590828_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ กรรมกับกาละ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข28 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590828_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ กรรมกับกาละ

เริ่มต้นก่อนสวดมนต์ด้วยเพลง ก่อนสิ้นแสงตะวัน แดดเรืองแสงร้อนแรง คลุมหล้าวับวาม แผ่รังสีในยามตะวันนี้จร อย่าระเริงหลงว่า เวลาผันผ่อน จะพาร้อนใจ แดดอ่อนแสงร้อนแรง พลันคลายมิคง อย่าลืมหลง เวลาล่วงเลยล้ำไป อย่ามัวเพลินหลงว่า เวลานั้นไม่ ควรสนใจคำนึง จงคิดอย่าเมินมอง แดดอ่อนเรืองรองรำไร นั้นไซร้ควรคิดแหละพึง สำนึกดูเสียสมพอใจจึง ซึ้งในคุณและค่าตะวัน ก่อนสิ้นแสงตะวัน จะจากลับไกล โปรดจำไว้ ถึงวัยล่วงไปพร้อมกัน จึงควรตรองเสียก่อน อย่านอนหลงมั่น วัยและวันจะผ่าน จงคิดอย่าเมินมอง แดดอ่อนเรืองรองรำไร นั้นไซร้ควรคิดแหละพึง สำนึกดูเสียสมพอใจจึง ซึ้งในคุณและค่าตะวัน ก่อนสิ้นแสงตะวัน จะจากลับไกล โปรดจำไว้ ถึงวัยล่วงไปพร้อมกัน จึงควรตรองเสียก่อน อย่านอนหลงมั่น วัยและวันจะผ่าน

สมณะฟ้าไทว่า... วันนี้ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม 2559 ที่ บวร ราชธานีอโศก เมื่อหมดกันยายน ก็จะเข้าหน้าเทศกาลกินเจ เวลาก็ผ่านไป ดังเช่นเพลงก่อนเริ่มรายการ กาลเวลาก็ผ่านไป ชีวิตเราก็ผ่านไป ถ้าเราติดอยู่ในภพภูมิไหนก็อยู่ในภพภูมินั้น ทุกวันนี้ เราก็ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ต่อจิตวิญญาณตัวเอง บุญเราไม่ได้ แต่นำมาใช้ประโยชน์ต่อชีวิตตัวเองได้แล้ว ก็สร้างกรรมดีที่เป็นกุศลให้แก่ตัวเอง ถ้าในยุคกาลนี้ ไม่มีผู้พาทำก็จะไม่รู้ เหมือนกับเด็กๆ ถ้าไม่มีผู้ใหญ่พาทำ ก็จะทำอะไรไม่เป็น เหมือนกับเราเองบางอย่าง ก็ทำเป็นกุศลบางอย่าง ก็ทำเป็นแต่อกุศล ต้องอาศัยพ่อครู ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ เรื่องของการสร้างกรรม มาพัฒนาเราให้เป็นผู้ที่พ้นทุกข์ และช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์ได้ ในชาติใดชาติหนึ่ง เราต้องหลุดพ้นได้สักชาติหนึ่ง ตราบใดที่ยังมีความเพียร เราไม่จะไปเกิดในเอธิโอเปีย ใครจะมีวิบ

อ่านต่อ

ากไปเกิดก็แล้วแต่ ใจเราก็อยากจะไปกับพ่อครู แต่กรรมดีของเราจะไปด้วยกับท่านหรือไม่ ก็แล้วแต่ ถ้าเราติดในสวรรค์ของเทวดา 6 ชั้น ใจเราก็ไปแต่นรก คิดอย่างหนึ่ง แต่การกระทำของเราไปอีกทาง ก็ไม่สามารถไปกับพ่อครูได้ เราต้องทำกรรมตามที่พระครูสอนบอกเราให้ได้ ให้เราหมดกิเลส ถ้าเราหมดกิเลส แน่นอนเราก็จะไปกับท่านได้ วันนี้พ่อครูจะมาอธิบาย กรรมกับกาละ ให้เราเอาบุญมาใช้ประโยชน์แก่ชีวิตตัวเองได้ แล้วก็ทำกุศลให้กับตัวเองได้ พ่อครูว่า... ท่านฟ้าไทได้เกริ่นกล่าวถึงคำว่า กรรม หรือ การกระทำ คำว่ากรรมยิ่งใหญ่ในศาสนาพุทธ โดยเฉพาะกรรมที่เป็น มโนกรรม ที่เป็น พฤติกรรมของจิต เราจะรู้ได้ง่ายๆ แค่ทางกายกรรม วจีกรรม แต่มโนกรรม เราไม่ได้ไปตาม การกระทำทางกาย หรือการกระทำทางวาจา ที่พูด ที่ทำ อันนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุด ที่คนเราเข้าใจไม่ได้ เมื่อคนเข้าใจไม่ได้ไม่รู้ต้นทาง ถึงจิตที่ตั้งไว้ จะให้ไปในทิศทางไหน ไม่สามารถควบคุมดูแลทิศทางของจิตที่จะไป ความเห็นความเข้าใจจะไปสวรรค์ แต่ความรู้ที่จะไปจัดการกับมโนกรรม ไม่ได้ไปสวรรค์เลย มันพาไปนรก นรก ไม่ใช่ใหญ่โต ที่จะไม่รู้ได้ เรียนดีๆรู้ได้ง่าย จะได้รู้ว่า นรกคืออะไร นรกเป็นเพราะเป็นชาติอะไร นรกคือจิต จิตที่มันมีภพ มีชาติ นั่นก็คือนรก ให้ชัดก่อนนั้นคือ จิตมันอยากได้นั่นแหละคือนรก ถ้ายังไม่ชัด จิตมัน มีความเป็นตัณหา อยากได้ นั่นแหละคือนรก ศาสนาพุทธสอนให้ ดับสมุทัย คือ ตัณหา เมื่อจิตเรามีความอยากได้ มันมีอาการนี้ไหม ถ้าอ่านไม่เป็น เข้าใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าอาการอย่างนี้ คือความอยาก หรือไม่อยาก ถ้ามันอยากเมื่อใด นั่นแหละคือนรก พระพุทธเจ้าท่านตรัสในพระไตรปิฎกเล่ม 23 ในทานสูตร เรื่องก็คือพระพุทธเจ้าท่านคุยกับพระสารีบุตร เรียกว่าผู้มีปัญญา ต่อผู้ที่มีปัญญามาคุยกันรู้เรื่องว่า ผู้ที่ทำทาน เราพูดกันว่า ทานเป็นความดี พูดยังไงก็เป็นสิ่งที่ดี เมตตากายกรรมเป็นการทาน วจีกรรมก็เป็นทาน ก็เป็นสิ่งดี เป็นการให้ ปากก็พูดว่าให้ บางคนเขียนเรื่องทาน อิมินาสักกาเรนะฯ อาตมาเห็นว่า เป็นคำที่แต่งขึ้นมา ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า พฤติกรรมที่ทำมา คือทั้งกายกรรม และวจีกรรม เอาข้าว เอาน้ำ เอาเงิน เอาทอง เอาผ้า มาทาน พระก็พาทำสอน และพาตั้งจิต ตั้งให้ 1. หวังในผลทาน 2. ผูกพันในผลทาน 3. สั่งสม สันนิธิเปกโข สั่งสมภพชาติ อยากได้เมื่อไหร่ ก็เป็นภพเมื่อนั้น ก็อยากได้ก็คือตัณหา คุณ ตั้งจิตเป็นตัณหา 1. พอบอกว่ามีจิตใจตั้งภพก็ไม่เข้าใจ 2. มีจิตอยากได้ อยากได้ก็คือตัณหา ตัณหาก็คือกิเลส อยากได้ก็เป็นภพเป็นชาติแล้ว วจีกรรมก็พูดว่าให้ทาน แต่ขอให้ได้สวรรค์ขอให้ได้อะไรต่างๆ คือกายกรรมให้ แต่ใจกับสร้างภพชาติ ศาสนาพระพุทธเจ้า คือศาสนาที่ล้างภพจบชาติ จะล้างภพได้ ก็ต้องรู้จิตเราที่มีตัณหา เป็นเหตุให้เกิดภพ ตัณหาคือตัวกิเลส การทำทาน กายกรรม พูดเรื่อง ทาน แต่ใจตั้งภพ ใจอยากได้ ใจเป็นตัณหา ใจเป็นกิเลส ใจจึงเป็นนรก ชัดไหม!!! พูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง แต่ใจไม่เป็นอย่างที่พูด และทำ ด้วยความรู้ ทานก็ดี ศีลก็ดี ก็คือการทำดีทั้งนั้น แล้วดีที่การทำดีนี้ เพื่ออะไร เพื่อให้เกิดบุญ ศาสนาพุทธนี้ เป็นศาสนาที่ทำให้เกิดผลสำเร็จของบุญ บุญ นี้เป็นสิ่งที่ ทำให้กิเลสเกิดวิบัติ มีหน้าที่ ทำลายกิเลส แต่เสร็จแล้ว ใจที่ไม่มีปัญญาเข้าใจ ไม่มีปัญญาทำใจในใจ ไม่มีปัญญา โยนิโสมนสิการ ไม่มีปัญญา ทำใจในใจที่แยบคายถ่องแท้ ให้ถึงที่เกิด แล้วกำจัดกิเลสที่เกิด ทำไม่เป็น ทำไม่ได้ เรียนรู้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาว่า และก็ไม่ได้ทำก็ไม่เกิดผลสำเร็จ จะไปนั่งจนก้นแตก ก้นยุบ ก็ไม่ได้เกิดผลแบบพุทธเจ้า กายกรรม วจีกรรม ทำใจนั้นจะต้องทำด้วย คือเอาออก ไม่เอากลับคืน ไม่แลกเปลี่ยนกลับ ไม่เอาแม้แต่ภาษา ที่จะขอบคุณกลับ หรือจะมีอะไรตอบแทนทางวัตถุ หรือเป็นภาษาขอบคุณ ตอบแทน แต่ถ้าใจเรานี้จริง คือเราให้ตามคำว่าทานจริงๆ ยังไม่มีภพชาติ อันนั้นคือสัจจะ ที่ถูกต้องตามความจริง เข้าใจได้ง่ายไหม แล้วทำได้ง่ายไหม สมณะฟ้าไทว่า… มันเคยชิน พ่อครูว่า... ความเคยชิน คือสัญชาตญาณ เป็นตถตา แก้ไขยาก ในทานสูตรบอกว่า ให้คือทานคือเอาออก แล้วทำไมยังเอากลับมา สมณะฟ้าไทว่า... มันอัตโนมัติ พ่อครูว่า... วจีกรรมบอก เอาออกนะ ให้นะให้นะ แต่ดันผ่าที่ใจตั้งภพชาติจะเอา นั่นแหละ คือไม่จริง คือคนตลบแตลง กลับกลอก เอาวัตถุมาล่อว่าให้ เหมือนอย่างกับธัมมชโย สอนคนบอกว่าให้ให้หมดตัวเลย และก็สอนให้สร้างภพชาติ ก็เลยผูกพันไปหมดเลย ตั้งแต่ 1.หวังในผลทาน 2.ปฏิพัทธ์ผูกพันในผลทาน 3. สั่งสมในผลทาน 4. คิดว่าตายไปแล้ว จะได้รับผลของทานนี้ ทั้งหมด ออกดอกออกผลด้วย งอกงามเจริญด้วย นี่แหละ คือพฤติกรรมที่ธัมมชโยเอาอันนี้มาหลอกคน เอาภพชาติอันนี้ มาหลอกคน อธิบายให้วิจิตรพิสดาร หลอกเป็นสวรรค์ ตายไปแล้วจะเป็นเทวดา เป็นเทวดาสุดหล่อในสวรรค์เฟส 3 แค่พูดไปให้คนเข้าใจเหมือนกับไปจองบ้านจัดสรรเฟส 2 เฟส 3 เฟส4 มีวิมานอยู่ตรงนั้นตรงนี้ แกก็เห็นเป็นตุเป็นตะเลยนะ วิมานชั้นนั้นชั้นนี้ มีอะไรหรูหราบ้านเรือนสวยงาม อะไรต่างๆนานา คนฟังก็เคลิ้มตาม นี่คือสอนผิดจากคำสอนของพระพุทธเจ้า ไปเป็นคนละเรื่องเลย ใครไปอ่านพระไตรปิฎกเล่ม 23 ข้อที่ 49 ในทานสูตร อ่านสักร้อยแปดเที่ยว ผู้ที่ไม่รู้ประเด็น เพราะอวิชชา เป็นคนไม่รู้ ก็คือคนไม่รู้ ที่ไม่รู้เพราะว่า ภูมิยังไม่มี อันหนึ่ง แม้มีก็ยังไม่ถึง แม้มีภูมิความรู้ แต่ไม่ถึงขั้นความจริงถูกต้อง คนผู้นั้นจะทำอย่างพาซื่อ คนไม่รู้ คือวิชชาไม่รู้เรื่อง ก็ไม่เท่าไหร่ แต่ คนอวิชชา ที่ไม่รู้ว่าหลงผิด มิจฉาทิฏฐิ หรือโมหะ และตนเองเป็นคนอวิชชา(โง่ไม่รู้เรื่องไม่มีภูมิธรรม) แต่มาแสดงว่าตนเหมือนมีภูมิธรรม เป็นความคิดเห็นที่ผิด ที่ผิดคือไปหลงภพ ไม่รู้จักภพหลงความรู้ นึกว่าตนเองรู้ ที่พูดไปนี้เข้าเนื้อของนายไชยบูลย์ สิทธิผล หรือสมีไชยบูลย์ ตรงตามที่เขาประพฤติปฏิบัติเต็มรูปเลย สร้างภพชาติหลอกคนในสังคม ชาวสำนักธรรมกาย เป็นชาวนรกที่หลงว่า นรกนั้นเป็นสวรรค์ เพราะเขาพูดเขากระทำ ทำทานบริจาคอย่างยิ่งด้วย แต่ใจเขานั่นไม่ได้ตรงความจริงเลย ความ เป็น สวรรค์อุบัติเทพแท้ คือการลด กำจัดภพชาติ หากกำจัดภพชาติได้เกลี้ยงก็คืออรหันต์ แต่ธรรมกายนั้นสอนตรงกันข้าม แล้วครอบงำความคิด ปลุกเร้าให้จิตใจอยากทำทาน อยากบริจาค ยิ่งบริจาคมาก ยิ่งบริจาคหมดตัว แล้วก็ติดในภพชาติมากๆด้วย จนกลายเป็นคนที่ทำทาน พูดเรื่องทาน ทำเรื่องการบริจาคได้ดี เพราะว่าลักษณะของการทำทาน การให้คนอื่นการพูดก็ยิ่งดี การทำก็ยิ่งดี โลกทั้งโลกรู้ความดีนั้นหมด แต่ใจตนเองกลับตลบตะแลง เป็นใจที่เอา เอาเพราะเมาภพชาติ ตายแล้วจะไปได้อะไรอีก สั่งสมผลของความดี ใครทั้งโลกก็รู้ว่าการให้การทำทานนี้ดี ศาสนา หรือลัทธิไหนๆ ก็ต้องการให้ ทำดี เป็นกุศล เป็นความดีงาม แต่ใจต้องเป็นบุญ บุญ คืออะไร ใจ ต้องชำระภพชาติ ใจต้อง ชำระความอยาก ได้ ใจต้อง ชำระตัณหา ต้องอ่านตัวกิเลสให้ออก อ่านตัวตัณหาให้ออก อ่านตัวอยากได้ให้ออก อ่านใจที่มีอาการ ติดภพชาติ ใจมันหวังอะไรต่อ ไม่ตัด ไม่มีใจไปกับให้ ถ้าใจไปกับให้เลยยิ่งดี คุณให้วัตถุ ปากก็ให้ โดย ไม่มีใจเป็นตัวกูของกู ไม่มีใจอยากเขากลับมาให้เราเลย คือให้จริงๆ ถ้าจะให้วัตถุก็เห็นให้เลย วาจาก็พูด แต่ใจกลับหวัง สาเปกโข หวัง ก็คือ ภพชาติแล้ว ยังไม่พอยัง ผูกพันกับความหวัง นั้น ตายแล้วเรายังจะไปอยู่กับไอ้หวัง ในภพชาติหน้า อีก ไอ้หวังตายไม่ได้นะ สมณะฟ้าไทว่า... ชาตินี้พระท่านได้ตังค์ แต่โยมจะได้สวรรค์ในชาติหน้า พ่อครูว่า... โยมมีเท่าไหร่ก็จ่ายมา แล้วไปนัดพบกันในชาติหน้า อยู่กันเป็นหมู่เป็นกลุ่มเลย ขออภัยที่ยกตัวอย่าง เป็นตัวอย่างที่ดีมากในการ สร้างภพสร้างชาติ อย่างมหาศาล ช่างใหญ่โตหรูหรา หลอกลวงมนุษยชาติได้อย่างมากมายมหาศาล ใหญ่โตมโหฬารพิลึกพิลั่น แกสร้างอย่างนั้นจริง แล้วหลอกให้คนสร้างภพชาติทั้งนั้น ติดภพชาติทั้งนั้น ยิ่งติดภพชาติมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งคือนรกลึกเท่านั้น ฟังความเป็นนรกสวรรค์อย่างเดียวกัน เข้าใจไหม อยู่ที่วิชชาหรืออวิชชา อยู่ที่มองหาหรือมิจฉาทิฐิ ไอ้หลงภพ และหลงความรู้ของตัวเองด้วย ว่าตัวเองนี้รู้จริง แล้วหลงยึดมั่นความไม่ถูกต้องนี้ด้วย ซึ่งผู้ไม่รู้จริงๆก็อย่างนึง คนไม่รู้จริงๆ ก็แล้วไปเถิด แต่คนที่รู้สิ คนนี้เลวหนัก ยิ่งกว่าคนไม่รู้ คนนี้เขารู้ แต่ดื้อดึงดันทุรังทำ ทั้งๆที่รู้ว่าทำอย่างนี้มันผิด สัมปชานมุสาวาท คนที่ทำตกนรกจกเปรตอย่างนี้ คือการสร้างภพชาติ มันไม่ได้หยุดแค่นั้น มันซับซ้อนเป็นปฏิภาคทวีซับซ้อนทับถมทวี ดอกทบต้น ยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น ซึ่งในทุกการประพฤตินี้ล้วนเป็นกรรรมทั้งสิ้น ไม่มีพฤติใดที่พ้นไปจากกรรม ความไม่รู้หรืออวิชชา คือไม่รู้ว่าอะไรคือภพนรก อะไรคือภพสวรรค์ที่แท้ ไม่รู้ ภพ คือ อาการของจิตไปตั้ง กรรม ที่เป็น กายกรรมคนมาทำทาน คือเอาของมาให้ …. มีเงินร้อยล้านพันล้าน เอามาบริจาคทำทานนะคะ นะครับให้ท่านนะครับ จะให้ส่วนตัว หรือให้ส่วนรวมเป็นวัดเป็นวาก็ให้ ในกายกรรมคือให้ กายกรรม วจีกรรม ก็เป็นกรรม กายกับวจีไม่มีภพ แต่จิตเป็นภพ คุณก็เลยตั้งจิตไว้ การสละออก ก็เป็นการ ลดภพ ลดชาติ แต่กลับกัน ตายไปแล้วไปอยู่กับไอ้หวัง กายให้ วจีให้ แต่ภพกลับสั่งสมไว้หมดเลย เอาแม้ตายไปกูก็เอา ไปอยู่กับของกูนั่นแหละ พูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่งแต่ใจกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง การทำให้เห็นว่าให้ๆๆ ไม่ยากหรอก แต่ใจมันไม่เห็น แต่ใจมันให้ด้วยหรือเปล่า? คำพูดอธิบายขยายความ คนพูดว่าทำทาน จะได้ภพได้ชาติ จะได้สวรรค์ ไม่มีใครอยากจะได้นรกหรอก ก็อยากได้สวรรค์ วาดหวังสวรรค์ไว้ คุณทำอย่างหนึ่ง แต่คุณเองตั้งจิตไว้ผิด มิจฉาปณิหิตตังจิตตัง นี่แหละคือประเด็น การ ทำใจในใจผิดคือนรก การให้นี้ เหมือนสวรรค์ แต่ ภพชาติคือนรก อยู่ที่จิต คุณจึงเป็นนักตอแหล นักโกหกหลอกลวง คุณพูดกับทำนั้นตรงกันข้ามกับใจ คุณจะได้สวรรค์ 6 ชั้น แต่จิตคุณได้นรกหมด มันผิดตั้งแต่ภพแรก หนึ่ง ตั้งจิตอยากได้ ไอ้หวัง คุณทำทานพูดเรื่องการให้ แต่กลับไปสอนไปแนะนำให้คนสร้างไอ้หวัง ผูกพัน กับไอ้หวัง( ปฏิพัทจิตโต ) สั่งสม ไอ้หวัง( สันนิธิเปกโข ) และก็ อิมังเปจ ปริภุญชิสสามีติ ทานัง เทติ คือไปตั้งจิตคิดไว้ว่า เราให้ทานนี้ไป ตายไปจะไปอยู่กับไอ้หวัง ในวิมาน ไม่ได้ให้ไปเลย มีแต่จะเอากลับคืนมาอีกมากมาย สั่งสมไอ้หวัง เลยมีตัวมีตนไอ้หวัง ที่จริงมันลมๆแล้งๆ สวรรค์ไม่มีตัวตน เอาภพมาขาย ภพ คือแดนๆหนึ่ง ที่เป็นแดนอันเป็น ภพชาติ เขาสอนกันให้เกิดภพชาติพวกนี้ จึงเป็น นรกของสวรรค์ หลอกเป็นภาษาว่าสวรรค์ แต่ที่แท้ คือแดนนรกของใจ คือความจริง ที่คุณตั้งจิตจริง คุณตั้งจิตหวังปฏิพัทธ์ ตั้งภพชาติว่าตนจะได้ไปเสวยผลของกูตัวกู ไม่ได้ปล่อยวางเลิกภพล้างภพเลย ศาสนาพุทธสอนให้ล้างภพชาติ ศาสนาเทวนิยมเขาสอนแต่กุศล ไม่ได้สอนบุญ บุญคือการชำระกิเลส บุญ คือการ ชำระกิเลส อาการที่คุณชำระกิเลสได้เสร็จ คือคุณทำบุญเสร็จ คือบาปมันวิบัติ จิตที่มันสร้างภพชาติ ไม่มีอีก บุญก็หมดหน้าที่ทำงาน ของบุญ กุศล คือ สิ่งดีงาม เช่นการทำทาน เป็นสมบัติ แต่บุญคือวิบัติ ทำเสร็จก็หายไป แต่กุศลนี่ทำมากๆดี ได้รางวัล ได้เหรียญตรา ได้สายสะพายนะ คุณทำบุญแล้ว ก็ทำกุศลได้ด้วย เมื่อจบบุญก็ไม่ต้องมีบุญมีบาปอีก ไม่มีอกุศลแล้ว มีแต่ สัพพปาปัสส อกรณัง มีแต่ ทำกุศลถ่ายเดียว กุสสลสูปสัมปทา ต้องทำบุญให้หมดบุญ ให้จบให้ได้ ทำบุญจบ ก็หมดบุญ ปุญปาปปริกขีโณ เป็นอรหันต์ มันง่ายจะตายไป คุณบ่นว่าทำไม่ถูก เพราะไม่เข้าใจการทำใจในใจ ทำใจในใจ ไม่เป็น ใจในใจนี้คือ 1.กายในกาย 2.เวทนาในเวทนา 3.จิตในจิต 4.ธรรมในธรรม นี่แหละคือใจในใจ สี่อันนี้ อาตมาไปทำงานกับทางโลก ได้เงินแลกเปลี่ยนมา ใช้โวหาร ทำงานแลกเปลี่ยน เอาเงินมา ก็ใช้วิธีนี้ ทางโลกไม่ยาก แต่อาตมารู้ว่าล้างกิเลสนี้ยาก อยากจะลงทุนหนึ่ง แล้วได้เป็นล้าน นี่แหละคือต้องล้างตัวอยากตัวนี้ต้องกำจัดตัวนี้แหละ มันทวนกระแส คนละเรื่องกับโลกียะเลย โลกุตระต้องมาล้างโลกียะ เกิดมาไม่เอาอะไรจากใครไม่เอาของใคร นี้มันเท่ห์นะ เรามีแรงงานความรู้ ก็สร้างสรร แล้วทำให้มากแล้วให้คนอื่นไป แต่โลกนี้ทำเสร็จแล้ว คิดราคามากเกิน ถ้าคนทำอะไรมาอันหนึ่ง ลงทุนทำอะไรอันหนึ่ง วิธีคิดเศรษฐศาสตร์ คิดต้นทุนหมด บวกเกินไปอีก อย่าให้ต่ำกว่าทุน อย่าให้ต่ำกว่าจริง มีค่าใช้จ่าย ค่าโสหุ้ย ค่ารถ ค่าไฟ ค่าน้ำ แต่จะบวกมากกว่าต้นทุนเสริม มักจะโกงต้นทุนแต่ต้นแล้ว ยังไม่พอ แม้บวกทุนขี้โกงมาแล้ว ยังมาบวกกำไรอีก อย่างนี้เป็นต้น แล้วคนพวกก็ชมกัน พวกขายตรง Direct sale ไปบวกให้แพงได้มากเท่าไหร่ จะได้ชั้นทอง ชั้นเพชร ใช้จิตวิทยาหลอกได้เก่ง เพื่อคนจะได้หลงลม ซื้อของที่ราคาไม่ถึง แต่ว่าให้ขายได้แพงอย่างนั้น นี่คือ maximize คือขี้โลภกำไรอย่างไม่มีขอบเขต maximize จะต้องได้มาอย่างไม่มีขอบเขต คนก็เลยยิ่งตกต่ำ ลงนรก เพราะไปสร้างภพ ไปสร้างตัณหายิ่งขึ้นๆ ถ้ามาสอนกลับกันเสีย ในรูปการให้ วิธีให้นี่นะ คนที่เขาเก่ง อย่างสมีไชยบูลย์ เก่งการให้ แต่ก็เอามาให้แก่ตัวเอง อย่าไปให้ใคร ถ้าคนสอนเก่งจริง สอนให้แล้วไปให้คนอื่นสิ อย่ามาให้เรา นี่เก่งจริง แต่สอนว่าให้ แต่จงมาให้กูนะ อย่าไปให้คนอื่นนะ ช่องนี้ช่องเดียวนะ อย่าไปให้สองช่อง ช่องนี้เท่านั้น จะพาไปถึงขั้นถวายข้าวพระพุทธเจ้าได้ ไม่มีช่องอื่น นี่คือวาทกรรมสะกดจิตได้สำเร็จ เขาหลอกคนสำเร็จมาก คนหลงเป็นทาส ตกเป็นบริวารเชื่อถือ นี่เขาจะมาฆ่าอาตมาไหม อาตมาว่าเขา เขาตกนรก เป็นผีไปหมด ลูกศิษย์สมีไชยบูลย์ คือผีทั้งนั้น ถูกให้ไชยบูลย์หลอก ทุ่มโถมหมดเนื้อหมดตัวเลย มีเขียนมาบ่นให้ดูเป็นตัวอย่าง จบป.โท แต่ไปทำทานกับไชยบูลย์หมดเนื้อหมดตัวเลย เขาสัมภาษณ์บอกว่า ก็ว่า เชื่อถือศรัทธาหลวงพ่อธัมมชโยมาก เชื่อว่ามีภพสวรรค์รอ ก็เก็บเงินทองไปทำทานหมดที่หมดบ้านเลยไม่มีกินใช้ เขาครอบงำคนได้สำเร็จ เก่งมากจริงๆ คนมีใจโลภอยู่แล้ว ก็เลยหลงไปตามเขา น่าสมเพชเวทนา เราพูดสัจธรรม พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ายุคต่อมา คนจะพูดแต่เรื่องความไพเราะ ประเล้าประโลม คนจะชอบไปฟัง แต่คนที่พูดโลกุตระ พูดล้างภพชาติ คนจะไม่ฟังจริงๆ พระพุทธเจ้าพยากรณ์เอาไว้ คนพูดตรง พูดแรง จริงจัง อย่างโพธิรักษ์ คนไม่ฟัง แต่เขาจะไปฟังนะจ๊ะๆ คนที่ประพฤติ มีสองอย่าง คือประพฤติข้างนอก กับข้างใน คนไม่รู้ความประพฤติข้างใน ก็หลอกเอาๆ แต่ข้างนอกทุ่มโถมทำดี คนถึงบอกธัมมชโยสอนดี๊ดี แต่เขาเลวตรงหลอกซ้ำซ้อนในจิต เขาพูดทางวัตถุว่าทำดี ทำทานใหญ่โต เป็นระเบียบเรียบร้อย คนก็จำนน เพราะไม่รู้ว่าที่รูปลักษณ์ใหญ่โต ดูดีมีระเบียบ แล้วให้ทำทาน ธัมมชโยก็บอกว่าให้มาร่วมกันสร้างวิมาน เป็นการสร้างบารมีร่วมกัน สร้างบารมีภพชาติยิ่งใหญ่ จะได้ในชาติหน้าต่อไป ดร.มโน เคยบอกว่า เขาได้ทานมาจากประชาชน เขาไม่เปิดเผยเลยว่า ได้มาเท่าไหร่ ไม่มีการเปิดเผย แต่คนมาทำทานนี่ ไชยบูลย์บอกว่าจะได้วิมานตอนตายไปแล้ว ตอนเป็นๆนี้ทานให้หมด ทุ่มโถมให้หมด มีลูกคู่ด้วยนะ ว่าจริงๆๆ คนเลยเชื่อ ในสัจธรรม มีคนโลกๆ ก็ทำงาน ทุกคนทำงาน ก็จะต้องให้มีผลเจริญงอกงามร่ำรวย เขาก็ไปทำ แต่พอทำแล้ว เขาก็ได้ผลงอกเงย ในคนกี่ร้อยพันหมื่นแสนล้าน เขาก็ทำงาน ไชยบูลย์ก็ไม่ได้สอนคนงอมืองอเท้า เขาสอนให้ขยันทำงาน ทำงานแล้วจะร่ำรวย คนก็ไปขยันทำงาน รวยแล้วเอามาทำทาน ยิ่งทานยิ่งรวย คนที่มีความรู้ความสามารถ เขาก็ทำ เขาก็มีผลเจริญ แล้วคนที่มีผลเจริญ ร่ำรวย เขาก็หยิบเอามาอวดอ้าง ในคนจำนวนมากนี้ มีคนที่ได้ผลร่ำรวยนี้ มีจำนวนน้อย แต่คนที่ไม่ไม่ร่ำรวยอย่างนี้ มีจำนวนมาก คนหมดเนื้อหมดตัว ที่เชื่อที่หวังว่าจะมีเหมือนคนรวย เหมือนเจ้าสัวบุญชัย ที่มาออกตัวว่าเขารวยได้ เพราะทำถูกจังหวะมาทำธุรกิจสื่อสาร ก็เลยรวย ตอนนี่ยุคนี้ก็เลยรวย ได้สัมปทานอันนี้ รวยทุกคน คนก็แย่งประมูลกันแพงมาก เขาก็เอารวยแบบนี้มาเป็นตัวอย่าง เหมือนอย่างอาตมาเคยยกตัวอย่าง ศาลพระพรหม ศาลเจ้าพ่อ มาอธิษฐานกันศาลนี้ร้อยคนพันคน ถ้ารวยแล้วจะมาแก้บนที่นี่ คนก็ไปทำงาน ทำงานแน่นอนก็ต้องมีคนได้ผลสำเร็จ หรือรวยได้เกินคิดค่าที่ต้องการ เขารวยแล้วก็เอาของมาแก้บน คนก็มาที่ศาลพระภูมินี่แหละ รวมกันที่นี่ คนรวยก็มาแก้บน คนที่มาบนนี้เป็นร้อยพันหมื่นแสน คนก็มาพบกันที่ศาลเจ้าพ่อนี้ คนก็มาพบคนที่แก้บนที่ได้ผล ส่วนคนที่มาบนแล้วไม่ได้ผลก็หายไป เขามาบนพันคนก็ได้ผลร้อยคน คนที่มาก็มาเจอคนที่ได้ผลมาแก้บน ศาลนี้เลยขลัง เพราะไปเจอคนที่ได้ผลร้อยคน แต่ไม่เจอคนอีก 900 คน ที่ไม่ได้ผล ต้นไม้คนมาผูกผ้าสี ก็ยังขลังเลย มีกองขี้หมาแล้วดอกไม้มากลบ ไม่เห็นขี้หมา คนก็มาเห็นนึกว่าคนมาเอาดอกไม้บูชา ก็เลยเอาดอกไม้ ธูป เทียน มาบูชาอีก ก็เลยหลงกองขี้หมา ศาลเจ้าไหนๆ นานๆไป ก็ขลังทั้งนั้น จะเป็นต้นไม้ จอมปลวก ก็ขลังได้ คุณทำเองก็ได้ จอมปลวกนี้ก็กราบทุกวันเลย คนอื่นก็จะมากราบบ้าง เขาจะได้สมใจแล้ว มาแก้บน สองคน สามคน ยี่สิบคน คนขยันมากราบไหว้บูชา ได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็ขลังแล้ว ถ้าขลังจริง คุณมากราบมาขอให้ช่วย อันนี้ว่าควรจะได้สักร้อยล้าน หมื่นล้าน สาธุของให้ได้ แล้วคุณก็อย่าทำอะไรนอนตีพุง ว่าเงินนั้นจะมาหาไหม? คุณก็ต้องทำงานนั้น ทำก็ต้องสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่สำเร็จ ก็ความสามารถของคุณ ศาลเจ้าขี้หมาไม่ได้ช่วยหรอก คูณต้องช่วยตัวเองก่อน พระเจ้าถึงจะช่วยคุณ พระเจ้าไม่ช่วยคนที่ไม่ช่วยตัวเองหรอก คุณทำงานอะไรก็ได้ผลนั้น ก็เป็นผลงานของคุณเอง

มีคำถามมาจากชาวค่ายสัมมาอาริยมรรค บุญ คือการกระทำให้ เกิดวิบัติ กุศล คือการกระทำที่ให้ เกิดสมบัติ แล้ววิบัติอะไรก็คือ วิบัติที่อกุศล วิบัติในสิ่งที่ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม วิบัติแปลว่าให้หมดไป ให้เสื่อมเสียไปให้สิ้นไป สมบัติคืออะไร สมบัติคือสิ่งที่สั่งสมให้มีมากขึ้นๆ สมบัติคือกุศล ส่วนบุญนั้นคือ วิบัติที่ทำลายอกุศล บุญคือการทำลายอกุศล ทำลายบาปให้หมดไป มีหน้าที่นี้เท่านั้น เมื่อทำลายได้เสร็จวิบัติก็จบ หน้าที่ของบุญก็จบ ส่วนกุศลนั้นเป็นสมบัติ เหมือนยิ่งทำ มันยิ่งมีวันที่จะได้ มันต่างจากบุญ กุศลนั้นเป็นคุณงามความดี แต่บุญนั้นเป็นเครื่องมือชำระกิเลส อาตมาพยายามจะพูดว่า 1. บุญ แปลว่า ชำระกิเลสจากจิตสันดานให้บริสุทธิ์ สันตานังปุนาติวิโสเทติ แต่ทุกวันนี้ไปเข้าใจว่าบุญคือ การทำแล้วได้ ได้สมบัติ หรือได้อะไรก็แล้วแต่ แม้แต่ได้วัตถุ ได้เงิน ได้ทอง ได้ข้าว ได้ของ ได้ทรัพย์สิน บุญนิยมทำจริงได้ ไม่ใช่ บุญยิ่งทำ ยิ่งเสีย ยิ่งหมด ยิ่งชำระหมด หมดแล้วก็จบหน้าที่บุญ การที่คุณทำบุญแล้ว ได้สำเร็จผล เป็นส่วนเรียกว่า เป็น ส่วนแห่งบุญ ปุญญภาค แปลว่าชำระกิเลสได้บ้าง คนที่ชำระกิเลสได้บ้าง ก็คือ เสขบุคคล ทำให้กิเลสออกไปได้ส่วนหนึ่ง ยังไม่หมด เป็นสาสวะ ยังไม่สิ้นอาสวะ ทำได้ส่วนหนึ่ง จึงเรียกว่ามีส่วนบุญ คือมีส่วนเสีย มีส่วนที่ชำระไปได้ มีส่วนแห่งบุญ ท่านแปลบาลีเป็นไทย ว่ามีผลสำเร็จของบุญ เป็นส่วนๆ แล้วทำต่อให้สิ้นอาสวะ หรือบาป หรือกิเลสาสวะ ให้หมดสิ้น ก็หมดอกุศล หมดอาสวะ หมดบาป ก็เป็น อเสขบุคคล ผู้ทำ หมดอาสวะ แล้ว จึงเป็น ผู้สิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ เสร็จจบเป็น พระอรหันต์ เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว คนผู้นี้จึงทำ สัพพะปาปัสสะอะกะระณัง บาปของท่านไม่เกิดอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) กรรมที่จะทำต่อไป ก็มีแต่กุศลกรรม เป็น กุสลสูปสัมปทา ท่านได้ชำระกิเลสหมดสิ้นไปแล้ว เป็น สจิตตปริโยทปนัง เริ่มต้นต้องทำส่วนแห่งบุญ เป็นพระเสขบุคคลก่อน จนหมดบุญ ก็มีหลักฐานเป็นพยัญชนะว่า ปุญญปาปปริกขีโณ เป็นคนสัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) จิตท่านได้ชำระได้สะอาดหมดจดแล้ว จบด้วยคำว่า บุญไม่ใช่กุศล กุศลเป็นสิ่งที่มี บุญเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่มี กุศลนั้นยิ่งทำยิ่งมี ยิ่งเป็นสมบัติ แต่บุญนั้นยิ่งทำยิ่งไม่มี ยิ่งเป็นวิบัติ

_อยากถามพ่อครูว่า การทำงานร่วมกลุ่ม หรือไม่ร่วมกลุ่มบ้าง จะถือว่าช่วยพ่อครูไหม พ่อครูว่า… การช่วยอาตมานั้น ก็ไม่จำเป็นต้องช่วยด้วย คนที่อยู่ใกล้ๆก็ช่วยก็ใกล้ คนที่ไม่อยู่ใกล้จะถือว่าไม่ได้ช่วยก็ไม่จริง สรุปง่ายๆ คนที่มาอยู่ที่นี้ ร่วมสถานที่ เสร็จแล้วคุณก็ใส่ใจศึกษา เรียนรู้ และมีข้อปฏิบัติ ทำการงาน ทำอาชีพ ทำสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เรียนรู้เรื่องจิต คือสังกัปปะ พัฒนาไป อาตมาก็แนะนำไป สอนไป คุณก็ได้ปฏิบัติสังกัปปะ ตรวจสังกัปปะไปด้วย คุณุช่วย หรือไม่ช่วย ถ้าคุณปฏิบัติช่วยอยู่ในนี้ ทั้งการงานอาชีพ การพูดการกระทำ แล้วใจคุณ สามารถลดกิเลสได้ นั่นแหละ คุณได้ช่วยอาตมา ถือว่าได้ช่วยอาตมา แต่ถ้าคุณมาอยู่ที่นี่แล้ว คุณก็ไม่ทำงาน ไม่ทำกรรม คือการงานการกระทำที่นี่ ไม่พูดด้วย คุณก็ไปอยู่ที่บ้าน ก็ไปทำอะไรอยู่ที่บ้าน คุณขยันก็มาฟังธรรม แล้วอยู่ที่บ้านไม่เกี่ยวอะไรกับใครเลย ถ้าคุณฟังธรรมแล้ว คุณก็ไปทำ สังกัปปะ 7 เป็น ทำใจในใจได้สำเร็จ จะพูด จะทำ ก็สอดคล้องกัน จะทำอาชีพ ก็สอดคล้องกัน คือจะไม่เห็นแก่ตัว จะไปช่วยหมู่กลุ่มจะเกิด ปัญญา 7 ประการ ปัญญาข้อที่ 5 จะอยู่ร่วมกับสหธัมมิกหมู่ฝูง จะช่วยทำงานของตน และช่วยงานสหธัมมิกน้อยใหญ่ เหมือนโคแม่ลูกอ่อน อาริยสาวกถึงความขวนขวาย ในกิจใหญ่น้อย ที่ควรทำอย่างไร ของเพื่อนสพรหมจารีโดยแท้.. ถึงอย่างนั้น ความเพ่งเล็งกล้าใน อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ของอาริยสาวกนั้น ก็มีอยู่ เปรียบเหมือนแม่โคลูกอ่อน ย่อมเล็มหญ้ากินด้วย ชำเลืองดูลูกด้วย ฉะนั้น (พุทธพจน์ จาก พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 547) ถ้าเราถ้าเรายังเห็นแก่ตัว ไม่ช่วยหมู่ฝูงเลย เอาแต่ฟังธรรม จะรู้ได้ยากหรือ? เราได้แต่ฟังธรรม กินอยู่บ้าน ไม่ทำอะไร อย่างนั้นถือว่าไม่ช่วยใคร คุณมาเห็นแก่ตัวอย่างเดียวสรุป

_สัมมาอาริยมรรค แปลว่าอะไร พ่อครูว่า… สัมมาเป็นภาษาของพระพุทธเจ้า มรรคแปลว่าวิธีปฏิบัติ หรือทางเดินสู่นิพพาน เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดการเจริญสูงขึ้น ไปสู่สัมมา ส่วนมิจฉา คือผิดไปจากพระพุทธเจ้าสอน ส่วนสัมมา ก็ถูกตามพระพุทธเจ้าสอน

_1.บ้านราชฯ หรือ 2.พุทธสถานต่างๆ 3.สังฆสถานต่างๆของอโศก ที่พ่อครูพาทำนั้นตรงกับเสนาสนะ 5 ของพระพุทธเจ้าใช่ไหมครับ พ่อครูว่า… เสนาสนะ 5 มีว่า...เสนาสนะอันประกอบด้วยองค์ 5 อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะในธรรมวินัยนี้ อยู่ไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นัก สมบูรณ์ด้วยทางไปมา กลางวันไม่เกลื่อนกล่น กลางคืนเงียบเสียง ปราศจากเสียงอึกทึก มีเหลือบ ยุง ลม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน