591002_วิถีอาริยธรรม อุทยานบุญนิยม บุญญาวุธ ๗ ชั้น.docx
เนื้อหาในไฟล์
591002_วิถีอาริยธรรม อุทยานบุญนิยม บุญญาวุธ 7 ชั้น โดยพ่อครูสมณะ โพธิรักษ์
สมณะฟ้าไทว่า…เจริญธรรมท่านผู้ชมที่อยู่ที่อุทยานบุญนิยมกับทางบ้านทุกคน วันนี้รายการวิถีอาริยธรรมก็ได้สัญจรมาที่อุทยานบุญนิยม วันนี้ วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม 2559 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีวอก เป็นวันเกิดของมหาตมคานธีด้วย เรามาสัญจรจัดที่อุทยานบุญนิยม ที่เป็นร้านขายอาหารมังสวิรัติ ตอนนี้ก็ขายเจ เป็นมหกรรมการกินเจ ไม่เหมือนร้านอาหารเลย ไม่เคยเห็นว่าร้านไหนจะมีคนมากินอาหารเจมากเท่าร้านนี้ เดินบิณฑบาต ฝ่าคนเข้าไปยังยากเลย คนแน่นร้าน เป็นสิ่งที่ดี มหัศจรรย์ว่าคนอีสานมากินเจกันเป็นจำนวนมาก ได้ยินพ่อครูว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด คาดไม่ถึงจะเป็นไปได้ แต่เป็นไปแล้วเป็นอจินไตย คิดเอาไม่ได้ ว่าอีสานจะขายดีกว่า กทม. ความจริงหน้าสันติอโศกน่าจะขายดีกว่า ปกติที่นี่ก็ขายดีอยู่แล้ว เป็นเรื่องน่าประหลาด ที่สำรวจเขาบอกว่า ร้านนี้มันเล็กไปตอนเทศกาลกินเจ เราจะไปหาที่ตรงไหนได้ มีอยู่แค่นี้ แต่ที่ใหญ่ๆ คือที่ราขธานีอโศก ในอนาคตอาจไปจัดงานเจ ที่ราชธานีอโศก รับได้เป็นพัน เป็นหมื่นคน ยิ่งจัดตลาดอาริยะ 3 วัน แต่งานเจนี่จัดเป็น 10 วัน ถ้าคนไปเป็นหมื่น คนจะมาช่วยกันแต่คาดเดาเอาไม่ได้ วันนี้พ่อครูจะนำเสนอเรื่องการกินอาหารเจ มีคนย้อนแย้งว่า กินเจ ไม่เห็นได้บุญ กินเนื้อสัตว์ไม่เป็นบาป อ้างพระเทวทัต มาขอให้พระพุทธเจ้าออกกฏ ให้พระไม่กินเนื้อ เป็นต้น แต่เขาก็อ้างเพื่อจะกินเนื้อสัตว์ให้ได้นั่นเอง แต่เรานี่เห็นใจสัตว์ว่า เราเอาชีวิตสัตว์มาต่อชีวิตเราๆ ก็ไม่อยากทำ ตอนเด็กอาตมาทุบหัวปลาดิ้นกระแด่วๆ เราก็สะดุดใจ เขาก็บอกว่าต้องกิน ก็ต้องทำต่อ แต่พอมีดบาดเรานิดเดียว เราก็เจ็บแล้ว เมื่อมาพบชาวอโศก พ่อครูนำพาเรากินมังสวิรัติก็กินเลย
อ่านต่อ
เราเห็นเหตุผลข้อสำคัญคือเราเห็นใจสัตว์อื่นที่ต้องตาย เหมือนคลิปเด็กต่างประเทศที่เขาบอกว่า ไม่อยากกินสัตว์เพราะสัตว์ต้องตายมันก็มีชีวิต มันน่ารัก มันเป็น People ทำให้เห็นว่าเราไม่น่าเอาชีวิตสัตว์มาต่อชีวิตเรา ตามหลักสรีระวิทยาเราก็เป็นสัตว์กินพืช เทียบตั้งแต่เล็บ การดื่มน้ำ ฟัน ลำไส้ เป็นสัตว์กินพืชทั้งนั้น เล็บเราเหมือนควาย ไม่ได้ดื่มเหมือนหมา หมามันใช้ลิ้นตวัดกินน้ำ แต่ควายมันดูดน้ำกิน ลำไส้ก็คล้ายควาย อยู่เป็นหมู่เหมือนควาย กลิ่นตัวคนก็น้อยกว่ากลิ่นตัวหมา เขาก็ยอมรับ ว่ามนุษย์เป็นสัตว์กินพืชจริง และเรื่องสุขภาพ ก็ดีขึ้น พิสูจน์ได้ว่าชาวอโศกกินมังสวิรัติก็แข็งแรง พ่อครูจะพิสูจน์ว่าจะอยู่ไปถึง 151 ปี ใครจะอยู่ดูต่อก็ได้ อาตมาจะถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ไม่รู้ว่า 100 ปีจะคลานมาไหม น่าพิสูจน์ว่าถ้าพ่อครูถึง 151 ปีได้ ตอนนั้นพิสูจน์ได้ พ่อครูกินมื้อเดียวด้วย แล้วชาวอโศกมีเป็น ร้อย คน อายุ 100 ปี ได้ก็น่ามหัศจรรย์แล้ว ในร้านอุทยานมีคนอายุ 100 ปี มาขายมังสวิรัติ ร้อย คน จะเกิดอะไรขึ้นไม่ต้องพูดเรื่องมังสวิรัติเลย มาดูคนเหล่านี้ได้เลย มังสวิรัติเป็นเรื่องลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณอย่างไร เรื่องมังสวิรัติทำให้เราบรรลุธรรมได้เลย จนถึงที่สุด พ่อครูว่า...