580816_วิถีอาริยธรรม บ้านราช ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
5 80816_รายการวิถีอาริยธรรม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 2 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ส มณะ ฟ้าไท … เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว พ่อครูก็ได้ตอบเกี่ยวกับการกินพืช ที่มีศิษย์เก่าเขาถามมา ว่า การกินพืชจะบาปไหม พ่อครูก็ได้ตอบไปส่วนหนึ่ง พ่อครูว่า … กระแสหลักล้มเหลวหมดแล้ว จนถึงขั้นพฤติภาพออกมาหมดแล้วถึงขั้นสมีอุ้มสมี หรือว่าองค์กรศาสนาพุทธหลักทั่วประเทศตกอยู่ในอำนาจของสมี ซึ่งมันหมดท่าเลย ถ้าพลิกฟื้นอันนี้ไม่ได้ อาตมาว่าศาสนาพุทธจบเห่เลย ให้โลกนี้ครองโลกด้วยมารไปเรียบร้อย อาตมาก็ต้องฮึดประกาศสัจธรรมความจริงต่อไป ที่กล่าวไปเป็นความลึกซึ้งของสิ่งมีชีวิตที่เป็นชีวะ พระพุทธเจ้าตรัสถึงอุตุนิยาม พีชนิยาม ชีวะนี้มีพีชนิยามกับจิตนิยาม เมื่อพัฒนาข้ามจากอุตุนิยามมาเป็นพีชนิยามก็คือชีวะขั้นต้น แล้วก็จะพัฒนาสู่ จิตนิยาม แล้วก็พัฒนาสู่จิตนิยามที่เป็นเวไนยสัตว์เป็นผู้ที่อบรมโลกุตรธรรมได้ แยกแยะโลกียะกับโลกุตระได้ รู้จักกรรม กรรมนี่แหละเป็นพลังงานทางจิต กระทำลงไปสั่งสมเป็นพลังงานจิตทุ ก กรรม (กาย วจี มโน) สั่งสมเป็นพลังงานจิต จิตนี่จะเป็นตัวสั่งกายกรรม วจีกรรมให้ปฏิบัติ แต่คนเราอวิชชา ไม่สามารถหยั่งรู้จิตนี้ ผู้ศึกษาแล้วจะควบคุมได้ เรียนรู้สังกัปปะ 7 สามารถเรียนรู้ถึงวจีสังขาร แยกวจีกรรมออกจากมโนกรรม ส่วนกายกรรมนั้นหยาบกว่า วจีกับมโนกรรมย่อมรู้ได้ง่ายกว่า แยกวจีสังขารกับจิตสังขารออกได้ ในมโนแยกเป็นธรรมะสอง เป็นมโนหรือมนะ แล้วพัฒนาให้เป็นมโนที่บริสุทธิ์แล้วจึงมาปรุงแต่งเป็นวจีสังขารได้ มโนที่ไม่ปรุงแต่งก็ทรงไว้เป็นมโนธรรม ต้องแยกมโนกรรมที่เป็นวจีสังขารที่ยังไม่ออกมาเป็นวจีกรรม ก็ปรุงแต่งอยู่ภายในเป็นวจีสังขาร ไม่ออกมาภายนอก วจีสังขารก็ต่างกับวจีกรรม
( 44 ) “กรรม”คื
อ่านต่อ
อ “อำนาจแท้”สร้างมนุษย์-เทวดา-สัตว์นรก “กรรม”จึงเป็นผู้สร้างมนุษย์ตัวแท้สำหรับชาวพุทธ “กรรม” เป็นผู้ให้กำเนิด(กัมมโยนิ)ตัวจริง ไม่ใช่ “อำนาจ”สิ่งยิ่งใหญ่ใดไหนเลยที่ทำให้คน “เกิด” หรือให้คนเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้ ให้เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์นรก เป็นสุข-ทุกข์ เป็นคนดี-ชั่ว ฯลฯ จึงชัดเจนยิ่งว่า “กรรม”นี่เองที่เป็น “พระเจ้าตัวจริง “กรรม”นี่เองคือ ผู้ให้กำเนิด พาเป็นไปแท้ๆ(กัมมโยนิ) “กรรมของตน”จึงยิ่งใหญ่ที่สุดเป็น “อำนาจแท้”ในตนกว่า “อำนาจ”ใดๆในมหาเอกภพ “กรรม”จึงคือ “พระเจ้า”แท้ เป็นผู้ให้กำเนิดทาง “จิตวิญญาณ”จริง ที่สามารถเรียนรู้ และปฏิบัติของตนเอง พิสูจน์ “ความจริง”อย่างสัมบูรณ์ เป็นวิทยาศาสตร์ การถ่ายทอดเชื้อพันธุ์ของสัตวโลกที่เป็น “สัตว์”ทาง “จิตนิยาม” จึงต้องถ่ายทอดเชื้อพันธุ์กันทาง “กรรม”(deed,การกระทำ)คือ ทางการปฏิบัติหรือทางการประพฤติ(จรณะ) นั่นเอง ไม่มีทางอื่น หมายความว่าเราจะถ่ายทอดพันธุ์หรือสืบทอดพันธุ์กันอย่างแท้จริง “พันธุ์” ที่ว่านี้คือ “เผ่าพันธุ์”ที่เป็นเชื้อแท้ของพุทธ หรือสืบทอดความเป็น “พุทธ”กันจริงๆ และเป็น “เชื้อแท้-เชื้อที่ถูกต้อง” ไม่เป็น “พุทธเก๊” ไม่เป็น “พุทธเพี้ยน” ไม่เป็น “พุทธปลอม” ไม่เป็น “พุทธนอกรีต” ไม่เป็น “พุทธกลายพันธุ์” ไม่เป็น “พุทธเสื่อม”อย่างทุกวันนี้ เราได้ศึกษามาแล้วว่า “อุตุนิยาม”นั้นธาตุที่ยังไม่เป็น “ชีวะ” แม้ “อุตุนิยาม”ที่เป็น “พลังงาน” จะดี จะเก่ง จะวิเศษแค่ไหน ก็ยังไม่ถึงขั้นเป็น “ชีวะ” จนกว่า “พลังงาน”ขั้น “อุตุนิยาม”จะพัฒนา หรือมีเหตุปัจจัยประกอบกัน สังเคราะห์หรือสังขารกันมี “คุณภาพ”เข้าขั้นเป็น “ชีวะ” ซึ่งก็ต้องนับเอาความเป็น “พลังงาน”ใน “ธาตุ”นั้นๆ ที่เกิดที่เป็นจริง เป็นตัวชี้บ่งว่า เป็น “ชีวะ” หรือยังไม่เป็น “ชีวะ” ไม่ใช่หมายเอาแค่ “สสาร”หรือภายนอก
( 45 ) พลังงานจะพัฒนาจาก “อุตุนิยาม”เป็น “พีชนิยาม”ก่อน เริ่มต้นที่ “ธาตุ”นั้นโดยเอาที่ “พลังงาน”เป็นสำคัญว่า พลังงานของธาตุนั้นได้พัฒนามีคุณสมบัติใน “นิช”(Niche)มีความเจริญเข้าขั้น “เซลล์”(Cell)หรือยัง? ถ้าเข้าขั้น “เซลล์”ได้จริงก็เริ่มนับเป็น “ชีวะ” “นิช”(Niche) หมายถึง ช่องว่างหรืออากาศ(space) ซึ่งเป็นสถานที่ก็ดี สถานที่เริ่มต้นให้ “ชีวะ”เกิดเรียกว่า “คัพภะ” หรือความเล็กละเอียดของตัว “ธาตุ”ที่เริ่มตัวของ “ชีวะ”เรียกว่า “กลละ”ก็ดี ที่เหมาะสมแล้วที่จะเกิดความเป็น “ชีวะ” ซึ่งเป็นพลังงานที่เกิด “ชีวะ”เริ่มแรก ติดอยู่กับที่ก่อน ยังอวจรหรือโคจรไปไหนด้วยพลังงานตนเองอิสระลอยตัว ไม่ได้ แต่เริ่มเป็น “ชีวะ” เริ่มเป็น “เซลล์” (cell) ขั้นเริ่มต้นชั้นต่ำอยู่ จึงต้องเชื่อมต่อสืบสายโยงชีพอยู่กับมวลเดิม ยังตัดขาดแยกตนออกไปเป็น “ตนเอง” อย่างอิสระพึ่งตนเอง เลี้ยตนเองรอดยังไม่ได้ ยังเป็นแค่ “ชีรานุปาทิ”ซึ่ง “ชีวะ”เหลือแค่ “ชรตา” “พลังงาน”ขั้น “ชีวะ”ที่เป็น “อุปจยะ” ถ้าไม่มี “สันตติ” ก็คือ “ชรตา” ที่จะเสื่อมต่อไปหา “สูญ” หรือเสื่อมสลายจนสิ้นตัวตนไป ส่วน “พลังงาน”ขั้น “ชีวะ”ที่เป็น “อุปจยะ”ถ้ามี “สันตติ”ก็เป็น “ชีวานุปาทิ” ซึ่ง “อุปจยะ”นั้นก็จะมี “ปัจจยาการ”สืบต่อไปเป็น “การเกิดใหม่”(โอกฺกันติ) เป็นธาตุใหม่ของ “อุปจยธาตุ”ใหม่ไปเรื่อยๆ สะสมพลังงานที่มี “ความเป็นตน”(อัตตา)เริ่มก้าวหน้าขึ้นสู่ความมี “ชีวา”พัฒนาต่อไป แต่ถ้าไม่มีพลังงานที่ “สืบต่อ”(สันตติ)เพื่อเกิดต่อไป ก็จะเป็นได้แค่ “ชีรานุปาทิ” ตนเองไม่สามารถช่วยตนเองให้ “สืบต่อชีวะ”ของตนต่อไปได้อีก มีแต่จะเสื่อมไปหาสูญ หรือเสื่อมสลายจนสิ้น ตัวตนไป ภาวะนี้ก็ชื่อว่า “ชรตา” “พลังงาน”ที่ชื่อว่า “อุปจยะ” ต้องมี “ชีวานุปาทิ”จนกระทั่งมี “ชีวะ”เป็นของตนเองแล้ว และพึ่งตนเองได้ด้วย อย่างอิสระที่จะพัฒนา “ชีวะ”ของตนเองให้เจริญเติบโตต่อไปได้เอง จนกว่าจะพัฒนาขึ้นไปเป็น “ชีวะ”ที่มีความเป็น “ธาตุแท้ของความเป็นตนเอง”(self) พึ่ง “ความเป็นชีวะ”ของตนเองได้ จึงชื่อว่า “พีชนิยาม” ที่เกิด “ความอิสระ”จาก “ธรรมชาติ”แห่ง “อุตุนิยาม”ไปได้ หรือนำตัวเองเคลื่อนออกจากสถานที่ ที่ตนเองเกาะอาศัยอยู่นั้น แยกตัวออกไปเป็น “อิสระ”ได้ หรือลอยตัวออกไปผสมพันธุ์นอกภาวะที่ตนเองติดอยู่นั้นได้ จึงจะชื่อว่า ชีวะขั้น “พีชนิยาม”
( 46 ) แล้วจึงจะเป็น “จิตนิยาม”ที่มี “กรรม”มี “วิบาก” จาก “พีชนิยาม”จึงจะพัฒนาธาตุที่เป็น “ตนเองขึ้นไปอีก จากมี “พลังงาน”ของตนเองขั้นหนึ่งมาแล้ว ในความเป็น “ชีวะ”ที่เรียกว่า “พีชนิยาม”ให้เกิด “พลังงาน”ข้ามขั้น “พีชนิยาม”ไปเป็น “จิตนิยาม” “พลังงาน”ที่เป็น “พีชนิยาม”นั้นจะมีพลังงานปรุงแต่งตนเอง(สังขาร)ที่เป็น “ธรรม 2 ”(เทฺว ธัมมา) คือ มี “สัญญากับสังขาร”ปรุงแต่งกันเป็น “พีชนิยาม” เป็น “นามขันธ์ 2 ” ยังไม่มี “เวทนากับวิญญาณ” พลังงานขั้นนี้จึงยังไม่ชื่อว่า “อนุปาทินนกสังขาร”(สังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง หรือสังขารที่ไม่มีวิบากกรรมครอง) จึงยังไม่เข้าขั้น “สัตว์” (คนเขากำลังพัฒนาหุ่นยนต์ให้ได้มีเวทนา อาตมาก็ว่าเขาจะทำได้ไหมหนอ แต่อาตมาว่าเขาทำไม่ได้หรอก เขาไม่เข้าใจเรื่องนิยามชีวิตเลย แม้แค่ทำให้หุ่นยนต์ที่เป็นอุตุฯข้ามมาเป็นพีชะก็ยังยากเลย อาตมาเลยสงสารเขา เขาจะทำไปสูญเปล่าไปแล้วมันเป็นไปไม่ได้ ไม่เก่งเท่าธรรมชาติหรอกแต่ก็ไม่ดูถูกเขาทำไป เพราะอย่างน้อยเอาความละเอียดลึกซึ้งนี้มาใช้ประโยชน์ได้ นาซ่าก็ทำอะไรที่มีประโยชน์ได้) ขึ้นชื่อว่า “สัตว์” จะมี “นามขันธ์ 4 ” คือ มีทั้งเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ทำงานอยู่ใน “พลังงาน”ที่เรียกว่า “จิต”(จิตนิยาม) ดังนั้น “พลังงาน”ขั้น “พีชนิยาม”หากพัฒนาเจริญขึ้นถึงขั้นที่เรียกว่า “เวทนา”เพราะมี “กาย”(องค์ประกอบของ “ธรรม 2 ” ที่มีทั้งภาวะของรูปและภาวะของนามทำงานร่วมกัน) ที่มี “นามธรรม” เริ่มเป็น “ความรู้สึกหรือเป็นอารมณ์ในตนเอง” เรียกภาษาวิชาการว่า “เวทนา” ยังไม่ได้ “เวทนา”จึงได้แก่ พลังงานที่มีองค์ประกอบของพลังงานแห่งชีวะที่มีพัฒนาการถึงขั้นเมื่อ “การสัมผัส”กันของ “รูปภายนอก”กับ “พลังงานภายใน”แล้วมี “อาการ”ใน “พลังงานภายใน”ถึงขั้น “รู้สึก”เป็น “รสอัสสาทะ”ด้วยอวิชชา หรือความหลง(โมหะ) จึงยังมี “อัสสาทะ”อยู่ “อัสสาทะ”นี้แหละตัวร้ายที่เป็น “รสโลกียะ”ที่คนโง่ คนหลง “อัสสาทะ”คือ รสนิยม อารมณ์ที่พึงใจ ความรู้สึกที่รัดรึงใจ ความรู้สึกที่ไปยึดเอา “ความรู้สึกใหม่”ที่เกินความเป็นจริงตามธรรมดาของภาวะนั้นๆ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ “วิปลาส”กว่าความรับรู้ในการสัมผัสรู้ตาม “ธรรมดาของจริง”นั้นที่สัตว์โลกผู้อวิชชา “มี”กัน (ใครมองไม้ร่มแล้วเห็นรูปร่างภายนอกก็อย่าว่าเป็นคนวิปลาส เพราะเมื่อคุยกับเขาแล้วเขาคุยรู้เรื่อง บางทีรู้เรื่องละเอียดดีกว่าเราอีกก็ได้ แต่เขาจะยึดการแต่งตัวแบบนี้ ทั้งผูกทั้งขาดใส่แบบนี้ เพื่อให้คนใส่ใจสนใจ เป็นสุนทรียศิลป์ ชี้ชวนให้คนสนใจมาศึกษา เป็นส่ิงที่จริงที่ยาก ถ้าเอาสุนทรียศิลป์ไปในเชิงลบก็ยาก อาตมาก็ใช้คล้ายไม้ร่ม แต่ละเอียดกว่าไม้ร่มเยอะคนถึงเข้าถึงยาก อาตมาไม่ได้หยาบถึงต้องใส่เสื้อผ้าขาดแล้วมีหนวดเครา ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น ไม้ร่มกับอาตมานี่สัมผัสภายนอกรู้เลยว่าใครบ้าแต่อาตมาแสดงกิริยาท่าทาง นัจจะคีตะวาทิตะ ตอนนี้มันก็เกินสภาพคนที่ยึดมั่นถือมั่นไป ที่เขายึดว่าอาริยะต้องไม่แสดงท่าทางเช่นนี้ มันเกินสมณสารูปที่เขายึดถือแค่ character ของหนึ่งฟ้าในหมู่พวกเราก็รับได้ยากแต่ภายนอกก็รับได้จึงติดต่อภายนอกมาหาภายใน แต่ภายในเราก็มีทั้งผู้ที่รับได้และรับไม่ได้) “อัสสาทะ”จึงเป็น “รส”ที่คนรับรู้สึกที่ใหม่ขึ้นมาจากความเป็นจริง “รส”นี้จึงคือ “รสที่ไม่มีจริงในความจริง” เป็น “รสเท็จ”(อลิกะ) (จึงมี Creative ถีบออกมาเยอะแยะ ปั้นมาหลอกคน ขี้หมาทาสีเขาก็ซื้อ ซื้อแพงๆด้วย ไม่ขายแพงก็หาว่าของไม่ดีอีก) ซึ่งเป็นความรู้สึกเกินกว่าที่ “ความเป็นจริงของความจริงธรรมดา”ตามภาวะธรรมชาตินั้นมันมีจริง แล้วหลงยึด “รส”นั้นเป็น “อุปาทาน”หยั่งลงเป็น “อภินิเวส” จึงเกิดเป็น “ตัวตน”(self)ที่มี “ความเป็นตนเอง”เลยเถิดกว่า “พีชนิยาม”อีก อย่างนี้แลที่ “จิตนิยาม”สำหรับคนผู้อวิชชาจะมีกันมากขึ้นๆ แล้วก็สร้าง “กรรม”สร้าง “วิบาก” ให้เป็น “นิยาย”ของโลก เต็มโลก เป็นโลกแห่งสงครามอัสสาทะ”กันไม่รู้จบ
(47) พีชนิยามมีแค่สัญญากับสังขารจึงยังไม่มีรสเท็จ ( แค่ควายเอาลูกชิ้นให้มันกิน มันยังไม่ถูกหลอกเลย ควายมันไม่ยินดีในลูกชิ้นปิ้งก็ไม่ทุกข์ แต่ถ้าไปติดลูกชิ้นปิ้ง มันก็ทุกข์ ) คนนี่โง่มากเลย พีชะไม่มีรสเท็จรสเก๊ในตน อนัตตาก็เพราะว่า ผู้ที่มีอัสสาทะก็เป็นรสเท็จหรือรสเก๊ รสอร่อยของโลก ที่ไม่มีตัวตนไม่ใช่ของจริง เป็นอนัตตา ก็เพราะมีวิปลาส 3 (สัญญาวิปลาส จิตวิปลา ทิฏฐิวิปลาส) จะมีวิปลาส 1 หรือหลายอย่างทำให้เกิดอัสสาทะนั้น สำหรับพีชนิยามยังไม่มีวิบากที่ติดไปกับความจำหรือการกำหนดรู้(สัญญา) แล้วนำไปปรุงแต่งตนเอง(สังขาร) ตามความจำได้จนจำได้ถึงขั้นข้ามภพข้ามชาติ เพราะถ้ารูปธรรมของพีชนิยามมันแหลกสลาย เช่นกล้วยหอม ผลไม้ พืชต่างๆ แตกสลายไม่เหลือรูปทรงที่มีองคาพยพบริบูรณ์พร้อมพอแล้ว พลังงานอุตุของมันก็หมดสิ้นไป พลังงานก็ไม่มีตัวตนของมันใดๆข้ามภพชาติเลย หมดจบอยู่ในชาติเดียว ไม่มีสันตติ พีชนิยามจึงไม่มีบาป ไม่มีเวรข้ามภพข้ามชาติ กรรมที่สั่งสมลงเป็นวิบากข้ามภพชาติยึงไม่มี เพราะการยึดเอา(อาทาน) ของพีชนิยาม มันยึดถือแค่ชาติเดียว ภพเดียวเท่านั้น
( 48) ความรู้ของอัตตานั้น ขั้นอธิจิตจึงจะสามารถรู้ตนเอง ผู้มีญาณ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นพีชะนั้น แท้ๆสัมมาทิฏฐิจึงรู้ธรรมะขั้นเอกพีชี หรือเอกคตจิตได้จริงแท้ สัมมาทิฏฐิจริง ซึ่งเป็นความรู้ขั้นอธิจิตหรือญาณ จึงมีภูมิแยกภาวะแห่งเอกพีชีนั้น แตกต่างจากโกลังโกละ หรือสัตตักขัตตุปรมะ อย่างไร เอกพีชีคือเชื้อชาติหนึ่ง แล้วสัตตักขัตตุปรมะคือ 6 เอกพีชี ที่มีเชื้อเหลืออีก 1 ชาติ แตกต่างจากสกิทาคามี คือยังเป็นผู้ยึดตัวตนคืออัตตาในกามภพอีก 1 ชาติ อันหนึ่งในความเป็นพีชะ(เอกพีชี)กับอีกอันหนึ่งในความเป็นอัตตา(สกิทาคามี) เอกพีชี คือพีชะเชื้อชีวิตินทรีย์ ที่รู้ได้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ภายใน เป็นส่วนละเอียดของนามธรรม ที่ไปแปลกันว่าเอกพีชีคือเกิดอีกชาติเดียว ก็ต้องรู้ว่าหมายเอาชาติของอะไรแค่ไหน ส่วนสกิทาคามีก็ไปแปลว่าเกิดอีกชาติเดียวเหมือนกัน แต่สกิทาคามีนี้คือบุคคลไม่ได้หมายถึงพีชะที่เห็นอัตตาโอฬาริกอัตตา หยาบ ก็ต้องรู้อัตตาขั้นนี้ว่า หมายเอาความเป็นกาย ที่ครบพร้อมองค์รวมของรูป/นาม อันเป็นภาวะที่หมายถึงองค์ประกอบของทั้งรูป/นาม(กาย)ที่เกี่ยวข้องทั้งภายนอกและภายใน(จิตใจ) เป็นโอฬาริกอัตตาเต็มๆ จึงเป็นเรื่ององค์รวมที่หมายถึงบุคคล ดังนั้น สกิทาคามีจึงแตกต่างจากเอกพีชี ตรงที่ หมายถึงมโนมยอัตตา อรูปอัตตา เอกพีชีนี้หมายเอา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา สกิทาคามีต้องรวมเอาโอฬาริกอัตตา ถึง อรูปอัตตาอันเป็นปรมัตถธรรมคือหมายเอาจิตเจตสิกรูปนิพพาน ต้องศึกษา โอกกันติ อ่านความเกิดของจิตในภายใน ต้องรู้ธรรมนิยาม 5 ชัดเจนสัมมาทิฏฐิ ต้องแยกโอฬาริกอัตตา กับมโนมยอัตตา และอรูปอัตตาออก ผู้ปฏิบัติต้องอ่าน รูปกาย นามกาย ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทสได้ จึงจะทำความดับความเกิดสำเร็จ ต้องเข้าใจภาวะความเกิด 5 (ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) ในพระไตร ปิฎก เล่ม 16 ข ้อ 7 แล้วผู้ปฏิบัติก็จัดการการเกิดให้ถึงนิพพัตติ อภินิพพัตติได้ บริบูรณ์ให้ได้ ความหยั่งลง สัญชาติ คือความเกิดที่หยั่งลงแบบเก่า สั่งสมสัตว์เดรัจฉานก็สั่งสมความเป็นเดรัจฉานมา คนก็หยั่งลงแบบคน ชาติคือการเกิดทั่วไป คำกลางๆ ชาติปิทุกขา (ความเกิดใดๆเป็นทุกข์) เป็นต้น โอกกันติ คือความเกิดที่สามารถเรียนรู้ได้ หยั่งลงในจิต แยกแยะได้ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ว่าเกิดเช่นนี้เป็นโลกียะ อย่างนี้เป็นโลกุตระ แยกเนกขัมมสิตเวทนากับเคหสิตเวทนาได้ อันนี้เอาอัสสาทะออกหรือลดได้ เป็นโลกุตระ ต้องอ่าน อาการ ลิงค นิมิตอุเทสเหล่านี้ออกให้ได้ แยกได้ก็มีโอกกันตะ ได้เป็นนิพพัตติมาเรื่อยๆ จนถึงอภินิพพัตติก็สัมบูรณ์ขึ้นมา สมบูรณ์รอบ 1 เป็นโสดาบัน รอบ 2 เป็นสกิทาฯ … ความรู้อธิจิตขั้น พีชนิยามจึงจะรู้โอปปาติกโยนิ คือการเกิดของพลังงานจิต เพราะรู้ความเป็นพลังงานพีชะแตกต่างกับความเป็นอัตตาอย่างมีนัยสำคัญ ตัวตนขั้นพีชะเป็นนิยามที่ไม่ถึงขั้นจิต โดยรู้จักปริมาณและคุณภาพ โดยรู้จากปริมาณและคุณภาพ เพราะพีชะเป็นพลังงานที่สั่งสมตัวตน อย่างมีปริมาณและคุณภาพไม่มากไม่ควบแน่นเสถียรเกิน 7 ชั้นขึ้นไป ( 7 คือสัตตัก) ส่วนอัตตานั้นมีทั้งที่สะสมตัวตนมากและควบแน่น ถ้าอัตตาข้ามไปถึง 7 ก็ข้ามเส้าที่ 2 ซึ่งเลยเส้าปฏิภาคทวีคู่ใหม่ สัตตักขัตตุง จึงเป็นเขตที่จะผ่านไปถึงระดับขั้นสูงสุดได้ แต่ถ้าลดลงกว่า 7 ก็ยังมีพลังไม่แรงมากพอ ไม่ถึงรอบปฏิภาคทวีที่แปลไปเป็นวัฏฏะอื่น
ผู้มีญาณรู้ตนเอง(อัตตา)จึงจะสามารถรู้พลังงานพีชนิยาม พลังงานพีชะไม่มีความรู้สึกผูกพันยึดติด ขออนุโลมใช้ภาษาว่า มันยังไม่ติดใจ คือพีชะยังไม่ถึงขั้นมีธาตุกำหนดรู้ได้แล้ว แล้วก็สามารถยึด(อาทาน)ได้ มันสามารถยึดได้แต่ไม่ยึดแรงจัดมาก จนเก่งถึงขนาดพลังงานจิต ไม่เก่งขนาดนั้น ที่ยึดแรงหนักเหมือนพลังงานจิต ความรู้สึกของมันไม่ยึดหนักถึงขนาดรักหรือชัง ไม่เข้าขั้นมาตรฐานที่เป็นเวทนานั้นเอง ไม่ดูดดึงไม่ผูกพันมาให้ตน มาเป็นตน หรือถึงขั้นจองเวรที่ชังหรือแค้นอยู่ ซึ่งเป็นการยึดเอามาผนวกเข้ามาเป็นพลังงานของตน กระทั่งข้ามภพข้ามชาติ ผ่านองคาพยพแห่งรูปธรรมจนเป็นตน เพราะพลังงานพีชะไม่มีอาการหนัก แรง จัด ด้วยปริมาณและคุณภาพ ในความเป็นธาตุรู้ของมันเอง จนมีปริมาณหรือคุณภาพมากถึงปานฉะนั้น มันยึดแค่เอามาปรุงแต่งเป็นองคาพยพในชาตินี้ ไม่เอามาเกินการกำหนดรู้ที่ตนมีหรือไม่บำเรอความรู้สึกว่าเป็นลาภของเราแล้วหนอ ที่มีความรู้สึกใหม่ แปลกใหม่จากที่มีอยู่เดิมแล้วหลงยินดีความใหม่นี้ใส่เข้าไปเป็นอัตตา(ที่หลอกกันทั่วโลกคือความรู้สึกแปลกใหม่นี้แหละ) ปริมาณ คุณภาพที่เข้าไปใหม่นี้ไปเพิ่มความรู้สึกยึดติด จนกลายเป็นจิตตนจนได้ มีอัสสาทะขึ้นมา เมื่อเหตุปัจจัยครบถึงขีดของจิตนิยาม แล้วหากผู้มีจิตนิยามนี้มีอวิชชาอยู่เมื่อใด ก็จะมีความวิปลาส ให้แก่ตนอีกนาน จนกว่าจะมีวิชชาของพุทธ ถ้าพีชะใดยังมีคุณสมบัติไม่ถึงขั้นเป็นเวทนา มันมีแค่สัญญากับสังขาร พลังงานของมันยังไม่มีปริมาณและคุณภาพข้ามมาเป็นจิตบริบูรณ์ มีแค่สัญญากับสังขาร ก็ยังไม่นับว่าเป็นวิญญาณธาตุก็ยังเป็นแค่ อนุปาทินกสังขารเท่านั้น พีชะมีแต่ตนเองแต่ไม่เป็นภัยกับใคร จะไม่รู้สึกทุกข์/สุข จึงไม่มีบาป หรือไม่ต้องมีบุญ พีชะมีพลังงานสร้างตัวเอง ตัวตนของมันเท่านั้น (Self) มันแค่มีตัวตนตามอัตโนมัติ (Self abuse) ยังไม่มีความเห็นแก่ตัว(selfish) มันมีแต่สร้างตัวเองทำตัวเอง(self made) ให้เพียงพอ (self sufficiency) นี่คือเศรษฐกิจพอเพียง แม้แต่การป้องกันตนเอง การยกอ้างอะไรมาป้องกันตนเอง (self defense) แม้แค่นี้พืชยังทำไม่ได้เท่ากับสัตว์เลย มันวิ่งหนีได้ไม่คล่องแคล่วเท่าสัตว์ สัตว์ที่มีจิตนิยามจะมีความอิสระ แม้ในความเป็นองคาพยพภายนอกก็จะมีมากกว่า พีชนิยามยึดสิ่งที่่จะมาใช้กับตนเพียงชาติเดียว จบชาตินั้นไม่มีพลังงานสืบต่ออีก ไม่ผูกพัน ไม่สืบต่อไปไหนๆอีก จบพลังงานชีวะของมันชาติเดียว ชีวิตพีชะจบเมื่อใด องคาพยพก็ดี พลังงานของมันก็ดีแตกแยกสลายไม่มีเชื้อพีชะใดเหลืออยู่อีก ...
ส มณะ ฟ้าไท … วันนี้เรียนวิทยาศาสตร์จิตภาพ ชีวภาพด้วย