580805_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ อนุสัย ๔​ อาสวะ ๗ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข4 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580805_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง อนุสัย 4 อาสวะ 7 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันพุธ ที่ 5 ส.ค. 2558 แรม 6 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม ทุกวันนี้อาตมาอะไรก็ไม่แพงเท่าราคา ก่อนจะต่อวันนี้ได้มีข่าวคราวจากเพื่อนชุมชนชาวเชียงใหม่ ก็ชมร.เชียงใหม่จะครบรอบวันคล้ายวันแก่ คนไปหลงติดเรียกวันที่เราเกิด วันเดียว แต่พอมาปีต่อมาวันที่ซ้ำกันกับที่เราเคยเกิดมาวันเดียว แต่วันอื่นในปีต่อไปเป็นวันแก่ ความเคลื่อนไหว ในรอบ 1 ปี ของชมร.เชียงใหม่ ( ปี 2557-2558 ) 1. ชมรมมังสวิรัติแห่งประเทศไทย สาขาเชียงใหม่ หรือ ชมร.ชม. ได้เปิดมา ตั้งแต่ปี 2535-2558 วันนี้ จึงเป็นวันครบรอบคล้ายวันแก่ 23 ปี ของชมร. เชียงใหม่ 2. การดำเนินการ กิจการทุกวันนี้ สามารถพิสูจน์พาณิชย์บุญนิยม 4 ระดับว่าเป็นไปได้จริง คือ 1 .ขายต่ำกว่าท้องตลาด 2 .ขายเท่าทุน 3 .ขายต่ำกว่าทุน และระดับที่ 4 . แจกฟรี โดยเฉพาะบุญนิยมระดับที่ 4 คือการแจกฟรี หรือ 0 บาทก็ทานได้ เราได้ทำมาแล้วประมาณ 9 ปี ตั้งแต่ปี 2549-2558 ค่ะ 3. ชมร.เชียงใหม่ ได้รณรงค์ต่อเนื่อง เรื่องการงดใช้ถุงพลาสติกใส่อาหารและถุงพลาสติกหูหิ้วสำหรับใส่ของทำได้ 100 % มาแล้วประมาณ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป ส่วนถุงพลาสติกบรรจุอาหารได้งดใช้มานานกว่า 10 ปี ทุก - อิริยาบถนั้นคนอวิชชาก็ต้องการแต่ความสุข ทุกปัจจุบันที่ต่อเนื่องเป็นจุดๆไป หาความพอใจเป็นอิฏฐารมย์อยู่ทุกเวลา นอกจากนอนหลับจิตตกภวังค์ไม่ได้ควบคุมภายนอก กาย วาจา ใจ ไม่ได้ถูกควบคุมที่จะต้องไปหาเสพบำเรอตามต้องการ มันบำเรอความต้องการตลอดเวลา เป็นความปรารถนาของผู้ไม่ได้ศึกษาธรรมะ ว่ากิเลสความต้องการ มันต้องการบำเรอตลอดเวลา แต่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเรียนรู้อาการที่จะต้องการเสพ ได้มาบำเรอกาม อัตตา ก็เรีย

อ่านต่อ

นรู้เวลาเกี่ยวข้องสัมผัส ยิ่งเป็นรูปร่างเป็นตัวตนก็ยิ่งรู้ง่าย ต้องใช้เรี่ยวแรงกำลังสมองแย่งชิงแสวงหามา แล้วก็จะเห็นว่าเป็นสิ่งไร้สาระ เปล่า เท็จ สิ่งที่เรียกว่าความสุข มันไม่มาแบบคนขี่ช้างสูบยามา ไม่มีตัวตน ไม่มีหัว ไม่มีหาง แต่เป็นอารมณ์ลมๆแล้งๆ ก็นานกว่าจะเข้าใจว่า เป็นสุขบำเรออารมณ์ คว้าลม ว่ารูปต้องแบบนี้ เสียงต้องแบบนี้ กลิ่นต้องแบบนี้ นี่คือเกิดตัวเราของเรา ต่างกันหรือคล้ายกัน อาจคล้ายกันจนเกือบเหมือนกันต้องแย่งชิงกันเลย หรือไม่อยู่กับกามภพทางทวารนอก แต่มีที่ใจ เป็นวิมาน เป็นส ิ่ งไม่มี ไม่เกี่ยวกับรูป รส กลิ่น เสียงอะไร แต่สมมุติเกินกว่านั้นมากกว่ากามคุณ 5 ไปอีกด้วยซ้ำ คนที่หลอกสร้างวิมาน จนคนหลงเชื่อ วิมานจึงมากมาย ไม่ว่าสำนักไหนๆ ยิ่งไม่เป็นพุทธ ยิ่งสมมุติไปมากมาย แม้พุทธ พระพุทธเจ้าสอนแล้วก็ยังมีคนไปสร้างวิมานหลอกคนกันไม่รู้กี่สำนัก เช่น ธรรมกาย เป็นต้น สอนให้ปั้นความใส ให้ยิ่งกว่าใสเป็นอรูป ไม่มีตัวตนแล้วนะความใส คนไม่รู้จักความจริง ตายไปก็มีกาย ยิ่งศาสนาพุทธในเมืองไทยนี่มันยอดนิยายเลย สร้างมอมเมากันมหาศาล ความเป็นคนที่ตายไป ตายไปแล้ว อาตมาจะอธิบาย สภาพตายของพระอาริยะ พระอรหันต์ที่ไม่จบภพชาติ ตายไปแล้ว ภพชาติอรหันต์อยู่อย่างไร อยู่ที่สงบเรียกว่าดุสิตา คือไม่มีเรื่อง อะไร เพราะไม่มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสภายนอก จิตท่านไม่มีอัตตาแล้ว ท่านก็รู้ว่าการเกิดมาต้องมีปสาทรูป แต่ตายไปก็มีแต่จิต อรหันต์ท่านรู้แล้วว่า รูปภพ อรูปภพเป็นอย่างไร รูปมันก็เป็นสภาวะจะสมมุติปั้นเป็นมโนมยอัตตา ทุกคนเคยมี หลับตาไปแล้วยังมีรูปร่างตัวตนสีสัน แล้วเขาก็ถือว่ามันเป็นของจริง บางคนว่า ตายไปแล้วมันไม่มีอะไร คนที่ไม่ได้ล้างอัตตา ตายไปก็จะนึกเช่นนี้ คนอุจเฉทิฏฐิ เขาจะนึกว่าตายไปแล้วไม่มีอะไร แต่เขาไม่ได้ล้างอุปาทานเลย แต่เขานึกว่าไม่มีนรกสวรรค์ เขาก็จะยิ่งก่อบาปหยาบช้า ตะกละ เขาไม่รู้ ทำโดยเข้าใจผิด แต่ก็ได้บาปไปแล้ว โดยสัจจะที่มีในปัจจุบัน อรหันต์เท่านั้นที่จริง แม้อนาคามีก็เหลืออัตตา ที่ต้องไปล้าง ที่จะพูดให้ฟังนี ้ ถ้าไม่อาจเข้าใจผิดว่า ของจริงมีแต่ในปัจจุบัน แต่ตายไปแล้วจะนรกยิ่งกว่าปัจจุบัน แต่สวรรค์นั้นมีแค่ปัจจุบัน ตายไปแล้วไม่มีสวรรค์จริง มีแต่นรกกับนรก เช่น คุณนั่งหลับหรือนั่งนึกฝันไปตอนกลางวัน พอตื่นมาอาจได้ไปเสพตามฝันได้ด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เช่น เพ้อว่า เราไปร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้จะให้เขาปรุงมาให้อร่อยเลย เราชอบแบบนี้ พอลืมตาก็ไปร้านก๋วยเตี๋ยว แต่คนตายไปแล้วไม่มีร้านก๋วยเตี๋ยว มันจะฝันเพ้อแต่ไม่มีร้านก๋วยเตี๋ยวก็จะดิ้นสุดฤทธ ิ์ สุดเดช แล้วก็จะหลงปั้นร้านก๋วยเตี๋ยวมาซ้ำซ้อนอีก เหมือนกับ ปั้นความใส ใสของพระโสดาบันอย่างนี้ ใสอย่างนี้สกิทาฯ ใสอย่างนี้อนาคาฯ ใสอย่างนี้ อรหันต์ก็ปั้นไป สร้างภพชาติ อย่างเดียว คนไม่รู้..นี่หลอกว่าใสหรือว่าหลอกเป็นรูปร่างตัวตน จะนึกเอาอย่างไรก็ได้ นิยายสวรรค์นรก จึงมีมากมาย คนก็ปั้นกันได้มากมาย แม้ผีกระสือก็ปั้นกันไปได้ คนก็เชื่อว่ามี ตายไปแล้วไม่มีความจริงเลย ความจริงมีแต่ปัจจุบันที่สัมผัสอยู่ แต่ตายไปแล้วจะมีแต่นรกยิ่งกว่านรกของอุปาทาน แต่พวกอุจเฉทิฏฐิจะประมาทได้ ถ้าฟังเผินแบบนี้ คนก็ว่าไม่จริงแล้วจะกลัวทำไม เขาไม่รู้จักอุปาทาน ขนาดพวกเรารู้แล้วว่ามันอุปทาน แต่ยังล้างยากล้างเย็นเลย ไม่ว่าจะของมากหรือน้อยก็ตาม อันนี้สัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เขาก็รู้ว่าสุขทุกข์โลกีย์ มันไม่มีหรอก โดยบัญญัติ แต่เราก็รู้ว่าเราติดยึดอยู่ ก็พิสูจน์ล้างตั้งแต่อบายภูมิ ให้ถึงญาณทัสนะวิเศษ ให้ล้างได้ ขนาดมีของจริงโลกุตระแล้ว มันยังไม่ง่ายจะทำให้หมดเลย ในอนาคต มีทิฏฐิ 44 แบบที่ไปได้ ที่จริงมากกว่า 44 อีก แต่แค่ 44 ทิฏฐินี้ก็ทุกมุมเหลี่ยมต่างๆแล้ว แต่ทุกวันนี้มันมากกว่า 44 ยิ่งกว่ายุคพระพุทธเจ้ามากมาย คนก็ไปหลง คืออนาคตไม่เคยมี จากอดีตมีทิฏฐิ 18 กับอนาคต 44 ที่พระพุทธเจ้ารวบรวมไว้ ทิฏฐิทั้ง 62 นี้ จึงเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งหมด ความจริงจึงมีอยู่แค่ ทิฏฐิ 5 กับทิฏฐธรรมนิพพาน แต่ก็สมมุติไปสิ เป็นกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั้นคือสวรรค์นรกจริงในปัจจุบัน ภพกามนั้น อบายก็อยู่ในกาม อบายคือกามภพที่ต่ำมาก อภิมหาบรมนรก ซับซ้อนจัดจ้านเกินกว่ายุคพระพุทธเจ้าอีกเยอะเลย เมื่อคนเหล่านี้ไม่รู้ สั่งสมไว้ในอนุสัยตายไปก็ไม่มีให้เสพ ตามที่เคยรักเคยชังไว้ เขาก็นึกว่าจริงหมดตอนที่อยู่เป็นๆ แต่อดีตกับอนาคตไม่เป็นจริง แต่คนไปยึดอดีตกับอนาคตเป็นอนุสัย อวิชชา ตายไปก็ยึดสิ่งเหล่านี้ไปด้วย หลายอย่างพวกคุณแม้ไม่อยากได้ภพนั้น หรืออยากได้ก็ตาม เช่น ชาตินี้เราจะต้องมีเงินพันล้านให้ได้ แล้วก็พากเพียรเพื่อให้ได้เงินพันล้าน ก็ไปแย่งชิงเอามา จนได้ฟังธรรมะเข้าใจ ต้องหยุดไม่เอาแล้ว แล้วคุณก็ได้ล้างทิฏฐิที่อยากจะเอาพันล้านนี้ให้หมด ...ล้างได้หมดไหม...หลายคนก็ไม่หมด เหตุผลเยอะ ไม่ง่าย ป่วยการไปกล่าวถึงคนที่ไม่เคยสดับ หรือสดับแล้วไม่เข้าใจ กว่าอาตมาจะพูดกับพวกคุณนี่ พวกคุณมีพื้นฐานมาไม่น้อยแล้ว ความจริงกับความไม่จริงเป็นของยากที่จะเข้าใจ ความมีและความไม่มีเป็นของยากจะเข้าใจ กลับไปกลับมามาก พระพุทธเจ้าให้ตั้งหลักกับสวรรค์จริงของตน แล้วเห็นว่าเป็นทุกข์มากภาระมาก ถ้าไม่มีมันได้ก็จะเบา แล้วพิสูจน์ล้างจิตว่าไม่มีก็ได้ ตั้งแต่อบายภูมิของตนเอง ที่หยาบชัดว่าไม่น่าได้ ไม่ น่ามี ไม่น่าเป็น ก็พอ ตั้งหลักเพื่อล้างลด จนคุณลดได้ คุณก็จะเห็นความจริงว่า อารมณ์เป็นสุขทุกข์ มันไม่มีเลย เป็นเช่นนี้เอง ตถตา จิตหมดอัตตาเกลี้ยงแล้วเป็นเช่นนี้เอง มาถึงตอนนี้ก็ขออ่านของหนึ่งฟ้าที่สรุปมาเพ ิ่ มว่า … ความเข้าใจเพิ่มเติมหลังจากได้รับคำชี้แนะจากพ่อครูเรื่อง ปัญญา กับ เจโต และความสัมพันธ์ระหว่าง อาสวะ 4 อนุสัย 7 และ สังโยชน์ 10 ในวันที่ 30 กค. 2558 ดังนี้

ถ้าแบ่งโลกุตรบุคคลเป็น 4 ระดับ คือ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ 1 ) การพ้นกามาสวะ ในอบายมุขในฐานโสดาบัน เป็นการพ้นรูปราคะสังโยชน์ บรรลุผลเป็นปัญญาวิมุติในพระโสดาบัน เป็นโมเดลที่ 1 การพ้นกามานุสัย และปฏิฆานุสัย ในอบายมุข เป็นการพ้นอรูปราคะสังโยชน์ บรรลุผลเป็นเจโตวิมุติในพระโสดาบัน 2 ) เช่นเดียวกับข้อ 1 คือ ถ้าพ้นกามาสวะ ในฐานกามภพ(กามคุณ 5 ) เป็นการพ้นรูปราคะสังโยชน์ บรรลุผลเป็นปัญญาวิมุติในพระสกิทาคามี พร้อมๆไปกับการสั่งสมการพ้นมิจฉาทิฐิในอนาคต 44 และค่อยๆอ่านรู้ทิฐิ 5 ในปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดปัญญาญาณในระดับต่างๆในญาณ 67 ของสาวกภูมิ ถ้าพ้นกามานุสัย ในฐานกามภพ(กามคุณ 5 ) เป็นการพ้นอรูปราคะสังโยชน์ และก้าวข้ามมิจฉาทิฐิในอนาคต 44 บรรลุผลเป็นเจโตวิมุติในพระสกิทาคามี 3 ) ภวาสวะ ทิฐาสวะ ปัญญาวิมุติในพระอนาคามี พ้นมิจฉาทิฐิในอดีต 18 และอ่านรู้ทิฐิ 5 ในปัจจุบันได้ชัดขึ้น ดีขึ้นตามลำดับ ทิฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย เป็นตัวเปลี่ยนผ่านในการยกระดับปัญญาในแต่ละระดับ ทำให้สัมมาทิฐิเพิ่มในสัมมาทิฐิอนาสวะ 6 บรรลุผลเป็นเจโตวิมุติในพระอนาคามี พ้นมานะสังโยชน์ และอุทธัจจะสังโยชน์ 4 ) อวิชชาสวะ ทิฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย ในระดับที่สูงขึ้นตามสัมมาทิฐิที่มีการยกระดับในสัมมาทิฐิอนาสวะ 6 บรรลุผลเป็น ปัญญาวิมุติในพระอรหันต์ ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย บรรลุผลเป็น เจโตวิมุติในพระอรหันต์ พ้นอวิชชาสังโยชน์ แล้วตรวจสอบด้วยอรูปฌาน 4 อายตนะ 2 สุดท้าย การบรรลุผลเป็นปัญญาวิมุติ ส่งผลให้บรรลุเจโตวิมุติ เกิดอุภโตภาควิมุติในแต่ละระดับ ทำให้สามารถยกระดับของสัมมาทิฐิอนาสวะ 6 ได้ แล้วส่งผลให้ยกระดับฐานศีลได้ สมกับคำกล่าวที่ว่า "ที่ใดมีศีล ที่นั่นมีปัญญา" การยกระดับฐานศีล จึงสัมพันธ์กับการเดินสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ที่ต้องยกระดับสัมมาทิฐิไปตามลำดับในสัมมาทิฐิอนาสวะ 6 การปฏิบัติตามสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ที่มีการยกระดับสูงขึ้นไปตามฐานศีล ทำให้สามารถอ่านรู้ญาณต่างๆในญาณ 67 ของสาวกภูมิ และอีก 6 ญาน ของพระนิยตโพธิสัตว์ที่เป็นสยังอภิญญาขึ้นไปจนถึงพระพุทธเจ้าได้ชัดขึ้นไปตามลำดับ ที่สัมพันธ์กับความชัดเจนในทิฐิปัจจุบัน 5 ไปตามลำดับ

พ่อครูว่า… ฟังเข้าใจไหมว่า ความสำคัญในปัจจุบันเป็นฐานปฏิบัติที่แท้จริง อย่าไปเพ้อกับอนาคนหรืออดีต ถ้าคนชัดเจน ปัจจุบันธรรมเป็นสำคัญ แต่พวกอุจเฉทิฏฐิว่า ไม่มีอะไรเลย ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ไม่มีหรอกอัตตา ไม่มีอัตตาแล้วจะเอาตัวตนที่ไหนมาปฏิบัติอีก เขาก็จะพูดแบบเฉโกเช่นนี้ ที่อาตมาหยิบเอาที่หนึ่งฟ้าเรียบเรียงมาก็เป็นความเข้าใจในธรรมะระดับภูมิธรรมที่สูง อาตมาก็เช็คว่าพวกเราเข้าใจแค่ไหนก็ดูว่าจะเข้าใจได้มากอยู่ สังโยชน์ 10 มี โอรัมภาคิยสังโยชน์ 1 . สักกายทิฏฐิ 2 . วิจิกิจฉา 3 . สีลลัพพตปรามาส 4 . กามราคสังโยชน์ 5 . ปฏิฆสังโยชน์ นี่คือตัวปฏิบัติแท้ เป็นกลไกปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วก็ล้างกามภพกับพยาบาทภพ รักกับโกรธสองภพนี้ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ หยาบ กลาง ละเอียด ในทวาร 5 ภายนอกที่เรามีสัมผัสเป็นปัจจัย ตั้งแต่ล้างอบาย ก็มาล้างกามคุณ 5 จนกระทั่งสัมผัสภายนอก ไม่ว่าจะ ลาภ ยศ สรรเสริญ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพารมย์ และแม้แต่อัตตาก็ซ้อนในกาม ยึดเป็นตัวกูของกู การมาล้างกามไปได้ก็คือลดอัตตาด้วย จนหมดอัตตาภายนอก 5 คือ ทางทวารนอก 5 กระทบแล้วไม่มีกาย ก็เป็นสังโยชน์เบื้องต้น พ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ก็มาจัดการ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ แล้วสังโยชน์เบื้องสูง อุทธัมภาคิยสังโยชน์อีก 5 คือตั้งแต่รูปราคะ อรูปราคะ ไป พระอนาคามีพ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์จึงเป็นโอปปาติกะแท้ๆ อาสวะ 4 1 . กามาสวะ 2 . ภวาสวะ 3 . ทิฏฐาสวะ 4 . อวิชชาสวะ

อนุสัย 7 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2 . ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด) 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) อนุสัย 5-7 เป็นตัวเจโตที่ต้องล้างถึงได้เจโตวิมุติ อรหันต์ หมดรูปราคะ อรูปราคะก่อน เหลืออนุสัย มานะ เป็นรูปราคะขั้น ละเอียดของอรหันต์ขั้นต้น ตัวอวิชชาสวะกับอวิชชานุสัยจึงไม่เหมือนกัน อรหัน ต์ ที่จะเป็นอุภโตภาควิมุติต้องสิ้นอวิชชานุสัย

_ สู่แดนธรรม … เจอหลักฐานว่า … [ 263 ] คำว่า อาสวะ ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่านั้น คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะอวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปเพราะโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป ในขณะโสดาปัตติมรรคนี้ กามาสวะส่วนหยาบ ๆ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะสกทาคามิมรรคอาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะอวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะ อวิชชาสวะทั้งสิ้น ย่อมสิ้นไปเพราะอรหัตตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอรหัตตมรรคนี้ ฯ พ่อครูว่า … ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ในอินทรีย์ 3 ประการ โดยอาการ 64 เป็นอาสวักขยญาณ ฯ สรุปว่า อนุสัย 7 มานานุสัย จึงมีขั้นหยาบ กลาง ปลาย จนถึงมานะในอุทธัมภาคิยสังโยชน์ไปตามลำดับ ผู้เป็นอนาคามีจะมีมานะไม่มาก แต่ไม่ใช่มีมานะมากถือดีถือตัวถือตนมาก แต่กระนั้นก็เป็นอาสวะ ถ้าพ้นอวิชชาสวะก็เป็นอรหันต์ ก็เหลือเศษของอรหันตมรรค เหลืออนุสัยเท่านั้น ท่านจะไปมีปัญหาอะไร ภวราคานุสัย กับอวิชชานุสัย จึงคืออุทธัจจะ กับ อวิชชา สุดท้ายจริงๆของอรหันต์อุภโตภาค มานะเป็นตัวกลางที่เป็นตัวตน ถือตัวตน ที่เรียกว่านิพพาน แต่เขาหลงว่าเป็นสุขอย่างยิ่งตามที่ได้ยินมา ก็คือเข้าใจว่านิพพานคือความพอใจสุขใจ แต่คนมีปฏิภาณก็เข้าใจว่า ถ้าไปแย่งชิงอบายก็ไม่เอาแล้ว บอกว่าชั้นต่ำ ก็สะกดจิตเอา ลืมทิ้งไปเลย สายมหายานมีแบบนี้เยอะ แต่ไม่ได้ล้างกิเลสเลย สายนั่งหลับตาเอาง่าย ยังติดส้มตำแซบๆ ติดบุหรี่มวนโตฉุนๆ ก็ยังมีเลย ในกามภพ ก็มีอบายคือที่ต่ำของแต่ละคน เมื่อหมดอันนั้นแล้ว อบายของเราในกามภพ ต่อจากกามภพ ที่มันต่ำก็คืออบายของเรา ในรูปภพก็มีอบาย จนเป็นอรูปภพก็มีอบาย ที่เป็นอบายของอนาคามี จนอรหัตตมรรค ก็มีอบายที่ต่ำของเรา จะเทียบคนอื่นไม่ได้ ให้ชัดของตน ก็รู้อารมณ์ อาการ ศึกษาพระพุทธเจ้าย่นย่อลงที่เวทนา อาการของอารมณ์ สมมุติว่ากิเลส 1 ตัวก็มีเหตุปัจจัยของรูปนาม แล้วมีการสัมผัส จะตากระทบรูป หูกระทบเสียงก็ตาม หรือไม่เกี่ยวกับทวาร 5 ก็ตาม เช่น สรรเสริญไม่มีตาหู จมูก ลิ้น กายด้วย หรือยศชั้นก็คือตั้งค่าขึ้นมาเฉยๆ แม้แต่คำว่า ลาภ ก็ตาม กามคุณ 5 จึงแยกจาก โลกธรรม ได้สุขสมใจในกามคุณ 5 กับโลกธรรม ก็เป็นกามสุขัลลิกะ กับอัตตทัตถสุข ที่จริงอัตตาก็ไม่มีสุข กามก็ไม่มีสุข แต่ใช้ภาษาเท่านั้น ที่จริงสุขก็เรียกสุขัลลิกะในหยาบๆ แต่ว่าละเอียดไปเป็นอัตตาก็ไม่เรียกสุข เป็นอัตตกิลมถะ ในอนาคามีไม่มีสุขหรอก แม้อรหันต์ก็พูดว่า มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ผู้ใดไม่ได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษได้บริบูรณ์ ก็จะไม่ได้ฟังธรรมอย่างบริบูรณ์ ...ให้ยึดอย่างสมาทาน ไม่ใช่อุปาทาน 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 4 บริบูรณ์ 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61 )

พ่อครูว่า… เมื่อเข้าใจการอ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อ่านอาการของเวทนา ที่เป็นอารมณ์ของสัตว์นรก สัตว์เทวดา หรืออารมณ์กลางๆ ที่เป็นโลกีย์ก็มี หรือเป็นโลกุตระก็มี อุเบกขาที่เป็นโลกีย์คือพักยก อุเบกขาเก ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่อุเบกขาจากที่ได้ล้างกิเลสออกไป มีคุณสมบัติ 5 ของอุเบกขา ที่มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ต้องรู้รูปนาม ในรูปมี รูป 28 ตั้งแต่ดินน้ำ ไฟลม จนถึง ปสาทรูป และโคจรรูป สัมผัสมีปฏิกิริยาแล้วเกิดวิญญาณเป็นธาตุรู้ ที่เกิดจากต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย แล้ววิญญาณนี้คือ เวทนา สัญญา สังขาร ตัวปฏิบัติสำคัญคือสัญญา ส่วนเวทนาจะเป็นตัวเป็น เป็นตัวถูกรู้ เวทนาคืออารมณ์ที่เกิดจากสังขาร มาเป็นเทวดาเก๊หรือสัตว์นรกหรือเปรตที่ต้องการเอามาให้ได้ เราจะต้องแยกแบ่งเรียนไปตามลำดับ เอามาเพื่อเป็นตัวอย่างของเราที่จะเรียน อันนี้เป็นเหตุที่เราติดในกามคุณ 5 ใดๆ หรือติดในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็เอามาสักเรื่อง กำหนดกรอบขนาด เป็นปริตตัง มันมีมากมาย เป็นอัปปมัญญา เอาหมดไม่ไหวก็เอาไปตามลำดับ ความเป็นลำดับจึงเป็นความมหัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมา ไม่ว่าจะศาสนาไหนๆ ก็ไม่ง่าย ต้องหยั่งลงถึงที่เกิด ที่หทยรูป ตาสัมผัสรูป เกิดปรุงแต่งเป็นสัตว์นรก เราต้องจับที่หัวใจสัตว์นรก ได้ จนพ้นวิจิกิจฉา จับได้มั่น พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ มีศีลพรต อ่านกำจัดด้วยปหาน 5 ด้วยการกดข่มไว้ก่อน ตามสัญชาตญาณ สัตว์โลก มันรู้กดข่มได้ทุกคน หรือเดรัจฉานบางอย่างก็ไม่ทำเลย มันมีความอายอยู่ ถ้าไม่ข่มกิเลสไว้รับรองดูไม่เบื่อเลย อาการคือกิริยาของนามธรรมหรือรูปธรรม แต่รูปธรรมมีอาการไม่เป็นปรมัตถ์ ต้องอ่านรู้อาการของนามธรรมที่เป็นปรมัตถ์ จิต เจตสิก รูป นิพพาน คำว่ารูปนี้จึงไม่หมายถึงรูปธรรม วัตถุ แต่ผ่านพ้นมาถึงนามที่ถูกรู้ ตั้งแต่อบายภูมิที่เป็นสัตว์นรกก็ตาม คุณค้นพบสัตว์นรก สัตว์อบายปหาสะ ที่สุขกันใหญ่โต สุขโลกีย์ ที่ทุกวันนี้น่าสงสาร จัดจ้านมาก อาตมาว่าคอยดูในกีฬาที่แย่งเอาชนะเลิศ เกียรติยศยิ่งใหญ่เป็นไปได้ ค่าตัวมันมากมาย หลายร้อยล้าน อย่างเจ้าฟรอยด์ชกที่หลายร้อยล้าน หรือว่า ดารานักร้องแสดงชั่วโมงเดียวได้เป็นร้อยล้าน คนก็เอาอย่างสิ ติดยึดกันสิ อย่างการกีฬา เช่น ฟุตบอล วันหนึ่งมันจะช็อคคาสนามฟุตบอลตายกัน แม้แพ้หรือชนะก็ช็อคได้ รูป 24 นี้ตัวปฏิบัติจริงคือภาวรูป มีอิตถีภาวะก็ต้องทำให้เป็นหนึ่ง ทำให้เป็นปุริสภาวะแล้วให้เป็นนปุงสกิลิงค์ เป็นเครื่องอาศัย แล้วใช้ 0 กับ 1 นี้ทำงาน ทำไปจะมีทักษะสามารถเพิ่มในการช่วยคนอื่น ก่อนช่วยคนอื่นต้องรู้ชีวิตรูปก่อน เช่น ชีวะของสัตว์นรกที่มันยังแรง เอามันลงยาก จนมันอ่อนจางคลาย กระทบสัมผัสแล้วจนกระทั่งมันจวนจะตายแล้ว จนมันตายสนิท แต่เวทนาเราก็มีเป็นธรรมดา

ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ล. 10 [ 63 ] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นด้วยเหตุมี ประมาณเท่าไร ก็บุคคลเมื่อเล็งเห็นเวทนาเป็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา อานนท์ หรือเล็งเห็นอัตตา ดังนี้ว่าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย จะว่าอัตตา ของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะฉะนั้น อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา อานนท์ บรรดาความเห็น 3 อย่างนั้น ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา เขาจะพึงถูกซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส เวทนามี 3 อย่างนี้ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา บรรดาเวทนา 3 ประการนี้ ท่านเล็งเห็นอันไหนโดยความเป็นอัตตา อานนท์ ในสมัยใด อัตตา เสวยสุขเวทนา ในสมัยนั้น ไม่ได้เสวย ทุกขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่สุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น อานนท์ ในสมัยใดอัตตาเสวยทุกขเวทนาไม่ได้ เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยอทุกขมสุขเวทนา คงเสวยแต่ทุกขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ในสมัยใด อัตตาเสวยอทุกขมสุขเวทนา ในสมัยนั้นไม่ได้เสวยสุขเวทนา ไม่ได้เสวยทุกขเวทนา คงเสวยแต่อทุกขมสุขเวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ดูกรอานนท์ เวทนาแม้ที่เป็นสุขก็ดี แม้ที่เป็นทุกข์ก็ดี แม้ที่เป็นอทุกขมสุขก็ดี ล้วนไม่เที่ยง เป็นเพียงปัจจัยปรุงแต่งขึ้น มีความสิ้นความเสื่อม ความคลาย และความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเขาเสวยสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อสุขเวทนาอันนั้นดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว เมื่อเสวยทุกขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่อ ทุกขเวทนาอันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมมีความเห็นว่า นี้เป็นอัตตาของเรา ต่ออทุกขมสุขเวทนา อันนั้นแลดับไป จึงมีความเห็นว่า อัตตาของเราดับไปแล้ว ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นอัตตา ของเรานั้น เมื่อเล็งเห็นอัตตา ย่อมเล็งเห็นเวทนาอันไม่เที่ยงเกลื่อนกล่นไปด้วยสุขและทุกข์ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เป็นอัตตาในปัจจุบันเท่านั้น เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า เวทนาเป็นอัตตาของเรา แม้ด้วยคำดังกล่าวแล้วนี้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ถ้าเวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา เขาจะพึงถูกซักอย่างนี้ว่า ในรูปขันธ์ล้วนๆ ก็ยังมิได้มีความเสวยอารมณ์อยู่ทั้งหมด ในรูปขันธ์นั้น ยังจะเกิดอหังการว่าเป็นเราได้หรือ ฯ ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า ถ้าเวทนา ไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราก็ไม่ต้องเสวยเวทนา แม้ด้วยคำดังกล่าว แล้วนี้ ส่วนผู้ที่กล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราเลย อัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่ เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา เขาจะพึงถูกซักอย่างนี้ว่า อาวุโส ก็เพราะเวทนาจะต้องดับไปทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่เหลือเศษ เมื่อเวทนาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะ เวทนาดับไป ยังจะเกิดอหังการว่า เป็นเราได้หรือ ในเมื่อขันธ์นั้นๆ ดับไปแล้ว ฯ ไม่ได้ พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ ข้อนี้จึงยังไม่ควรที่จะเล็งเห็นว่า เวทนาไม่เป็นอัตตาของเราแล้ว อัตตาของเราไม่ต้องเสวยเวทนาเลยก็ไม่ใช่ อัตตาของเรายังต้องเสวยเวทนาอยู่เพราะว่า อัตตาของเรามีเวทนาเป็นธรรมดา แม้ด้วยคำดังกล่าวแล้วนี้ ฯ พ่อครูว่า… จิตเราต้องเสวยอารมณ์ก่อน คุณยังไม่ได้เสวยอารมณ์ตลอดเวลา รูปขันธ์ที่ไม่มีผัสสะก็อยู่ของมันอย่างนั้น จะอหังการว่าของๆเราทั้งที่ไม่ได้สัมผัส ก็ไม่ได้อหังการ แต่ถ้ายึดว่าเป็นของๆคุณ ใครมาเอาไปนี่ของๆฉันนะ หากหวงมากยึดมากก็ไม่ให้ใคร ก็แย่งกันทะเลาะกัน ขนมหม้อแกงชิ้นเดียวก็ฆ่ากันได้ ถ้าเวทนานี้คุณไม่ยึดเป็นเรา โดยตรรกะแล้วคุณจะไปยึดว่าตัวคุณไม่มีอัตตา เพราะฟังมาแล้ว่า สัพเพธัมมาอนัตตา พวกนี้คิดลมๆแล้งๆเท่านั้น ไม่ได้มีผัสสะสัมผัสจริง ล้างอัตตาได้จริงเลย พวกสายเซ็นหรือสายหลับตานี้น่าสงสาร สายมหายานเป็นเช่นนี้มาก สรุปคือ เวทนาส่วนหนึ่งที่คุณต้องอาศัยจนกว่าจะได้อรหันต์ แต่เวทนานี้ไม่ได้ปรุงแต่งกับโลกแล้ว แต่จะอนุโลมไปช่วยคนได้ เหมือนแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก อนุโลมไป เพื่อช่วยเขา เราต้องฉลาดแทรกโอสถทิพย์เข้ารูขุมขน นี่คืองานพระโพธิสัตว์ที่ยากมาก.... จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน