580718_พิธีบูชา ดิน น้ำ ลม ไฟ ณ ธรรมชาติอโศก ปี ๒๕๕๘.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข20 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580718_พิธีบูชา ดิน น้ำ ลม ไฟ ณ ธรรมชาติอโศก ปี 2558 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า … เจริญธรรมทุกคนที่มาร่วมพิธี บูชา ดิน น้ำ ไฟ ลม อาตมาก็จะพาทำ แล้วทำไมต้องบูชา เพราะว่าเราต้องเป็นผู้ที่รู้จักคุณ กตัญญุตา ของผู้มีคุณ ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นธรรมชาติที่มีคุณแก่เรา ทุกวันนี้คนอกตัญญูไปแทบหมด ดิน น้ำ ไฟ ลมเป็นธาตุที่ไม่มีจิตวิญญาณ แต่เป็นธาตุที่มนุษย์ได้อาศัยอย่างแท้จริง จึงต้องนึกถึง บุญคุณของ ดิน น้ำ ไฟ ลม อย่างแท้จริง เพราะเขามีคุณค่าประโยชน์ เพราะหากขาด ดิน น้ำ ไฟ ลม เราก็เป็นคนไม่เต็ม แม้แต่ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งคนก็พิการ จะรักษาชีวิตรอดหรือไม่ก็ไม่รู้เลย เพียงไม่สมดุลก็ตาม ขาดหมดไม่ครบธาตุ 4 ชีวิตไม่รอดแน่นอน

ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นสิ่งที่มีคุณต่อชีวิตมนุษย์ เราต้องกตัญญุตาต่อสิ่งมีคุณ อย่างอินเดียนี่เขากตัญญูมากนะ น้ำนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเชื้อชีวิต จะอุบัติชีวิตต้องเกิดน้ำ พวกดิน น้ำ ไฟ ก็เกิดก่อน แต่ถ้าหากน้ำไม่เกิดก็ไม่มีชีวิต สัตว์มนุษย์จะเกิดได้ ในโลกใบใดก็ตาม ที่มีพัฒนาการ ก็จะเกิดความเป็นสัตว์ในโลกทุกใบ ใบไหนที่มีเหตุปัจจัยประกอบได้สัดส่วนก็เป็นมาเช่นนี้แต่ไหนแต่ไร ในมหาเอกภพ ที่อาตมาพาทำตั้งแต่พ.ศ. 2534 ประมาณนั้นก็รวมแล้วเกือบ 30 ปีแล้ว ที่เราเคยทำมา อันเก่ารากฐานแม้แต่คำบูชาที่จะได้พาทำ ก็เป็นคำบูชา ในวันเริ่มต้นนั้นที่อาตมาเกิดความรู้เห็นจริงก็ได้เขียนมาอย่างไม่ได้ร่างมาก่อนเลย ถ้าทางเทวนิยมก็จะว่าพระเจ้าสั่งโองการนั้นมาให้กล่าวเช่นนั้น ถ้าเทวนิยมเขาจะเรียกเช่นนั้น ในการกล่าวนี้ ในการบูชาครั้งนี้ให้รับรู้ถ้วนทั่วทุกคนว่าสิ่งที่พาทำมิใช่เล่นลิเก เราเป็นพุทธไม่ทำเรื่องงมงายหรือเรื่องขลังเป็นอิทธิฤทธิ์ แต่ทำให้เป็นคุณค่าของดิน น้ำ ไฟ ลม ให้เป็นคุณค่า ที่เราต้องร

อ่านต่อ

ู้สิ่งมีคุณค่าต่อเรา ป่วยการไปใยถึงบุญคุณของมนุษย์สัตว์โลก ที่เป็นบุญคุณมนุษย์ที่ได้ช่วยเหลือโลกจริง มีเสียงดังปังๆๆ เป็นเสียงกระบอกไม้ไผ่ที่แตกจากการถูกเผาด้วยความร้อน มีการขยายตัวของอากาศ พองตัวเต็มที่เกิดระเบิดปล้องไม้ไผ่ได้ รู้ความจริงตามความเป็นจริงแล้วก็เข้าใจได้ ไม่ใช่เรื่องระเบิดหรือเศษอะไรดันกระจายกระทบคนให้บาดเจ็บไม่ถึงเช่นนั้น อาตมาจะพาบูชาก่อนแล้วจะได้พูดตามวาระที่จะได้ทำต่อไป ก็จะทำพิธีบูชา ดิน น้ำ ลม ไฟ

บูชาดินน้ำลมไฟ

เราเกิดมาจาก ดิน แท้ๆ เราเกิดมาจาก น้ำ แท้ๆ เราเกิดมาจาก ไฟ แท้ๆ เราเกิดมาจาก ลม แท้ๆ เราอาศัย ดิน มีชีวิตอยู่จริงๆ เราอาศัย น้ำ มีชีวิตอยู่จริงๆ เราอาศัย ไฟ มีชีวิตอยู่จริงๆ เราอาศัย ลม มีชีวิตอยู่จริงๆ ในตัวเรานี้ ก็คือ ธาตุดิน แท้ๆ ในตัวเรานี้ ก็คือ ธาตุน้ำ แท้ๆ ในตัวเรานี้ ก็คือ ธาตุไฟ แท้ๆ ในตัวเรานี้ ก็คือ ธาตุลม แท้ๆ เราจะขอรัก ดิน แนบใจ เราจะขอรัก น้ำ แนบจิต เราจะขอรัก ไฟ แนบชีวิต เราจะขอรัก ลม แนบชีวัน เราขอระลึกถึงบุญคุณของ ดิน ด้วยความนบนอบ เราขอระลึกถึงบุญคุณของ น้ำ ด้วยความเทิดทูน เราขอระลึกถึงบุญคุณของ ไฟ ด้วยความบูชา เราขอระลึกถึงบุญคุณของ ลม ด้วยความคารวะสุดหัวใจ ขอกราบ ดิน ด้วยความสำนึกบุญคุณอันยิ่งใหญ่ ขอกราบ น้ำ ด้วยความสำนึกบุญคุณอันล้นพ้น ขอกราบ ไฟ ด้วยความสำนึกบุญคุณอันมากมาย ขอกราบ ลม ด้วยความสำนึกบุญคุณอันสุดสูง ขอให้ ดิน น้ำ ไฟ ลม บริสุทธิ์ผ่องใสไปชั่วกาลนานเทอญ.

ก็เหลือกองไฟชัดเจน ไม้ก็ล้มลงไป เป็นพลังงาน ดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบในชีวิต ในชีวิตเราต้องรู้ว่า แยกกันไม่ได้ มหาภูตรูป 4 นี้เราต้องอาศัยให้เกิดกาย กายคือองค์ประกอบของรูป นาม คำว่ากายนี้ ของพระพุทธเจ้าคือปรมัตถ์อันยิ่งใหญ่ จนบัดนี้คำว่ากาย คนเข้าใจได้แค่ว่าคือร่างภายนอก เป็นธรรมะหนึ่งธรรมะเดียวไม่ใช่ธรรมะสองเป็นความเข้าใจผิดสัจจะจึงไม่สามารถบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าสูงสุดถึงนิพพานได้ นี่คือความเห็นผิด คือความไม่รู้ คำว่ากายคำนี้คำเดียวไม่สามารถรู้ได้ว่า กายของตน สักกายะคืออะไร ไม่สามารถเห็นหรือเข้าใจตั้งแต่ปริยัติ บัญญัติความหมาย ได้อย่างสัมมาทิฏฐิแต่ต้น เมื่อไปปฏิบัติก็ไม่สามารถเข้าใจ กายที่เป็นเทวธัมมา คือธรรมะสอง แล้วสามารถทำให้เกิดธรรมะหนึ่งหมดสังขารธรรมอกุศล ให้เป็นหนึ่ง ได้ที่เวทนาในเวทนา แล้วก็อยู่ด้วยสอง ศาสนาพุทธไม่รู้ตรงนี้ จึงทำเวทนาให้เป็นหนึ่งไม่ได้ ในเวทนา 108 ที่เข้าใจ มโนปวิจาร 18 อันเป็นโลกีย์แล้วก็ลวงคนให้หลงหมุนวนกับสุขทุกข์ ที่มีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อันประกอบด้วยกามกับอัตตาก็ไม่รู้ คำว่าเนกขัมมะคือออกจากกาม จากโลกียะทั้งหมด เริ่มตั้งแต่ ออกจากกาม ข้อเดียวก็ไปไม่รอด จะรู้ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา จึงไม่สามารถรู้แจ้งรู้จริงที่จะออกจากนิวรณ์ได้ ไม่สำเร็จได้ การปฏิบัติธรรมจึงล้มเหลว เพราะมิจฉาทิฏฐิ จนถึงอวิชชาก็เสื่อมคุณธรรมของพุทธเจ้าไป จนถึงบัดนี้ก็หลงโลกียะกลายเป็นโลกุตระ ถ้าคนเข้าใจโลกียะ เขารู้ว่ากัลยาณธรรมคืออะไร คือการเจริญด้วยโลกธรรม เขาก็ไม่หกคะเมนตีลังกา แต่ของพุทธไปเข้าใจโลกียะเป็นโลกุตระเลยเป็นหัวมังกุ ท้ายมังกร เละเทะไปหมด จะได้กัลยาณธรรมก็ไม่ใช่ เป็นโลกุตรธรรมปลอมๆไปเสีย พวกที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะเรียนรู้รูปธรรมนามธรรม วัตถุธรรมไปถึงนามธรรม นามธรรมถึง มโน หรือวิญญาณ จิต มโน มโนเป็นตัวลึก แต่วิญญาณต้องประกอบด้วยธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม แล้วมีปัจจัยคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของคน คนที่รู้ปรมัตถ์จึงจะสัมผัสได้ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส จมูกกระทบกลิ่น กายกระทบสัมผัสก็จะรู้อาการ คำว่าอาการนี้ยิ่งใหญ่ จะรู้อาการได้ต้องมีการเคลื่อนไหว ถ้าน ิ่ งๆไม่รู้อาการ การเคลื่อนไหว อีกคำเรียกว่าวิญญัติ ท่านก็ให้รู้ไปตามลำดับ แต่ละปริเฉท แต่ละกรอบ หรือแต่ละปริตตัง แต่ละขนาดที่กำหนดไว้ ตั้งแต่ กามาวจร ขั้นต้นเรียกอบายภูมิในอบายภพ ในกามภพ แล้วเรียนรู้ความเป็นรูป เป็นนามที่มีองค์ประกอบเรียกว่า รูปกาย นามกายได้อย่างแท้จริง ถูกต้อง เมื่อรู้ได้ด้วยการสัมผัสถึงรูปนาม สัมผัสด้วยการกระทบ ปฏิฆสัมผัสโส ในรูป นาม หรือกาย ในนามธรรมนี้ ในนามธรรมที่จะเรียนรู้นี้มีองค์ประกอบทั้งภายนอกและภายใน องค์ประกอบที่เป็นธรรมะสองอย่าง มีการกระทบกระแทกกัน action reaction ทวนไปมา ปฏิ แล้วมีการเรียนรู้อาการจากผลการกระทบ อาการนี้เรียนรู้ตั้งแต่นามธรรม จะรู้ว่ามันเป็นเช่นนี้ เช่น อาการของความยินดี ชื่นใจพอใจ เรียกว่าความรู้สึก อิฏฐารมย์ หรืออาการของความไม่ยินดี ไม่ชอบใจเรียกอนิฏฐารมย์ ผู้สามารถอ่านอาการเหล่านี้ออก เมื่อเรียนรู้คำปริยัติหรือบัญญัติที่ได้สร้างมา อย่างพระพุทธเจ้าหรืออาจารย์อื่นที่ได้สร้างมา จะรู้ได้ชัดเจนจากนาม มาจากข้างนอกเรียกว่ารูปกาย เป็นองค์ประกอบครบทั้งรูปธรรม นามธรรม ที่พระพุทธเจ้าจัดไว้ในวิโมกข์ 8 ข้อ 2 แล้วปฏิบัติได้ผลเป็นวิโมกข์ข้อ 3 เป็นสิ่งน่าพึงใจ สุภะ ถ้าสัมมาก็จะได้จริง ถ้าไม่สัมมาเขาก็จะได้สิ่งน่าพึงใจตามที่เขาสัญญาไว้ตามทิฏฐิก็ได้กายเหมือนกัน กายอย่างเดียวกันเป็นกายของความดับ ความดับของโลกีย์คือความดับอย่างมืดดำ ส่วนความดับของโลกุตระจะมีความดับดำมืด หมดชีวิตของพลังงานชีวิต หมดชีวิตินทรีย์ แต่สภาพที่มีเวทนาอยู่ก็จะมี เป็นธาตุรู้ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงสมบูรณ์แบบ เมื่อไม่เข้าใจเช่นนี้ก็ไม่เข้าใจธาตุ ทั้ง 4 ที่เราอาศัยเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ในตัวเรา ตัวเรามี ดิน น้ำ ลม ไฟ ในตัวเราแล้วก็ไปรวมตัวกันแล้วก่อสภาพมาปรุงแต่งกันขึ้น เป็นรูป อวัยวะต่างๆแล้วทำงานตามอวัยวะ อวัยวะทุกอันในร่างเรามีอาการทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าแบ่งเป็น อาการ 32 องคาพยพ บางอย่างไม่ใช่อวัยวะทีเดียว เช่น ธาตุไฟ ลม น้ำ ไม่ใช่อวัยวะ แต่เป็นอาการ 72 ทวัตติงสาการ เมื่ออาการใดไม่เป็นกาย ไม่เป็นธรรมะสอง อาการนั้นก็ไม่ใช่กาย มันไม่มีอาการแล้ว เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ผมก็ดี ขนก็ดี เล็บก็ดี ฟันก็ดี หนังก็ดี ห้าสภาพนี้ในร่างกายเรา เมื่อมันพ้นปสาทรูป พ้นประสาทรับรู้ ไม่มีความรู้สึกร่วมก็ไม่ใช่กาย ไม่ได้เจ็บปวด แม้จะไปตัดทำลายมันทิ้ง กระทบสัมผัสอย่างไรมันก็ไม่รู้สึก เช่น ผม ที่ห่างร่างไปเยอะกระเทือนอย่างไรก็ไม่รู้สึก แม้แต่ผิวหนังที่หนาออกมา ประสาทรับรู้ไม่ถึงแล้ว ฟันก็ตามกรอได้ตัดได้ แต่ถ้าถึงประสาทก็รู้สึกได้ ถ้าไม่รู้คำว่ากายก็จะแยกดิน น้ำ ไฟ ลมออกจากมหาภูตรูป 4 ที่ทำงานร่วมกับอุปาทายรูป 24 เราต้องมีภูมิปัญญารู้รูปเหล่านี้ ความเข้าใจรูปต้องมีนามประกอบเสมอ ถ้าเป็นรูปของมันแต่ขาดนามไปรู้ มันก็ไม่รู้เรื่องของมันเอง ต้องมีนาม เข้าไปรู้ ที่จะมีสุข ทุกข์ กุศลหรืออกุศล ถ้าขาดนามมันไม่รู้เรื่องด้วย (การอ่านรูปกาย นามกาย แม้แค่อาการ 32 เราจะรู้ชัดอย่างไรว่า มันพอดีแล้ว เช่น การกินอาหาร กินทุเรียน กินมังคุด จะประมาณได้อย่างไร อ่าน รูปกาย นามกาย อย่างไร แล้วเอาไปปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 อย่างช้าๆ เพื่อแก้ปัญหา ธาตุ 4 อาการ 32 ไม่สมดุล ) พวกเราเองศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้ารู้รูป 28 ที่ไม่พรากจากกันจนกว่าเราจะตายไป อาตมาเคยอธิบายให้ฟัง คนที่ตายเป็นมนุษย์พืชเพราะจิตไปยึด ยังไม่ปล่อยร่างไปทีเดียว ก็จะทรงชีวะเป็นมนุษย์พืช ถาเราใส่เหตุปัจจัย ดิน น้ำ ลม ไฟ เข้าไป ไม่ต้องมีวิญญาณมันก็อยู่ได้ มันก็สังขารไปตามสภาพ คนที่ตายแล้วโดยอวิชชา ไปยึดมั่นถือมั่นในพลังงานรวมทางวิญญาณ ยึดว่าวิญญาณนี้เป็นเรา ตายไปแล้วไม่ยอมปล่อยหรือพราก มุลจิตตุกัมยตาญาณ แต่นี่ไปยึดไม่ปล่อย พวกนั่งสมาธิ เอาจิตหยั่งลึกให้ตกผลึก ก็ไปอยู่ในอนุสัยลึก แน่นไม่ปล่อยง่ายแม้พลังงานทางที่จะพอให้ร่างนี้เป็นไปไม่มีแล้ว แต่เขายึดแล้ว ตายไปแล้ว ผิวข้างนอกก็ไม่เน่าไปทันที ก็จะมีความสดทำงานร่วมอยู่ คนอวิชชาที่มีวิธีปฏิบัติแบบฤาษียึดอนุสัยแน่นลึกจึงตายแล้วไม่เน่า ผม ขน เล็บ ก็ยาวได้อยู่รักษาสภาพ เขาหลงว่าเป็นปาฏิหาริย์พิเศษ ไม่รู้สัจจะของพุทธ เอามาเคารพกันก็เป็นเดรัจฉานวิชชา ไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่เข้าใจกาย ที่พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230 ว่า กายนี้ตถาคตเรียกว่าเป็น จิต เป็นมโน เป็นวิญญาณ ท่านตรัสคำว่ากายไว้อีกหลายสูตร เช่น ในพาลปัณฑิตสูต(เล่ม 16 ข้อ 57-59 ) ท่านว่าคนอวิชชาไม่ว่าโง่หรือฉลาด เป็นพาลหรือบัณฑิต ถ้าไม่เข้าใจกายแล้วทำให้กายนี้ดับสนิท หมดรูป หมดนามได้ รูปนามหายไป กายก็ไม่มี แต่คนอวิชชา ไม่ว่าฉลาดหรือโง่ บัณฑิตหรือพาล ตายไปแล้วก็จะมีกายอยู่ พระอรหันต์เรียนรู้ถอนอนุสัย ไม่เวียนกลับ ไม่มีอกุศลจิต มีแต่กุศลจิต ส่วนละเอียดสุดของพระอรหันต์ จนกว่าจะเป็นอุภโตภาควิมุติ สุดท้ายพระพุทธเจ้าท่านบอกอธิบายถึงบุคคล 7 คนที่รู้จักกาย แล้วทำกายเป็นพยานหลักฐานเรียกว่า กายสักขี เรียนรู้ว่ากายมีหรือกายดับเป็นสักขีพยาน ผู้ใดศึกษาตามธรรมะพระพุทธเจ้าไม่สมบูรณ์ โขลกเขลก เป็นสัทธานุสารี แม้อาสวะบางอย่างดับแล้ว พระพุทธเจ้าไม่รับรอง กายภายนอกกายภายใน ให้เป็นลำดับ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ อย่างอัศจรรย์ รู้องค์ประกอบกาย แล้วทำกายให้สูญได้ พระพุทธเจ้าจึงรับเป็นอรหันต์ได้ สายศรัทธาเจโต ต้องศึกษาสัมมาทิฏฐิให้ดี คนสายศรัทธามาอยู่กับสายปัญญาต้องศึกษาให้ดี เป็นรายละเอียด แม้เราจะมีวาสนาบารมีเป็นสายศรัทธาเจโตหรือเราเป็นสายปัญญาเต็มที่ก็เป็นธรรมชาติของคนที่สร้างตนเองมานานกว่าจะแสวงหา หลงยึดมั่นตามสายศรัทธาเจโตไม่รู้กี่ชาติ สายปัญญาก็สั่งสมมา แม้จะเป็นศรัทธามาเป็นปัญญา เข้าสู่ปัญญาได้มากหรือน้อยก็ตามที คนสายปัญญาก็จะรู้ลำดับได้ละเอียดดี จะอ่านตัวเองออกอย่างไร มีตัวชี้วัดอย่างไรว่า ตนเป็นคนหนักไปในสาย สัทธานุสารี หรือสาย ธัมมานุสารี และ จะเร ิ่ มที่ตรงไหน? ...ที่ตรงฟังธรรมพ่อครูหรือไม่?...เวลาฟังไม่เข้าใจทำอย่างไร? การศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้ามีคุณค่าต่อความเป็นมนุษย์สังคม ความเป็นโลก เราบูชา ดิน น้ำ ไฟ ลม ให้ไฟท่านมอดไปตามปกติดีกว่า ใช้ไฟฟ้าได้ ผู้ที่เข้าใจในทุกสรรพสิ่งในโลก ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เราได้อาศัย แล้วเราก็อาศัยอย่างเป็นคุณเป็นประโยชน์ เราก็ต้องรู้คุณ ตัว ดิน น้ำ ลม ไฟ เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าเป็นคุณหรือโทษ ลมที่รวมกันเป็นลมสลาตัน ทอร์นาโด เมืองไทยเราคือลมบ้าหมู ลมหัวกุด หมุนเป็นลำ ทำลายไป ส่วนทอร์นาโด มันร้ายแรงกว่าที่เมืองไทยเรามี ทางใต้เรียกพายุงวงช้าง ไม่ว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เกิดเป็นโทษได้ เราเป็นคน เราเปลี่ยนแปลงได้ ให้หมดพิษภัยได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็หลบ หลบไม่ได้ก็ตาย คนที่ไม่มีบารมีหรือคนบาป มีวิบากที่จะต้องไปเจอกับภัยพิบัติ ไปเจอสึนามิ น้ำที่รุนแรงหรือแผ่นดินไหว เป็นต้น หรือเกิดไฟ พลังงานไฟที่ดุเดือดที่สุดคือไฟปรมาณู เกิดจากนิวเคลียร์ เขาว่าหายวับไปแม้ขี้เถ้าก็ไม่เหลือ เป็นภัยเป็นโทษที่มันมีวิบากกรรมเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ลึกซึ้งซับซ้อนมากจนคนไม่เชื่อแล้วประมาทสร้างวิบากกรรม แล้วก็ไปเกิดรับวิบาก เช่น ทำชั่วในเมืองไทย แล้วไปรับสภาพแผ่นดินไหวที่เนปาล เป็นต้น คนมีวิบากต้องเกิดตรงนั้น เมืองไทยไม่เกิด เขาก็จะไม่เกิดในไทย แม้เกิดในไทย ทำชั่วในไทย ตายแล้ววิบากจะพาไปเกิดในแผ่นดินที่ถูกสึนามิ ทอร์นาโด แผ่นดินไหวทำลายตาย ภูเขาไฟลาวาลวกตาย มันเกินคิดเกินคาด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ว่า จะได้เกิดเป็นคนนี้เป็นกุศลอย่างยิ่งก็อย่างหนึ่งแล้ว สองเกิดเป็นคนแล้วมีชีวิตยืนยาวต่อ สามได้พบศาสนาพุทธ แม้จะเกิดในศาสนาอื่นแต่อยู่ในไทยได้ฟังศาสนาพุทธ แล้วได้ประโยชน์จากศาสนาพุทธได้ยิ่งดี ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมได้ผลจากศาสนาพุทธนั้นก็หาได้ยาก พลโลก เจ็ดพันล้านไม่ถึงครึ่งเท่านั้นที่รู้จักศาสนาพุทธ ไปรู้คริสต์หรืออิสลามเสียส่วนใหญ่ ในกลียุคนี้ ผู้ได้พบศาสนาพุทธเป็นกุศลอย่างยิ่ง ยิ่งได้มาเรียนรู้สัมผัสแล้วเข้าใจ ปฏิบัติได้มรรคผล ซาบซึ้งเข้าใจ จนนำตามปฏิบัติทางนี้เลย จะเข้ากระแสศาสนาพุทธต้องมีปัญญาอันยิ่ง อย่างในหลวงว่า ต้องเป็นคนจน มาเป็นคนเสียสละให้แก่คนอื่น ถ้าเป็นคนเอาเปรียบเป็นการถอยหลังอย่างน่ากลัว การเป็นคนขาดทุนแก่สังคม เป็นคนมีกำไร เจริญก้าวหน้าอย่างยิ่ง มันจึงเข้าใจไม่ได้ง่าย เข้าใจได้ยากมาก อาตมานำสัจธรรมพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย ทุกวันนี้พูดง่ายสะดวกขึ้น มีเสียงต่อต้านน้อยลงมาก สุดยอดความรู้ของมนุษย์ ในปลายกลียุคที่เป็นพุทธาวตาร กัลกยาวตาร ต้องรู้สภาพ 0 หรือ 1 ในโลกนี้ ใช้รูปนาม คู่สุดท้ายของชีวิตินทรีย์ ชีวิตสัตว์โลกนี้แล้วใช้ 1 ที่เป็นคุณค่าต่อโลก มี 0 เป็นที่อาศัย หรือมีอุเบกขามีเมตตาเป็นบารมี มีเมตตาบารมีคือเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ส่วนอุเบกขาเป็นฐานพักอาศัยของเรา เจริญด้วย ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสรา จิตเจริญเป็นมุทุภูตธาตุ เป็นธาตุแววไว เชิงปัญญา เจโต สามารถเปลี่ยน ไม่ใช่กลับกลอก สามารถอนุโลมปฏิโลมกับโลก ไม่ได้ยึดต้องมีต้องได้ของตนแล้ว แต่ใช้จิตที่เหมาะสมกับโลกได้ กับสังคมได้เพื่อให้ได้คุณค่าประโยชน์ จิตก็ปริสุทธา รู้จักสัมผัสกับโลกก็ ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ จัดสัดส่วนได้เหมาะสม จัดการที่ใจแล้วออกเป็นกาย วาจา ทำงานกับโลกได้อย่างอเนญชาภิสังขาร ปรับแต่งให้ได้สัดส่วนที่มี สัปปุริสธรรม 7 มีมหาปเทส 4 ทำงานกับโลกอย่างมีคุณค่าประโยชน์ นี่คือความหมายของพุทธานุสาสนะ แล้วเป็นพุทธศาสตระ ไม่ใช่อาวุธทำร้ายใคร แต่เป็นอาวุธใช้กำจัดกิเลส แล้วกำจัดกิเลสในตน ไม่บังอาจกำจัดกิเลสให้แก่ใคร ทำได้กับตนเท่านั้น อาตมาได้บรรยายธรรมะลึกซึ้งแก่พวกเราในตอนนี้ ใครได้ฟังก็ถือว่าเป็นกุศลอย่างยิ่ง อาตมาก็พูดไปตามสิ่งที่ควรพูดในกาละที่ควรพูด รู้ว่าไม่ใช่เรื่องตื้น แต่ลึกซึ้ง ต่อหน้า พระปฐพี พระปถวี พระอาโป พระเตโช พระวาโย ต่อหน้าที่เราได้บูชาว่า สิ่งเหล่านี้ เป็นองค์ประกอบของมนุษยชาติที่อาศัย ดิน น้ำ ไฟ ลม ให้อาศัย ถ้าเราไม่มีก็ไม่ได้อาศัยที่จะไปมีพฤติกรรมให้เป็นคุณค่าประโยชน์ต่อมวลสรรพสัตว์ต่อทุกสรรพสิ่งในโลก จะมีได้ต้องครบอาการ 32 และมีจิตไม่หลงอาการ 33 คือดาวดึงส์ แต่จะใช้อาการ 32 นี้ ประกอบกรรม ทรงธรรม ทรงไว้ซึ่งคุณค่าประโยชน์ไม่ได้หลงติดภพ ดาวดึงส์ที่คนหลงว่าอร่อยเป็นสุขเป็นเทวดาสมมุติเทพ พระอรหันต์หมดความอร่อยไม่เป็นเทพแล้ว ส่วนเทพที่ติดความเป็นเทพจะหลงสร้างให้คนอื่นยอมรับ ให้เป็นเทพใหญ่ เป็นเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง เป็นเมถุน 7 เป็นเทพตั้งแต่เล็กๆ จนเป็นเทพเก๊ เป็นเทวบุตรมาร ตามที่เขาหลงในเมถุนสังโยค 7 คือหลงว่ามีความเจริญตามภพ แต่อรหันต์ไม่ยึดความเป็นเทพ หรือตัวตนให้ยึดอะไร เป็นผู้ที่ใช้ รูป นามขันธ์ 5 ทำประโยชน์คุณค่าแก่ตน ผู้ที่เข้าใจที่อาตมาพูดซาบซึ้ง เป็นสิ่งประเสริฐควรได้ ควรมี ควรเป็นก็พึงได้ตัดสินใจ ตอนนี้เรามาบูรณะ เชื่อมโยงสิ่งที่ได้ปลูกฝังไว้แล้ว ทางใต้นี้หลายสิบปีแล้ว ถ้าเห็นว่านี่คือทิศทางที่ควรได้ควรเป็น ยิ่งกว่าไปหลงก่ออัตตา ก็ควรพอเสียที

ยิ่งได้ฟังธรรมขณะนี้ ฟังแต่ต้นได้เข้าใจ ผู้นั้นมีภูมิมีบารมี จึงทนฟังได้อย่างรื่นรมย์ในธรรม มีธรรมรส ส่วนผู้ฟังโดยค้านแย้งเพ่งโท ษ หรือทำลาย เพื่อต่อต้านอันนั้นอีกลักษณะหนึ่งจะมีบ้าง อาตมาก็ว่าทุกวันนี้มีน้อยลง แต่มีแน่นอน ไม่หมดหรอก ตราบที่อาตมาจะทำงานสูงสุดก็ไม่หมด เกิดมาเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่หมด ดังพระสมณโคดมก็มีคนมาต้าน สิ่งที่จะต้านนั้นให้วางใจได้เลยว่าจะมีตลอดโลกแตก อย่าไปกลัวเลย ยิ่งมีสิ่งต้านเราต้องใจเย็นสุภาพเรียบร้อย เอาความบริสุทธิ์ชนะความไม่บริสุทธิ์ ทำให้มากเพียงพอ ถ้าไม่พอก็ไม่ชนะ ไม่มีเหตุปัจจัยสมบูรณ์ การชนะหรือแพ้คือสัจจะชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องดีใจเสียใจอะไร การชนะก็เป็นประโยชน์ต่อสังคม หากเราแพ้เราจะได้พากเพียรของเราเพิ่มอีก มีศัตรูคนมาค้านเราควรขอบคุณเขา ไม่ได้จ้างสักบาท เขาทำเอง เราก็ได้โจทย์นี้จริงด้วย หากจ้างมาทำไม่จริง เพราะไม่จ้างนี่แหละจริง เข้าใจให้ถูก ว่าตอนนี้โชคดีหนอที่มีคนต่อต้าน จำไว้ให้ดี ว่าอุปสรรค คือเข้าใกล้สวรรค์ ผู้มีอุปสรรคตั้งหลักให้ดีให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยดีงาม จนสามารถปรับปวาทะให้เรียบร้อย จนมีคนยอมรับในอำนาจความดีงามเดินหน้าไปได้อย่างดี นั่นคือสิ่งควรเป็นควรทำ เราจะทำสิ่งเหล่านั้นไปตามธรรมดา

อาตมาก็พูดมาไกล ผู้ที่ฟังแล้วหลับก็ปลุกกันขึ้นมาตอนนี้ ท่านพูดถึงใกล้สวรรค์คืออุปสรรคแล้ว คนที่นั่งฟังแล้วไม่หลับไม่ฟุ้ง ไม่ถีนังมิทธัง ...ใครไม่เข้าใจเลย มี ไหม มีเด็กซื่อเขาก็ตอบว่าไม่เข้าใจ ก็เห็นใจ แต่ผู้ฟังประมาณนี้ ยกมือว่าไม่เข้าใจขนาดนี้ อาตมาสอบได้ไหม ที่พูดไปไม่ใช่เรื่องตื้น พระพุทธเจ้าเคยตรัส พวกเราอย่างต่ำก็เป็นโสดาบันกัน เพราะท่านรู้อยู่แล้ว ท่านก็ตรัสได้เพราะท่านเป็นพระพุทธเจ้า แต่อาตมามิบังอาจพูดเช่นนั้น ได้ขนาดนี้ก็ดีหนักหนาแล้ว แต่คนข้างนอกว่าอาตมาบ้า พาเลอะ แ ต่ สัจจะนั้นยืนยง อาตมาพาทำ 45 ปีแล้ว แรงต้านก็จะลดลงไปเรื่อยๆ อาตมายืนยันหลักฐานความจริงไปเรื่อยๆ แม้จะไม่รู้รอบรู้ชัด เช่น ไม่รู้ว่านิพพานคืออะไร ไม่รู้ว่าแบบคนจน หรือขาดทุนคือกำไร เขาไม่รู้ชัดแต่ว่าเขาพอรู้ เขาเห็นว่าเราทำการขาดทุนได้ มีความจริงให้พิสูจน์ คนมีปัญญาก็พอรู้ว่านี่ของจริง ว่าธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธัมโมหเว รักขติ ธัมมจาริง เราต้องพากันพิสูจน์ขอให้คนมีธรรมจริงๆ อาตมาตั้งใจอยู่ให้นานเพื่อทำความชัดเจน ทำสัจจะให้ปรากฎ ต่อไป และต่อไป เพื่อย้ำสัจจะให้เกิดแล้วโลกต้องรับรู้ แล้วโลกยอมรับเพียงพอที่จะมาเอาสนับสนุนไปให้ถึง 2,500 ปี จนกว่าจะสิ้นสุดอายุขัยของศาสนาพุทธ (มีทุเรียนหล่นจากต้น พ่อครูพูดให้คนออกจากใต้ต้นทุเรียนแล้วให้ความรู้ว่าเป็นเคราะห์ดี ไม่ใช่โชคดี) อาตมาเป็นครูมาตั้งแต่เป็นฆราวาส ก็เล่าให้ฟังสิ่งไม่ดี และสิ่งดี เช่น อาตมาเป็นครู เป็นดารา ตอนนั้นโทรทัศน์เป็นของใหม่มาก คนก็ยกย่องนับถือคนได้ออกโทรทัศน์ อาตมาเป็นดาราโทรทัศน์ เรื่องบันเทิงสมัครแต่ดวงไม่ไป ต้องมาทำด้านสาระ ก็ออกโทรทัศน์เยอะ เขาก็รู้จักหน้าตาให้ค่า อาตมาเรียนจบมา แต่ละโรงเรียนเขาก็ให้เป็นครู แล้วอาตมาเลี้ยงน้องหลายคนนะ ก็หนัก อาตมาก็ไปสอน ไปสอนพิเศษ หลายโรงเรียน เขาให้ชั่วโมงละ 15 บาทสำหรับทั่วไป แต่อาตมาได้ชั่วโมงละ 30 บาท แม้อาตมาไม่จบป.ตรี แต่ได้ค่าตัวมากกว่าป.ตรีอีก แล้วก็ดีใจ ทุกวันนี้คนอบายมุข ดารา นักกีฬาได้ค่าตัวแพงมาก บาปกินหัวหนักหนาสาหัส เขาไม่เข้าใจหรอก แม้ข้าราชการฉ้อฉลเอาเปรียบคนอื่น เช้าชามเย็นชาม ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏก็ได้ปีละ 1 ขั้นหากดีหน่อยก็ปีละ 2 ขั้น ได้เงินทุกเดือน ปลดเกษีย ณ แล้วก็ได้บำนาญ บำเหน็จอีก คนรู้มากบำนาญก็ได้ แต่บางคนบำนาญก็ได้ แล้วก็จ้างต่ออีกได้รายได้พิเศษอีก คนเหล่านี้เป็นหนี้โดยธรรม โดยสัจจะ การขึ้นเงินเดือนของข้าราชการกับประชาชนเต็มขั้นหนึ่ง นักธุรกิจขึ้นราคาสินค้าตลอด แต่พอขึ้นเงินเดือนข้าราชการ พวกนักธุรกิจก็พากันขึ้นราคาสินค้าอีก แต่ประชาชนมีเงินเท่าเดิม อยู่ฐาน 0 พวกข้าราชการยกเงินเดือนขึ้นแต่พวกประชาชนได้เท่าเดิมยิ่งต้องเดือดร้อนกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น มาถึงวันนี้เงินเดือนข้าราชการฉ้อฉลมากขึ้น นักธุรกิจก็ขึ้นราคาสินค้าขึ้นเอาๆ มาถึงวันนี้สุดยอดที่จะทรมานคนกัน ผู้ที่จะมาทำงานให้สังคมฟรี ไม่เอาสิ่งแลกเปลี่ยนจึงมีราคาของกุศลเท่าใด ไปหักกับพวกที่เอาเปรียบสิ นี่คือธรรมะทวนกระแสที่คนเข้าใจไม่ง่าย

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ บุญนิยม ในอนาคต จะมีนักวิชาการมาเรียบเรียงรายละเอียดไปให้คนศึกษาต่อในอนาคต ตอนนี้เขาก็หาว่าบ้า อาตมาเข้าใจ แต่ต่อไปต้องเอาความรู้ปราชญ์โลกุตระมาช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากการเป็นบริวารโลกให้ได้ อาตมาทุกวันนี้ไม่ท้อถอยในจิตใจ ไม่เคยอ่อนแรง แม้อายุจะมากไม่อ่อนแรง จิตไม่ท้อถอย มีแต่จิตจะช่วยมนุษย์ พวกที่พ่ายแพ้ในโลกมีอีกมากมาย น่าบริภาษน่าดุด่ามากขึ้นเพราะเขาไม่หยุดทารุณต่อเพื่อนมนุษย์ แม้ด้วยอวิชชาหรือรู้ทั้งรู้ก็ตาม นี่คือสังคมโลก ผู้ใดรู้ตัวหันทิศทางชีวิตเถิด อาตมาไม่ได้บังคับนะ ไตร่ตรองดีๆ คุณได้โลกธรรม ได้กามคุณ ได้บำเรออัตตาของตนก็ตามที พระพุทธเจ้าว่าคือสุขัลลิกะ กับอัตตกิลมถะ อัตตานี่คือบาป บาปที่ผสมในอัตตาคือกามชนิดหนึ่ง ในกามคือทุกข์หนักมีทั้งกามและอัตตา ผู้หลุดพ้นกามแล้วเหลืออัตตา เช่น โลกอบายที่ต ่ำ สุด คุณยังเสพอยู่ก็มีทั้งกามและอัตตาในอบาย พอคุณหมดกาม มีแต่อัตตาก็เบาขึ้นแล้ว พอโลกกามาวจร สูงกว่าอบาย แม้โลกธรรมหรือกามคุณ คุณลดได้ อัตตาคุณก็ลดอีก จากสกิทาคามีลดกามภูมิ จนมาถึงอนาคามี สิ่งที่ติดยึดเอามาเป็นของตนน้อยลง ยังเสพรสเป็นรูปภพ อรูปภพ ก็พากเพียรลดรูปภพ รูปภพของศาสนาพุทธไม่ใช่หลับตา แต่เหนือกาม เหนืออบายมันมีอยู่ในโลกตามธรรมชาติ แต่จิตเหนือสิ่งเหล่านั้นทั้งอบายและกาม พระอนาคามีสัมผัสแล้ว จิตไม่หวั่นไหว ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ อยู่เหนือมีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ เพราะได้สาระแก่นสารขั้นอนาคามีแล้ว ไม่ถึงอมตตะก็ลำบากในกิเลสตน เมื่อล้างรูปราคะ ก็เหลืออรูปราคะก็ยังกระทบสัมผัสกับโลก รู้โลกวิทู แล้วอนุโลมกับโลก เกิดจิต ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสรา อัตตาก็ลดลง ส่วนกามนั้นหมดแล้วเหนือแล้ว จนหมดเศษเหลือของสังโยชน์เบื้องสูงเป็นอรหันต์สิ้นอาสวะได้ ถ้าเป็นอรหัตตมรรค ก็เหลืออนุสัยส่วนเหลือ เช่น อนุสัย 7 กามานุสัย พระอรหันต์หมดแล้ว ทิฏฐานุสัย ในความเห็นโลกส่วนหยาบ รูป ส่วนอรูปลึกในอนุสัยจะถูกกระทุ้งออกมาเพราะไม่ได้หนีโลก อนุสัยจะถูกดึงออกมา แต่ไม่ได้เป็นพิษภัยต่อโลกเลย แต่เป็นพิษต่อตนเอง ทิฏฐิความเห็นก็จะรู้จั ก พ้น วิจิกิจฉานุสัย พ้น มานานุสัย แล้วจึงเป็น ภวานุสัย ที่เป็นภพสุดท้าย หมดภวานุสัยก็สิ้น อวิชชานุสัย สิ้นอนุสัย 7 ได้ ผู้ที่ถึงปัญญาวิมุติ ไม่ถึงเจโตวิมุติ ไม่มีอุภโตภาควิมุติก็สิ้นอาสวะแต่เหลืออนุสัย จนพ้นวิจิกิจฉานุสัยเกลี้ยงจริงๆไปตามลำดับ มันก็จะมีเหลื่อมๆกัน ไม่ตัดขาดทันทีหรอก แต่มีเหลื่อมจนขาดจากกันไปตามลำดับ จนหมดมานานุสัย หมดภวานุสัย เหลือเนวสัญญานาสัญญายตนะสุดท้ายของอรหัตตมรรค อาตมาเองต้องไปถึงตรงนั้น อาตมายังไม่ถึงนะ อรหันต์ในระดับสามัญในอรหันต์ 4 ภูมิที่เป็นอรหันต์ มาเป็นอนุพุทธเริ่มเข้าเรียนโรงเรียนโพธิสัตว์หรือมหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้าคือ อนุพุทธ จะเจริญเป็น อนิยตโพธิสัตว์ ยังไม่เที่ยง รับเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ จะปรินิพพานได้ คือยังสอบเข้าโรงเรียนไม่ได้ นิยตโพธิสัตว์ จึงจะสอบเข้าได้ แต่จะรีไทร์ปีไหนก็ได้ แต่ไม่รู้ว่าจะจบหรือไม่ จนกว่าจะผ่านนิยตะ เป็น มหาโพธิสัตว์ จะมีนิยตะขั้นสูง ขั้นอวินิปาตธรรม ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เมื่อเป็นมหาโพธิสัตว์ไม่ตกต่ำ แต่ตนเองรีไทร์ได้ ก็ไปกันเยอะ แต่อาตมายังไม่ถึงนะ แม้เป็นมหาโพธิสั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน