝึกฝน จนกระทั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “โลกหรืออัตตา”ที่เป็น “องค์ประชุมของรูปกายและนามกาย”(ธรรม 2 = เทฺว ธัมมา)ล้วนเกิดจาก “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”ที่จะต้องศึกษาปฏิบัติให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ความไม่เที่ยง-ความทุกข์-ความไม่ใช่ตัวตน”นั้นเป็น “อาการ”ของ “โลก”หรือความหมุนวนไปมาของจิตในตนเอง และสามารถบรรลุความจริงแท้นี้ได้เป็นที่สุดสำเร็จสัมบูรณ์ ถ้าผู้นั้นสัมมาทิฏฐิ-สัมมาปฏิบัติ-สัมมาปฏิเวธ และยังมี “โลก”ในนัยะอื่นๆอีกมากมาย ซึ่ง “โลก”ทั้งหลายทั้งหมด ดังกล่าวมาก็ดี ยังไม่ได้กล่าวก็ดี ในศาสนาแบบ “เทวนิยม”นั้นถือว่า “พระเจ้า”สร้าง ยกให้ “พระเจ้า”มี “อำนาจ”บงการแต่ผู้เดียว คนที่เชื่อตาม “เทวนิยม”จึง “หมดสิทธิ์”ที่จะมีการศึกษาพบทฤษฎีที่เข้าไปหยั่งรู้ “ความเป็นจริง”ของชีวิต หรือของ “ตน”(อัตตา) และของ “โลก” “ชีวิต”แต่ละคนจึงเป็น “นิยาย”ที่ “พระเจ้า”เขียนบท กำกับการแสดง ชี้ตายชี้เป็นเองทั้งสิ้น

( 7 ) “ชีวิต”คือ “นิยาย”ตามพระประสงค์ของ “พระเจ้า” เพราะไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “ตัวเอง”คือไม่รู้จัก “อัตตา”(อาตมัน) ไม่สามารถเข้าถึง “ความเป็นตัวเอง” เฉพาะอย่างยิ่งไม่รู้ “เหตุ”ที่เกิด “ตัวตนของตัวเอง”(อัตตา) “พระเจ้า”จะอาศัยคน ที่เกิดขึ้นมาในโลกผู้หนึ่ง ที่เรียกกันว่า “พระศาสดา” หรือฉายานามว่า “พระบุตร” เป็นผู้นำบัญญัติ นำบัญชา นำโองการของพระเจ้ามาสู่มนุษย์ “พระบุตร”ก็แค่มีหน้าที่นำบัญชาจากพระเจ้ามาบอกแก่มนุษย์ในโลกให้รู้ว่านี้คือ “ความดี”บ้าง นี้คือ “ความสุข”บ้าง เป็นต้น ที่ “พระเจ้า”เป็นเจ้าของ “ความจริง”ทั้งหลายนี้ และยืนยันว่า นี้คือ “ความจริง”ของพระเจ้านิรันดร มนุษย์มีสิทธิ์แค่ “รู้” และ “ปฏิบัติตาม” ไม่มีสิทธิ์แย้งใดๆ หรือวินิจฉัยใดเด็ดขาด และมนุษย์จะเป็นอย่าง “พระเจ้า”หรือ “พระบุตร”เป็น...ไม่ได้หมายความว่า วิญญาณคนจะมี จะเป็นอย่างพระเจ้ามี พระเจ้าเป็น...ไม่ได้ เชื่อพระเจ้า ทำตามพระเจ้าก็ได้ “ความดี” ก็ดียิ่งแล้ว ซึ่งอย่างนี้ก็จริงที่สุดแหละเพราะพระเจ้ามีปณิธานให้คน “ดี” เป็นสุข นั้นแน่ยิ่งกว่าแน่อยู่แล้ว ไม่มีใครแย้งเลย

( 8 ) “ชีวิต”ของชาว “เทวนิยม”จึงอยู่กับ “พรหมลิขิต” เพราะ “พระเจ้า”คือ ความดี ความบริสุทธิ์ ความรู้สูงสุดที่ “พระบุตร”แต่ละท่าน จะพึงนำมาถ่ายทอดให้มนุษย์ “พระเจ้า”ไม่มีพระประสงค์ร้ายใดเจือปนอยู่เลยแม้แต่เท่าเศษละอองธุลี มีแต่ประสงค์ดีต่อมนุษย์ถ่ายเดียว แต่ละชีวิตจึงต้องเป็นไปตาม “นิยาย”ที่พระเจ้ากำหนด ชีวิตจะสุขที่สุด ถ้าทำได้บริบูรณ์ตามที่ “พระบุตร”นำมาจาก “พระเจ้า” มาให้มนุษย์ทุกประการ และที่พระเจ้าทรงประทานมาให้นั้นก็มีแต่ “ดี”ทั้งสิ้น นี้ก็เป็น “ความจริง”สูงสุดของแต่ละศาสนา และที่สำคัญยิ่งที่สุดก็คือ ความทุกข์ก็ดี-ความร้ายก็ดี จะหนักทรมานสุดสาหัสปานใด ที่เกิดขึ้นกับผู้ใดก็ตามหากปรากฏในโลก กับคนผู้ใด ก็ยอมรับกันอย่างสนิทใจ ว่า นั่นเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ก็จงอยู่กับความทุกข์นั้น รับความทรมานแสนสาหัสโดยดี แม้จะทรมานทรกรรมหนักสุด สุดหนักยิ่งปานใดๆ ก็คือ พระประสงค์ของพระเจ้า นี้คือ ทฤษฎีสูงสุดของ “เทวนิยม” ไม่มีใครสามารถจะแก้ “นิยาย”แห่งชีวิตของตนๆได้ เพราะชีวิตทุกชีวิตในโลกเป็นของ “พระเจ้า”ทุกสรรพสิ่งเป็นของพระเจ้า ทุกอารมณ์ของคนก็น่าจะเป็นของพระเจ้า และเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าทั้งนั้น แต่ละคนจึงมี “นิยาย”แห่งชีวิตของตน ในโลก ที่ชาวเทวนิยมมีชีวิตมาให้ “พระเจ้า”เขียนบทและกำกับการแสดงกันอยู่ตลอดกาลนาน เรียกกันในภาษาเก่าแก่ว่า “พรหมลิขิต”(พระเจ้าลิขิต)

( 9 ) ความลึกล้ำที่่ชาวเทวนิยมเอง ก็ควร “ฉงน” มันน่า “ฉงน”จนงงจนเมามั้ยล่ะว่าทำไมพระเจ้าผู้ปรารถนาดีต่อมนุษย์ทุกผู้ทุกคนในโลก และอย่างที่สุดด้วย ที่จะให้มวลมนุษย์ในโลกทั้งหลายอยู่เย็นเป็นอยู่สุขเป็นคนดี อย่างถ้วนหน้า พระองค์มีความปรารถนาเช่นนั้นจริงๆ ใช่มั้ย.......?? แต่ทำไม “พระเจ้า”ปล่อยให้มนุษย์ “ชั่ว”ขึ้นมาได้ในโลก หรือยอมให้มนุษย์บางคนเลวร้าย และเต็มไปด้วยทุกข์ทรทมาน ขึ้นมาในโลกได้เล่า เมื่อมี “ชั่ว”ก็ต้องเกิด “ความไม่ดี-ไม่งาม”เป็นพฤติ เป็นกรรมของคนชั่วขึ้นมา ผลชั่วก็ต้องกระทบคน กระทบสังคมในโลก เมื่อเหตุชั่ว ผล “ทุกข์”ก็ต้องเกิดขึ้นในโลกแน่นอน แล้วเหตุ “ชั่ว” มันโผล่มาจากไหน เกินพระเจ้าสร้าง เพราะชั่ว ย่อมทำเสียหาย ทำลาย ทำฉิบหาย แรงร้าย โหดร้าย เจ็บปวด ทรมาน อำมหิต คนคือลูกพระเจ้าก็ต้องพากันทุกข์ เห็นไหมเล่า? “อำนาจพระเจ้า”มีเหนือกว่าอะไรหมดทุกสรรพสิ่งนี่นา แล้วสิ่งที่พระเจ้าไม่ได้สร้างคือ “ชั่ว” มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มนุษย์ชั่ว มนุษย์ก็ก่อร้าย-ก่อเลว-ก็เกิด “ทุกข์”ขึ้นมาในโลก เพราะ “ความเลว-ความร้าย” หรือ “ความแรง”ที่เกิน “พอดี” ก็ทุกข์ “ความขาดแคลน”ที่มากไป ก็ “ทุกข์” ทำไมพระเจ้าจึงยอมให้อำนาจอื่น มา “ละเมิดอำนาจ”ของพระองค์ได้ พระเจ้าจะชื่อว่า ใหญ่ยิ่งที่สุดจริงหรือ? ทำไมจึงมี “อำนาจ”อื่นมาทำมนุษย์บางคนให้ “ชั่ว” ก่อทุกข์ขึ้นในโลก ในเมื่อพระเจ้ามีพระปณิธานให้มนุษย์ทั้งหลายเป็นคน “ดี”ทั้งหมด เป็น “สุข”ทุกคนไม่ใช่หรือ? “ชั่ว”ที่พระเจ้าไม่ได้สร้าง “ทุกข์”ที่พระองค์ไม่ได้บันดาลให้เกิด มีขึ้นมาในโลกในมหาเอกภพ ได้อย่างไร?

( 10 ) ขออภัยที่ “ฉงน”เพราะยิ่งใกล้กลียุคมันยิ่งน่า “ฉงน” แล้วเลี่ยงไปพูดว่า พระองค์ “มีพระประสงค์ลงโทษเขา” เพราะ “เขา”คนนั้นทำผิด ทำชั่ว ทำไม... “พระเจ้า”ไม่ใช้อำนาจให้คนทุกคนทั้งโลกไม่ทำ“ผิด” ไม่ทำ “ชั่ว”เสียเลย พระองค์จะได้ไม่ต้องมาลงโทษเขา "ความผิด-ความชั่ว"เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ทั้งๆที่ “พระเจ้า”ไม่ได้ทรงสร้าง ...ใช่มั้ย? ก็ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างในโลกในมหาเอกภพพระเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างทั้งนั้น...ทั้งสิ้น และ “พระเจ้า”ก็ไม่ได้สร้าง “ความผิด-ความชั่ว”ด้วย แล้วมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ก็อีกแหละ มีเสียงบอกว่า"ซาตาน"(มาร)เกิดแฝงขึ้นมาในโลก พาคนผิด-คนชั่ว ทั้งๆที่พระเจ้าไม่ได้ทรงสร้างมาร ไม่ได้สร้างซาตานเลย มิใช่หรือ..? แล้ว “มาร-ซาตาน”นั่น มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง? ก็เลี่ยงไปอีกว่ามัน “แฝง” มารมัน “แฝง”มาได้ยังไง? ซึ่งความสามารถของ “ซาตาน”นั้นทำแบบ “ขัดแย้ง”กับ “พระเจ้า”อยู่โต้งๆ “มาร”หรือ “ซาตาน”สามารถให้คนทำ “ชั่ว” ให้คน “ทุกข์”ได้อย่างเป็นจริง “พระเจ้า”ใหญ่ที่สุดในมหาเอกภพ ไม่ใช่เรอะ? ทำไม?...มี “ซาตาน”บังอาจแย่งหรือแข่ง “พระเจ้า”ขึ้นมาได้ “อำนาจ”ใคร ใหญ่กว่ากันแน่? และยิ่งยุคนี้ ความเลวร้ายยิ่งหนักหนาสาหัสสากรรจ์ ความชั่วความเลวร้ายยิ่งรุนแรง อย่างที่เป็นที่เห็นอยู่ “พระเจ้า”ก็ยิ่งถูก “มาร”เบ่งอำนาจหนักขึ้นๆ ทำไม “อำนาจ”มารยังเบ่งอยู่ได้..!!!????

( 11 ) ที่ “ฉงน”หนักก็คือ มารข้ามหน้าพระเจ้าได้ยังไง? มาร(ซาตาน)มาจากไหน? เกิดขึ้นมาทำให้คนชั่ว คนทุกข์ ข้ามหน้า “พระเจ้า” เกิน “อำนาจ”พระเจ้าได้อย่างไร..? มารโผล่มาเอง โดยไม่มีใครสร้าง มาได้ยังไง..? ทำไมปล่อยให้มาร(ซาตาน)มีอำนาจพาคนชั่ว พาคนทุกข์ พาให้สังคมมนุษย์สุดเลวร้าย จนจะเผาโลกกันอย่างนี้ และพระเจ้าก็มีพระปณิธานให้คนดี ให้คนเป็นสุขทั้งหมด ด้วยซ้ำ มันย้อนแย้งจนต้อง “ฉงน”ยิ่งจริงๆ ทำไม “อำนาจพระเจ้า”จึงไม่ยิ่งใหญ่ที่สุดจริงกระทั่งสามารถไม่ให้มี “อำนาจอื่น”เกิดมา “เบ่งอำนาจ”เกินหน้า ทำให้คนต้อง “ชั่ว” ต้อง “ทุกข์”ต้องร้อนซึ่งขัดแย้งกับที่ “พระเจ้า”ต้องการให้มนุษย์ทุกคนเป็น “สุข”ทั้งหมด เป็น “คนดี”ทั้งนั้น มันไม่ลงตัวกันเลยกับความเป็นหนึ่ง มันเป็นสองที่ขัดแย้งกันอยู่ชัดๆ พระเจ้ามีพระปณิธานมุ่งมั่นเป็นหนึ่งเดียวที่จะช่วยคนให้เป็นสุขไปทั้งโลก ให้คนเป็นคนดีถ้วนทุกคนด้วยเมตตา แต่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน