590918_เทศนางานนวทศวรรษชีวี ศีรษะอโศก สุขภาพดีวิถีโลก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข27 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590918 วิถีอาริยธรรม สุขภาพดีวิถีโลก งานนวทศวรรษชีวี ศีรษะอโศก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

งานนวทศวรรษชีวี ศีรษะอโศก ฉลองผู้มีอายุยาว 90 ปี สฟ.ว่า…วันนี้รายการวิถีอาริยธรรมก็มาสัญจรที่ชุมชนวัฒนธรรมบุญนิยมศีรษะอโศก เป็นวันที่เขามาฉลองให้คนอายุยาว 90 ปี ถ้าถึงร้อยปีก็จะฉลองอีก ถ้าพ่อครูอายุ 100 ฉลองอีก พ่อครูไม่ใช่คนแก่เป็นคนหนุ่มที่มีอายุยาว วันนี้ตรงกับ วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน 2559 ที่ศีรษะอโศกวันนี้มีประชาชนมาฟังอยู่เป็นจำนวนมาก มีผู้ใส่เสื้อสีเทา ผู้ใส่เสื้อสีม่วง ผู้ใส่เสื้อสีน้ำตาล เสื้อสีเทาเป็นแพทย์แผนไทย เสื้อสีม่วงเป็นบ้านยาดี วันนี้เรียกว่างาน นวทศวรรษชีวี ศีรษะอโศก ฉลองผู้มีอายุยาว 90 ปี อาตมาอายุย่าง 59 ปี พ่อครูนี่ แก่กว่าอาตมา 24 ปี พ่อครูก็อายุ 83 ปี วันนี้ให้พ่อครูเทศน์ สุขชีวีวิถีโลก ใครๆ ก็อยากจะมีความสุข วิถีโลกมีเงินมีรถมีบ้านตามแบบโลก แต่ถ้ามาอยู่กับชาวอโศก พ่อครูแปลนิพพานว่ายิ่งกว่าสุข มันสบายเป็นชีวิตที่น่าเป็นน่าได้ แต่ความสุขแบบโลกมันไม่น่าเป็น เมื่อเราปฏิบัติธรรมลดละกิเลส เรื่องของสรีระร่างกาย ชีพก็อย่างหนึ่ง ชีวะก็อย่างหนึ่ง พ่อครูเขียนไว้ในเราคิดอะไรให้เรา ทำเวทนาให้เป็นหนึ่ง แดงก็แดง เขียวก็เขียว หวานก็หวาน ไม่มีชอบหรือไม่ชอบ แต่วันนี้ดูรายการสุขภาพดีด้วย 8 อ. มีโยมเขาบอกว่าจิตวิญญาณทำให้เราป่วยเป็นโรคหรือไม่เป็นโรคได้ 80 % พ่อครูมาสอนให้เรารักษาจิตวิญญาณและสรีระให้แข็งแรง เป็นโลกุตระที่พาพ้นโลกได้ ดูตัวอย่างได้จากพ่อครูที่อายุยืนยาวและแข็งแรง ท่านประกาศตนเป็นอรหันต์ ท่านแข็งแรง ใครไม่เชื่อไปเดินเร็วตามพ่อครู อาตมาเดินตามไม่ทันต้องวิ่งตามท่านที่เดิน วันนี้เราจะได้มาฟังสาระของชีวิตที่ควรจะฟังอย่างยิ่งแล้วมีสิ่งที่ยิ่งกว่าสุขให้เป็นหลักประกัน

อ่านต่อ

ของชีวิตให้ได้ ได้แล้วจะเกิดอีกกี่ชาติก็เป็นคุณกับโลก พ่อครูว่า... ชื่องานตั้งเสียวิลิศมาหราเลย นวทศวรรษชีวี ศีรษะอโศก ฉลองผู้มีอายุยาว 90 ปี ตั้งชื่อแล้วบาลีเขารับรองหรือยัง อาตมาไม่เก่งบาลี มีผู้ทักท้วงว่าผิดเสมอ ก็ยอมรับ

คุณจำลอง ทิ้งสุขเขียนมาว่า กราบนมัสการพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ที่เคารพ ผมได้ขอนำเสนอหนังสือของวัดพระธรรมกายสุดแล้วแต่พ่อท่านจะได้เห็นประโยชน์อย่างไร ก็ขอบคุณที่ส่งมาให้ ส่งมาให้ก็ขอบคุณเราก็จะได้รู้ของเขาว่าเราไม่ใช่ปิดหูปิดตาไม่ใช่ช่องนี้ช่องเดียว วันนี้ก็เลยจะเอาช่องนี้มาส่องให้ฟัง ดูว่าผู้ที่มีอายุยืนยาวถึง 90 ปีจะได้ยินได้ฟังไหม เริ่มตั้งแต่ชื่อหนังสือว่าอยู่ในบุญ การตั้งชื่อหนังสือก็ทำให้รู้ว่าไม่รู้จักประสีประสา บุญนั้นอยู่ในไม่ได้ บุญคือเครื่องมือที่จะกำจัดกิเลส ซึ่งทุกวันนี้ในศาสนาพุทธแล้วก็ศาสนาอื่นๆ ก็เอาคำว่าบุญจากศาสนาพุทธไปใช้ผิดหมด ไปใช้เรียกสิ่งที่เป็นกุศล อันหมายถึงคุณงามความดีอยู่ บุญไม่ใช่คุณงามความดี บุญเจริญสุดเลิศกว่าคุณงามความดี และไม่มีตัวตนสะสมไม่ได้ บุญทำหน้าที่ตัดกิเลสถ้าตัดได้บุญก็หมดไป เป็นส่วนแห่งบุญ ถ้าเรามีกิเลส 10 เราตัดกิเลสได้ 3 ก็ได้ส่วนบุญไป 3 อย่างเช่นในหลวงบอกว่าเราเสียนี่แหละคือเราได้ คนไทยหรือพุทธศาสนิกชนฟังแล้วก็หูหัก ฟังไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจ เสียมันจะได้อย่างไร สิ่งใดที่ทำให้เสียใจได้วิบัติไปได้นั่นแหละคือบุญ ไม่ได้บุญแล้วก็ 0 ก็จบ การตั้งชื่อหนังสือว่าอยู่ในบุญเป็นความหมายชัดเจนว่าเขาไม่ประสีประสาในเรื่องของความเป็นบุญ หรือคำว่าบุญ หรือสัจจะของบุญทั้งหมด เขาตั้งตนเป็นแหล่งพระพุทธศาสนา ที่ไม่มีความรู้เรื่องของบุญ เอาบุญไปปู้ยี่ปู้ยำแหลกราญหมดเลย สำนักธรรมกายนี้เน้นคำว่าบุญ โดยแปลง บุญแปลว่าทาน เป็นการให้ เขาก็จะมีคำต่อว่า ทำไมต้องชวนทำบุญบ่อยๆ ก็เพราะบุญเก่ามันหมดไปบ่อยๆ พ่อครูบอกว่าบุญให้มันหมดไปนี้ดีแล้ว การกำจัดกิเลสได้ก็คือเป็นบุญ เป็นอาการที่ใช้ แวบๆ ไม่มีตัวตน แล้วเขาบอกว่าทำบุญให้มาทดแทนบุญเก่า เป็นสิ่งที่ต้องสะสมซึ่งมันไม่ใช่ จะอธิบายคำว่าบุญที่เกิดจากการทาน ผู้ใดไม่เข้าใจบุญ การทำทานนั้นแทนที่จะได้บุญกลับได้บาป บาปคือได้ภพ ชาติ ได้กิเลส เพราะไม่เข้าใจคำว่าบุญโดยตรง พระไตรปิฎกเล่ม 23 ข. 49 พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ตายไปแล้วจะได้เสวยผลข้ามชาติ) ทาน เทติ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้วเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้น จาตุมมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา(อาคามี) คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร ส่วนบุคคล บางคนในโลกนี้ ไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แต่ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทานคือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากิน สมณะและพราหมณ์เหล่านี้ ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหาไม่สมควร เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่ แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ (เทวดาที่เป็นสวรรค์จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา มันเป็นสิ่งที่ปั้นขึ้นมาลมๆ แล้งๆ ทั้งนั้น) จะเป็นดาวดึงส์นั้นจะต้องไม่มี สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ตายไปแล้วจะได้เสวยผลข้ามชาติ) ทาน เทติ สูงไปกว่านั้น ไม่ได้ตั้งจิตแค่ว่าดีเท่านั้น ไม่ได้ทำอย่างประเพณี แต่เห็นว่าภิกษุท่านหุงหาอาหารเองไม่ได้ เราควรทำแทนท่าน แต่ทุกวันนี้พระก็สะสมข้าวสารอาหารแห้ง ทั้งที่เป็นยาวกลิก ไม่ให้สะสม แต่เดี๋ยวนี้นอกรีตศาสนาพุทธหมด แต่อย่างที่สามนี้ รู้ว่าพระท่านนี่เราควรทานให้ท่านก็เป็นปัญญามากขึ้น คนให้ทานเช่นนี้จะเป็นสหายเทวดาชั้นดุสิต ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าเราหุงหากินได้สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อนคือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษีวาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี บูชามหายัญ ฉะนั้น เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี ฯลฯ และภคุฤาษี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส (อตฺตมนตาโสมนสฺ) แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ (คือผู้ที่รู้อัตตาตัวเอง จึงดีใจที่ได้รู้จักอัตตา แต่ท่านมาแปลว่าปลื้มใจ ที่จริงท่านไม่ได้ตั้งหลายอย่าง แต่ไม่ได้ตั้งว่าต้องล้างอัตตา คือไม่รู้จักความเป็นอัตตาแล้วจะกำจัดความเป็นอัตตาให้มันสลายหายไป เขาไม่รู้จักวิธีทำ ก็เลยเวียนกลับ ไม่มีสิทธิ์เป็นอนาคามี ผู้ไม่เวียนกลับ จะวนเวียนกับภพชาติ) แต่บุคคลที่ ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต(จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ) (คือทำทานให้ลดกิเลส ลดภพชาติ จะเป็นอนาคามีได้) เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร นี้แลเหตุปัจจัยเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ อันสุดท้ายนี้ ทำทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิตให้ลดกิเลส จึงหมดภพหมดอัตตาไม่วนเวียนกลับมา คือผู้ทำทานอย่างมีอานิสงส์ แต่คนทำทานมีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์นั้นมีอยู่มากในโลก ส่วนคนทำทานมีผลมาก มีอานิสงส์มากคือไม่มีภพชาติไม่เวียนกลับมาอีกเลย อย่างนี้มีผลมีอานิสงส์ จะทวนให้ฟัง การทานอย่างศาสนาพุทธคือทานไม่มีภพชาติ ทานเพื่อล้างภพจบชาติ ผู้ที่ไม่ศึกษาการทำทานอย่างดีจะทำใจในใจอย่างไร ทำทานอย่างมีอัตถิทินนัง(มีเนื้อหามีอานิสงส์มาก)จะทำอย่างไร ในสัมมาทิฏฐิ ทำทานต้องทำใจไม่ตั้งภพชาติ แต่ถ้าตั้งใจหยาบๆ ตายแล้วจะลอยไปรับผลจากทาน ที่เฟส 1 เฟส 2 อย่างธรรมกายว่า ธรรมกายเป็นสำนักที่ไม่มีบุญแต่ไปตั้งว่าอยู่ในบุญ เป็นสำนักที่ไม่มีความเป็นศาสนาพุทธแต่กลับทำลายศาสนาพุทธอีกด้วย ตั้งตนเป็นต้นธาตุต้นธรรม เข้าข่ายผีบุญ ซ่องสุมคนได้เยอะ เพราะสะกดจิตคน มีอำนาจมาก จนถึงกับประเทศไทยจะใช้กฏหมายจับเขาไม่ได้ นี่คือผีบุญใหญ่ DSI ให้มารับข้อหา ว่าไปรับของโจร ซื้อของโจร ฟอกเงิน เขาใหญ่มาก เขาไม่รับข้อหา ไม่ฟัง ไม่ไป จนกระทั่ง DSI ต้องขอหมายศาล ให้ไปรับข้อหา เขาก็ไม่ไป ต้องขอหมายอีก เมื่อถึงหมายศาลไม่ไปรับข้อหา ว่ามีความผิด รับของโจร ฟอกเงินเขาก็ไม่ไป DSI ก็ไม่มีฤทธิ์ ก็เลยขอหมายจับจากศาล ก็เอาเดินเข้าไป แต่ผู้คนที่เขาซ่องสุมผีบุญ มานั่งล้อมจนDSI หมดน้ำยาต้องกลับไป นี่คือความใหญ่ของคนๆ หนึ่งที่ชื่อว่า ไชยบูลย์ สุทธิผล อาตมารู้มานานแล้ว ว่าคนๆ นี้ปาราชิกสมเด็จ พระสังฆราช ญาณสังวรฯ ก็บอกว่าทำทุจริตการเงิน วินิจฉัยว่าปาราชิกแล้ว มีอำนาจเหนือมหาเถรสมาคม ขนาดพระสังฆราช มีพระลิขิตมา มหาเถรไม่ทำตามกลับเข้าข้างธัมมชโยอีก นี่คือเขาอยู่ในแผ่นดินนี้ไม่ได้เกรงพระทัยในหลวงเลย ศาลนี้ทำตาม พระปรมาภิไธย เขาใหญ่กว่าในหลวง ใหญ่กว่าการปกครองปชต.อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อาตมาก็ว่าเอาหลักกฏหมายมาจับเลยว่าผีบุญ ที่ลบหลู่ผู้ใหญ่สุดในปชต. เขาไม่เข้าใจปชต. แต่เขาอาจเข้าใจว่าปชต.ต้องไม่มีกษัตริย์ ไม่มีใครมีอำนาจเหนือเขา เขาไม่ไว้ใจใครเลย แม้พระเจ้าแผ่นดินเขาก็ไม่ไว้ใจ เขาเชื่อตัวเขาเองนี่คือความใหญ่ของอัตตาเขา ประชาธิปไตยในโลกมี 2 แบบแบบแรกคือเป็นประชาธิปไตยขาเดียวคือไม่มีพระมหากษัตริย์ แบบนี้อาตมาว่าไม่มีความลึกซึ้งในจิตวิญญาณของประชาชนของผู้ที่เป็นมนุษย์ มนุษย์มีจิตวิญญาณที่จะต้องมีลำดับมีความสำคัญ สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . 7.เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.22 ข.282-283) มีสาราณียธรรม 6 เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัม มิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) . . มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย . (ทิฏฐิสามัญญตา) . . (ล.22 ข. 282-283) แต่คนนี้เขาไม่มีเลย แสดงออกว่ากฏหมายเขาก็ไม่เอา แต่กฏหมายนี้ศาลดำเนินตามพระปรมาภิไธยของในหลวง เขาก็ไม่ทำตาม อาตมาก็ยังนึกว่า ถ้าเขาใหญ่อย่างนี้ ใหญ่จริงเขาก็จะอยู่ได้ ใหญ่กว่าในหลวงอีก เขาต้องทำได้ แต่ถ้าเขาเป็นประชากรไทยไม่ใหญ่กว่าในหลวง ไม่ใหญ่กว่ากฏหมาย ไม่ใหญ่กว่ารธน. เขาก็อยู่ไม่ได้ แต่ขณะนี้เขาอยู่ได้ แล้วแสดงตนว่าใหญ่กว่ากฏหมาย รธน. รัฐบาล ในหลวงก็ตาม เขาแสดงว่าตนใหญ่กว่า อาตมาว่าคนๆ นี้ไม่มีนรกจะตก อติวินิบาติ ก็มาเปิดหนังสืออยู่ในบุญของเขา ก็เห็นเลยว่า เขาหลงลาภยศชูเกียรติ ประโคมเกียรติยศแก่พระ ไปได้เปรียญ 9 ก็ฉลองกัน สำนักธรรมกายจึงคือแหล่งซ่องสุมสะสมคนโมหะมาเป็นบริวารมาใช้งานตามแบบผีบุญ เต็มความจริง เพราะว่าเขาหลง ลาภ ยศ สรรเสริญ หลงสิ่งที่ว่าเป็นสุข สุขปลื้มใจอตฺตมนตาโสมนสฺ ในทานสูตร คือหลงภพชาติทั้งหมดไม่พอ สำทับไปอีกว่าปลื้มใจในภพชาติ ดีใจที่ตนเองได้มีอัตตมน คือมีอัตตาเต็มรูปเลย การทำทานคือการให้ แต่เขามาหลอกคนว่า กรรมกิริยาที่ให้นี้ จริงๆกรรมนี้มีทายกเป็นผู้ให้มีปฏิคาหกเป็นผู้รับ เมื่อมีอะไรมาให้เขาก็สอนว่าให้ตั้งจิตมีหวังในทาน ผูกพันในทานสั่งสมในทาน ตายไปแล้วจะได้เสวยผลเป็นวิมาน ในเฟสต่างๆ ทำให้คนหลงใหล ไปทำทานอย่างสั่งสมภพชาติ ไม่ได้รู้จักการละล้างภพชาติ ไม่ได้อยู่ในความคิดนึก ความรู้สึกในตัวเขา ไม่มีเลย เป็นอย่างนั้นเลย คำว่าบุญ แปลว่าสิ่งที่ชำระออก จึงไม่มีในความคิดเขาเลย มีแต่การใส่เข้าไปๆๆ ในหนังสือเขาว่าเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ธรรมสถานล้านนา ได้ทำพิธีตักบาตร 1250 รูป ที่ ม.แม่โจ้ โดยมีเจ้าคณะอำเภอสันทรายเป็นประธานสงฆ์ แล้วมอบกองทุนส่งเสริมสามเณร ใน 4 จ.ภาคใต้ และโครงการสนับสนุนเยาวชนบนดอย อีกด้วย ….คือเขามีวิธีการหยิบสิ่งตื้นๆ ง่ายๆ กุ้งฝอยตกปลากระพง เป็นวิธีการประชานิยมการตลาดที่ยิ่งใหญ่ เอาเปลือกผิวง่ายของโลกก็ดี การให้ทุน การมีพระมาบิณฑบาต 1250 รูป แต่ถ้าพระมาบิณฑบาตแล้วเกิดการจราจรติดขัด เพราะฉะนั้นอย่าไปเกณฑ์พระมามากเกิน เอาความใหญ่มากกว่า สร้างยอดรวมพระได้มาก แต่ผลสะท้อนที่กลับมานั้นมีความเสียหายเลวร้ายกับสังคมก็เอาความใหญ่มาล่อก็เท่านั้นเอง โดยธรรมชาติธรรมดาพระจะมีถึง 1250 รูปเดินแถวเดียวคงไม่ได้ ในอีสานนั้นจะมีพระวัดละ 10-20 รูปเท่านั้น ถ้าเป็นวัดใหญ่ ธรรมดาก็มี 3- 4 รูปเท่านั้น ประเด็นที่เขาเอา คือเอาลักษณะใหญ่โตมากนั้นมาเป็นเครื่องมือประกอบการ จะต้องมีการบวชแสนรูป ใช้ลักษณะนี้มาตลอดเลยคนๆ นี้ ซึ่งเป็นการขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ท่านบอกว่าธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักใหญ่มักมาก ธรรมนั้นวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต เขาหลงในภพของวิมานใหญ่โตหรูหรา ไม่มีไม่มี ไม่มีไม่ได้ แล้วก็ใช้วาทกรรมหลอกคนซ้ำซ้อนอีกว่าเขาเป็นครูไม่ใหญ่ สอนเรื่องใหญ่ ให้คนมักมักใหญ่ แต่ทำเป็นว่าตนเองเป็นครูไม่ใหญ่ นี่คือเล่ห์กลคารมวาทะกรรมของนายคนนี้ แล้วก็ทำเป็นว่ามีรร.ฝันในฝัน เพื่อให้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เป็นฝันๆ เท่านั้นว่าแล้วแต่คุณจะเชื่อ คนๆ นี้มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูกคงไม่พอ ต้องมะกอกสามมหาสมุทรปาก็ไม่ถูกเขา มีหมายเรียกหมายจับจากศาล เขาก็ไม่ไป ส.ฟ้าไทว่า… ทำไมให้ทานเพื่อความดียังเป็นดาวดึงส์ พ่อครูว่า...คนที่ทำทานแล้ว สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ตายไปแล้วจะได้เสวยผลข้ามชาติ) ทาน เทติ เป็นภพชาติเต็มรูปเลย ก็คือเป็นภพชาติเต็มบ้อง จะได้เป็นจาตุมหาราชิกา แต่ผู้มีไหวพริบก็ไม่ตั้ง 4 อย่างนี้แล้วแต่ก็รู้ว่าเป็นความดี คือดาวดึงส์คือภพของกุศลความดีชนิดหนึ่ง แต่ดาวดึงส์นี้ไม่มีบุญเลย คือเห็นว่าเป็นความดีงาม เป็นภพชาติ ยังยึดดี ของพระพุทธเจ้านี้ บุญคือหมดอกุศลหมดบาปได้สมบูรณ์แบบ ส.ฟ้าไทว่า… ทำไมให้ทานเพื่อประเพณียังเป็นยามา พ่อครูว่า...คือเขามีภูมิปัญญามากขึ้น มากกว่าพวกที่เห็นว่าทำทานนี้ดีอย่างเดียว ไม่ต้องมีภูมิปัญญาก็รู้ได้ว่า การให้คนอื่นนี้มันดี แต่ว่านี้ทำเพราะให้เป็นประเพณี แต่ต้องทำทานอย่างลดภพชาตินะ แต่ถ้าไม่ลดก็จะซับซ้อน ว่าไม่ลดจาตุมหาราชิกา กลับนึกว่าดี ทำแล้วก็บาปยกกำลังสองแล้วก็จะให้เป็นประเพณียาวนานอีกก็ซ้ำสามอีก อาตมาเชื่อว่าชาวอโศกมีอีกไม่น้อยที่ตั้งจิตว่าทำทานแล้วก็จะได้เสวยผลในชาติต่อๆ ไป ไม่ถามหรอกว่าใคร ไม่ง่ายนะ ที่จะบอกว่าทำทานนี้อย่าตั้งภพชาตินี้ คุณต้องอ่านอาการจิตว่ามีกระแสหวังอะไร ผูกพันอะไร นิดนึง นี่ไม่ผูกพัน สองนิดก็ถูกแล้ว สามนิด สี่นิดก็สั่งสมเป็นสันนิธิ อัดเข้าไปเลย ใช้เครื่องอัดไฮโดรลิกเลย สันนิธิเปกโข ดุสิตคือแดนกลางๆ ต้องมีวันพักวันหยุด คนจะไปดุสิตมันต้องมีวรรค แต่คนดึงดันจะเอายามาไม่ขอเว้นวรรค จะต่อไปให้หมด คนดึงดันทุรังมากควรพักกูก็ไม่พัก มีแต่นิรันดร คนนี้ไม่มีวันหยุด ไม่มีวันพอ มีแต่ มีๆๆๆๆๆ ไม่มีไม่มี แต่ของพระพุทธเจ้านี้รู้พักรู้จบรู้พอที่ดุสิต อย่างที่โพธิสัตว์จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าก็จะมาพักอยู่ที่ดุสิตก่อน ส่วนพวกที่หลงความบ้า ความโง่ห้าชนิดคือมาปลื้มใจที่ตนได้โง่สุดตกต่ำสุด ชั่วสุด อย่างนี้น่าสังเวช ดีใจในความเลวร้ายยิ่งๆ เลย อาตมาพยายามไขความจริงของอมนุษย์คนนี้ เขายิ่งกว่าจอมจตุมหาราชกา ยิ่งกว่าจอมภูติผี ยิ่งกว่าจอมเดรัจฉาน ยิ่งกว่าจอมมาร ชื่อว่า จอมภูต(เจ้าผี) จอมกุมภัณฑ์(เจ้ามารมายา) จอมนาค(เจ้าเดรัจฉาน) จอมยักษ์(เจ้ากุเวร = เวรชั่ว) จตุมหาราชคือจิตที่ต้องการสวรรค์ เขาสมมุติกันว่ามีสวรรค์ 6 ชั้น ชั้นแรกคือ จตุมหาราช ต้องเป็นมหาราชที่ได้ทั้ง 4 ทิศ ใหญ่มาก จึงเป็นคนที่จะต้องล่า เขาก็เขียนเป็นรูปธรรม มีอาวุธร้าย แล้วแย่งมาก็ได้มาเป็นของกู ของเรา เช่น เจ็งกิสข่าน อเล็กซานเดอร์มหาราช นั่นคือความจริงของคนที่จะต้องได้เป็นเจ้าประเทศเจ้าโลก ได้ทั้งทรัพย์สินเงินทองผู้คน แผ่นดิน ฆ่ามันให้แหลก ได้มาก็เป็นดาวดึงส์ ได้มาเป็นตัวกูของกูแล้วดีใจเป็นการสร้างภพชาติ เป็นความประพฤติเลวร้ายแต่คนหลงเป็นเทวดา เทวดาที่สุขขัลลิกะเป็นสุขเท็จ สุขที่ฆ่าได้แย่งได้เอาเปรียบมาได้ ประเทศที่เขาว่าเป็นมหาอำนาจนั้น เดี๋ยวนี้เขาก็ทำ แต่เขาทำแบบซ่อนแฝง ไม่ได้มาเป็นผู้รับใช้โลก แต่เป็นประเทศมหาอำนาจเจ้าโลกที่เป็นจตุมหาราช เบ่งขี้แตกเลยที่ทำอยู่นั้น ประเทศไหนเอ่ยที่ทำอยู่ตอนนี้ อาตมาก็เลยดีใจที่พล.อ.ประยุทธ์ทำท่าที จนสุดท้ายมหาอำนาจต้องมายอมจับมือกับพล.อ.ประยุทธ์ ถ้าเขาไม่ยอมรับจะไม่ให้ไปประเทศเขาหรอก ทำได้ขนาดนี้ทักษิณจึงโดนตอกหน้า ยิ่งเดี๋ยวนี้วิธีการที่นายกฯทำก็เก็บคะแนนเพิ่มเรื่อยๆ ทักษิณก็แอ็คว่ากูไม่มีคำว่าแพ้ อย่างธัมมชโย

_มีคำถาม เกี่ยวกับสุขภาพ อยากทราบว่าหลังชุมนุมที่แล้วมา ญาติธรรมติดกาแฟเยอะมากๆๆพ่อครูเห็นเป็นประการใด กาแฟพาไปสู่นิพพานได้ไหม? ตอบ..กาแฟมันเป็นสิ่งเสพติด มีคาเฟอีนเป็นสิ่งเสพติด เป็นธาตุกระตุ้นจิตประสาท กินข้าวไปแล้วก็ติด เพราะฉะนั้นเราจะต้องเรียนรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งเสพติดไม่มีทางจะพาไปนิพพาน ต้องละเว้นขาด เวรมณี เช่นมีอรหันต์เก๊รูปหนึ่งกินหมากติดหมากแล้วคนก็นับว่าเป็นอรหันต์ คนๆ นี้เคยจะเลิกหมากแต่ไม่ได้ก็เลยทำประชดประชันไปเลย ไปหลงว่าคนนี้เป็นอรหันต์เป็นต้น เช่นเดียวกับกาแฟที่เราจะต้องลดละ ต้องเรียนรู้จิตเจตสิก เรียนรู้กาย ไกลคือจิตคือมโนคือวิญญาณต้องพิจารณาเป็นตั้งแต่มูลกรรมฐาน 5 เช่นเล็บที่ตัดขาดไปแล้วก็ไม่ใช่กายเรา แม้จะอยู่กับเราที่ไม่รู้สึกมันก็ไม่ใช่กายเรา ก็เรียนรู้ความไม่ใช่กายที่จะไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา บางคนเล็บตัดออกไปแล้วก็ยังบอกว่าเป็นของกูอย่าเอาไป แม้แต่เล็บที่ติดอยู่กับตัวเรามันยังยาวออกมาก็ไม่มีเวทนามันเป็นชีวะ แต่ไม่มีเวทนา อย่าไปยึดเป็นเรา ถ้ายังยึดเป็นเราก็ยังหยาบอยู่ ถ้าตัดออกไปก็ไม่ยึดแล้วก็ดี แต่ถ้ามันติดอยู่นี่ ไม่รู้สึกก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา แม้เล็บที่ติดกับประสาทยังเจ็บอยู่ก็อย่าไปยึดเป็นเราเป็นของเรา แต่ไม่ได้เรียนรู้กันก็เลยไม่รู้มูลกรรมฐาน 5 ไม่รู้จะเอามาพิจารณาว่าคืออะไร จะต้องมาพิจารณาปล่อยวางไปตามลำดับ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน