580809_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เปิดโลกนรกสวรรค์ที่เป็นปรมัตถ์.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580809_รายการวิถีอาริยธรรม ที่บ้านราชฯ เรื่อง เปิดโลกนรกสวรรค์ที่เป็นปรมัตถ์ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ส มณะ ฟ้าไท … วันนี้ตรงกันวันที่ 9 แม่ก็อยู่กับเราตลอดทุกวันแต่เราคิดถึงแค่วันเดียว กราบเฉพาะวันเดียว แล้ววันอื่นไม่ยอมกราบเลย มันอย่างไร วันที่ไปกราบแม่ก็ยังอายอีก กราบแม่ทำไมต้องอาย แล้วถ้าทำวิบากกรรมกับพ่อแม่นั้นเป็นอนันตริยกรรม อย่างเช่น พระโมคคัลลานะ เป็นต้น ถูกทุบจนกระดูกแตกละเอียดเป็นเมล็ดข้าวสารเลย หลายครั้งแม้มีฤทธิ์มากกลับคืนมาได้แต่ก็ถูกทุบอีกหลายที จนต้องยอมตายในที่สุด พ่อครูว่า … เจริญธรรมทุกคน อาตมาก็คงต้องพูดจนปากเปียกปากแฉะหรือจนปากฉีกถึงท้ายทอย เพราะคนเราจะรู้กันด้วยการสื่อภาษาได้ลึก ได้ชัด ได้เยอะที่สุดกว่าอย่างอื่น แสดงกิริยาทางกายก็ยังยาก ท่าทีลีลา นัจจะคีตะมันก็ยาก แต่ถ้าคำพูดเป็นภาษาบัญญัติซึ่งในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย คนเก่งกว่าสัตว์อื่น รู้จักประกอบเสียงให้เป็นภาษามากหลาย สัตว์ก็ใช้เสียงส่งให้เข้าใจกันได้ในแต่ละชนิดสัตว์ แต่ภาษามีน้อย แต่คนนี่เก่งมาก ประดิษฐ์ประดอยใช้กัน จนไม่รู้กี่ภาษา มีภาษาเก่าหายไป ภาษาใหม่มีอีก อาตมาก็ต้องพูดเพราะเจตนามาทำงานนี้ งานสื่อสัจธรรมแก่มนุษยชาติ อย่างสื่อสัจธรรม แล้วใช้สัจธรรมนี้ที่เป็นส ิ่ งประเสริฐสำหรับตน และสำหรับมนุษย์โลก และทุกส ิ่ งแวดล้อมด้วย อย่างไม่เป็นพิษภัยต่อทุกส ิ่ งทุกอย่างในโลก คำว่าเป็นพิษเป็นภัยต่อโลก ก็มีประเด็นจากศิษย์เก่า คำถามจากศิษย์เก่าปฐมอโศก _ ท่านคะหนูอยากฝากคำถามถึงพ่อท่านตอบในรายการ หนูบอกว่า หนูกินมังฯเนื่องจากไม่อยากเป็นต้นเหตุของการฆ่าชีวิต เพราะสัตว์เหล่านั้นก็ล้วนแต่เจ็บปวดและทรมานก็มีคนถามหนูมาว่า รู้หรือเปล่าว่าเวลาผักหรือต้นไม้ถูกตัด ถูกดึง ถูกเด็ดหรือถูกถอน มันก็เจ็บนะ มีเสียงกรี
อ่านต่อ
ดร้องเหมือนกัน เพียงแต่คนไม่ได้ยิน เคยอ่านบทความเจอ จำไม่ได้ว่านักวิทยาศาสตร์ประเทศใดเป็นคนค้นพบ แล้วทำไมการเปิดเพลงแต่ละแนวให้พืชหรือต้นไม้ฟังหรือแม้แต่การพูดจาดีหรือพูดไม่ดีกับพวกมัน จึงมีผลต่อการเจริญเติบโตของพวกมันล่ะ นี้คือคำถามที่หนูถูกถาม ซึ ่ งหนูเองก็ไม่เคยฟังคำตอบที่ชัดเจน แต่สำหรับหนู หนูมองว่า สัตว์คือสิ่งมีชีวิต ที่มีจิตวิญญาน เสมือนกับมนุษย์ แต่พืชไม่มีจิต วิญญาน อันนี้ถูกมั้ยคะ แต่หนูตอบเขาไปวันนั้นว่า เหมือนเคยฟังมาว่า มนุษย์และสัตว์ คือสิ่งที่มีจิตวิญญาน แต่ พืช ไม่มีจิตวิญญาน แล้วย้อนถามคนที่ถามเธอกลับว่า.... อันนี้พี่ต้องการให้หนูยอมรับว่า พืชก็มีชีวิตและจิตวิญญานใช่มั้ยคะ พี่กำลังจะถามต่อว่า ละทำไมหนูจึงกินพืช อืม!!เดี๋ยวหนูไปถามพ่อท่านให้นะคะ เพราะหนูมีเพียงจิตใจที่ไม่อยากกินแต่ความรู้นั้นโง่เขลามากที่จะพูดอะไรเป็นเชิงความรู้ หนูไม่อยากพูดอะไร ที่รู้ไม่ชัด แต่หนูเห็นคนถามเรื่องผักก็มีชีวิตนี้หนูก็พูดละคะ ขี้เกียจพูด คนคิดตรงกันคุยกันรู้เรื่อง คนคิดไม่เหมือนกันพูดไปก็ไม่เป็นผล อยากจะได้คำสรุปเพื่อตอบง่าย ๆ เข้าใจทันที เวลาถูกถามจะได้จำไปตอบ ขอบคุณเจ้าค่ะ
พ่อครูว่า… พืช เป็นพลังงานระดับ พีชะ นิยาม แต่สัตว์เป็นพลังงานระดับจิตนิยาม สรุปง่ายๆเบื้องต้นก่อนว่า เผ่าพันธุ์หรือกรอบขอบเขตของพีชะ ที่เป็นชีวะชนิดหนึ่ง สัตว์ก็เป็นชีวะชนิดหนึ่ง ส่วนดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ถือว่าเป็นชีวะ มันไม่มีความรู้สึก ดินน้ำ ไฟลม ไม่มีความรู้สึก พืชก็ไม่มีความรู้สึก ระดับจิตวิญญาณขึ้นไปจึงจะมีความรู้สึก เมื่อไม่มีความรู้สึกก็ไม่มีความเจ็บปวด ไม่เดือดร้อนเรื่องความรู้สึก แต่มันมีธาตุรู้ไหม มี จิตวิญญาณเป็นธาตุรู้แน่ แต่พืชมีธาตุรู้ที่เป็นขั้นต่ำ มันกำหนดรู้ได้ แล้วมันปรุงแต่งตนเองเป็นตัวเองได้ พลังงานเหล่านี้สร้างตัวเองตามเผ่าพันธ์ เช่น แตงโม ก็ต้องการธาตุไหนมาปรุงมาสร้างให้เป็นแตงโม ตัวมันเองมีพลังงานสังขารในตัวมันเอง แล้วมีสัญญากำหนดหมายรู้ได้ พีชะรู้ได้แค่กำหนดหมายว่าอันนี้เอาไว้ใช้ในร่างก็เอา อันไหนไม่ใช้ก็เอาออก เอาไม่ออกเป็นพิษต่อร่างสุดท้ายอาจตายได้ สรุปคือพืชมีแต่สัญญากับสังขาร มันปรุงแต่งแต่เผ่าพันธุ์ชีวะของมัน แต่ไม่มีเวทนา สัตว์มีทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ชัดเจน ส่วนพืชไม่มีเวทนา ไม่มีอุปาทาน มันทำตามหน้าที่พลังงานตามสัญญา จะมีพลังงานดูดกับพลังงานสลาย พลังงานที่ดีคือพลังงานความรู้ที่ไม่มีความเห็นแก่ตัวซึ่งเป็นพลังงานที่จิตนิยามต้องรู้ว่า พลังงานที่มีความรู้ไม่เป็นพิษภัยกับใครไม่เห็นแก่ตัว นี่คือพลังงานวิเศษ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้คนอย่ามีพลังงานสัตว์เดรัจฉานที่มีพิษภัย ไม่รู้ดีชั่ว มีอัตตาตัวเราเยอะ พืชกับสัตว์นั้นสัตว์มีพลังงานระดับจิตนิยาม พืชมีพลังงานพีชะนิยามเท่านั้น พลังงานพีชะไม่เกี่ยวข้องข้ามชาติ พระพุทธเจ้าให้มนุษย์สร้างพลังงานที่ลดพลังงานโกรธหรือรัก พระพุทธเจ้าจึงมาแยกให้ละเอียดว่า ลักษณะนี้เรียกว่าพยาบาทจองเวร ผูกพันทำร้ายกัน ส่วนรัก ราคะนั้นผ ูก พันเพื่อจะเสพรส ดูดดึง พระพุทธเจ้าให้มาสร้างพลังงานที่ไปทำงาน พลังงานเหล่านี้ออกจากจิต ไม่สร้างพลังงานเหล่านี้ใส่จิตอีก ทำได้จนเป็นอาริยะ ทำได้สมบูรณ์แบบเป็นอรหันต์ได้ครบ ไม่มีพลังงานชั่วในตนเอง ไม่มีรักไม่มีชัง มีแต่องค์รวม ตระกูลสัตว์โลกที่มี DNA พิเศษ เป็น DNA เผ่าพันธุ์พุทธที่ไม่มีพลังงานพยาบาทและรักผูกพันเพื่อเสพรสกับเอามาเป็นตัวกูของกู พระพุทธเจ้าทำหมันเสร็จให้แก่พระอรหันต์ จะเกิดอีกกี่ชาติก็เป็น DNA ถาวรไม่เปลี่ยนแปลงเลย ปราศจากโลภ โกรธ หลง ไม่มี ราคะโทสะโมหะเลย 1 . ไม่มีโลภโกรธหลงอีกเลย 2 . สามารถตัดต่อ ชีวะได้ จะตัดหรือต่อก็ได้ ตัวต่อได้คือสันตติ จะตัดต่อได้สมบูรณ์ต้องเป็นอรหันต์ แต่แม้อนาคามีก็มีเชื้อตัวปลายสุด ไม่รู้สันตติตัวปลายสุด หรืออรหันต์ดับอาสวะแต่ไม่ดับอนุสัยสิ้นก็ดี ก็จะเหลือตัวปลายสุดของการตัดต่อนี้ ความรู้อย่างโลกีย์นั้น ในหลวงท่านว่าให้หยุดเถอะ อาตมาขอขยายจากในหลวงมาก มาใช้ตำราโลกุตระเถอะ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ตำรานี้ได้เรียนกันไหม เอามาใช้บริหารปกครอง แบบคนจน เหมือนอย่างอโศกเรามาสร้างหมู่กลุ่มมวลมนุษย์ให้เป็นแบบคนจน ให้มันรู้เสียบ้างว่าคนจนนี่แหละจะช่วยโลก ส่วนคนรวยไม่สิ้นสุดก็จะไม่ช่วยโลก เขาทำแบบประชานิยมหรือกุ้งฝอยตกปลากะพง ถ้าจะตอบว่าทำไมกินพืช ก็เพราะพืชไม่มีบุญหรือบาป ไม่มีกุศล ไม่มีอกุศล ไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่มีเรา ไม่มีเขา มันมีแต่รู้ที่จะยังชีพเท่านั้น ส่วนสัตว์มีบุญหรือบาป มีกุศล มีอกุศล มีทุกข์มีสุข ยึดตัวตน มีตัวตน ไม่เหมือนพืช ศาสนาพุทธตัดรอบความรู้ชัดเก่งว่าชีววิทยาแบบสากล แล้วตัดต่อพลังงานได้ ให้หมดพลังงานเห็นแก่ตัวเลย เหมือนพืชไม่ขี้เกียจด้วย ทำงานไปเพื่อโลก สัตว์ก็ยังขี้เกียจก็มี พืชเป็นชีวะที่ไม่มีปาป ไม่มีบุญต่อกัน ส่วนสัตว์มีวิบาก มีเวรภัยต่อกันเยอะ ความรู้ของพระพุทธเจ้าทำให้จิตนิยามกลายเป็นพลังงานหมดพิษภัยต่อโลก แล้วก็จริงใจทำเพื่อคนอื่นจริงๆเพราะหมดความเห็นแก่ตัวได้ เป็นความรู้สูงสุดของพลังงานทั้งหมดในมหาจักรวาล คนในระดับโลกีย์รู้ดีชั่วตามสมมุติ ความสูงความต่ำตามสมมุติ ก็สมมุติกันไปต่างแต่ละสังคม ปัญญาของพวกโลกไฮโซจะไม่รู้ของชาวโลกุตระ แต่ปัญญาของชาวโลกุตระจะรู้ทั้งโลกุตระและโลกียะไฮโซ จ ริงๆแล้วคนนั้นสัญญาวิปลาสไปเยอะ เลยกลายเป็นจิตวิปลาส แล้วก็เป็นความรู้วิปลาส เช่น ความจริงนั้น "รสอร่อย" มันไม่มี มันมีแต่ "รสจริง" ระกำก็เปรี้ยว กล้วยก็หวาน กะทิก็มัน สะเดาก็ขม คือ "รสจริง" แต่คนโง่หลงผิดวิปลาสไปติดไปชอบ ก็เลยมี "รสอร่อย" อย่างสะเดานี้ขมก็ว่าอร่อย ทั้งที่สะเดากินยากกว่าหวานนะ ถ้ารสจืดก็กินง่ายกว่าปกติ แต่ว่ารสที่จัดเกินไปก็กินยาก เป็นธรรมชาติ อรหันต์ก็รู้ได้ มันไม่ใช่ธรรมดา ไม่พอดีกลางๆ มันเข้มมันจัดไปตามปฏิกิริยา ในความหมายของสัจธรรมที่ไปอร่อยหรือสนุกเพลิดเพลินอยู่คือคนวิปลาส ไม่ปกติทั้งนั้น สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส เป็นวิปลาส 3 แล้วแยกเป็นวิปลาสอีก 4 เช่นไปเข้าใจว่า 1 . ความไม่เที่ยงเป็นสิ่งเที่ยง 2 . เข้าใจว่าทุกข์เป็นสุข ทั้งที่สุขมีแต่อัลลิกะ ใครเข้าใจว่าสุขมันมีคนนั้นวิปลาส คนใดหมดสุขก็หมดวิปลาส (วิปลาสคือคนบ้า) ปุถุชนคือคนบ้าทั้งนั้น พระอรหันต์ที่เจอความจริงจบก็เลยบอกว่า มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป 3 . ความไม่มีตัวตนก็เห็นว่ามันมีตัวตน 4 . มันเป็นอสุภะก็กลับไปเห็นว่าเป็นสุภะ เป็นของน่ามีน่าได้น่าเป็น ทั้งๆที่มันไม่ใช่ของน่าได้น่ามีน่าเป็นเลย คำว่าสุภะกับอสุภะก็มีระดับ เช่น ถ้าคุณต้องกำหนดสุภะของตนเช่นพอเพียงพอดีพออาศัย ก็สุภะ น้อยไปหรือมากไปก็ไม่ดี เขาแปลสุภะว่าเป็นโชคก็ดี ไม่ใช่โชคก็ดี งามก็ดี อสุภะก็คือไม่งามก็เลยกลายเป็นกามไป โชคก็เป็นความโลภ งามก็เป็นกามไป ถ้าแปลให้ดีก็ควรแปลว่า ควรพึงใจหรือไม่ควรพึงใจ ในสุภะนั้น ที่ควรพอเพียงพึงใจ มากไปน้อยไปไม่ดี สรุปแล้ว ปุถุชนคือมนุษย์วิปลาส มนุษย์บ้าทุกคน ขนาดอนาคามีก็มีเชื้อบ้าในตน อรหันต์เท่านั้นคือผู้หมดความบ้า แต่ถ้าบ้าแบบปุถุชนเข้าใกล้ไม่ได้ยิ่งกว่าหมาบ้านะ แตะไม่ได้เลย ฉันเดียวกัน ปุถุชนนี่ยิ่งกว่าหมาบ้า แล้วคุณจะไปเป็นเผ่าพันธุ์ของหมาบ้าด้วยไหม _ 580807 พิมพ์เพชรรุ้ง … กราบนมัสการค่ะ ดิฉันได้ฟังพ่อครูฯ อธิบายธรรมเรื่อง พระพุทธเจ้าทรงโปรดพระมารดาในช่วงเข้าพรรษาแล้ว เกิดความปีติ เพิ่มความบันเทิงในธรรมยิ่งขึ้นจึงใคร่ขอกราบเรียนรายงานสภาวะ และความเข้าใจต่อ พ่อครูฯ ดังนี้ค่ะ ดิฉันกราบขอบพระคุณพ่อครูฯ ที่ได้ไขข้อข้องใจเรื่อง พระพุทธเจ้าทรงโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในช่วงเข้าพรรษา ดิฉันได้นำมาพิจารณา ทำใจในใจ จนเกิดความปีติและเห็นสมควรที่จะใช้ช่วงเวลาเข้าพรรษานี้ในการศึกษาธรรมะอย่างเคี่ยวเข้มขึ้น ตามอย่างที่เปรียบเทียบไว้ในพุทธประวัติ ดิฉันยังเห็นกระจ่างขึ้นถึงความหมายของ การแสดงธรรมโปรดเหล่าเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในการนี้ด้วย จากที่เคยฟังธรรมะจากพ่อครูฯ. เกี่ยวกับ ความต่างของอาการ 32 และ 33 นอกจากนี้ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงสอนเทวดาในช่วงเข้าพรรษาบนดาวดึงส์ คือ พระอภิธรรม นั้นแต่เดิม ดิฉันเคยพยายามศึกษา แต่ไม่เคยเข้าใจและคิดเอาเองอย่างนี้ว่า พระอภิธรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงใช้ตรัสสอนเทวดาบนสวรรค์เท่านั้น เราเป็นมนุษย์ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย แบบนี้ คงเรียนรู้ยาก ในครั้งนี้จากการที่ได้ฟังธรรมะจากพ่อครูฯ มา เข้าใจในระดับหนึ่ง จึงคิดว่าจะศึกษาพระอภิธรรมดู ตามที่กำลังสติปัญญาของตัวเองจะพอมีถ้าพ่อครูฯ จะเมตตานำ พระอภิธรรม มาสอนบ้างในระหว่างเข้าพรรษานี้ ดิฉันก็จะถือว่าเป็นโชคลาภของตัวเองที่ได้ฟัง และท้ายที่สุดนี้ ถึงแม้จะยังไม่ถึงเวลาออกพรรษา แต่ดิฉันก็ขอฝากคำถามถึงพ่อครูฯ ไว้ก่อนว่า เมื่อครบ 3 เดือน ออกพรรษาตอนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จกลับมานั้น ทรงเปิดโลก ให้เห็นโลกทั้งสาม นัยยะนี้ หมายถึงอะไรคะ กราบขอบพระคุณพ่อครูฯ ที่ได้เมตตาชี้แจงธรรมะแท้ๆให้ลูกๆ ได้เกิดปัญญา เพิ่มพลังในการบำเพ็ญคุณความดีเพื่อประโยชน์ทั้งปวงต่อไปค่ะ … พิมพ์เพชรรุ้ง
พ่อครูว่า … โลกทั้ง 3 มีโลกอบาย(นรก) โลกเทวดา โลกพรหม เปิดโลกคืเปิดความโง่ในจิตวิญญาณคนให้เข้าใจว่าอาการจิตเราเป็นสัตว์นรก เมื่อผู้ใดมีญาณอ่านจิตตนได้ว่า จิตตนเป็นสัตว์นรก กำลังสัมผัสกับสัตว์นรก คือเห็นแดนนรก ใครคือสัตว์นรกก็กูเอง คือเปิดโลก ได้สัมผัสสัตว์นรกของตน มีอาการ ลิงค นิมิต อย่างไร มันกำลังโกรธคือสัตว์นรก มันกำลังสุขคือสัตว์เทวดา หลอกมากเป็นสัตว์เท็จ ตอนแรกให้อ่านสัตว์เทวดากับสัตว์นรกให้ออก สูงไปกว่านั้นให้อ่านสุขเป็นสัตว์เทวบุตรมาร สุขเท็จ เป็นอารมณ์วิปลาส แปรปรวนที่คนเขาหลอกกันทั้งโลก แล้วอุปาทานยึดติดว่าจริง ต้องได้ ต้องมี ต้องเป็น แล้วก็เป็นทาสสัตว์นรกเทวบุตรมาร ผู้ใดรู้จักสัตว์นรกในตน แล้วรู้เทวดาปลอมในตน คือกาม คือเอามาเสพรส โลภคือเอามาเป็นของตน 1 .รู้จักสัตว์นรก 2 .รู้จักสัตว์เทวดา 3 .รู้จักเทวดาแท้ที่เป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพคือสัตว์พรหม ที่สะอาดจากโลกอบาย โลกกาม รูปโลก อรูปโลก จนสะอาดหมดเป็นอรหันต์ ก็รู้จักโลกของพรหมจากการหมดสัตว์นรก สัตว์เทวดาที่หลงเสพสุขต่างๆ การเปิดโลก 3 โลก ผู้มีญาณรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นสัตว์นรก เทวดากามาวจร พรหม ที่หมดความเป็นสัตว์เป็นวิสุทธิเทพ หมดความเป็นโลกสูงสุด การเปิดโลกคือพระพุทธเจ้าสอนอภิธรรมจบ 3 เดือน เขาอธิบายเป็นบุคคลาธิษฐานว่า นี่คือสัตว์นรก พรหม เทวดา ต่างชี้บอกกันไปมา ที่แท้ก็ชี้ตนเอง ที่แท้เราก็หลง เราก็มีเห็นหน้าสัตว์นรก เทวดา พรหมเห็นกัน รู้แล้วแต่ไม่ได้ทำให้เป็นพรหม มีพระพรหมตัวอย่างอันเดียว นอกนั้นเป็นเทวดาปลอมมากกว่าสัตว์นรก เพราะไปสร้างเทวดาวิมานปลอมเยอะแล้วไปหลอกให้คนสร้างวิมานตาม อย่างธรรมกาย สร้างมโนมยอัตตา เป็นภพชาติมากมาย สัจจะความจริงมีแต่สังขารปรุงแต่งทั้งสิ้น ตอนนี้ไขความที่ว่า สัตว์นรกหรือเทวดาหรือพระพรหม อาตมาพูดตอนต้นว่า สัตว์นรก มนุษย์ เทวดา ถ้าเรีย ก มนุษย์คือภูมิกลางๆ มีดินน้ำไฟลม ขันธ์ 5 เป็นที่รวมของสัตว์นรก เทวดา พรหม เรียนรู้ได้ในนี้ ถ้าไม่รู้ในนี้ ไม่รู้สัตว์ 3 อย่างในนี้ก็ไม่รู้ได้ ผู้ตกนรก ถ้าเสพทุกข์ก็ไม่มีสุข ไม่มีอทุกขม สุ ข ผู้เสพสุขก็ไม่มีทุกข์ ไม่มีอทุกขมสุข แต่ถ้าเสพอทุกขมสุขก็ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์อย่างพวกนั่งหลับตา แต่ถ้าพวกไม่ได้ฝึกนั่งหลับตาจะทุกข์สุขอย่างไม่พักยก ตายไปแล้วไม่มีพระอาทิตย์ขึ้นหรือลง ไม่มีแสงสว่างหรือที่มืด มีแต่อุปาทาน ปั้นเองสร้างเองหมด ในสายมืดจะมัวๆ สายสว่างก็สร้างแต่สว่างมากมายไม่มีอะไร จะสมมุติอะไรให้ติดยึดก็จะมีอันนั้น สายกิณหะก็ไปสู่ความดับดำมืด สายอาภัสราก็ไปปั้นใส มีวิมานใสเต็มไปหมด แล้วภูมิสวรรค์เป็นของสด ถ้าจะสร้างสวรรค์โดยระลึกถึงอารมณ์ดีๆที่เสพด้วยตัวของคุณ บางคนก็ถนัดทำแบบนั้นก็เป็นสวรรค์ปลอมๆ ถ้าใครมาสะกิดก็หายไปแล้ว สวรรค์เช่นนั้นมันปลอมเร็ว พังง่ายมาก สวรรค์จริงมีแต่ตอนสัมผัสเท่านั้น ตายไปที่จะได้รสอร่อยเหมือนตนมีร่าง ไม่มี ส่วนมากอุปทาน อนุสัยมีแต่อยาก อยากได้ลาภ ยศ เพชรนิลจินดา ทองคำ ธนบัติ อยากได้เยอะๆ ตายไปไม่มีทั้งนั้น แต่ความอยากของคุณมีเยอะมาก ตายไปคุณไม่รู้ตัวหรอกว่ามันไม่มี แต่คุณก็ดิ้นหา คุณคิดดูว่า ดิ้นหาในส ิ่ งไม่มีจะรู้สึกอย่างไร ตอนเป็นๆ คุณได้เปรี้ยวหวานมันเค็ม ตาที่ยึดก็สุขแต่ว่าตายไปไม่ได้สิ่งเหล่านั้นแต่อยากจะดิ้นมากมายอย่างไร ตายไปมีแต่นรกดิ้นของจิตวิญญาณ จิตวิญญาณมีตัวตนรูปร่างไหม?... ตายไปนี่ คุณยังไม่ตายก็ระลึกสร้างมโนมยอัตตาก็เห็นได้เป็นรูปร่าง ยิ่งไปสอนกันว่าหลับตาสมาธิ จะเห็นสัตว์นรก เทวดา แท้จริงไม่มีสักอย่าง แต่ในจิตคุณเต็มไปด้วยสัตว์นรก สวรรค์เพ้อ สวรรค์นี่แวบเดียวสร้าง แต่คุณอยากได้ มันไม่มีให้คุณ คุณจะดิ้นด้วยอวิชชาไป คุณจะไม่มีเวลามีสวรรค์เลย ผู้ตกนรกจะไม่มีอารมณ์สวรรค์ ผู้ได้สุขก็จะไม่ทุกข์ ผู้นั่งสมาธิมีนิโรธดับจิต ดับเวทนา ตายไปก็เท่าที่ตนจะสร้างความควบแน่นของจิตได้ อย่างอาฬารดาบส อุทกดาบสตายไปก็จะตกในห้วงนั้นนานมาก ตอนเป็นนิโรธดับได้ 7 วัน แต่ตอนตายไปจะเป็นแบบนั้น 7 หมื่นปี เพราะไม่มีอะไรหมุนเวียน จิตคุณไม่มีอะไรสะดุดเลย ไม่มีไก่มาขันปลุกเอกอี๋เอ๊กๆ คุณจะจมในนั้นนานมาก น่าเกลียดน่ากลัว สำหรับคนนั่งสมาธิแบบนี้ พระพุทธเจ้าว่าเราไม่ไปในภพของสุทธาวาส ไม่ว่าจะสุทธาวาสดับหรือสว่างก็ตาม มีสองแบบสุทธาวาส ชั้ นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ
มีอวิหาผลา กับสุภกิณหา(อสัญญี) สองอย่าง ส่วนสุทธัสสากับสุทธัสสีนั้นก็เร ิ่ มมีภูมิขึ้นมามีปัญญาขึ้นมา ทัสสาแปลว่าเห็นแปลว่ารู้ ส่วนอกนิฏฐาคือผู้มีฐานในการปฏิบัติธรรม ถ้าเป็นพุทธก็จะพักที่อกนิฏฐา ที่สัมมาทิฏฐิ จะไม่หลงกับกับสุทธาวาส 5 นี้ ก็คืออนาคามี 5 อันเดียวกัน สมมุติว่าคนนี้สร้างมโนมยอัตตาเก่ง แต่เมื่อมารู้พุทธแล้วก็รู้ว่า มโนมยอัตตาไปสร้างไปติดไม่ดี แต่ก็จะสร้างใช้ได้ เป็นสายเจโต แต่สายปัญญาจะสร้างไม่เก่ง แต่พอสัมมาทิฏฐิ บรรลุแล้วก็จะไม่สร้างมโนมยอัตตาเลย พอหลับตาก็จะดำมืด แต่ถ้าลืมตาก็เจอสว่าง ก็เท่านั้น เศษเหลือของปัญญาวิมุติจะไม่มีค้างเป็นตัวภาพตัวรูปอะไรเลย ที่หลงเหลือในก้นครัว ห้องเก็บของรกเลอะ แต่ถ้ามีอยู่ก็จะขึ้นมากวนตอนหลับบ้างแต่ถ้าเผื่อว่าไม่เอาใจใส่มันมันก็จะหายไปๆ จนกระทั่งสายปัญญาจะชอบทำงานชอบปรุง นอนไปก็จะมีแต่ธรรมะ ในภพมีแต่ธรรมะต่างๆ ก็คือเทวดาคุยกับธรรมะกับเทวดา แล้วเป็นเทวดาที่ถูกต้องด้วย นรกคืออารมณ์ทุกข์ สวรรค์คืออารมณ์สุข เป็นของไม่มีจริง ผู้ปฏิบัติธรรมแล้วหมดสัตว์นรก หมดสัตว์สวรรค์ เมื่อดับความเป็นสัตว์สวรรค์ สัตว์นรกก็หมดไปด้วย จริงๆแล้วนรกก็เท็จ ผู้พ้นแล้วซึ ่ งอาสวะอนุสัย จะรู้หมด ไม่มี ไม่รู้ก็ไม่ใช ่ รู้ก็ไม่ใช่ ไม่ได้ ต้องรู้ให้เต็มชัดสมบูรณ์ สิ้นความไม่รู้ อวิชชา สิ้นระดับอาสะหรือสิ้นระดับอนุสัย หมดอวิชชานุสัยเลยเกลี้ยงไม่เหลือ นรกกับสวรรค์นั้นจริงๆมันไม่มี มันมีก็เพราะคนไปยึดว่ามันมีสวรรค์ มีนรก พืชนั้นไม่มีสวรรค์นรก พระพุทธเจ้าจึงให้ทำจนไม่เกิดตัวตนของสวรรค์หรือนรกเลย อรหันต์จึงมีธาตุรู้เต็มย ิ่ งกว่าพีชะ เอามาใช้ได้อย่างไม่มีนรกสวรรค์ เหมือนพืชแต่วิเศษกว่าพืชมากเลย แต่ฐานอาศัยคือฐานพืช ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์เป็นอุเบกขาที่เป็น ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา ทำการงานได้วิเศษจิตก็ยิ่งประภัสสรไปเรื่อยๆ ยิ่งขึ้นๆ สายปัญญาเซ็นคิดว่าพ้นได้ง่ายๆ ไปหยิบอันนี้ที อันนี้ทีเลยสับสน ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายตามลำดับ เป็นความมหัศจรรย์อันไม่เคยมี แต่มีในศาสนาพุทธ คุณมาเรียนเบื้องต้น อย่าไปนึกว่าตนสูงให้นึกว่าตนต่ำเสมอ ถ้าคุณมีบารมีที่บรรลุมาแต่ปางไหนก็ตาม คุณมีบารมีได้แล้วก็จะพาสชั้นได้เลย อย่าไปทรนงตนว่าตนเป็นผู้สูงแล้ว จงอยู่กับภูมิต่ำแล้วทำไป สัจจะผู้บรรลุแล้วจะไม่ว่าตนสูง จะอยู่กับหมู่ต่ำได้สบาย เพราะหมู่ต่ำจะเป็นโจทย์ให้เราอย่างไม่ได้จ้างเลย คนมาด่าเราไม่ได้จ้างเลยแต่ถ้าจ้างคนมาด่าก็เลยตั้งตัวทัน แต่ถ้ายิ่งมาด่าตอนเราไม่ตั้งตัวก็มีราคาสูงมากเลย อย่าไปกลัวโจทย์แต่ถ้ารู้ว่าสู้แล้วแพ้ยับเยินก็หนีก่อน อย่าประมาทแต่ถ้าสู้ได้ก็สู้อยู่จนเขาเปลี่ยนเลยก็เป็นได้ เทวดาสมมุติก็คือเสพสุข เป็นเทวดากามาวจร แต่เทวดาหรือสัตว์พรหมคือลดกิเลสได้เป็นลำดับ คือพรหมที่แท้ แต่พรหมกลายเป็นฮินดูคือพุทธที่หลงตนเอง ศาสนาพราหมณ์กับพุทธคือศาสนาเดียวกัน พอลืมตัวก็เป็นพราหมณ์ พอรู้ตัวก็มาเป็นพุทธ แม้เป็นพราหมณ์ก็มีกัลยาณธรรม มีอยู่ครองโลกตลอดเวลา ส่วนพุทธนั้นมีเป็นวาระ ถ้าคนไม่มีภูมิธรรมจะสอนได้เป็นเวไนยสัตว์ พระพุทธเจ้าไม่มาอุบัติหรอก ยุคของพุทธคือยุคกลางๆ ไม่ใช่ดีเลิศจนไม่ต้องสอนกันเลย หรือไม่ใช่เลวสุดจนสอนไม่ได้ ส่วนเทวนิยมมีอยู่ทุกยุค อย่าไปลบหลู่เทวนิยมเขา เพราะเขาคือพี่ คือพ่อ พ่อของพ่อ...ส่วนที่ไม่มีพุทธเกิดเรียกว่ายุคพุทธันดร
_ มีคำถามมาอีกจากคุณ รุ่งโรจน์ อนันต์เจริญกิจ 16 ก.พ. 2558 1 . ฝากหลวงพ่อ วิธีที่จะทำให้ไวไว จะต้องนำประชาชนทั่วไปเข้าหุ้น คือ คนทั่วไปขาดศ ี ล 5 ก็จะต้องใช้เงินเพื่อดึงกิเลส และมีปันผล เช่น แบ่งเงินส่วนกลางออกมาเพื่อเดินธุระกิจ พาประชาชนเข้าซื้อหุ้นโดยมีปันผล พอทุกคนที่โลภได้รับผล ก็จะฟังธรรมมากขึ้น และการที่เราเข้าหุ้นในบริษัทต่างๆ ก็จะช่วยเป็นเงินออมทางออม จริงอยูว่า สันติอโศกไม่หวังผล แต่ประชาชนทั่วไปยังหวังผล ถ้าเอาประชาชนพวกนั้นเอามาใกล้ธรรมได้ วัน หนึ่ง ก็อาจจะขัดเกลาเขาได้เช่นกัน ผู้ที่มีผลประโยชน์ ก็จะคอยป้องกันพวกเราอีกชั้น แต่จะต้องแบ่งภาคให้ชัดเจน 2 . กราบนิมนต์ พ่อครู เปิดนรกสวรรค์ ในวันออกพรรษา โดยทุกคนจะต้องเข้าสมาธิฟัง และสร้างมโนภาพ นรกสวรรค์ ตามคำพูด ก็เท่านั้น ผู้ใดทำได้ก็จะเห็น นรก และสวรรค์ จะได้เข้าใจ นรกสวรรค์ของตน
พ่อครูว่า … มันเป็นนโยบายที่เขาคิด ที่จริงคนมีศีล 5 นี่จะรวยนะเพราะขยันหมั่นเพียรสร้างสรร คนมีเครดิต ไม่มีอบาย คือโสดาบันจะรวย รวยโดยสุจริต ให้คนเป็นโสดาบันแล้วจะรู้เองว่า ตนมีกิจการใหญ่นี่เกินไป ก็จะลดเอง เขาจะปฏิบัติเลื่อนเป็นสกิทาฯ อนาคาฯ จนถึงอรหันต์จะไม่มีหุ้นเลย แต่จะแจกแบ่งให้กับพนักงานหมดเลย แต่พนักงานจะกตัญญูรู้คุณ ตายไปเขาจะทำพิธีศพให้ยิ่งใหญ่เลย อาตมาไม่มีเวลาพิสูจน์แต่ต่อไปจะมีคนมาทำบริษัทแบบที่อาตมาว่านี้ ถ้าอายุถึง 151 อาตมาก็จะได้ช่วยเขาสร้างบริษัทแบบนี้ จะเป็นพุทธบริษัทที่จริงไม่เหมือนธรรมกายที่หลอกคนเดือดร้อนฟุ่มเฟือยเสพอบาย แล้วติดสินบน เอาเงินฟาดหัว จ่ายให้หมดถ้ามา ก็สร้างอำนาจมวล คนก็หลงสิ่งเหล่านี้ มันซับซ้อนนะ เขาเข้าใจว่าอโศกทำงานไม่หวังผลได้จริง การมีมโนสัญเจตนานี่คือวิสัยทัศน์ในอนาคตว่าจะมีอะไรเกิด เช่นมี 1 สร้างอีก 1 ก็เป็น 2 ถ้าสร้างอีก 1 ก็เป็น 3 ก็ไม่ต้องไปอยากได้ 3 ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไป ไม่ต้องหวังว่า 3 จะเกิดเลย แต่ทำเหตุปัจจัยให้ครบ 3 ก็จะมาได้ แต่ทุกวันนี้สอนกันร่างโครงการ 5 ปีคาดว่าผลจะได้ แต่ทำแล้วผลไม่ได้ดังหวังก็เลยเขียนผลหลอก ได้ยอดมาเหมือนตามเป้าแต่ข้างในหลวมหลอกกันเละเลย พระพุทธเจ้าว่าให้กำหนดหมายกรอบของตนตามปริตตัง อย่าไปหลงอัปปมัญญา ให้เอาไปตามลำดับ เมื่อสร้างเหตุครบก็จะมีทุนต่อไปตามลำดับ ไม่ใช่ทำแบบฟ่ามๆหลอกๆ ในการทำงานที่อาตมาให้โศลกว่า มีเจตนาแต่อย่าอยาก จงพากเพียรให้เต็มบริสุทธิ์ ต้องประมาณให้ดีอย่าเฟ้อ ปริตตังคือน้อยไส้ อย่าอัปปมาณาภา ไม่มีประมาณ
ส มณะ ฟ้าไท … วันนี้พ่อครูได้ถามปัญหาเกี่ยวกับการกินมังสวิรัติ และพ่อครูได้อธิบายวิปลาส 3 และวิปลาส 4 จบ