วันนี้วันตองหนึ่ง ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีวอก เป็นวันสามเส้าของเลข 1 เรื่องที่เขาจะเถียงกันว่า กินสัตว์ไม่กินสัตว์ อาตมาก็ว่า อาตมาจบแล้ว จะกินแต่พืชผักนี่แหละ ส่วนใครจะกินเนื้อสัตว์ก็เป็นความเชื่อของเขา เขาไม่เห็นเลย ก็เลยต้องกิน แต่คนที่เห็นแล้วว่าการกินเนื้อเป็นเรื่องต่อวิบากกับสัตว์แม้แต่เอาเขาเข้าปากเป็นรูปธรรม ก็เอาเขาตายอยู่แล้ว แล้วสัตว์มันบอกว่าเอ็งตาย แล้วข้าจะกิน คุณยอมไหมล่ะ ข้าจะอยู่เอ็งก็ต้องตาย คนจะยอมสัตว์ไหมล่ะ แชร์กันไปมากเลยตอนนี้มันกำลังรุ่งเรือง อาตมาก็พยากรณ์ว่า เมืองไทยจะเป็นแหล่งอาริยธรรม หรืออารยธรรม ศิวิไลซ์ ที่จะนำพาโลก ไปในอนาคตไม่ว่าจะด้านรูปธรรม หรือนามธรรม โดยเฉพาะนามธรรมจะนำเขาไปก่อน เดี๋ยวนี้ก็นำเขาไปแล้วคนไม่เชื่อหรอกว่าเมืองไทยกำลังนำ เช่นตอนนี้ความเป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดเมืองไทยนำ อาตมาเคยบอกว่า พระพุทธเจ้า คือยอดนักประชาธิปไตยสุดยอดแห่งคอมมูน สุดยอดแห่งเผด็จการ เป็นสุดยอดประชาธิปไตย ไม่บกพร่องเลย จะเลือกในระบอบไหนก็แล้วแต่ รับรองว่าสุดยอดทุกอย่าง สมณะฟ้าไทว่า…แสดงว่าคนดีแล้วทุกอย่างจะรวมอยู่ที่นี่ พ่อครูว่า...เป็นเรื่องปริยัติ พยัญชนะ แต่อยู่ที่พฤติกรรมที่มี แต่เห็นแก่ผู้อื่นอย่างจริงใจไร้อคติ อาตมาเอาบุญญาวุธหมายเลข 1 คือมังสวิรัติ การไม่กินเนื้อสัตว์นี่อาตมาเอาเป็นหมายเลข 1 นำมา เจริญรุ่งเรืองมาเรื่อยๆอันดับ 2 คือตลาดอาริยะ อันดับ 3 คือกสิกรรมไร้สารพิษ ถ้าสามเส้านี้อาหาร ตลาด กสิกรรม สามเส้านี้จะกลับกัน อาหารมังสวิรัติเป็นที่หนึ่ง แต่ตลาดอาริยะกับกสิกรรมนั้นจะกลับกัน มองตื้นๆ ว่ากสิกรรมน่าจะเกิดก่อนตลาดอาริยะ แต่กลับกัน คนจะไปซื้อแล้วขอ คนนี้มี 2 อย่าง แต่คนสร้างมีคนเดียว คนปลูกมีคนเดียว แต่คนซื้อกับคนขอก็มีสองแล้ว อันดับ 4 สุขภาพบุญนิยม อับดับ 5 การศึกษาบุญนิยม อันดับ 6 การสื่อสารบุญนิยม เป็นอีกสามเส้า อันดับ 7 การเมืองบุญนิยม ถ้าสองเส้าแรกได้แข็งแรง การเมืองจะแข็งแรง มาเข้าสู่มังสวิรัติ หรือไม่กินเนื้อสัตว์ ก็เถียงกันไม่รู้จบ เขาก็แชร์กันมา เรื่องนี้แชร์กันตั้งแต่ปีที่แล้ว ผมก็ขอตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องในโซเชียลมีเดีย มีเรื่องจริงน้อยมาก แล้วก็อ้างอิงกันมา หากพ่อครูจะตอบอธิบายก็ดีครับ แต่ขอยกเว้นการกล่าวถึงบุคคลก็ได้ครับ เกี่ยวกับเรื่องนี้ลึกซึ้ง
_การกินเจ ไม่ใช่การทำบุญ การกินเนื้อสัตว์ ไม่ใช่การทำบาป เรื่อง "การบริโภคเนื้อสัตว์" วิสัชนากันในวงการนักบวชและฆราวาสในระดับสูงเลย ว่า การกินเจ (ตั้งใจไม่กินเนื้อสัตว์) จริงๆ ไม่ได้บุญ อธิบาย คือ เราไม่กินข้าวขาหมู แล้วคิด (จิตนาการ) ว่า หมูจะไม่ถูกฆ่า เปรียบได้กับเรา นั่งอยู่บ้านเฉยๆ แล้วคิด (จิตนาการ) ว่า เราไปช่วยสอนหนังสือคนอนาถา บุญที่เราไปสอนหนังสือคนอนาถานั้น ไม่มี ไม่เกิด เพราะเรา นึกๆ คิดๆ ไปเองไม่ได้ทำ ไม่ได้กระทำจริง
ถ้าอยากได้บุญ เราต้องช่วยชีวิตสัตว์ มี 2 ข้อ คือ 1.ช่วยชีวิตมันโดยการไถ่ชีวิต ซื้อสัตว์ที่กำลังถูกฆ่านำมาปล่อย 2.เมตตาสัตว์ไม่ทำร้ายมัน อย่างนี้เป็นบุญ
แต่การกินเจ บุญไม่เกิด เพราะ เราไม่ได้ลงมือกระทำจริง (ช่วยชีวิตสัตว์) เป็นเพียงแต่คิดไปเอง (พ่อครูว่า…พวกนี้นัตถิกทิฏฐิ)
พระเทวทัตเคย มาเสนอให้ชาวพุทธไม่กินเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าปฎิเสธ พร้อมให้เหตุผลว่า 1. เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็น อกุศลกรรมต่างหากที่เป็นของเหม็น 2. พระต้อง ควรเป็นผู้เลี้ยงง่าย (พ่อครูว่า เอาขี้หมาใส่จานมา ก็ต้องกินเป็นต้นหรือ?) 3. อนุญาตในการกินเนื้อสัตว์ที่ ไม่เห็น -ไม่รู้ -ไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะให้ตน 4. อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงกายไม่ให้ตาย อย่าสนใจมาก (พ่อครูว่า เขาตัดนามธรรมทิ้งเลย คำว่ากายเขาไม่เข้าใจ พวกนี้ไม่รู้จักพลังงานจิตที่เป็นตัวการหลัก ตั้งแต่พีชะนิยาม มาเป็นจิตนิยามเขาไม่มีความรู้ ยังจมในจิตนิยามอยู่)
การรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นบุญหรือไม่ การที่จะวินิจฉัยว่าการกระทำอะไร เป็นบุญหรือไม่เป็น (พ่อครูว่า บุญ หมายถึง อาการชำระกิเลสเท่านั้น ทำเสร็จบุญก็หมดไปหายไป ทำหน้าที่กำจัดกิเลสบุญก็หมดก็จบ)
บุญนั้น ต้องอาศัยกับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่าด้วย บุญกิริยาวัตถุ 10 อย่าง คือ 1. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน 2. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล 3. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา 4. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยประพฤติ อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ 5. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลือขวนขวายในกิจการงานต่างๆ 6. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ 7. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ 8. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม 9. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม 10.ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความคิดเห็นของตนให้ตรง เมื่อเทียบเคียงกับบุญกิริยาวัตถุ 10 วิธี แล้ว ไม่พบว่าการรับประทานอาหารมังสวิรัติ คือ รับประทานแต่พืชผัก เป็นวิธีทำบุญข้อใดเลย จึงไม่นับว่าเป็นวิธีทำบุญในพระพุทธศาสนา ลองคิดดูว่าถ้าการกินพืช เช่น ผัก หญ้า ได้บุญ แล้วสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหาร เช่น วัว ควาย แพะ แกะ ก็ต้องได้บุญมากกว่ามนุษย์ เพราะสัตว์พวกนี้กิน พืชตลอดชีวิต ไม่กินเนื้อสัตว์เลย
พ่อครูว่า…สัตว์มันมีชีวิตไหม? มันอยากตายไหม? แล้วคนก็มีแนวคิดเชิงฉลาดว่า คนฆ่าสัตว์โดยเจาะจงเจตนา (สัญจิจจะ) การฆ่าสัตว์ ถ้าสัตว์เดรัจฉานฆ่ากันเอง เสือฆ่ากวางแล้วเหลือเนื้อ เนื้อนั้นพระพุทธเจ้าว่าเป็น ปวัตมังสะก็กินได้ สัตว์มันทิ้งแล้วเอาเดนสัตว์มากินได้ไม่มีวิบากต่อ แต่ถ้าพิสูจน์เลยว่าเสือกินอยู่ยังไม่อิ่ม เราไปแย่งมัน เสือมันจะเอาตายเลย มันกำลังหิวตะกละอยู่ เข้าไปแย่งสิ นอกจากคุณจะแน่ฆ่าเสืออีกทีก็ได้เนื้อนั้น แต่คุณฆ่าเสือก็มีวิบากกับเสือต่ออีก มีนัยที่คิดได้ว่า สัตว์นั้นมีชีวิต (ปาโณ) ในองค์ 5 ของเจตนาใน เจตนา องค์ 5 คือ 1. ปาโณ สัตว์มีชีวิต 2. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต 3. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า 4. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า 5. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น แม้ฆ่าแล้วมันไม่ตายแต่คุณไม่หยุดพยายามจนมันตาย แล้วจะเถียงอย่างไร นี่คือความเฉลียวฉลาดของคนที่จะหาประเด็นละเอียดลออได้สารพัด สรุปคือคนต้องเป็นผู้รู้ดีกว่าสัตว์ คนจะต้องไม่ฆ่าสัตว์ คนสูงสุดจะยอมให้สัตว์ฆ่า แต่จะไม่ฆ่าสัตว์ เพราะวิบากอยู่ที่มัน เราก็จบวิบาก ไม่ต่อ เราจบวิบากแล้วก็มีเวลาสูญ ถ้าไม่จบวิบากเราไม่มีเวลาสูญ สัตว์มันฆ่าก่อนเรา สัตว์ก็ไม่ถึงนิพพาน แต่เราถูกฆ่า เราก็ถึงนิพพานก่อนสัตว์ แต่ถ้าคุณจะไม่เอานิพพานก็แล้วแต่ แต่เราจะเอานิพพาน ก็จบ ผู้ที่รู้จุดจบจุดสูญอย่างนี้แท้ๆ จึงไม่สร้างวิบากต่อ เขายกตัวอย่างอีกว่า เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง 5 ข้อ จึงถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ ผิดศีลข้อที่ 1 เป็นบาป แต่ถ้าไม่ได้ลงมือฆ่าเอง และไม่ได้ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ก็ไม่เป็นบาป ตัวอย่าง เราไปจ่ายตลาด ซื้อกุ้งแห้ง ปลาดุกย่าง ปลาทู เนื้อหมู ฯลฯ เราได้มีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์เหล่านั้นหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นย่อมตายก่อนที่เราจะไปซื้อมาเป็นอาหาร ถึงเราจะซื้อหรือไม่ซื้อ สัตว์เหล่านั้นก็ตายอยู่แล้ว เราไม่ได้มีส่วนทำให้ตาย
มีพุทธภาษิตบทหนึ่งว่า “นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต” “บาป ไม่มีแก่ผู้ไม่ทำ” การกินผักก็อาจจะต้องฆ่าสัตว์ทางอ้อมไปด้วยเช่นกัน เพราะต้องไถดิน ใส่ปุ๋ย ใช้ยากำจัดแมลง อาจทำให้แมลงต่างๆ ไส้เดือนตายได้ ถ้าแบบนี้บาปก็คงไม่ต้องทำสัมมาอาชีพกันเลย
หลวงปู่แหวนท่านบอกว่า (พ่อครูว่า...เขาว่ากันว่าหลวงปู่แหวนเป็นอรหันต์แต่อาตมาว่าไม่เห็นเป็นอรหันต์ยังสูบบุหรี่มวนโต หรือว่ามหาบัวก็ยังกินหมากติดหมากอยู่ก็ไม่เป็นอรหันต์หรอก) "ไอ้วัวควายกินหญ้าอยู่ตั้งนาน ไม่เห็นเป็นพระอรหันต์ซักตัว"
พ่อครูว่า...ก็มาวิจัยโดยความเห็นของอาตมา คนที่เข้าใจความวนของวัฏฏะ เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด จนกระทั่งตายแล้วไม่ต้องเกิดอีกมันจบอย่างไร มันจะจบอย่างนี้ ในความรู้ของพระพุทธเจ้า เรื่องของธาตุในโลกมีดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ เป็นฟิสิกส์ ไม่ใช่ชีวะ ดินน้ำไฟลม มี 4 จะต่อเชื่อมระหว่างอากาศ เป็นสัตว์ที่เป็น Primary cell มีความรู้สึกรับรู้เป็นอัตโนมัติ เป็น Tertiary แล้วเป็น 4 ขึ้นมา มันไม่เชื่อมต่อ จะวนใน วัฏฏสงสารของมัน พอเริ่มเป็นชีวะแรก คือ น้ำ จากร้อนๆมาเย็นลงมาจับตัวเป็นก้อนแห้งๆ แล้วต้องมีน้ำอีกซ้อนอีก สรุปชั้นนี้ว่า เริ่มต้นจากดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ จะเริ่มมีชีวะอันที่ 1 เข้ามาเริ่มเป็นอันที่ 4 อันที่ 5 ดิน น้ำ ไฟ ลมอากาศ เป็นอันที่ 4 ตรวจเชื้อที่มีวิญญาณในความรู้สึกเป็นอันที่ 5 มาต่อ จากดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ ไม่เกิดความรู้สึก ดิน น้ำ ไฟ ลม คือสามเส้าแท้ แล้วมีอากาศว่างๆ จนมีอีกอันหนึ่งมาต่อเป็นอันที่ 5 จะเป็นชีวะมีความรู้ตัวเอง เป็นพีชะ มันยังไม่ขยายออก ไม่เป็นชีวะที่จะเป็นภัยต่อใคร จนกว่าจะเป็นถึงขั้น 7 ถ้าขั้นที่ 5 เป็นดินน้ำไฟลมอากาศ แล้วมีชีวะเป็นพีชะ อาตมาอธิบายพีชะแค่ 3 แต่ตอนนี้เป็น 5 จนกว่าจะเป็น 6 เป็น 7 จึงมีเวทนา พีชะไม่มีเวทนามีแต่สัญญา สังขาร มีแต่พลังงานดูด แม้ผลักก็ไม่ผลัก อันไหนไม่ใช่ก็ไม่เอา ถ้าใช่จึงเอา เป็นตัวเองเท่านั้นไม่เอา นี่คือพลังงานละเอียดๆเข้าไปจะเป็นเช่นนั้น เป็นสัตว์ก็เริ่มต้นเอา ถ้าไม่ให้ก็แย่ง กูจะเอาน่ะ ไม่ให้หรือ? ก็แย่ง นี่คือสัตว์จะแรงขึ้นเรื่อยๆ จากพืชมันไม่แย่ง พอเป็นสัตว์จะแย่ง พอเป็นคนนี่แย่งยิ่งกว่าสัตว์ คนดุและโหดเหี้ยมยิ่งกว่าสัตว์ที่ว่าเหี้ยมแล้ว ฆ่าสัตว์ที่โหดเหี้ยมจริงๆ แต่คนนี้ร้ายกว่าสัตว์เข้าไปอีก เหี้ยมจนมอม้าหายเลย ม เป็นลักษณะจิตวิญญาณ แห่งจิตวิญญานเลยในภาษาบาลี สัตว์มีความรู้สึก แต่พีชะมีแต่ความรู้ที่เป็นตัวตนเป็น 3 พอเป็น 4 5 6 7 เป็นสัตว์ที่เห็นแก่ตัวเลย ถ้าเป็น 8 หรือ 9 ถ้าไม่เจริญก็ร้ายที่สุดเลย แต่ถ้าเจริญจะเป็น 8 9 แล้ว 10 หรือ 0 เป็นพัฒนาการของสิ่งที่ดีหรือชั่ว แล้วจะสลับกันไปสลับกันมา _ผู้ที่เจริญคือผู้เสียสละ ผู้ยอมแพ้ ผู้ยอมตาย คือผู้ที่ไม่มีตัวตน ผู้ที่ยอมตายคือผู้ที่ไม่มีตัวตน ผู้ที่ไม่ยอมตายคือผู้ที่มีตัวตน ต่อและต่อและต่อต่อไป ...พ่อครู 2 ตุลาคม 2559 ถ้าผมสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น นี่คือผู้ไม่จบ เขาก็จะชนะของเขาตลอดกาล คนเก่ายึดมั่นถือมั่นอย่างนี้จริง เมื่อยึดถือตัวเองอย่างนี้ ยึดมั่นถือมั่นว่าข้าจะต้องได้จะต้องชนะข้าจะต้องรวย ข้าจะต้องใช้อำนาจความรวยนี้ไปซื้อไปจ้างไปบังคับผู้อื่นให้มาเป็นลูกน้องเป็นบริวาร พวกนี้ไม่แน่จริงทั้งนั้น ให้เขามาเป็นบริวารเองเขาเต็มใจมาเป็นบริวาร ให้เขานับถือกราบไหว้เอง เขามากล้าตายแทนโดยไม่ต้องจ้างวานอะไรเลย อย่างนั้นแน่กว่าไปจ้างเขา ให้เขามาเองเขามาตายแทนเราเองนะ ให้มันได้อย่างนั้นสิ เริ่มตั้งแต่ดิน น้ำ ไฟ ลมที่ไม่มีความรู้ตัว แล้วก็ได้มารู้ตัวโดยไม่ไปเบียดเบียนใครเลยก็อยู่ในขั้นที่ดี เมื่อเริ่มเบียดเบียนคนอื่นแย่งคนอื่น ทำร้ายคนอื่นก็เริ่มชั่วลงๆ เราก็เริ่มมาเป็นมีแต่เพียงตัวเรา เราช่วยคนอื่นตายก็ตายไม่ตายก็ไม่ตาย คนที่ไม่ยอมจบแต่ยอมตาย คนนี้ก็ไม่มีภัยต่อใคร มีแต่ยอมตายเพื่อผู้อื่นแม้แต่จะไม่ยอมจบ คนนี้แม้จะไม่ยอมจบยังขอเกิดวนเวียนอยู่ แต่ไม่ทำร้ายใคร ตลอดกาลนานอย่างเช่นพระอวโลกิเตศวร หรือปางหนึ่งก็คือเจ้าแม่กวนอิม หรือเจนี่แหละ มีนิทานของเจ้าแม่กวนอิมเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นผู้ที่มีเมตตาอย่างไม่มีประมาณตัวเองตายเท่าไหร่กี่ครั้งก็ยอม ยังไม่ยอมหยุดจะเกิดมาช่วยคน เหมือนพระอวโลกิเตศวรตายแล้วเกิดเกิดแล้วตายแต่ไม่ทำร้ายใคร มันเป็นที่สุดแห่งที่สุดแล้ว ไม่เป็นภัยต่อผู้อื่น แล้วก็วนไปๆ อาตมาก็เคารพอวโลกิเตศวร ที่ท่านจะอยู่นิรันดร เป็นตรรกะและเป็นความจริงที่สุดแล้วไม่มีอะไรจะพูดต่อ เป็นผู้ที่จะมีอยู่ในวัฏสงสารไม่ยอมสูญแต่เป็นพลังงานที่ไม่เป็นภัยต่อใคร พระอวโลกิเตศวรยังมีซ้อนที่มีปางร้ายอยู่ ในปางดีก็มี เช่นเจ้าแม่กวนอิมก็เป็นปางหนึ่งของพระอวโลกิเตศวร ปางร้ายก็มี กาลีอะไรเป็นต้น สรุปแล้ว ใครทำอะไรก็แล้วแต่ กรรมเป็นของคนนั้น เป็นเหตุปัจจัยของคนนั้นที่คนนั้นจะทิ้งไม่ได้ ไม่เอาไม่ได้แบ่งใครก็ไม่ได้ กรรมเป็นของของตน กัมมัสกตา ตนต้องรับผลของกรรมตน ต้องรับมรดกกรรมของตนเอง แล้วต้องรับอย่างไม่เอาส่วนหนึ่งก็ไม่ได้ ไม่เอาหมดก็ไม่ได้ ต้องรับของตัวเองหมดแล้วแบ่งใครก็ไม่ได้ด้วย โดยสัจจะเป็นของตนอย่างบริบูรณ์เลย 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด หรือ พากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ พันธุ์เทพ พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 581)
การทำกรรม เช่นพยักพะเยิดก็เป็นกรรม กะพริบตาก็ละเอียดกว่าอีก หายใจเข้าออกก็เป็นกรรมที่ละเอียดเข้าไปอีก เป็นรายละเอียดที่ปฏิบัติเข้าไปจะรู้ว่าตัวเองจบที่ไหน
มาเข้าสู่ยุคปัจจุบันขณะนี้ความหยาบหรือความละเอียดก็ตาม กำลังอยู่ในสภาวะความดีหรือพอเพียง ประเทศไทยเรามีพระเจ้าอยู่หัวเป็นองค์ ที่พอดีและพอเพียง ท่านก็ประทานสิ่งที่พอดีพอเพียงมาเป็นทฤษฎี อาตมาก็เอามาอธิบายในฐานะทางนามธรรม ทางด้านวัตถุธรรมก็มีอีก 2 คือ ชื่อประยุทธ์ มี 2 ประยุทธ์ ประยุทธ์คนหนึ่งอยู่ทางศาสนาเลย อธิบายเป็นพยัญชนะทางศาสนาสุดยอดแล้ว อีกคนมีพฤติกรรมทางสังคมเป็นประยุทธ์ อร่อยเลิศ จันทร์โอชา ยังไม่ถึงกับตะวันโอชา ถ้าจันทร์โอชานี้พอดีเลย มันร้อนแรงไปหน่อยพระอาทิตย์ เป็นนัยยะอันลึกซึ้งไม่ได้พูดเล่นนะ อาตมามีประยุทธ์ 2 ไพบูลย์ 2 เป็นต้น อาตมาใช้ของอาตมาเอง คนอื่นอย่ามาเอาอย่างด้วย แม้แต่ในหลวงก็มี 2 ใน 1 และ 1 ใน 2 ของท่านเอง ในหลวงท่านมีความรู้เป็นพลังงานเจโตและปัญญา ภูมิแปลว่าปัญญา พละ แปลว่า กำลัง 2ใน1 ของท่านเอง ตรงนี้ชาตินี้ชื่ออื่นไม่ได้ ต้องชื่อภูมิพล เพราะมีธรรมะ /2ใน1 ในตัวพระองค์เอง ท่านก็จบตรงนี้อาตมารับช่วงต่อ พล.อ.ประยุทธ์ รับช่วงต่อ ท่านพรหมคุณาภรณ์รับช่วงต่อ เป็นลูกโซ่รับช่วงต่อตลอดนิรันดร เป็นความลงตัวพอดีทุกอย่าง พระพุทธเจ้าสมณโคดมจะต้องมีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นคู่อัครสาวก เป็นอื่นไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ต้องลงตัวทุกอย่างไม่มีความบังเอิญ บำเพ็ญบารมีต่อเนื่องกันมา คุณเองก็ร่วมบารมีกับผมไปอีก ที่นั่งหน้าสลอนตรงนี้ จะไปร่วมกับท่านสมณโคดมไม่ได้แล้วเพราะท่านปรินิพพานไปแล้ว ในยุคนี้เราก็ร่วมกับในหลวง และ พระโพธิรักษ์ และพระโพธิรักษ์ก็ร่วมกับทุกคนอีก ร่วมกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมกับท่านประยุทธ์ ปยุตโต ร่วมกับคุณไพบูลณ์ นิติตะวัน ร่วมกับท่านพลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นตัวจริงต้องมีนามจริงรูปจริง ลงตัว ผู้ที่มีภูมิปัญญา ตามภูมิอาตมารู้ว่านี้ใช่ เป็นสยังอภิญญา ไม่ใช่สยัมภูนะ แม้แต่เสฐียรพงษ์ วรรณปกก็มีแค่ปกที่ยั่งยืน มีแต่ปกเป็นวรรณะ มีแต่พงษ์ที่ตั้งอยู่แค่ปกเป็นผิว แต่ไม่ได้หมายความว่า อาตมาจะขาดจากเสถียรพงษ์ วรรณะปกนะ เสฐียรพงษ์ก็อยู่ในฐานะของเขา อาตมาก็อยู่ในฐานะอาตมา จริงๆแล้วอาตมาเป็นพี่เขา เสฐียรพงษ์เป็นคนอุบลนะ เป็นพลังงานบทบาทของธรรมะสอง เกิด Action Reaction ตลอด และเกิดองค์ที่ 3 ISH มี I she he มีปุริสภาวะ อิตถีภาวะ จะขัดแย้งไม่ลงตัวกันและควบคุมด้วย I ถ้าควบคุมได้ก็ดี แต่ควบคุมไม่ได้ก็เป็นระเบิดปรมาณู ถ้าควบคุมได้ก็เอามาใช้ได้ดี เป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น ส่วนที่เป็นนิวเคลียร์ฟิชชันใช้ไม่ได้ ก็ปล่อยไป แต่จำนวนนิวเคลียร์ฟิวชั่นเป็น 2 นิวเคลียร์ฟิชชัน 1 เป็น 1 ถ้ามีองค์ปาง 8 มาช่วยจะลงตัว แต่มีปาง 5 มาช่วยก็เห็น แต่ปาง 6 ไม่ชัด แต่ปาง 4 นี้เห็นอยู่ ปาง 5 คืออนุโพธิสัตว์ ปาง 6 คืออนิยตโพธิสัตว์ สรุปอีกทีว่าในโลกนี้การเมืองกับการบ้าน การเมืองกับการธรรมะ มันแยกการเมืองออกจากธรรมะ แยกธรรมะออกจากการเมืองไม่ได้หรอก มันเป็นธรรมะ 2 ผู้ที่แยกก็มีเชิงเอาเปรียบมีเชิงได้เปรียบก็จะแยก ถ้าไม่ได้เปรียบก็จะไม่แยก ถ้าเขาไม่ได้เปรียบก็จะแยกเอามันออกไป ถ้าเขาจะได้เปรียบจากมันก็เอามารวมกัน นี่คือความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ในโลก การเมืองกับธรรมะนี้ ผู้รู้นั้นจะไม่แยกจากกันต้องพยายามผสมส่วนไปกันด้วยดี การเมืองกับธรรมะต้องมีลักษณะต่างกันโดยตัวของมันเอง แต่มันก็จะต้องช่วยกันไปด้วยกัน ใครสามารถทำให้มันไปด้วยกันช่วยกันได้ คนนั้นแหละเป็นเจ้า เจ้าแห่งธรรมะสอง เป็นผู้ควบคุมธรรม 2 ให้เกิดพลังงาน เกิด Action Reaction เกิดปฏิกิริยาอยู่ตลอดเวลา จะเกิดพลังงานเกิดผลงาน เป็นพระเจ้าตัวจริง สามารถควบคุมได้ สัมผัสแตะต้องได้ด้วย ถ้าควบคุมไม่ได้ก็เป็นพระเจ้าตัวปลอม ต้องควบคุมได้และเอาไปใช้งานได้ จึงเป็นพระเจ้าที่สั่งจริง รู้แล้วสั่ง ถ้าได้แต่สั่งแล้วไม่รู้ก็เป็นพระเจ้าตัวปลอม ได้แต่สั่งแต่ไม่รู้ แต่ผู้ที่รู้จักประมาณแล้วสั่งการ ประมาณอย่างพอเหมาะ แล้วไม่ประมาท ไม่ให้ Over ให้ได้สมดุล และสุดยอดจริงๆ คือสมดุลอย่างน้อยไว้ และมีส่วนเหลือที่จะ Spare คอยไว้สนับสนุนทีหลังอีก จะไม่ให้หมดเนื้อหมดตัว ถ้ามีเกิด ถ้ามีตายไปเลยไม่มีเหลือ เท่าไหร่ก็ให้หมดได้ แต่ถ้ามีเกิดอยู่ก็เหลือไว้ของตัวเอง ไม่ใช่ไปยักของคนอื่นมาให้เป็นหนี้นะ
ผู้ที่สามารถรู้ในการขยักไว้ให้แก่ตัวเองได้คือผู้มีปัญญา ไม่ได้ไปเอาของใคร ส่วนผู้ที่ยักเอาไว้อย่างมีเล่ห์เหลี่ยม โดยใช้การปล่อยออกไปอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม ถ้าไปแย่งชิงไปทำร้ายผู้อื่นเอามาให้แก่ตัวเองซ้อนอีกที คนนี้ซ่อนเชิง ว่าให้คนอื่นเอามาให้แก่ตัวเอง อย่างเช่นธัมมชโย ทำให้คนอื่นไม่รู้ทันเลย ขนาดว่าที่สมเด็จพระสังฆราชยังไม่รู้ทันเลย จริงไหมคนนี้ ไชยบูลย์ ว่าที่สมเด็จพระสังฆราชจึงเป็นลูกน้องเลย แล้วหนเหนือหนใต้แค่นั้นจะไปเหลืออะไร ด้วยประการทั้งพวงเลย ลักษณะอย่างธัมมชโยเขาเรียกว่า Hidden Tiger Claws คือเสือซ่อนเล็บ อ.เป็นต้นเขียนมาเป็นภาษาอังกฤษ… “ Hidden Tiger Claws” Cruel Tiger Roaring loudly in the thick Forest Looking for it’s food to eat Small animal giving their meat This is the way of Tiger’s life.
อ.เป็นต้นเขียนโคลงเป็นภาษาไทยมาด้วย “ ซ่อนเขี้ยวพยัคฆ์คม” 1. เสือคำรามกู่ร้อง ก้องไพร เสือสัตว์ส่อนิสัย ดุร้าย เสือซ่อนเล็บข้างใน ไล่ขบ กัดเฮย เสือมนุษย์สัตว์โลกละม้าย ซ่อนเขี้ยว พยัคฆ์คม
2. แผ่เมตตาสนั่นทั้ง เมืองไทย กระหึ่มกังวาลไกล สุดหล้า เสียงสะเทือนทุ่งสะท้านไพร พงพฤกษ์ พนาเฮย เสียงฝากดินฝากฟ้า พุทธเฟ้อ เพ้อฝัน
3.โรงฆ่าสัตว์ก่อสร้าง ทำไม ฆ่าสัตว์บูชาใคร อนาถแท้ สำนึกพุทธอยู่ไหน ในจิตสูเอย ลิ้นไม่เลิกอร่อยแล้ สัตว์ล้วน ตายโหง
4.สามร้อยหกสิบห้า ทิวา สูเสพสัตว์มังสา อร่อยไซร้ สัตว์โลกเชื่อวาจา ว่าพุทธจริงฤา ฝากโหดฝากเหี้ยมให้ สุดห้าม เสน่หา
5.ถึงเทศกาลบอกเจ้า กินเจ หยุดสุขหยุดสรวลเส บาปสร้าง งดเหล้างดฮาเฮ สู่ปาก เหวแฮ หยุดโอดหยุดเอ่ยอ้าง อวดโอ้ อึงคะนึง
6.เพื่อนสัตว์เอยอุ่นเอื้อ อบอวล หมดทุกข์หมดกำสรวล โศกเศร้า เชิญชาวพุทธทั้งมวล ในโลก ปลุกจิตเมตตาเจ้า แจ่มแจ้ง เจรจา 1 ตุลาคม 2559 เป็นต้น นาประโคน
เช่นอาตมาเมตตา นายไชยบูลย์ด่าเช้าด่าเย็น ไม่ได้ด่าอย่างหยาบคาย แต่ด่าแรง ด่าถูก เท่ากับถูกหน้าแงนะ แค่แตะเบาๆ ก็แรงเพราะมันถูกกลางแสกหน้า
ในเมืองไทยตอนนี้ธรรมะกับการเมืองกำลังเชื่อมกัน นักการเมืองย่อมมีความรู้ทางด้านธรรมะน้อยกว่านักธรรมะแน่นอน ถ้าไม่ใช่นักธรรมะที่ไปช่วยการเมือง แต่ผู้ที่ช่วยอย่างรู้ดีจะเสนอแนะชี้ทางบอก ผู้ที่ฉลาดรู้เป็นนักการเมืองก็จะฟังนักธรรมะ นักธรรมะก็ไม่ใช่แต่พูด อาตมาจะต้องทำ อย่างอาตมาพาทำ เช่น 1 พาทำไม่ฆ่าสัตว์ 2 ไม่เอาเงินของใคร อาตมาพามาทำงานไม่เอาเงินของใคร อย่างซับซ้อนหลายชั้น อาตมาสร้างหมู่บ้าน ยกตัวอย่างที่ราชธานีอโศก ก็ยังสร้างบ้านแปลงเมือง ยังปรับภูมิทัศน์ต่างๆ ยังก่อร่างสร้างตัวอยู่พอสมควร พร้อมกันนั้นก็มาทำงานหาเงิน อย่างเช่นอุทยานบุญนิยม สหกรณ์บุญนิยม ค้าขายก็ขายอย่างถูก ถูกกว่าตลาด เอาให้น้อย เรียกว่า มักน้อย อัปปิจฉะ เราก็จะไม่มักมากเกินใคร เราจะมักน้อยกว่าเขาทั้งนั้น ในราชธานีอโศก ก็ยังตั้งหลักตั้งฐาน มีเงินหมุนเวียนน้อย มีคนไปทำมาหากินรับจ้างในราชธานีอโศก เขาก็ยังรับเงินค่าจ้างอยู่ เราก็บอกเขาว่า ที่บ้านราชนี้กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท เลือดตาแทบกระเด็น ก็ไม่เอาเปรียบใคร ได้มาก็เอามาให้พวกคนที่มารับจ้าง คุณก็เอาไปเลี้ยงครอบครัว ตอนนี้เรามีน้ำตกผาแหงน เรากำลังทำหินน้ำไหล แก้งไทฌาน ต่ออีก ตอนนี้ท่านคมคิดจะทำหินน้ำไหล แล้วมีแก้งไทฌานต่อไปอีก คนจะมาดูน้ำไหลโขดหิน มีร้านอาหารขายของราคาถูก เราก็กำลังสร้างซ้อนไป เขามาทำงานก็เห็นว่าเราไม่ได้หาเงิน ใครจะมาดูผาแหงน ถ้าจะขายของเอาเงินจากเขาก็ได้ คนจะมากราบพระพุทธรูปใหญ่ พระพุทธาภิธรรมนิมิต ให้มาปิดทองเอาดอกไม้มาหาเงินก็ได้ แต่เราไม่ได้หาเงินแบบนี้ มันเป็นเดรัจฉานวิชา ซ้อนอยู่ในศาสนาพุทธ เราไม่ทำ เราก็ได้เงินมาน้อย แล้วทุกคนมาเอาเงินไปแล้วทำช้า มาทำงาน อย่างอู้กินบ้อ งานก็ไม่ทำให้เสร็จ เราก็แย่เหมือนกัน ก็บอกให้เขารู้ตัว ช่วยเราหน่อยเถอะ ถ้ามาอู้งาน คุณดีขึ้นหรือเลวลง นิสัยคุ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive